คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 78 ยอดอัจฉริยะแห่งเผ่ามนุษย์

            

            วันที่แปดของเดือนสิบ

            วันนี้ ซูฉางอันจบการฝึกซ้อมวิชารวดเร็วกว่าทุกๆ วัน

            ฝานหรูเยว่เตรียมน้ำอุ่นมาให้ตั้งนานแล้ว

            เขาชำระล้างร่างกายจนสะอาดเอี่ยมอย่างตั้งใจ สวมชุดคลุมยาวสีขาวที่เพิ่งซื้อมาใหม่เกล้าผมเส้นยาวให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วใช้ปิ่นปักผมให้อยู่ทรงในที่สุดเขาทำทั้งหมดอย่างเชื่องช้า แม้อีกเพียงเดือนเดียวเขาจะมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้วก็ตามแต่จนถึงบัดนี้ เขาก็ยังไม่ชินกับการไปไหนมาไหนในฐานะของผู้ใหญ่ที่บรรลุนิติภาวะแล้วอยู่ดี

            แต่องค์จักรพรรดิทรงเข้มงวดมาก

            คาดว่างานเลี้ยงของพระองค์ย่อมเข้มงวดไม่ต่างกัน

            ดังนั้นซูฉางอันจึงต้องแต่งกายให้สุภาพและเข้มงวดกับตัวเองให้มากที่สุด

            เขาตรวจสอบสภาพของตัวเองโดยละเอียดที่หน้ากระจกและรู้สึกพอใจกับตัวเองในตอนนี้มาก

            เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นยื่นมือออกไปข้างหน้าทันใดนั้นดาบที่ซ่อนอยู่ภายในฝักก็พุ่งเข้ามาอยู่ในมืออย่างรวดเร็ว

            นี่เป็นการสั่งวัตถุในระยะไกลนั่นเอง การจะทำเช่นนี้ได้ต้องใช้พลังจิตที่แข็งแกร่งมากทีเดียวซึ่งสำหรับเหล่านักสู้ที่ไม่ช่ำชองเรื่องการใช้พลังจิตเช่นเขา หากทำเช่นนี้ได้ก็เมื่อมีพลังอยู่ในระดับไท่ยีแล้วเท่านั้นทว่าซูฉางอันกลับทำได้ทั้งที่มีพลังเพียงระดับหลอมจิตเท่านั้น ต้องยอมรับว่านี่ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่องไม่น้อย

            ซูฉางอันแบกดาบเอาไว้บนแผ่นหลัง จากนั้นมองสำรวจไปรอบๆห้อง จนเมื่อมั่นใจว่าไม่ลืมอะไรแล้ว จึงหมุนตัว แล้วเดินออกมาจากห้องในที่สุด

            เมื่อเปิดประตูสำนักออกมา เขาพบว่ามีรถม้าจอดรออยู่ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ

            “คงจะเป็นคุณชายซูสินะขอรับ”ชายที่แต่งกายคล้ายองครักษ์ประสานมือเข้าด้วยกันเป็นเชิงทำความเคารพแล้วหันมาพูดกับซูฉางอัน

            ซูฉางอันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบออกไป “อืม ข้าเอง”

            “โปรดขึ้นรถม้าด้วยขอรับข้าได้รับคำสั่งจากองค์ชายห้าให้มารับท่าน” องครักษ์บอก

            “อืม” ซูฉางอันพยักหน้ารับเขากำลังกังวลว่าตนจะไปที่วังไม่ถูกอยู่พอดีมีคนมารับเช่นนี้นับว่ายอดเยี่ยมที่สุดแล้ว เขาไม่รอช้า รีบก้าวขึ้นไปบนรถม้าทันที

            นี่เป็นรถม้าที่มีคุณภาพดีมาก หรือจะพูดอีกอย่างก็คือองครักษ์ที่เป็นคนขับรถม้าคันนี้ มีฝีมือการบังคับรถม้าที่ยอดเยี่ยมเหลือเกินเพราะซูฉางอันที่นั่งอยู่ในรถไม่รู้สึกส่าย หรือกระแทกเลยแม้แต่น้อย

