แต่สำหรับอี้ซิน ความยาวนานมิได้หมายถึงความอ่อนล้า
หากเป็เวลาอันเหมาะที่สุดสำหรับยกระดับตนเอง
ห้องพักเล็กของเรือนศิษย์ใหม่ยังคงเงียบงันดังเดิม แสงจันทร์เย็นสีเงินทอดผ่านช่องหน้าต่างแคบลงบนพื้นไม้เป็ริ้วบาง ขณะเดียวกันหินปราณในมือของเขาก็ค่อย ๆ หม่นลงทีละส่วน พลังบริสุทธิ์ภายในหินถูกดึงออกมาเป็สายบาง หลอมรวมเข้าชีพจรและจุดตันเถียนอย่างต่อเนื่อง
อี้ซินนั่งขัดสมาธิหลังตรง ราวต้นสนท่ามกลางหิมะ
ลมหายใจเข้าออกยาวและมั่นคง
ทุกครั้งที่พลังจากหินปราณไหลเข้าสู่ร่าง เขาจะรู้สึกถึงสิ่งหนึ่งซึ่งหลับลึกอยู่ภายในอก มันมิได้ตื่นเต็มที่ มิได้ส่งเสียงใดออกมาชัดเจน เพียงแค่เต้นแ่อยู่เป็ห้วง ๆ และทุกคราที่พลังหยาบหรือสิ่งเจือปนกำลังจะก่อความวุ่นวาย มันกลับดูดกลืนสิ่งเ่าั้ไปอย่างเงียบงัน เหลือไว้แต่ส่วนที่บริสุทธิ์กว่า นุ่มกว่า และเชื่องกว่าให้เขาหลอมรวมต่อได้โดยง่าย
อี้ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ เมื่อหินปราณในมือแห้งแตกเป็ผง
ดวงตาทั้งสองข้างคมลึกยิ่งขึ้น
โลหิตในร่างหมุนเวียนแน่นกระชับกว่าเดิม
แม้ระดับพลังยังมิได้ทะลวงไปขั้นถัดไปอย่างชัดแจ้ง แต่ความหนาแน่นของลมปราณภายในกลับเพิ่มขึ้นอีกส่วนใหญ่เกินกว่าผู้ฝึกปราณขั้นเดียวกันจะเทียบติด
เขากำมือเบา ๆ
เสียงกระดูกนิ้วลั่นแ่ดังกรอบ
จากนั้นจึงค่อย ๆ คลายมือออก
ดวงตานิ่งลึกเหมือนกำลังครุ่นคิดสิ่งใด
เขาเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า การฝึกของตนหาได้เหมือนผู้อื่นไม่
คนทั่วไปใช้หินปราณหนึ่งก้อน ก้าวหน้าได้หนึ่งส่วน
เขาใช้หินปราณหนึ่งก้อน กลับได้ถึงสามหรือสี่ส่วน
คนทั่วไปกลัวโอสถแรงเกินไปจนทำลายชีพจร
ส่วนเขา...กลับมีบางสิ่งในร่างคอยกลืนสิ่งปั่นป่วนออกไป
แต่ยิ่งเป็เช่นนี้ อี้ซินยิ่งไม่กล้าประมาท
ของวิเศษยิ่งลึกล้ำ
ยิ่งต้องซ่อน
ผู้ใดเปิดไพ่หมดั้แ่วันแรก ผู้นั้นย่อมตายเร็ว
เขาเก็บผงหินปราณที่สลายแล้วทิ้งใส่ถ้วยไม้เล็ก ก่อนยกสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง
ลึกในระเบียง ความมืดเริ่มจางลงทีละน้อย
ฟ้ากำลังจะสว่างอีกครา
และเช้าวันใหม่ในเรือนสายศึก...ย่อมไม่มีทางสงบ
