ตอนที่ 124 ฉันขอไปกินอาหารค่ำกับพวกคุณด้วย
“เดี๋ยวก่อนนะ ก่อนหน้านี้คุณคิดว่าผมจะทำเรื่องไม่ดีกับคุณเหรอ?” พีทเอ่ยถามด้วยความตกใจเมื่อเห็นสีหน้าของจินหลินที่ดูโล่งจนผิดปกติ
“เอ่อ ก็ใช่~” จินหลินยอมรับว่าเธอคิดแบบนั้นจริง เพราะดูจากหน้าตาของพีทที่มีหน้าตาหล่อเหลาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประกอบกับพีทพาหญิงสาวมาด้วยกันถึงสองคนอย่างฝ้ายและหญิงเล็ก จึงทำให้เธออดคิดไม่ได้ว่าพีทนั้นเป็นคนเจ้าชู้
“คุณจินหลินครับ ผู้หญิงทั้งสองคนนั้น หนึ่งในนั้นคือแฟนของผมจริงๆ แต่อีกคนคือผู้บริหารที่ผมชวนมาทำงานที่ร้านไก่ทอด Chicky CPF ของผมครับ” พีทจำได้ว่าเขาแนะนำหญิงสาวทั้งสองคนไปแล้ว แต่กระนั้นการแนะนำในครั้งนี้คือการเน้นย้ำถึงสถานะ ที่ถือเป็นเรื่องส่วนตัว
“ขอโทษด้วยค่ะ…ถ้าอย่างนั้นเราไปคุยธุระกันที่ห้องส่วนตัวของฉันดีกว่าค่ะ” จัดการกับเรื่องเข้าใจผิดนี้ได้แล้ว แต่พีทกับจินหลินก็มีเรื่องที่ต้องพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว ดังนั้นเธอจึงเชิญพีทเข้าไปในส่วนตัวกับเธอตามลำพัง
แน่นอนเธอและพีทได้บอกกล่าวพนักงาน รวมไปถึงฝ้ายและหญิงเล็กเอาไว้แล้ว โดยพีทได้บอกว่าจะไปคุยเรื่องสัญญากับบริษัทจินเว่ย ทางด้านของฝ้ายที่ดูสนอกสนใจกับเครื่องจักรที่กำลังทำงานอยู่ จึงพยักหน้าและตอบตกลง ปล่อยให้พีทไปคุยธุระกับจินหลินตามลำพัง
ทั้งนี้ห้องส่วนตัวของจินหลิน ก็มองทะลุได้จากกระจกฝั่งนี้อยู่แล้ว เพราะจินหลินไม่ได้ปิดม่านบดบังสายตา ฉะนั้นฝ้ายและหญิงเล็กจึงไม่ได้คิดว่าพีทจะกล้าทำอะไร ลามกในที่สาธารณะในตอนกลางวันแสกๆ อย่างแน่นอน
จินหลินพาพีทเข้ามาในห้อง แม้ห้องนี้จะเปิดโล่งและเต็มไปด้วยกระจกทั้ง 4 ด้าน แต่มันก็ถูกสร้างเอาไว้ให้เก็บเสียงเป็นอย่างดี ทันทีที่พีทเข้ามาด้านในห้อง จินหลินก็ปิดประตูห้องตามหลัง ก่อนจะจะเริ่มต้นขู่พีท