            แต่เขากลับรู้สึกเบื่อนิดหน่อย เมืองฉางอันช่างกว้างใหญ่และด้วยความเร็วของรถม้า กว่าจะไปถึงวังหลวง คงต้องใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยามเลยทีเดียวเขารู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่ไม่ได้พาหรูเยว่มาด้วย แน่นอนนั่นไม่ได้เป็นเพราะเขาไม่อยากพานางมาด้วยหรอกนะแต่ดูเหมือนหรูเยว่จะไม่อยากมาด้วยสักเท่าไรนัก ดังนั้น เขาไม่อยากฝืนบังคับนางมาด้วยนั่นเอง

            เขาเคยพยายามพูดคุยกับองครักษ์ผู้นั้นอยู่หลายครั้งแต่แม้ชายคนนั้นจะมีอายุน้อย ทว่ากลับเอาแต่พูดประจบประแจงและพูดชมเขาท่าเดียวไม่จริงใจเลยสักนิด

            ดังนั้น หลังคุยกันได้เพียงไม่ถึงสิบห้านาที ซูฉางอันก็เบื่อเสียแล้ว

            ภายใต้บรรยากาศแสนเงียบงันในที่สุดรถม้าก็เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางเสียที... ประตูจูเชว่

            นี่เป็นประตูหน้าของวังหลวงแห่งแผ่นดินต้าเว่ยและเป็นที่พำนักขององค์จักรพรรดิผู้แสนยิ่งใหญ่

            ซูฉางอันเดินลงจากรถม้า ก่อนจะพบว่าเบื้องหน้ามีผู้คนยืนเรียงรายอยู่เต็มไปหมด

            “คุณชายซู เชิญทางนี้ขอรับ” องครักษ์คนนั้นเอ่ยขึ้นแล้วพาซูฉางอันเดินไปทางขวาของฝูงชน

            ที่นั่นมีวัยรุ่นทั้งชายและหญิงรุ่นราวคราวเดียวกับซูฉางอันอยู่เต็มไปหมด

            “ตรงนี้เป็นตัวแทนจากสำนักต่างๆ ขอรับ อีกเดี๋ยวคุณชายซูก็เดินเข้าไปในงานพร้อมกับคนเหล่านี้ได้เลยองค์หญิงกับองค์ชายห้ารออยู่ภายในงานแล้ว ข้าน้อยต้องขอตัวลาไปก่อน”องครักษ์คนนั้นกล่าวลา

            “อืม” ซูฉางอันพยักหน้า แล้วพูดขอบใจเขาอีกครั้ง

            เขาหันไปมองกลุ่มวัยรุ่นที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตนก่อนเสียงหนึ่งจะดังขึ้นให้ได้ยิน

            “ฉางอัน! ฉางอัน!”

            มันเป็นเสียงเรียกของหญิงสาวซึ่งเขารู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างมากซูฉางอันสอดส่องสายตาไปทั่ว แต่ก็ไม่พบใบหน้าที่ปรากฏอยู่ในความทรงจำเสียที

            “ทางนี้! ข้าอยู่ทางนี้!”เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง

            ในที่สุดซูฉางอันก็มองเห็นหญิงสาวที่กำลังกระโดดโหยงๆ แล้วโบกมือมาให้ตนเสียที

            เขาระเบิดความดีอกดีใจขึ้นแล้วเดินแทรกเข้าไปหาเจ้าของเสียงทันที

            เมื่อเดินไปถึงจุดหมายเสื้อผ้าบนร่างก็แลดูยุ่งเหยิงเล็กน้อยแล้ว

            แต่เขากลับดีใจมาก แน่นอนว่านั่นเป็นเพราะใบหน้าอันเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มที่แสนคุ้นเคยตรงหน้านั่นเอง

            “สหายกู่ โม่โม่ จี้เต้า ลิ่นหยู พวกเจ้าก็มากันด้วยรึ?” เขาบอกแบบนั้น

            “ทำไมพวกเราจะมาไม่ได้ละ?” จี้เต้ากลอกตามองบน แล้วพูดเหน็บแนมอย่างไม่สู้พอใจนัก “เจ้าคิดว่าตัวเองเก่งคนเดียวหรือไงในสำนักของพวกเราก็มีหนุ่มสาวที่มีความสามารถโดดเด่นอยู่มากมายเช่นกัน”

