ถึงเช้าก่อนตื่นนอน ข้าจะได้ยินเสียงของจันทราแรมรอนร้องเพรียกหาอยู่เป็เนืองนิตย์ ดุจหนึ่งราวกับเป็เครื่องเตือนเสมือนใจ วิตกครุ่นคิดเกี่ยวกับสิ่งเ่าั้ไม่จบ แม้นที่จริงไม่มีสิ่งใดให้ข้ากังวลหรือต้องคิดมาก แต่ถึงอย่างนั้นตัวข้าภายในใจก็ยังคงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่โศกเศร้าไปต่างกับจันทราที่ส่องประกายในยามราตรี
"เฮ้!" เสียงของอริชาติ หมายมั่นฝั่งอักษะ ก่อสู้ต่อกรอย่างไม่คิดชีวันถวิลหา ตัวข้าเพียงร่วงรา หล่นลงจากอานม้า สีข้างแลแผ่นหลังกระทบตกลงบนพื้นดินที่แห้งกร้านอย่างทุกข์ทรมาณ แต่ทว่าการฝึกอันโหดและหนักหนวงทำให้ข้าลุกขึ้นยืนมาตวัดดาบ ร่ายรำเพลงดาบเหมือนที่พ่อข้าเคยสอน
สายลมเปลี่ยนทิศ ทักษินัยหมุนเวียนเปลี่ยนหมุนผ่าน เคลื่อนอายาพิทมลงทบด้วยปลายดาบ เฉือดเฉือนชายทหารจากฝั่งศัตรู ตวัดดาบเป็เรียวแรง ฝาดฟันเข้าไปยังกลางกบาล กลางกระหม่อม บ้างก็เผลอผลั้งข้าไปปาดคอพวกเขา ทีละคน ทีละคน และเต็มไปด้วยน้ำตาที่หลั่งไหลรินออกมาที่แยจะปนเปื้อนอยู่กับคราบเืของศัตรูตนแล้วตนเล่า
ความรู้สึกของข้า ณ เวลานี้ตรงข้ามกับร่างกายที่ฮึดสู้อย่างสิ้นเชิง พ่อข้าก็ยังคงฝาดฟันพวกมันอย่างสนุกมือ ราวกับสิ่งนั้นทำให้เขาไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ไม่มีคำว่า เมตตาปราณีกับคู่ต่อสู้ ห่ำหั่นกันโดยวาจามิต้อง พูดคุยกันด้วยกำลังเท่านั้นเมื่อยามรบ วาาก็เป็เพียงเครื่องมือที่ช่วยให้เราพ่ายแพ้ได้
บทเพลงหนึ่งเริ่มดังมาในหัวของข้า ตอนที่ข้าอยู่ในห้องท้องพระโรงกำลังเล่นขลุุ่ยราฉิ่วอู้อยู่ นกกระเรียนก็ลอยล่องมาอยู่ตรงสวนหย่อม ข้างกับห้องพระโรง บ้างพวกมันก็บินมาอยู่บริเวณไม่กว้างมาก ข้างๆห้องบรรทมของข้า เพื่อมาฟังเสียงคีตะดาราเร่งเสียง
'ท้องฟ้า สีคราม สดใส เสียงร่ำไห้ ซ้องอุไร พระเนตรทอดมัวไม่เห็นทาง มีเพียงความร้างราว เหี้ยมโหด ทุก่กระแส การคิด จับคมดาบ ท่วงทำนองท่าทีที่ตวัดมาอย่างทักษิณาวรรต'
แล้วข้าก็เริ่มยกดาบขึ้นทัดเทียมหู ยืนกางมันออกเหมือนกับปีกข้างหนึ่งของนกกระเรียนที่กางออก ใช้ข้อมือหมุนดาบให้เห็นเป็รอยทางคล้ายกับปีกที่กำลังหุบ
"ย๊าก!"