ระฆังสำนักดังขึ้นเมื่อฟ้ายังไม่เปลี่ยนเป็สีทองเต็มที่
เสียงกังวานนั้นหนักแน่นกว่าวันก่อนเล็กน้อย ราวกับคนตีระฆังเองก็รู้ดีว่าคืนนี้ในเรือนสายศึกเพิ่งเกิดสิ่งใดขึ้น ผู้คนในเรือนจึงทยอยเปิดประตูออกมาเร็วกว่าปกติ บางคนแต่งกายเรียบร้อยแล้ว บางคนเพิ่งรัดเข็มขัด บางคนยังสะลึมสะลืออยู่ ทว่าทุกสายตากลับมีจุดหมายเดียวกัน
ห้องของอี้ซิน
ประตูไม้เปิดออกช้า ๆ
อี้ซินก้าวออกมาในชุดศิษย์ใหม่ครามอ่อนเช่นเดิม
แต่บรรยากาศกลับไม่เหมือนเมื่อวานอีกแล้ว
หากเมื่อวานผู้คนมองเขาด้วยความสงสัยและระแวง
วันนี้กลับมีทั้งความเกรงใจ ความริษยา และความคาดหวังล่องลอยอยู่ในสายตาเ่าั้อย่างชัดเจน
ศิษย์ใหม่ผอมสูงผู้ถูกเขาช่วยเมื่อคืนรีบก้าวเข้ามาคำนับแทบจะในทันที
“ศิษย์น้อง...ไม่ ศิษย์พี่อี้!” เขาพูดอย่างลนลาน “เมื่อคืนข้ายังมิได้กล่าวขอบคุณให้เหมาะสม ข้าชื่อหลินเซวียน มาจากเมืองอวี้โจว หากวันหน้ามีสิ่งใดให้ใช้สอย โปรดอย่าเกรงใจ!”
คำว่า “ศิษย์พี่” ทำให้คนรอบด้านหลายคนหันมอง
อี้ซินมองเขาเพียงครู่ ก่อนตอบเรียบ ๆ
“เราเข้าเรือนวันเดียวกัน ไม่จำเป็ต้องเรียกข้าศิษย์พี่”
หลินเซวียนรีบส่ายหน้า “เมื่อคืนหากมิใช่ท่าน ข้าคงไม่เหลือทั้งหินปราณ ทั้งโอสถ และอาจถูกหักกระดูกด้วยซ้ำ บุญคุณนี้ข้ามิกล้าลืม”
อี้ซินได้ยินดังนั้น ั์ตาจึงอ่อนลงเล็กน้อย
นี่คือสิ่งที่เขาอ่านจากไฟล์และตั้งใจจะยึดถือไว้
ผู้มีคุณ ย่อมต้องตอบด้วยใจ
มิตรสหาย ย่อมไม่โยนทิ้ง
“เก็บแรงไว้ฝึกเถิด” เขากล่าว “บุญคุณคำเดียวยังมิใช่สิ่งจำเป็”
หลินเซวียนกำหมัดแน่น พยักหน้าอย่างหนัก
ผู้คนรอบระเบียงได้ยินประโยคนี้แล้วต่างมีสีหน้าต่างกันไป บางคนยิ่งเคารพ บางคนยิ่งริษยา เพราะเดิมทีในเรือนแห่งนี้ ผู้แข็งแรงจำนวนมากมักใช้โอกาสจากความเกรงใจของผู้อื่นสร้างพวกพ้องไว้ใช้งาน แต่คนตรงหน้ากลับไม่ฉวยฉวยเอาประโยชน์
สือเหยียนเดินเข้ามาหยุดข้างอี้ซินอย่างไม่รีบร้อน
“ดูเหมือนเ้าได้ใจคนแล้วไม่น้อย”
“ได้ใจคนไม่มีค่าเท่าฝึกให้เก่งขึ้น” อี้ซินตอบ
สือเหยียนหัวเราะเบา “เช่นนั้นเ้าก็จะได้ทั้งสองอย่างเร็ว ๆ นี้”
อี้ซินไม่ตอบคำ
แต่สายตาเขากลับเลื่อนไปสุดระเบียง