            ซูฉางอันรู้สึกละอายใจขึ้นมาเล็กน้อยเขาเกาหัวตัวเองอย่างทำตัวไม่ถูกและเตรียมจะอธิบาย

            แต่กู่หนิงที่อยู่ข้างกันกลับพูดระคนหัวเราะขึ้นมาเสียก่อน“สหายซู อย่าไปฟังคำพูดเหลวไหลของจี้เต้าเลย แม้พวกเราจะถือเป็นศิษย์ที่อยู่ในระดับกลางจนถึงแนวหน้าของสำนักแต่ก็ยังไม่มีสิทธิ์จะเข้าร่วมงานฉลองพระชนมพรรษาขององค์จักรพรรดิหรอก ที่เรามาอยู่ที่นี่ได้ก็เป็นเพราะสหายซูนั่นแหละ”

            “หืม?” ซูฉางอันชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “นี่มันเกี่ยวกับข้าอย่างไรรึ?”

            “เจ้าโง่จริงๆ หรือแกล้งโง่กันแน่เนี่ยเจ้าเป็นลูกศิษย์ของมั่วทิงอวี่ ศิษย์หลานของอวี้เหิง เป็นจอมดาราแห่งงานหลอมดาวเมื่อไม่นานมานี้ เจ้ายังช่วยชีวิตโหวเยน้อยแห่งตระกูลกู่เอาไว้อีก”จี้เต้าชิงพูดขึ้น “เจ้าเป็นทายาทเพียงคนเดียวของสำนักเทียนหลานต่อไปเจ้าจะกลายเป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุดในสำนักเทียนหลานแล้ว ส่วนพวกเราเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับเจ้ามาก่อนที่สำนักส่งพวกเรามาแบบนี้ก็เพื่อประจบประแจงเจ้าอย่างไรละ”

            “นั่นน่ะสิข้าได้ยินมาว่าผู้อาวุโสฉู่กลายเป็นนักรบแห่งดาราจักรแล้ว เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?” ซูโม่ที่อยู่ข้างกันถามขึ้น

            “อืม” ซูฉางอันพยักหน้า “แต่เขากลับเจียงตงไปแล้วละ”เมื่อพูดมาจนถึงตรงนี้ จู่ๆ ซูฉางอันก็รู้สึกเศร้าใจขึ้นมาเล็กน้อยแม้ฉู่ซีฟงจะเข้มงวดมาก แต่ซูฉางอันก็ชื่นชอบเขาเหลือเกินเขาเป็นหนึ่งในนักดาบในดวงใจของซูฉางอัน และเป็นนักดาบเพียงคนเดียวที่ซูฉางอันเห็นว่าสามารถเทียบชั้นกับมั่วทิงอวี่ได้

            “สัญญาระหว่างตระกูลฉู่กับองค์จักรพรรดิใกล้ครบกำหนดร้อยปีแล้วยิ่งตอนนี้เขาก็กลายเป็นนักรบแห่งดาราจักรฝ่าบาทย่อมไม่มีทางปล่อยให้เขาอยู่ในเมืองฉางอันต่อไปเป็นแน่”กู่หนิงพูดต่อด้วยคิ้วขมวดมุ่น

            “ครบกำหนดร้อยปี?” ซูฉางอันจำได้ลางๆ ว่าอาจารย์อวี้เหิงเคยพูดเรื่องนี้เช่นกันทว่าเขายังไม่รู้รายละเอียดที่แน่ชัด เมื่อคิดได้ดังนั้นซูฉางอันก็ถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ “สัญญาที่มีกำหนดหนึ่งร้อยปีนั่นคืออะไรกันแน่? ทำไมเมื่อเลื่อนระดับขึ้นไปเป็นนักรบแห่งดาราจักรแล้วผู้อาวุโสฉู่ถึงอยู่ในเมืองฉางอันต่อไปไม่ได้?”