"เชร๊ง! ชวบ! ชับ!" เสียงของคมดาบเริ่มฝาดฟันห่ำหันกัน ข้าเองก็สู้กับแรงกระแทกเ่าั้อย่างหักโหม ผู้คนมากมายต่างถ่าโถมเข้ามาไม่ต่างกับสายธารน้ำที่ไหลมารวมที่จุดเดียวคือ 'ตัวข้า'
ปลายดาบทั่วทุกสารทิศถูกเขวี้ยงและเหวี่ยงขึนมาจากระดับพื้น ทั้งฟาดฟันเข้ามาอย่างไม่ยั้งมือ "เฮือ ฉ๊วบ ฉับ เชร๊ง!" ตัวข้าทั้งหมุนตัวและถอยตัวไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว ถีบตัวเองจากพื้นดิน
ชุดนักรบอาจจะหาญหนัก ทำให้การเคลื่อนกายของข้าเป็ไปอย่างยากลำบาก "ฮึบ!" ข้าะโตัวเองตีลังกาหลบปลายดาบ และพวกมันก็จ้วงดาบแทงเข้ามากันทีละคนสองคน ข้าก็เอียงซ้ายหลบขวา ไปเป็ตามจังหวะของปลายดาบ เหมือนกับทุกครั้งที่ข้าฝึกคู่กับพ่อของข้า
แต่ทว่า... "เอือก!" ดาบเ่าั้มันกลับจ้วงแทงเข้ามาที่ซี่โครงร่างซ้ายของข้า
"อูมักยอน!" เสียงบิดาของข้าะโลั่นขึ้นมา จนกระทั่ง....
ปลายดาบอีกนับสิบถูกแทงเข้ามาอย่างไม่ยั้งมือ ความเ็ปและแสบซ่านจากปลายคมดาบก็ทำให้ร่างกายของข้าเต็มไปด้วยาแฉกรรจน์ จนท้ายที่สุด....
"ข้า..."
ความมืดเริ่มเข้าสู่ดวงตา ความพร่ามัวของแสงสีขาวอยู่เต็มใบหน้าคราตาของข้า แล้วทุกอย่างก็มลายหายสิ้นไปจากหน้าข้า ไม่เหลือสิ่งใดเลยสักอย่าง
ณ ปัจจุบัน
"นี่ๆ น่าเสียดาย กับราชวงศ์ของฮวาน ในสมัยยุคโครยอนที่ทั้งเก่งและต่อสู้ได้หลายต่อหลายด้านเลยนะโว๊ย" เสียงของชายอ้วนท้วม ที่กำลังถือกิ้งกือปิ้งกันอย่างเอร็ดอร่อย เดินคู่มากับชายหนุ่มรูปงามผิวขาว ดวงตาดูคมกริบ กำลังมองไปทางสาวๆที่กำลังมองเขาอยู่ตรงข้ามกับถนนทางเดิน
ท่ามกลางบรรยากาศของตลาดที่ซุกชุล เต็มไปด้วยผู็คนจากทั่วสารทิศ ทุก่ยุคสมัย ถูกนำพาเข้ามาอยู่ในแผ่นดินใหญ่นี้ "อืม ข้าก็ว่า ลูกชายของกษัตริย์ฮวานอ่อนไหวไปเลยพ่ายแพ้ ในศึกสุดท้ายกับเมืองเหนือ"
"นี่เอิ๋งเตี๋ยงฟ่ง ข้ากับนายจะพูดเื่ราชวงศ์ฮวานอีกนานไหมอะ ข้าเบื่อที่จะต้องกินกิ่งกือทอดแถวตลาดเดี้ยนอี้เินี้แล้วน่ะ" ชายอ้วนโยนกิ้งกือทอดสี่ไม้ทิ้งอย่างดื้อๆ ใบหน้าบูดบึ้งอย่างไม่พอใจ