ใช่แล้ว…จินหลินกำลังใช้สายตาและคำพูดขู่พีทอยู่จริงๆ “ฉันจะทำตามสัญญาที่คุณได้กำหนดไว้ แต่ฉันไม่รับปากว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะนี้คือธุรกิจของพ่อฉัน…ส่วนเรื่องปิดบังความลับจากผู้อื่น ฉันยินดีทำ ขอเพียงแค่เครื่องจักรของคุณไม่มีผลกระทบต่อประเทศของฉันก็พอและจะผลิตเครื่องจักรที่ไหน ตราบใดที่เป็นคนออกค่าใช้จ่าย ทีมช่างและวัตถุดิบทั้งหมด บริษัทของฉันก็น่าจะไม่มีปัญหา” จินหลินมองพีทราวกับกำลังจะกินเลือดกินเนื้อ
เธอตอบรับข้อตกลงทั้งสามข้อของพีทอย่างครบถ้วน ก่อนจะมาถึงเรื่องของเธอที่พีทดันไปรู้ความลับของเธอนั่นเอง
“ฉันเองก็มีข้อตกลงกับคุณเช่นเดียวกัน หนึ่งคุณห้ามบอกเรื่องที่ฉันโกหกครอบครัวกับใครเด็ดขาด สองห้ามบอกใครว่าฉันเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ของรัฐบาล” จินหลินยังคงจ้องพีทด้วยดวงตาที่ไม่กะพริบเมื่อได้พูดถึงข้อห้ามสองข้อนี้ออกไป ก่อนที่เธอจะเงียบลงสักครู่หนึ่ง ด้วยใบหน้าที่เขินอายเล็กน้อย “สามห้ามคิดกับฉันในทางชู้สาวเป็นอันขาด” เมื่อพูดจบจินหลินก็เหมือนจะอายจนหน้าแดงไปแล้ว แต่กระนั้นเธอก็ยังคงปั่นหน้าเป็นเคร่งขรึม เพื่อวางหมาดให้ดูเป็นคนเยือกเย็น
เหอะ~! พีทแอบส่ายหัวเบาๆ เขาดูออกมาตั้งแต่แรกแล้วว่า จินหลินคือผู้หญิงแบบไหน?
‘ขอโทษนะ ผมรู้จักคนที่มีนิสัยเย็นชาเป็นอย่างดีและเธอคนนั้นก็คือหนึ่งในแฟนของผม ส่วนท่าทางแอ๊บทำเป็นวางหมาดของคุณ เมื่ออยู่ต่อหน้าผมมันปิดไว้ไม่ได้หรอก’ พีทแสยะยิ้มที่มุมปาก พลางจ้องมองจินหลินที่ทำท่าฮึดฮัดใส่เขา
“ข้อหนึ่งและข้อสอง คุณจินหลินไม่ต้องกลัว ผมทำตามที่คุณขออย่างแน่นอน” พีทตอบกลับและได้ตั้งใจเว้นจังหวะลงเล็กน้อย ไม่ยอมพูดถึงข้อสาม ที่สุดท้ายแล้วฝ่ายที่ทนไม่ไหว พูดเร่งเร้าออกมาก่อน ดันเป็นตัวของจินหลินเอง
“แล้วข้อสามล่ะ คุณยังไม่ได้ตอบฉันเลย! แสดงว่าคุณคิดอะไรกับฉันจริงๆ สินะ” จินหลินทำท่าทางฮึดฮัดอีกครั้งและได้ใช้มือทั้งสองข้างกอดอก ด้วยความไม่พอใจเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของพีทที่ดูจะชอบใจที่ได้แกล้งเธอแบบนี้