            “เจ้าไม่รู้รึ? ผู้อาวุโสฉู่ไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเจ้าเลยรึ?” กู่หนิงประกายความประหลาดใจออกมาทางสีหน้า

            ซูฉางอันเตรียมจะส่ายหน้าแทนคำตอบ แต่จู่ๆ ฝูงคนรอบๆก็มีพากันชี้ไปในจุดที่ไม่ไกลออกไปนัก แล้วพูดซุบซิบขึ้นมาเสียก่อน

            เมื่อหันกลับไปมอง พวกเขาก็พบกับรถม้าคันหนึ่งที่เพิ่งจอดอยู่หน้ากลุ่มตัวแทนจากสำนัก

            ร่างของใครคนหนึ่งเดินลงมาจากรถม้าอย่างเชื่องช้า

            เป็นบุรุษที่มีอายุประมาณยี่สิบปีผู้หนึ่ง เขามีดวงตาสว่างไสวราวกับดวงดาราคิ้วคม จมูกโด่งราวกับพระจันทร์เสี้ยว เขาสวมชุดที่ทำมาจากผ้าชั้นดีสีดำ และมีหอกยาวสีแดงแนบอยู่ติดแผ่นหลัง

            สายลมพัดผ่านลูบให้ชายเสื้อของเขาปลิวไสว บุรุษผู้นั้นยืนตระหง่านอยู่กับที่คล้ายตัวเขาและหอกยาวหลอมรวมกันจนกลายเป็นหนึ่งไปแล้วเช่นนั้น ขณะที่ไอเย็นกระจายออกมาอย่างต่อเนื่องพวกเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจน ราวกับไอที่แสนเยือกเย็นเหล่านี้เป็นวัตถุที่จับต้องได้จริงเช่นนั้น

            “มู่กุยอวิ๋น”

            “เขาเป็นที่หนึ่งในอันดับปฐพี”

            “บุตรของเสนาบดี”

            ซูฉางอันได้ยินถ้อยคำเหล่านี้อย่างเลือนรางจากเสียงกระซิบของฝูงคน

            “มู่กุยอวิ๋น” เขาครางชื่อนั้นเบาๆ แน่นอน เขารู้จักบุรุษผู้นี้นี่เป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้งเมื่อไม่นานมานี้

            เขามีฉายาอยู่มากมาย

            แต่ฉายาที่โด่งดังมากที่สุดของเขาก็คือยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเผ่ามนุษย์หลังจากที่มั่วทิงอวี่สิ้นชีพลงนั่นเอง

            แต่เพราะมั่วทิงอวี่ตายไปแล้วจึงไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเขาและมั่วทิงอวี่ ใครเป็นผู้ที่แข็งแกร่งมากกว่ากันแต่คนผู้นี้แข็งแกร่งมากจริงๆ องค์จักรพรรดิเคยตรัสว่าในคนรุ่นเดียวกันมีเพียงกู่เซี่ยนจวินแห่งดินแดนทางเหนือผู้เดียวเท่านั้นที่มีพรสวรรค์สูงส่งจนสามารถเทียบชั้นกับเขาได้

            แต่เพราะกู่เซี่ยนจวินมีอายุน้อยกว่าเขาหลายปี บุรุษผู้นี้จึงนับเป็นยอดฝีมือผู้ไร้เทียมทานในหมู่คนรุ่นใหม่ไปโดยปริยาย

            ซูฉางอันรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเขาอยากรู้ว่ายอดอัจฉริยะผู้เทียบชั้นกับอาจารย์ของตนได้ เก่งกาจมากเพียงไร

            ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงระฆังพลันดังยาวออกมาจากพระราชวัง

            “งานฉลองพระชนมพรรษาของจักรพรรดิเซวียนเต๋อหวู่เวยแห่งแผ่นดินต้าเว่ยเริ่มขึ้นณ บัดนี้!”

            “เชิญแขกทุกท่านที่หน้าพระราชวังเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิได้”

            เสียงแหลมๆ ของใครบางคนดังขึ้นตามมา

            ซูฉางอันรับรู้ในทันทีว่างานเลี้ยงได้เริ่มขึ้นแล้ว