"อะเ้า อยากกินอะไรว่ามา" ชายหนุ่มตอบกลับแล้วโบกไม้โบกมือให้กับหญิงสาวรูปงามคนนั้น และหญิงงามคนนั้นก็โบกมือตอบแทน เธอกำลังวิ่งตรงมาหาเขา
"นั่นใครน่ะ" ชายอ้วนถามขึ้นแล้วหรี่ตามองหญิงสาวอย่างพินิจพิเคราะห์
นางผู้นั้นสวมใส่เสื้อผ้าไหมสีชมพูสลดสดสวยไปด้วยเสื้อคลุมชั้นในสีขาวที่สะอาดสะอ้าน มัดผมยาวสยาย "นี่พี่ เอิ๋งเตี๋ยงฟ่ง พาเ้าั์มาอีกด้วยเหรอเนี่ย!" นางเดินมาถึงก็ใช้มือทั้งสองตีพุ่งชายร่างอ้วนเหมือนกับกล่อง
"ตุบ ตุบ ตุบ"
"โอ๊ย!" ชายร่างอ้วนร้องขึ้น ใบหน้าเผยรอยยิ้มให้เห็น "นึกว่าใครที่แท้ ก็เอี่ยวินี่เอง"
"แหม่ พี่กีอี้หลิง มาพร้อมกับพี่เอิ๋งเตี๋ยงฟ่งก็ไม่บอก ท่านแม่บอกให้ข้าพาพวกพี่ไปกินข้าวที่โรงเตี้ยม ท้ายเมืองก่อนน่ะจ้ะ"
"อ้าว ไหนว่า..." กีอี้หลิงกำลังจะหันหน้าไปถามเอิ๋งเตี๋ยงฟ่งที่ทำหน้าตาหยอกย้อล้อเลียนเขาอยู่
"อ้าว ข้าก็เพิ่งรู้จากเ้าก็คราวนี้ล่ะ..."
"เอ้ยๆ ไม่ต้องทะเลาะกัน เป็ข่าวฉุกเฉิน อันที่จริง มีมี่เอี่ยวเผิงมาน่ะ"
"ยัยแม่มดจากหุบผาราตรีเหรอ" กีอี้หลิงพูดขึ้นแล้วทำหน้าตาบูดบึ้ง เบี้ยวให้กับเอิ๋งเตี๋ยงฟ่งและเอี่ยวิ หัวเราะให้กับคำพูดของกีอี้หลิง "หัวเราะกันทำไมอะ ก็มันออกจะหน้ากลัวจะตาย"
"ข้าไม่ได้ตลกตรงที่เ้าว่า ข้าแค่ตลกกับใบหน้าของเ้าตั้งหากล่ะ ฮ่าฮ่า"
"เอ้ ใบหน้าข้ามีอะไรเหรอ" แล้วพวกเขาทั้งคู่ก็เดินไปตามทางเดินหินที่ระแวกสองข้างทางเป็บ้านเป็หลังบ้างก็เป็บ้านหน้าถังแบบสมัยของราชวงศ์จีนสมัยโบราณ มีโคมไฟสีแดงประดับประดาอยู่
"ฮึ่บ!"
"โคร่ม"
"อร๊าย! ขโมย!" เสียงของหญิงสาวร่างท้วม ใช้มือชี้ไปที่กลุ่มชายฉกรรจ์สองสามคน
"ฮึบ!" ชายผ้าสีขาวลอยมาจากกลางอากาศ ปรากฏเป็ร่างชายสวมใส่ผ้ายาวสีขาวและสีฟ้าเจริดจรัสเปร่งประกายเหมือนกับหยดน้ำลอยอยู่เหนือหัวของหมู่บ้าน "เอ้ย! พวกเ้าคืนของให้กับเจ้เนี๋ยด้วย!"
"เ้าเป็ใคร" ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นพยายามจะวิ่งหนีแต่ทว่า...