“อ้อผมลืมไปว่ามีอีกข้อด้วย…คุณจินหลินไม่ต้องห่วง ผมสัญญาว่าผมจะไม่คิดอะไรกับคุณในเชิงชู้สาวอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้ผมมีแฟนด้วยกันถึงสองคนแล้ว คนแรกคือฝ้ายที่คุณก็รู้จักแล้ว ส่วนอีกคนวันนี้เขาติดธุระด่วน เลยไม่ได้มาด้วย ฉะนั้นคุณโปรดวางใจ ผมไม่คิดอะไรกับคุณแน่นอน จะมีก็แต่คุณเองที่ต้องระวังอย่าได้คิดอะไรกับผมก็แล้วกัน” พีทลุกออกไปจากห้อง ระหว่างเขากับจินหลินเป็นอันตกลงกันแล้วว่าทั้งสองคนจะทำตามสัญญาที่ได้รับปากกันเอาไว้
ฉะนั้นพีทจึงแกล้งลุกออกจากห้อง ปล่อยให้จินหลินสาวน้อยจากประเทศจีน ผู้มีนิสัยใจร้อนโผงผาง ยืนด่าทอเขาที่ได้กลั่นแกล้งเธอ…กล่าวหาว่าเธออาจจะเป็นฝ่ายคิดกับเขาในเชิงชู้สาวนั่นเอง
“ผู้ชายหลายใจแบบคุณ ใครจะหลงกลคุณกัน…ช่างน่าเวทนาแฟนทั้งสองคนของเขาจริงๆ” จินหลินพร่ำบ่นอยู่คนเดียวจนเสร็จ ก่อนจะสงบสติอารมณ์ให้ตัวเองใจเย็นลงถึงจะเดินออกมาจากห้อง
ซึ่งในระหว่างนั้น ฝ้ายก็ได้เข้ามาพูดกับจินหลินเป็นภาษาอังกฤษ ถึงเรื่องของเครื่องทอดขนาดเล็กที่วางขายอยู่หน้าร้านกับเธอ “คุณจินหลิน เครื่องทอดชิ้นนี้ ราคาเท่าไรเหรอคะ?” ฝ้ายถาม โดยมีหญิงเล็กชะเง้อมองดูด้วยความสนใจเครื่องทอดขนาดเล็กนี้ด้วยเช่นเดียวกัน
“1200 หยวนค่ะ” จินหลินตอบกลับไป โดยราคาที่ว่านี้ก็อยู่ที่ราวๆ 5000 บาทไทย ไม่ถือว่าแพง ไม่ถือว่าถูก แต่ทว่าจะซื้อมันไปทำไม?
ถึงเครื่องทอดนี้จะมีขนาดเล็ก พกพาไปได้ง่าย แต่มันไม่สามารถนำขึ้นเครื่องบินได้ ต้องขนส่งกลับทางเดียวเท่านั้นและอีกอย่างเครื่องนี้ก็มีขายอยู่ที่ไทย ถึงจะแพงกว่าซื้อจากที่นี่อยู่เล็กน้อย แต่มันก็น่าจะสะดวกกว่าที่จะซื้อกลับไป
“พอดี พีทเขาติดค้างเมนูไก่ทอดสูตรใหม่กับพวกเราอยู่ เพียงแต่ติดที่ว่ากระทะของที่นี่ไม่เหมาะสมที่จะทำไก่ทอด ฉันเลยอยากซื้อเครื่องทอดนี้ให้กับเขาได้ใช้ทดลองสูตรไก่ทอดที่ว่านี้ให้สำเร็จ” ฝ้ายและหญิงเล็กได้บอกเล่าถึงสูตรไก่ทอดของพีทให้กับจินหลินได้ฟังว่าก่อนหน้านี้ พีทได้ทำไก่ทอดสูตรหม่าล่าให้กับพวกเธอกิน แม้มันจะอร่อยมากแล้ว แต่พีทบอกว่ายังอร่อยได้มากกว่านี้
ด้วยความอยากกิน หลังจากต้องเจอกับรสชาติอาหารจืดๆ ของประเทศจีน ที่ทั้งจืดทั้งมัน วันนี้หญิงสาวทั้งสาม รวมรดาด้วยอีกคน จึงตกลงกันว่าคืนนี้พวกเขาจะกินไก่ทอดของพีทเพื่อเปลี่ยนรสชาติบ้างนั่นเอง
‘ไก่ทอดสูตรหม่าล่า?!’
