“แม่อยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย”
แม่เฒ่าเสิ่นพยักหน้า จู่ๆ เธอก็คิดว่ามันไม่ถูกต้อง เหตุใดลูกสะใภ้กับหลานสาวคนรองถึงมาอยู่ที่นี่กันล่ะ? คิดได้ดังนั้นก็รีบเอ่ยถาม
“พวกเธอมาทำอะไรที่นี่? แล้วกลับมาหมู่บ้านั้แ่เมื่อไร”
ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านก็แปลกใจไม่ใช่น้อย เพราะนานทีปีหนจะเห็นลูกสะใภ้ของบ้านเสิ่นจะกลับมาชนบท
“พวกเราเพิ่งมาถึงเมื่อครู่เองค่ะ พอรู้ว่าคุณย่าอยู่นี่ก็รีบวางของแล้วมาทักทายเลย” เสิ่นอันอันตอบ
“ไอ้โหยว ทำไมไม่รอที่บ้านล่ะ อีกเดี๋ยวฉันก็กลับแล้ว พวกเธอจะเดินฝ่าลมหนาวออกมาทำไมก็ไม่รู้”
“อย่าโทษคุณแม่เลยค่ะ เป็ฉันที่ขอให้แม่พามาหาย่าที่นี่เอง เพราะอยู่ในบ้านก็ไม่มีอะไรทำ น่าเบื่อจะตาย ฉันอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ต้องมีอะไรทำ อีกอย่างฉันก็คิดถึงย่าด้วย วันนั้นเรายังคุยกันไม่จุใจเลย”
ท่าทางออดอ้อนวาจาน่าฟัง ทำให้หัวใจที่เคยกรุ่นโกรธของแม่เฒ่าเสิ่นอ่อนยวบลง ทำอย่างไรได้ อย่างไรนี่ก็เป็หลานอีกคนของเธอนี่นา
“แล้วนี่คุยอะไรกันอยู่เหรอคะ ดูท่าทางสนุกกันเชียว?” เสิ่นอันอันเอ่ยปากอย่างซุกซน
“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก” แม่เฒ่าเสิ่นส่ายหน้า เื่ของบ้านหนิงไม่จำเป็ต้องพูดออกไป
เมื่อเห็นว่าแม่เฒ่าเสิ่นมีท่าทางไม่อยากจะพูดถึงมัน ดูท่าแล้วคงเกี่ยวกับเื่มหาวิทยาลัยแน่ๆ
“แม่คะ ฉันอยากคุยกับแม่เื่การสมัครเข้ามหาวิทยาลัยคนงาน ชาวนาและทหารของอันอัน” นางหลี่เจี๋ยโพล่งขึ้นมา ด้วยเกรงว่าหากชักช้ากว่านี่ ลูกของเธอจะไม่มีโอกาสแม้แต่จะส่งใบสมัครด้วยซ้ำ
แม่เฒ่าเสิ่นชะงักเล็กน้อย เธอสบตากับลูกสะใภ้ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“หมายความว่าอย่างไร อย่าบอกนะว่าที่พวกเธอกลับมาเพราะเล็งสิทธิ์ของหมู่บ้านเรา?”
“มันก็ต้องอย่างนั้นสิคะ ใครในหมู่บ้านจะเทียบกับอันอันได้ อันอันของฉันเก่งมาก ความสามารถก็ล้นเหลืออย่างไรก็ต้องได้รับสิทธิ์อยู่แล้ว”
“น้องสาวหลี่เื่นี้มันเป็ไปไม่ได้ เสิ่นอันอันไม่ได้เติบโตในหมู่บ้านหว่านเจี๋ย” ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยขัดขึ้น
เหลวไหลน่า ท่าทางของนางหลี่เจี๋ยราวกับได้ชัยชนะแล้ว มันตลกสิ้นดี
ถ้าไม่มีเสิ่นต้ายา หมู่บ้านพวกเขาจะได้รับสิทธิ์ในการส่งใบสมัครได้อย่างไร แน่นอนว่าเื่นี้คนนอกไม่รู้จึงคิดว่าหมู่บ้านหว่านเจี๋ยจะทำเหมือนกับหมู่บ้านอื่นที่ให้ญาติของเลขาธิการพรรคหรือของหัวหน้าหมู่บ้านรับสิทธิ์นั้น
คนนอกเช่นนางหลี่เจี๋ยรู้เพียงแค่ว่าหมู่บ้านได้รับสิทธิ์จากมหาวิทยาลัยหนึ่งตำแหน่ง จึงคิดว่าลูกสาวตัวเองเหมาะสม
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แม้สิทธิ์นี้จะไม่ได้เป็ของเสิ่นต้ายา แต่ในหมู่บ้านก็ยังมีเด็กอยู่อีกหลายคน หากต้องพิจารณาอย่างไรก็ต้องเลือกผู้ชายก่อน เพราะเมื่อเรียนจบผู้ชายสามารถทำงานได้หลากหลายกว่า
แต่ถ้าต้องเลือกเด็กจากบ้านเสิ่นโดยไม่คำนึงถึงที่มาสิทธิ์ อย่างไรก็ต้องเป็เสิ่นต้ายาไม่ใช่เสิ่นอันอัน พวกเขาเห็นเด็กคนนั้นมาั้แ่เล็กๆ และเฝ้าดูเธอเติบโต
งานหนักก็เอาเบาก็สู้ ขยันขันแข็งทั้งเื่การลงแปลงนาช่วยงานกองการผลิต ทั้งการดูแลคนสูงวัยและไหนจะเป็เลิศด้านการเรียน
มีเสิ่นต้ายาจากบ้านเสิ่นแล้ว เสิ่นอันอันเด็กสาวจากในเมืองจะมีสิทธิ์อะไร?