ปลายระเบียงด้านนั้น คนสี่ห้าคนในชุดชั้นนอกกำลังยืนอยู่
นำหน้าสุดคือจ้าวคุน
มันมิได้ปิดบังการมองเขาอีกแล้ว
ตรงกันข้าม กลับยืนเด่นกลางระเบียง ราวกับจงใจให้คนทั้งเรือนได้เห็นชัดว่าคืนนี้จบไป...แต่เื่ยังไม่จบ
บรรยากาศรอบระเบียงจึงแข็งตึงทันที
จ้าวคุนกวาดตามองผู้คนที่รวมตัวอยู่รอบอี้ซิน ก่อนหัวเราะเย็น
“ดี” มันกล่าว “คืนเดียวก็เริ่มตั้งตนเป็หัวโจกแล้วหรือ”
ไม่มีผู้ใดตอบ
อี้ซินเพียงมองกลับตรง ๆ
จ้าวคุนจึงก้าวเข้ามาทีละก้าว ด้านหลังมันมีโจวเหอ หลี่เคอ และอีกสองคนที่อี้ซินไม่คุ้นหน้า หนึ่งในนั้นรูปร่างสูงผอม ใบหน้าคมแข็ง ดวงตาเย็นเฉียบ อีกคนล่ำสันราวคชสารหนุ่ม เดินแต่ละก้าวทำพื้นไม้ครางเบา ๆ
หลี่เคอกับโจวเหอมีสีหน้าเจ็บแค้นไม่ปิดบัง
โดยเฉพาะโจวเหอ เมื่อพบอี้ซิน ดวงตาของมันแทบพ่นไฟออกมาได้
จ้าวคุนหยุดห่างออกไปหกก้าว
“เมื่อคืนเ้าใจกล้านัก” มันเอ่ย “ถึงกับตีคนของข้าจนคลานกลับ”
“คนของเ้าไร้ค่าเอง” อี้ซินตอบ “มิคู่ควรให้ข้าใช้แรงมากกว่านั้น”
ประโยคนี้ดังชัดทั่วระเบียง
คนที่ยืนอยู่โดยรอบต่างสูดหายใจพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว
จ้าวคุนเองก็นิ่งไปเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนหัวเราะออกมาช้า ๆ
“ดียิ่ง” มันกล่าว “ข้าชอบคนปากแข็ง เพราะยามหักมันลงมาจะสะใจที่สุด”
สิ้นคำ มันก็หันไปทางลานรวมตัวด้านล่าง
“วันนี้ข้าจะไม่รังแกเ้าบนระเบียงห้องพัก” จ้าวคุนกล่าวเสียงดังจนคนทั้งเรือนได้ยิน “ครั้นเมื่อถึงลานฝึก หากเ้ายังกล้า ย่อมมีที่ให้เ้าแสดงฝีมือ”
อี้ซินเห็นความหมายในประโยคนั้นทันที
คนผู้นี้หาได้บ้าระห่ำไร้ปัญญา
มันกำลังเลือกสถานที่ซึ่งผู้ดูแลเรือนไม่อาจเพิกเฉยง่าย แต่ก็ยังเปิดช่องให้ “สั่งสอน” กันภายใต้ชื่อของการฝึกได้
อี้ซินจึงพยักหน้าเพียงนิด
“ข้ารออยู่”
จ้าวคุนแสยะยิ้ม
จากนั้นจึงหมุนตัวลงบันไดไปพร้อมคนของมัน
ทันทีที่พวกมันพ้นสายตา เสียงกระซิบรอบตัวก็เริ่มดังขึ้นไม่ขาด
“ครานี้มันเอาจริงแล้ว”
“คนข้างหลังจ้าวคุนคือเจียงหรงกับฟางฉี...สองคนนี้เก่งกว่าหลี่เคอมาก”
“หากถึงลานฝึกจริง เกรงว่ามิใช่เื่เล็กแล้ว...”