จินหลินได้ยินก็รู้สึกเฉยๆ เพราะในประเทศจีนของเธอ ย่อมมีคนชายไก่ทอดสูตรนี้อยู่แล้ว แต่ที่มันทำให้เธอสนใจก็เพราะว่า เธอเคยได้ยินจากพี่ชายของเธอพูดให้ฟังว่า ไก่ทอด Chicky CPF ที่เป็นพาร์ตเนอร์กับร้านของเธอ
นั้นทำไก่ทอดได้อร่อยมาก น้าสะใภ้และหลานๆ ของเธอ ต่างก็ชอบไก่ทอดนี้และสั่งมากินอยู่บ่อยๆ จึงไม่แปลกที่จินหลินจะอยากลิ้มลองมันบ้าง
“ถ้าเป็นอย่างนั้น ไม่ต้องซื้อหรอกค่ะ…ที่ร้านมีสินค้าตัวอย่างให้ทดลองใช้อยู่แล้ว งั้นเอาแบบนี้ ฉันให้พวกคุณยืมเครื่องทอดนี้ไปใช้งานแลกกับให้ฉันไปทานอาหารมื้อนี้กับพวกคุณด้วยเป็นยังไง?” จินหลินเองก็ไม่ค่อยมีเพื่อนมากนัก เพราะด้วยคณะของเธอ ถือเป็นคณะที่ค่อนข้างเอาจริงเอาจัง
การเรียนต้องตั้งใจเพราะมันหมายถึงอนาคตในการเข้าทำงานในภาครัฐ เป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์ มันเลยทำให้เพื่อนๆ ของเธอ ต่างคนต่างเรียน ไม่ค่อยสุงสิงกันมากเท่าไรนัก
ประกอบกับจินหลินย้ายมาที่เมืองเซี่ยงไฮ้เพื่อเรียนหนังสือคนเดียว ทำให้ส่วนใหญ่เธอต้องกินข้าวคนเดียวเกือบทุกวัน จึงไม่แปลกที่เธอจะเหงา
จินหลินเลยอยากที่จะลองไปปาร์ตี้ดูสักครั้ง เพื่อขจัดความเหงานี้ แม้จะไม่ชอบขี้หน้าของพีทสักเท่าไรก็ตาม แต่เธอก็อาสายอมให้ฝ้ายใช้เครื่องทอดนี้ แลกกับการให้เธอได้ไปกินอาหารร่วมโต๊ะกับคนอื่นๆ นั่นเอง
“ดีเลย คนเยอะๆ จะได้สนุก” ฝ้ายและหญิงเล็ก ตอบตกลงด้วยความจริงใจ ซึ่งจินหลินยังได้เสนอตัวที่จะพาทั้งสามคนไปที่ตลาดเพื่อซื้อวัตถุดิบด้วยตัวเองอีกด้วย
จินหลินขับรถหรูของเธอนำพาทั้งสามคนไปยังตลาดเดิมกับที่ทั้งสามเคยมาในก่อนหน้านี้ โดยการเดินทางนี้ก็ราบรื่นเป็นไปได้ด้วยดี เพียงแต่ติดตรงที่จินหลินพยายามกีดกั้นให้พีทไปนั่งข้างหลังให้ได้ ไม่ให้นั่งข้างหน้ารวมกันกับเธอ
พีท ฝ้าย หญิงเล็กและจินหลิน เข้ามาที่ตลาด สิ่งแรกที่พวกเขาทำก็คือเดินไปยังร้านขายเนื้อสัตว์และในทันทีที่เจ้าของร้านเนื้อสัตว์ที่เคยขายไก่ให้กับพีทไปในครั้งที่แล้ว ได้เห็นหน้าชายหนุ่มอีกครั้ง ทันใดนั้น…พรึบ~!