“แล้วอย่างไรล่ะ ทางการเขาไม่ได้สนใจเื่พรรค์นั้นหรอก เขาดูกันที่สำมะโนประชากร ลูกสาวของฉันเสิ่นอันอันมีสำมะโนประชากรอยู่ที่หมู่บ้านนี้แล้วจะไม่มีสิทธิ์ได้อย่างไร ยิ่งเติบโตมาจากในเมืองยิ่งได้เห็นโลกกว้างกว่าพวกที่ดักดานอยู่แต่ในหมู่บ้าน เคยไปไกลสุดก็แค่นั่งเกวียนนั่งแทรกเตอร์เข้าเขต เด็กแบบนั้นถ้าได้รับคัดเลือกคงตลกน่าดู”
“อะไรนะ?” นางหลิวรู้สึกว่าคำพูดเมื่อครู่ของหลี่เจี๋ยช่างไม่เข้าหูเอาเสียเลย
เสิ่นอันอันรีบดึงแขนเสื้อผู้เป็มารดา
นี่แม่หรือเพื่อนร่วมทีมหมู!
แม้จะรู้ว่าเจตนาของแม่นั้นเป็เพียงการกดข่มเสิ่นต้ายา ทว่าคนอื่นกลับไม่รู้ด้วย วาจาพวกนั้นกระทบกระเทียบใครหลายคนในชนบท
“เอ่อ ฉันไม่ได้หมายถึงคนอื่น ฉันหมายถึงต้ายาบ้านเราน่ะ ฉันกับสามีตัดสินใจกันว่าบ้านเราจะส่งอันอันแทนต้ายาก็เลยอยากจะให้ทางหัวหน้าหมู่บ้านพิจารณาสักหน่อย ไม่ได้คิดว่าคุณแม่จะลงมือเร็วขนาดนี้”
แม่เฒ่าเสิ่นไม่ได้คาดหวังว่าที่ลูกสะใภ้และหลานมาในคราวนี้จะไม่ใช่แค่การเยี่ยมเยือนแต่เป็การ่ชิง
หญิงชรากล่าวขึ้นอย่างไม่พอใจว่า “โรงงานเองก็มีสิทธิ์ที่นั่งให้คนในครอบครัวคนงานไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องมาแย่งชิงจากพวกเราในชนบทด้วยล่ะ”
“โรงงานมีแรงงานตั้งสามพันคน ครอบครัวของแต่ละคนมีเด็กมากมาย แต่ที่นั่งมีแค่สองที่ แล้วบ้านเราจะสู้ได้อย่างไรล่ะคะ แม่ก็พูดแปลกๆ”
อีกทั้งสองที่นั่งที่กล่าวมานี้ยังให้สิทธิ์ปัญญาชนที่ทำงานโรงงานก่อนอีกด้วย
“ฉันไม่สนใจ อย่างไรเื่นี้ฉันก็ตัดสินใจแล้วว่าต้ายาต้องได้สิทธิ์ที่ควรได้ แม้จะไม่ได้รับการคัดเลือกแต่อย่างไรบ้านเสิ่นก็จะส่งต้ายา พวกเธอแม่ลูกกลับไปเสียเถอะ” แม่เฒ่าเสิ่นออกปากไล่ด้วยความรำคาญระคนผิดหวัง
สะใภ้คนนี้เป็คนอย่างไรกัน จะไม่ให้ต้ายาใช้ชีวิตดีๆ บ้างเลยหรือ...