สือเหยียนลดเสียงลง
“เ้าคิดเช่นไร”
อี้ซินตอบโดยไม่มองเขา
“คิดหรือ” เขาพูดเรียบ “ข้าเพียงจะเอาทรัพยากรของพวกมันมาเป็ค่ามากัดข้าเท่านั้น”
สือเหยียนชะงัก ก่อนหัวเราะออกมาเต็มเสียง
หลินเซวียนเองถึงกับอ้าปากค้าง
คนรอบด้านยิ่งมองอี้ซินเหมือนกำลังมองอสุรกายที่เพิ่งลุกจากหุบเหวมรณะจริง ๆ ไม่ใช่ศิษย์ใหม่ธรรมดา
ลานฝึกยามเช้ากว้างใหญ่และเย็นกว่าทุกวัน
ผู้ดูแลเรือน เถาเหวิน ยืนอยู่กลางลานเช่นเคย
ใบหน้าคมเข้มมีรอยแผลเก่าพาดยาวนั้นยังไม่เปลี่ยน
ดวงตาเขาเย็นสงบเหมือนคนที่มองทะลุความตึงเครียดของคนทั้งลานได้อยู่แล้ว
ศิษย์ใหม่ทยอยเข้าประจำแถว
แต่วันนี้ทุกคนกลับขยับอย่างรวดเร็วและเป็ระเบียบเกินกว่าวันก่อน
เพราะต่างรู้ดีว่าเื่จะไม่จบที่การยืนม้าเพียงอย่างเดียวแน่
อี้ซินยืนแถวหน้าเช่นเดิม
ด้านซ้ายคือสือเหยียน
ด้านขวาคือหลินเซวียน
ส่วนทางฝั่งตรงข้ามของลาน จ้าวคุนกับพวกยืนอยู่ก่อนแล้ว บางคนทำท่าคุยสบาย ๆ แต่ทุกสายตากลับจับมาทางเขาแทบไม่กะพริบ
เถาเหวินกวาดตามองผู้คนรอบลานเพียงครู่เดียว แล้วจึงเอ่ยขึ้น
“ดูเหมือนวันนี้ทุกคนมีไฟกว่าวันก่อน”
เสียงเขาไม่ดัง
แต่หนักแน่นพอให้ลานสงบในพริบตา
“ดี”
เขาเอามือไพล่หลัง เดินช้า ๆ ระหว่างแถว
“ผู้ฝึกยุทธ์ที่ดี ไม่ควรมีเพียงกายแข็งแรงกับลมปราณมั่นคง” เขากล่าว “ยังต้องรู้ว่าเมื่อใดควรรั้ง เมื่อใดควรแย่ง และเมื่อใดควรกัดคอศัตรูให้ขาด”
ศิษย์ใหม่หลายคนหน้าตึงทันที
ประโยคนี้ฟังอย่างไรก็เหมือนจงใจกล่าวเปิดทางให้บางสิ่ง
เถาเหวินหยุดลงตรงลานกึ่งกลาง ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่อ้อมค้อม
“วันนี้ การฝึก่เช้าจะเปลี่ยน”
“ข้าจะแบ่งพวกเ้าจับคู่ แลกกระบวนพื้นฐานจนกว่าคนหนึ่งจะถอย”
ทันใดนั้นสายตาหลายคู่ก็หันไปทางอี้ซินกับจ้าวคุนแทบพร้อมกัน
เถาเหวินยิ้มเพียงมุมปาก
“แน่นอน...คนที่มีเื่กันอยู่แล้ว ยิ่งควรจับคู่กันเร็วขึ้น”
ลานทั้งลานเงียบกริบ
ไม่มีผู้ใดสงสัยอีกแล้วว่าผู้ดูแลเรือนรู้อะไรอยู่บ้าง
จ้าวคุนยกยิ้มเย็นทันที
โจวเหอกับหลี่เคอเองก็ดวงตาวาวโรจน์