ประตูหน้าร้านบานเลื่อนถูกปิดลงทันที ตัวเจ้าของร้านรีบวิ่งออกจากร้าน ติดป้ายว่าไปเข้าห้องน้ำในทันที ส่วนบางร้านเมื่อเห็นหน้าพีทและจดจำได้ ถึงจะไม่ได้ปิดร้านหนี แต่ก็ใช้คำพูดขับไล่ด่าทอเป็นภาษาจีน “ออกไปที่นี่ไม่ขายให้กับคนต่างชาติ ไปให้พ้นๆ”
พีท ฝ้ายและหญิงเล็กที่เห็นแบบนั้นก็พูดกันไม่ออก เพราะทั้งสามต่างรู้กันดีว่าหนที่แล้ว พีทได้เลือกไก่ชิ้นที่ดีที่สุดของทางร้านไปเสียเกลี้ยงเลย
‘ทำไมถึงพูดกับนักท่องเที่ยวแบบนี้ นี้เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่สุด’ จินหลินไม่เคยเห็นพฤติกรรมอันหยาบคายกับนักท่องเที่ยวแบบนี้มาก่อน เธอรู้สึกผิดหวังมากเมื่อเห็นถึงพฤติกรรมอันหยาบคายของบรรดาเจ้าของร้าน
ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะในประเทศจีน เกาหลีและญี่ปุ่น ที่เป็น 3 ชาติมหาอำนาจในเอเชียอัตรานักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในประเทศจีนนั้นกำลังตกลงอย่างน่าใจหาย
ลำพังแค่เป็นรองประเทศญี่ปุ่นหลายช่วยตัวก็นับว่าแย่แล้ว แต่ตอนนี้การท่องเที่ยวเริ่มถูกประเทศเกาหลีใต้ไล่ขึ้นมากระชั้นชิดแบบนี้ มันยิ่งทำให้จินหลินรู้แล้วว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนในประเทศจีนปฏิบัติต่อคนต่างประเทศที่มาท่องเที่ยวไม่ดีนั่นเอง
อย่างไรก็ตามเรื่องพฤติกรรมการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ดีนักก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่ทำให้จินหลินดูเป็นกังวลมากที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องสุขอนามัย
“ทำไมเจ้าของร้านเนื้อสัตว์ถึงไปเข้าห้องน้ำพร้อมๆ กัน? หรือที่นี่ไม่สุขอนามัย ถ้าเช่นนั้นเธอคงต้องให้ปู่กับย่อ ส่งคนจากรัฐบาลมาตรวจสอบสักหน่อยแล้ว” จินหลินคิดเล่นๆ พลางหยิบมือถือเตรียมต่อสายไปหาคุณปู่ที่ไม่ได้คุยกันมานาน
“พวกเขาไม่ได้ปวดท้องอะไรกันหรอกค่ะ พวกเขาแค่ปิดร้านหนีพวกเราก็เท่านั้นเอง” ฝ้ายบอกเล่าเรื่องที่พีทได้มาที่นี่เมื่อหลายวันก่อนให้กับจินหลินได้ฟัง
ในตอนแรกเธอก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริง แต่ทำไปทำมา หลังจากเดินผ่านมาแล้ว 4-5 ร้านที่ขายไก่ เธอก็พบว่าทุกร้านต่างปิดหนีพีทจริงๆ จนในที่สุด เธอก็อดทนไม่ไหว กดโทรศัพท์หาคุณปู่ของเธอทันที
จินหลินไม่มีความจำเป็นต้องไปทะเลาะกับเจ้าของร้านเหมือนกับในหนังหรือในนิยาย เธอมีอำนาจอยู่ในมือ ก็ใช้มันออกมาให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องเอามาเบ่งหรืออวดอ้างให้วุ่นวาย
หลังจากเธอได้บอกเล่าเรื่องที่ร้านต่างๆ ในตลาดเมืองเซี่ยงไฮ้ ปิดร้านนี้พวกเธอที่เลือกไก่คุณภาพดีที่สุดของร้านไป ไม่นานประมาณ 10 นาที เจ้าหน้าที่และเจ้าของตลาด ก็พลันรุดเข้ามาตรวจสอบทันที โดยมี พีทและคนอื่นๆ ยืนมองดูด้วยความตกตะลึง
‘อำนาจของจินหลินไม่ธรรมดาเลยจริงๆ’ พีทแอบมองจินหลินอยู่ห่างๆ หญิงสาวคนนี้โตไปต้องเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐอย่างแน่นอน