ชายแต่งกายด้วยผ้าสีขาว ยาวดูทรงสง่าไม่ต่างจากกระเรียนตัวหนึ่งที่กำลังโบยบิน ตรงปลายข้อมือมีดาบยาวที่ปลายดาบสลักด้วยตัวอักษรจีน และตัวอักษรสีเหลืองไปด้วยไหมชั้นดีที่เขียนว่า 'ฉีจ้ง'
ลอยตรงเข้ามายังขโมยที่กำลังถือของอยู่ ฝ่าเท้าของเขาสยบลงแผ่นหลังของชายคนนั้น "อ๊าก!"
"โคร่ม!" ร่างของชายที่ขโมยของกลับคว่ำหน้าลงไปกับกล่องขนผลไม้
"อะ ข้าจับให้ท่านแล้ว" ชายหนุ่มทรงสง่ายืนพูด เขาก้มลงไปหยิบสิ่งของที่โจรขโมยแล้ว "ข้าคืน ให้แม่หญิง"
"ขอบใจ ท่านมาก"
ใบหน้าของพวกเขาทั้งคู่มองหน้ากัน ระหว่างหญิงสาวกับชายหนุ่มรูปงามที่นุ่งห่มผ้ายาวสีขาว ไปจนถึงพื้น เนื้อผ้ามีบางและหนาสลับกันแต่ทว่า ใบหน้าที่ขาวสว่างใสของชายหนุ่มกลับไม่มีเหงื่อไหลย้อนเลยสักหยดเดียว กลับมองไปที่หญิงสาวผู้นั้นแล้วคืนสิ่งของให้ ทุกอย่างก็จบสิ้น จนกระทั่ง... เขาหันมามองกลุ่มของกีอี้หลิง
"นี่ พวกเ้า!" ชายหนุ่มรูปงามตอบกลับด้วยใบหน้าที่นิ่งเฉย ดูเรียบเฉียบแต่กลับดูดุดันผ่านแววตาที่กำลังแผ่ซ่านความไม่พอใจออกอย่างที่คนที่ถูกจ้องมองสามารถคาดการณ์ความรู้สึกได้ "ใช่ คนจากสำนักเสี้ยอี้เป่วไหม!"
"นั่นไง ตายละ" ทั้งสามคนหันมามองหน้ากันตอบแ่ขึ้น แล้วรีบวิ่งให้ออกห่างจากชายตรงหน้าในทันที "ท่านเอี้ยวเปียวอ่องจากสายฉีจ้ง!"
ทั้งสามคนะโร้องลั่นขึ้นอย่างกระวนกระวาย เท้าของพวกเขาทั้งสามก้าวออกจากที่เดิม ประเดิมทัพกับการวิ่งพรวดพราดอย่างรวดเร็ว แต่ทว่า.... คนที่พวกเขาเพิ่งเอยชื่อเรียกนั้น ลอยมาอยู่ต่อหน้าพวกเขาอย่างรวดเร็ว มองพวกเขาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกตาประหลาดใจ ทั้งยังถลึงตามองดูพวกเขา "อ้าว ข้านึกว่า พวกเ้าเป็คนสามคนที่แอบหลบหนีมาจากสำนักซะอีก!" ชายผ้าสีขาวและน้ำเงินลอยละลิ่วราวกับมีลมลอยผ่านออกมาจากร่างกาย
"เอ่อ นี่ท่าน ข้าชื่อกีอี้หลิง ข้าเป็..."
"พวกเ้าแต่ละคนอายุเท่าไหร่กัน" คิ้วของเอี้ยวเปียวอ่องเริ่มขมวดอย่างครุ่นคิด
"ข้าอายุ สิบห้าปี ส่วนนี้น้องสาวข้าเอี่ยวเผิงอายุได้สิบสี่ปีนี้"
"ใกล้แล้วซินะ อีกไม่นานเกิดรามเดือน พวกเ้าจงทำกายใจให้พร้อม การเปิดสอบ ฉุนเหยิงจากสำนักจะเริ่มขึ้น"
"เอ้! นี่พวกข้าจะได้...."