สือเหยียนขมวดคิ้ว แต่ยังมิทันเอ่ยสิ่งใด เถาเหวินก็สั่งต่ออย่างเฉียบขาด
“อี้ซิน”
“จ้าวคุน”
“ออกมา”
สองชื่อนี้ตกลงกลางลานราวก้อนหินหนัก
อี้ซินก้าวออกจากแถวโดยไม่ลังเล
จ้าวคุนก็เช่นกัน
ทั้งสองหยุดยืนห่างกันสิบก้าว
ลมยามเช้าพัดผ่านระหว่างกลาง
ชายเสื้อครามของทั้งสองขยับแ่เบา
คนทั้งลานล้วนจับจ้อง
เถาเหวินเดินถอยออกไปข้างลาน ก่อนกล่าวกติกาเสียงเรียบ
“แลกกระบวนพื้นฐานเท่านั้น”
“ห้ามใช้อาวุธ”
“ห้ามสังหาร”
เขาหยุดนิดหนึ่ง
ดวงตาคมวาบผ่านทั้งสอง
“แต่หากผู้ใดเก็บมือเกินไป จนการฝึกไม่อาจนับเป็การฝึกได้...ข้าจะลงมือแทนเอง”
จ้าวคุนหัวเราะต่ำ
“ผู้ดูแลวางใจ ข้าย่อมไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
อี้ซินไม่พูด
เพียงยืนสงบนิ่ง
ท่าทีเช่นนั้นยิ่งทำให้จ้าวคุนหงุดหงิดยิ่งขึ้น
มันเกลียดสายตานี้
เกลียดความนิ่งนี้
เกลียดการที่อีกฝ่ายปฏิบัติต่อมันราวกับมิใช่ผู้ควรค่าให้ใส่ใจ
ดังนั้น ในใจของมันั้แ่แรกแล้ว...ศึกนี้จะมิใช่เพียงสั่งสอน
แต่ต้องบดขยี้ให้คนทั้งเรือนเห็น ว่าศิษย์ใหม่ผู้เด่นเกินคนผู้นี้สุดท้ายก็ต้องคุกเข่าอยู่ต่อหน้ามัน
เถาเหวินยกมือขึ้นเบา ๆ
“เริ่ม”
คำเดียวจบ
จ้าวคุนก็พุ่งออกทันที
ครานี้มันไม่คิดเล่นเชิงอีก
ไม่คิดลองวัดกำลังเหมือนคราวก่อน
มันใช้วิชาก้าวลมเมฆของศิษย์ชั้นนอกเต็มรูปแบบ ฝีเท้าเลื่อนไปบนพื้นหินอย่างรวดเร็ว ร่างทั้งร่างคล้ายพุ่งตรงแต่แท้จริงกลับเปลี่ยนตำแหน่งสามครั้งในครึ่งลมหายใจ เกิดภาพซ้อนเบาบางขึ้นตรงหน้าของอี้ซิน
ผู้ชมหลายคนถึงกับส่งเสียงใ
เพราะนี่มิใช่ศิษย์ใหม่ทั่วไปจะรับมือได้แน่
แต่ดวงตาของอี้ซินกลับเพียงหรี่ลงเล็กน้อย
เขาอ่านไหล่
อ่านส้นเท้า
อ่านจังหวะลมหายใจของอีกฝ่าย
และเมื่อภาพซ้อนทั้งสามประชิดเข้ามา
เขาก็ขยับก้าวเดียว
ปัก!
เสียงฝ่าเท้าแตะพื้นดังชัด
ร่างของอี้ซินเลื่อนเฉียงออกจากจุดเดิมเพียงครึ่งก้าว แต่ครึ่งก้าวนั้นกลับทำให้กรงเล็บมือของจ้าวคุนที่ควรคว้าคอเสื้อเขา พลาดไปเพียงเส้นผม
ทันทีที่พลาด
อี้ซินก็กดข้อมือมันลง
หมุนไหล่
บิดเอว
ปล่อยศอกสั้นเข้าใส่กระดูกซี่โครงทันที
ปัก!