เธอมองการทำงานของเจ้าหน้าที่ราวกับผู้คุมอย่างไม่วางตา รายงานสถานการณ์ให้กับคุณปู่ของเธอได้ฟังอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ไม่กล้าทำงานกันส่งๆ เพราะทุกคนต่างรู้ว่า นี้คือการรายงานโดยตรงมาจากผู้อาวุโสในสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์
ฉะนั้นเจ้าหน้าที่และเจ้าของตลาดที่ทราบเรื่องจึงรีบเข้ามาจัดการกันอย่างเอาจริงเอาจัง
‘ปัง~!’ เจ้าหน้าที่ตำรวจใช่ไม้กระบองเคาะประตูร้านเสียงดังสนั่น “เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่ามีการเปิดปิดร้าน ไม่ตรงตามเวลาที่กำหนด รบกวนเปิดร้านเพื่อให้สะดวกต่อการตรวจสอบด้วย” ไม่มีคนจีนคนไหนไม่กลัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่แตกต่างกันระหว่างประเทศจีนกับไทย
ที่ประเทศจีนหากตรวจสอบว่ามีความผิดจริง เจ้าหน้าที่ของเขาสามารถสั่งลงโทษได้เลย หากมีเส้นสายหน่อยอาจจะได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย แต่ถ้าตรวจแล้วว่ามีความผิดจริง ก็ไม่มีการประนีประนอมอีกเด็ดขาด
ผิดกับเจ้าหน้าที่ของไทย แน่นอนคนทั่วไปล้วนกลัวตำรวจกันทั้งนั้น แต่ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่กลัว เพราะขอแค่พวกเขามีเงิน ก็สามารถใช้ปิดปากตำรวจได้แล้ว
“พวกเราไปเข้าห้องน้ำมา พอดีเกิดท้องเสียกะทันหัน กำลังจะเปิดร้านเดี๋ยวนี้แหละครับ” หนึ่งในพ่อค้าที่ได้ปิดร้าน พยายามหาทางแก้ตัว แต่แล้วคำแก้ตัวของเขามันดันทำให้เกิดเรื่องลุกลามใหญ่โตขึ้นมาเสียอย่างนั้น
‘เพลี้ย~!’ เสียงตบหน้าฉาดใหญ่จากเจ้าของตลาด ได้ฟาดใส่ใบหน้าของพ่อค้าร้านขายเนื้อ เพราะจากคำพูดเช่นนี้ของเจ้าของร้าน เมื่อประกอบกับหลายๆ ร้านปิดร้านพร้อมๆ กันและอ้างว่าไปห้องน้ำ
เช่นนั้นก็หมายความว่าตลาดแห่งนี้ไม่มีสุขอนามัยที่ดีนะสิ และนั้นหมายถึงการเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบตลาดแห่งนี้ได้ เจ้าหน้าที่จากกรมอนามัยพอได้ยินคำพูดของเหล่าเจ้าของร้านที่กล่าวอ้างว่าท้องเสีย
ทันใดนั้นเพียงแค่เขาพยักหน้าหนึ่งที่ เจ้าหน้าที่จากกรมอนามัยกว่าสิบคน ก็รุดเข้ามาปิดทางเข้าออกชั้นขายเนื้อในตลาดทันที
“เจ้าหน้าที่ทุกท่านโปรดใจเย็นก่อนๆ ที่นี่ไม่ได้สกปรกอย่างที่พวกคุณคิดนะครับ เจ้าของร้านพวกนี้คงไปกินอะไรผิดสำแดงมาเลยพากันไปเข้าห้องน้ำเท่านั้น” เจ้าของร้านเริ่มน้ำตานองหน้าแล้ว เฉกเช่นเดียวกับร้านขายเนื้อต่างๆ ที่รู้ว่าตัวเองได้สร้างเรื่องใหญ่ขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ
ซึ่งถึงแม้ว่ากรมอนามัยจะตรวจสอบว่าไม่พบสิ่งปนเปื้อนหรือสิ่งสกปรกที่ไม่ได้อนามัย แต่กระนั้นตลาดแห่งนี้ก็คงต้องถูกตรวจเสียยกใหญ่ ต้องปิดไปกว่าหลายวันกว่าจะกลับมาเปิดใหม่ได้ก็คงน่าจะน้อยอีกหนึ่งสัปดาห์เป็นอย่างต่ำ
ส่วนร้านขายเนื้อทั้งหลายพวกนี้ หลังจากที่ตลาดกลับมาเปิดใหม่ได้ ก็คงไม่น่าจะมีพื้นที่ให้กับพวกเขาได้ทำการค้าอีกแล้ว
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
นิยายลงทุกวันเวลา 18.00 นะครับ
สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ
www.facebook.com/WritelazyV2
นามปากกา.Writelazy