"อืม แล้วไว้เจอกันที่สำนักนะ เด็กๆ" ประโยคเมื่อครู่ตราตรึงอยู่ภายในจิตใจของเด็กทั้งสาม กลับเลื่อมใสและมองไปที่ชายผ้าของเอี้ยวเปียวอ่องที่ลอยร่องไปบนนภา ร่างกายของเขามีสะรีละการลอยเหมือนกับสัตว์บางชนิด
เมื่อร่างของเอี้ยวเปียวอ่องลอยหายไปเสร็จ เสียงของมีมี่เอี่ยวเผิงก็ร้องถามขึ้น
"นี่ พี่กีอี้หลิงและพี่เอิ๋งเตี๋ยงฟ่ง ที่คนเมื่อกี่พูดมัน..."
"อืม ข้าก็พึ่งได้รู้จากเขานี้ล่ะ ว่า สำนักเสี้ยอี้เป่ว กำลังจะเปิดสอบฉุนเหยิง ทั้งๆที่ปิดมานานเกือบสิบปี จากสมัยเกียไฮ่ที่มีการขาดแคลน และศิษย์เพียงไม่กี่รุ่น..." มีมี่เอี่ยวเผิงตอบแล้วเงยหน้ามองเพดานนภา หมู่มวลเมฆาลอยลิ่วไม่ต่างจากชายผ้า..
"แหม่ๆ เอี่ยวเผิง เ้าก็ สมัยนั่นขาดแคลน เพิ่งจะมีมาก็สมัยของพวกเรานี้ล่ะมั้ง" เสียงของกีอี้หลิงดังขึ้นอย่างห้าวหาญ คนที่ฟังอยู่แถบนั้นยิ่งฟังเขาดูทรงพลัง
"แต่มันก็น่าแปลกใจและฉงนใจนะ ทั้งๆที่ปิดมานานมากๆ แต่กลับมาเปิดเอาจนป่านนี้" เอิ๋งเตี๋ยงฟ่งแย้งขึ้นแล้วก้มหน้าเอามือลูบคางของตัวเอง "แต่ ข้าเคยได้ยินนะว่า มีทั้งหมดสี่สาย สี่ฝ่าย แต่ข้า..."
"เอ้ ถ้าอย่างนั่น พวกเราลองทายกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเดินถึงบ้านไหม" มีมี่เอี่ยวเผิงพูดขึ้น
"ได้เลย งั้นข้ามั่นใจว่า หนึ่งในสายนั่นต้องมีพยัคซึ่งข้าจะ..."
เมื่อพวกเขาทั้งสามเดินไปตามลู่ทางเดินของตัวหมู่บ้าน พวกเขาก็ต่างพูดคุยกันอย่างพออกพอใจ ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านที่มองมาต่างยิ้มแย้มให้กับพวกเขา ต่างพากันพูดคุยถึงนักพรตนามหนึ่งที่ช่วยหญิงค้าขายจากโจรขโมยของ อีกทั้งยังว่าประเสิร์ฐและเป็บุญของเด็กทั้งสามที่ได้พูดคุยกับพวกเขา
แต่ทว่า...
"ผั๊วะ! ไม่ข้าไม่ให้พวกเอ็งสามคนไปไหนทั้งนั้น!" เสียงของผู้ปกครองของพวกเขาทั้งสามคนต่างยืนกราน ถ้วยชามหล่นลงพื้นแต่อย่างกระจัดกระจาย "พวกเอ็งต้องอยู่ที่เมืองนี้ ค้าขายสืบกิจการของร้านไปจนกว่าจะตาย!"