เมื่อการสนทนาไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังถูกไล่ตะเพิด สองแม่ลูกก็กลับไปที่บ้านด้วยความหดหู่ ทว่าก็ยังไม่ยอมแพ้
ทั้งสองคนใช้เวลาเอาอกเอาใจท่ามกลางความเมินเฉยของแม่เฒ่าเสิ่นอยู่นานสองนานแต่ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมาย เมื่อเห็นว่าเส้นตายคืออีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า เสิ่นอันอันและนางหลี่เจี๋ยก็เริ่มกระสับกระส่าย
“อันอันลูกกลับไปพาพ่อมาที่นี่ แม่จะพยายามเกลี้ยกล่อมย่าอีกสักหน่อย ถ้ามันไม่ได้ผลจริงๆ เราจะแยกครอบครัว”
เสิ่นอันอันพยักหน้า แต่เธอไม่คิดว่าพ่อจะสามารถทำอะไรในเื่นี้ได้ มีแต่เธอเท่านั้นที่ต้องพึ่งตัวเอง
ในขณะที่นางหลี่เจี๋ยในหมู่บ้านหว่านเจี๋ยกำลังตามตื๊อแม่สามีและหาทางติดสินบนหัวหน้าหมู่บ้านและเลขาธิการพรรค ทางเสิ่นอันอันเองก็มีแผนการเช่นกัน
[โฮสต์ โฮสต์จะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยจริงเหรอ]
“จะเป็ไปได้อย่างไร เป้าหมายของฉันคือเป็นักแสดงคณะศิลปะของกองทัพต่างหาก”
หากเธอสามารถเข้าคณะศิลปะของกองทัพปลดแอกประชาชนได้ เธอจะรับการบรรจุเป็ทหารที่ทำงานด้านการแสดง มีเครื่องแบบทหารสวยๆ ใส่ มีเงินเดือนและสวัสดิการไม่ต่างจากทหารทั่วไป ที่สำคัญเธอจะมีโอกาสได้พบผู้นำระดับสูง
เมื่อถึงตอนนั้นเธอจะใช้เสน่ห์มัดใจผู้ชายให้เขาตกหลุมรักจนโงหัวไม่ขึ้น สุดท้ายเธอจะได้กลายเป็สุภาพสตรีของผู้นำ
นี่เป็เส้นทางที่สวยงาม มั่นคงและมีเกียรติ ดีกว่าการเข้ามหาวิทยาลัยเป็ไหนๆ
เรียนไปก็ไร้ค่าต้องกลับมาพัฒนาหมู่บ้าน เหนื่อยก็เหนื่อย อนาคตแบบนี้...ไม่เห็นมีข้อดีเลย เป็นักแสดงชื่อดังและเป็ภรรยาของผู้นำนั้นดีกว่าเป็ไหนๆ
แม้เส้นทางชีวิตของเสิ่นอันอันกับเสิ่นต้ายาจะดูไม่ทับซ้อนกัน ทางนั้นเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ทางนี้เลือกเดินเส้นทางศิลปะการแสดง ทว่าเสิ่นอันอันไม่อาจปล่อยให้เสิ่นต้ายาไปได้
หากแม่นั่นได้ดิบได้ดี เธอก็ซวยล่ะสิ!
ั้แ่ที่ผูกกับระบบเสริมความงามเมื่อหกปีก่อน เป้าหมายของเสิ่นอันอันก็เปลี่ยนไป
ขอแค่เธอััใครสักคนก็สามารถเลือกให้คนคนนั้นกลายเป็เป้าหมายในการผูกมัดได้แล้ว โดยชะตาชีวิตและหน้าตาของอีกฝ่ายจะแปรผกผันกับชะตาชีวิตและหน้าตาของเธอ แต่เธอมีโอกาสผูกมัดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ในเวลาที่เสิ่นอันอันได้รับการเลือกจากระบบเธอยังอายุไม่ถึงสิบปี ไม่ได้เจอผู้คนมากมายสักเท่าไร ดังนั้นในสายตาของเธอ คนที่มองว่าดูจะหน้าตาน่ารักงดงามที่สุดก็คือเสิ่นต้ายาที่ผู้เป็พี่สาว ที่นานๆ จะได้เจอกันสักที
เธออิจฉาใบหน้าของเสิ่นต้ายามาตลอด ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง!
เสิ่นอันอันตัดสินใจผูกมัดกับเสิ่นต้ายาทันที