จ้าวคุนะเืในอก
แต่มันเตรียมใจไว้แล้ว จึงกัดฟันรับไว้ ฝ่ามือซ้ายตบสวนลงตรงใบหูอี้ซินอย่างรวดเร็ว
อี้ซินก้มหลบ
ปลายฝ่ามือเฉี่ยวหางผมไปนิดเดียว
คนทั้งลานยังไม่ทันหายใจครบ
ทั้งสองก็แลกกันไปแล้วสามกระบวน
เร็ว
หนัก
และเฉียบคมกว่าการปะทะเมื่อวานหลายส่วน
จ้าวคุนถอยครึ่งก้าวแล้วพุ่งกลับเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้มันกดฝ่ามือสองข้างต่ำลง เปลี่ยนจากจู่โจมเร็วเป็กดจังหวะหนักแน่น หมายอาศัยความได้เปรียบเื่ลมปราณที่สั่งสมมานานกว่า บีบให้อี้ซินรับจนเสียหลักทีละชั้น
อี้ซินเองก็ััได้ทันที
คนผู้นี้มิใช่หลี่เคอหรือโจวเหออีกแล้ว
แต่เขาหาได้หวาด
ตรงกันข้าม
ภายในอกของเขากลับร้อนขึ้นช้า ๆ
เขา้าศัตรูเช่นนี้ต่างหาก
ศัตรูที่กดพอให้ต้องเอาจริง
ศัตรูที่มีค่าพอให้เหยียบแล้วเกิดเสียง
จ้าวคุนปล่อยฝ่ามือต่อเนื่องเจ็ดครา
หนักขึ้นทุกครา
ลานหินใต้ฝ่าเท้าสองฝ่ายถึงกับสั่นเบา ๆ
ผู้ชมล้วนตาไม่กะพริบ
แม้แต่เถาเหวินยังยืนกอดอกมองนิ่งไม่ละสายตา
สือเหยียนกำหมัดแน่น
หลินเซวียนหายใจติดขัด
ศิษย์ใหม่หลายคนเหงื่อซึมฝ่ามือโดยไม่รู้ตัว
แต่ผู้ที่ยิ่งดู...ยิ่งตะลึง กลับเป็ศิษย์ชั้นนอกบางคนที่ยืนมุงอยู่รอบลาน
เพราะพวกเขาเห็นชัดว่า อี้ซินมิได้ถอยเพราะอ่อนกว่า
หากกำลัง “อ่าน” จ้าวคุนอยู่
เขาถอยหนึ่งก้าว
สองก้าว
สามก้าว
แต่ทุกก้าวมิได้ปั่นป่วน
ไม่หลุดจังหวะ
ไม่แตกแถว
ราวกับพยัคฆ์หนุ่มกำลังถอยเข้าพุ่มหญ้า
รอเพียงให้เหยื่อเผลอเผยลำคอ
และแล้ว...จังหวะนั้นก็มาถึง
จ้าวคุนคิดว่าตนอาศัยฝ่ามือหนักบีบอีกฝ่ายจนชิดขอบลานแล้ว
ในใจจึงฮึกเหิม
แรงฝ่ามือคราที่แปดจึงเปิดกว้างกว่าก่อน เพื่อหวังตบอีกฝ่ายให้กระเด็นล้มลงกลางลานในคราเดียว
แต่อี้ซินกลับมิถอย
เขาก้าว “สวน”
ในวินาทีที่ทุกคนคิดว่าเขาควรหลบ
เขากลับแทรกตรงเข้าด้านในวงแขนของจ้าวคุน
ฝ่ามือของอีกฝ่ายจึงเสียระยะกึ่งหนึ่งทันที
อี้ซินใช้แขนซ้ายกดสันแขนมันลง
ไหล่ขวาแทงประชิด
จากนั้นหมัดซ้ายอัดตรงเข้าใต้กระบังลม!