น้ำตาของเด็กทั้งสามรินไหล เมื่อความหวัง ความยินดีภายในใจถูกทำลายลงโดยคนในครอบครัวของตัวเอง
ท่ามกลางความยินดีของคนในหมู่บ้าน แต่เสียงภายในคนในครอบครัวกลับไม่ปรีดาและยินดี แต่ถึงอย่างนั่นพวกเขาทั้งสามคนก็ปรึกษาหารือพูดคุยกัน "นี่ ข้าว่าพวกเราแอบไปฝึกกันอย่างลับๆดีไหม อีกอย่าง..." เสียงของกีอี้หลิงพูดขึ้นแล้วขยิ่มยิ้มย่องดีใจอย่างออกนอกหน้าเกินตาทั้งสามคน
แววตาของพวกเขากลับมามีประกาย นวลน้ำใสๆที่กำลังไหลออกมาถูกหยุดด้วยความรู้สึกตื้นตันของโอกาสและความหวัง แต่ถึงอย่างไรก็ตามไม่ได้มีใครรับรู้ว่าพวกเขาจะทำการเช่นไร เมื่อคนในครอบครัวของเขาก็ตาม...
เหตุการณ์ผ่านไปเกือบสามเดือน ข่าวการประกาศรับศิษย์จากสำนักเสี้ยเอี่ยวเป่ว ก็แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้าน แต่ถึงอย่างนั้น ก็กลับไม่มีใครให้ความสำคัญกับมันเฉกเช่นทุกครั้ง ชาวเมืองต่างทำมาข้าขายของกันเป็อาจิณ ไม่มีใครคิดที่จะทำอย่างอื่น บางคนก็ไปไล่นาทำมาหาเลี้ยง ปลูกข้าวที่หุบเขา บ้างก็เก็บผลไม้ป่ามาขายให้กับพ่อค้าในตัวเมือง
แต่ถึงอย่างนั้น....
"เฮ้! พวกเ้าพร้อมหรือยัง?" น้ำเสียงของกีอี้หลิงก็ดังขึ้น เขาเดินออกมาจากตัวป่าในหุบเขา พร้อมกับเพื่อนอย่างเอิ๋งเตี๋ยงฟ่ง และศิษย์น้องที่เป็ผู้หญิงเพียงคนเดียวมีมี่เอี่ยวเผิง "ไปกันโล้ด!"
พวกเขาทั้งคู่เดินลัดเลาะไปตามหุบเขาผ่าน ไปยังลำธารน้ำที่สดใส ท่องผ่านธรรมชาติไป ด้วยกระเป๋าผ้าเพียงผืนเดียวผืนไม่ใหญ่มากและเล็กมาก เดินจากไป จนกระทั่งมาอีกเมืองหนึ่ง ที่ทุกคนต่างโฮ่ร้องดีใจกัน มีโคมไฟสีแดงฉ่านที่ลอยอยู่บนท่องผ้า มีชายผ้าที่ถูกเขียนด้วยลวดลายต่างๆ ทั้งสีสันที่ดูตื่นตา ตืนใจ การเล่นการละครที่ยังคงดังสนั่นอยู่กลางเมือง
ทุกย่อมเมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยความราบรื่น
.
.
.
และจุดศูนย์กลางของเมืองก็คือ สำนักเสี้ยอี้เป่ว "ทางสำนักได้มีการประกาศรับสมัครศิษย์ จากราชครูทั้งสี่สายสี่ฝ่าย อันได้แก่ ฉุ่ยอวี่ ต้าหู่ ฉีจ้ง และจิ่วหู และพิเศษในการเปิดรับในรอบสองทศวรรษนี้ ทางสำนักจะให้ราชครูมาคัดเป็พิเศษนับว่า จะมีสำเร็จวิชาพรตแต่ละสายอย่างทวงที เพราะฉะนั้น..."
"เอ้ นี่ท่าน!" เสียงของกีอี้หลิงทักทวงถามขึ้น