ปัก!
เสียงกระแทกดังทึบยิ่ง
จ้าวคุนหน้าบิดในคราเดียว
ลมหายใจสะดุด
โลหิตแทบกระอักขึ้นมาถึงคอ
ทว่านี่ยังไม่จบ
อี้ซินหมุนตัวต่อเนื่องแทบไม่หยุด ปล่อยศอกขวาเข้ากลางทรวงอกอีกฝ่ายซ้ำทันที
ปึง!
ร่างของจ้าวคุนปลิวถอยหลังไปหกก้าวเต็ม
ฝ่าเท้าทั้งสองกวาดพื้นหินจนเกิดรอยยาว
เสียงทั้งลานเงียบลงฉับพลัน
แม้แต่ผู้ที่ไม่รู้เื่กระบวนท่าก็เห็นชัด...นี่มิใช่การแลกแล้วเสมอ
แต่คือการที่จ้าวคุนถูกกดถอยอย่างแท้จริง
จ้าวคุนยืนหอบ
ดวงตาแดงก่ำ
ความอัปยศแผดเผาจนใบหน้ามันบิดเบี้ยว
มันรู้สึกชัดว่าหมัดเมื่อครู่หนักหน่วงเกินศิษย์ใหม่ขั้นต้นธรรมดาจะทำได้
หนักเสียจนแม้ตนฝืนยืนได้ โลหิตภายในก็ยังปั่นป่วนไม่หยุด
“เ้า...!”
มันกัดฟันแน่น
จิตสังหารทะยานพุ่งขึ้นจริงในวินาทีนั้น
อี้ซินยืนอยู่กลางลาน
ลมยามเช้าพัดชายเสื้อเขาเบา ๆ
ดวงตายังเย็นลึกราวเดิม
“นี่หรือศิษย์ชั้นนอกผู้อยู่มาก่อนข้า” เขาเอ่ยช้า ๆ “หากมีเพียงเท่านี้ ต่อให้ส่งสุนัขมาอีกสิบตัว ผลก็ไม่ต่างกัน”
คำนี้ดังเข้าหูจ้าวคุนโดยตรง
ไฟโทสะในใจมันจึงะเิออกสิ้นเชิง
มันคำรามลั่น พลังปราณทั้งร่างพุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่ง เส้นเอ็นที่คอปูดนูน แขนทั้งสองข้างเกร็งจนเสื้อครามตึง
ศิษย์ชั้นนอกหลายคนเห็นท่าทีนี้แล้วต่างหน้าเปลี่ยนสี
เพราะพวกเขารู้ว่า...จ้าวคุนกำลังคิดจะใช้กระบวนที่เกิน “การฝึกพื้นฐาน” ไปแล้ว
เถาเหวินหรี่ตาลง
แต่ยังไม่เอ่ยห้าม
อี้ซินััแรงกดนั้นได้ชัดในทันที
แต่ในใจกลับยิ่งนิ่ง
ยิ่งศัตรูโกรธ
ยิ่งง่ายจะฆ่า
แม้เถาเหวินห้ามสังหารไว้
แต่การเอาทรัพยากรและตบหน้าให้สุด...ย่อมไม่มีผู้ใดห้ามเขาได้
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง
กลางอกของอี้ซินก็เต้นขึ้นอีกครา
ตึก...
พลังบางอย่างจากส่วนลึกในร่างพลันไหลผ่านชีพจรขึ้นมาเล็กน้อย
ไม่มากนัก
แต่พอให้จิตและกายของเขารวมเป็หนึ่งแน่นกว่าเดิม
อี้ซินมิได้ใคร่ครวญ
เพียงก้าวเท้าซ้ายออกครึ่งก้าว
เตรียมพร้อมจะตัดศึกนี้ให้จบในกระบวนถัดไป