สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 43 ลุย!!!

            ไม่ช้าชุดเกราะเหล็กก็ถูกยกขึ้นมาวางไว้บนหอสังเกตการณ์อย่างเป็นระเบียบทั้งหมดยี่สิบสองชุดชายฉกรรจ์ทั้งยี่สิบสองคนยืนอย่างเงียบๆ ราวกับเป็นเทพแห่งสงครามชุดโลหะสะท้อนแสงอาทิตย์จนเป็นประกายจนไม่อาจเข้าไปดูใกล้ๆ ได้

            นี่เป็นชุดอัศวินเกราะหนักที่ราชาองค์ก่อนของเมืองแซมบอร์ดได้เก็บสะสมมาชั่วชีวิตทั้งหมดมียี่สิบสองชุดซึ่งสร้างมาจาก ‘อลูมิเนียม’ จำนวนมากผสมกับเหล็กกล้าละเอียดที่ทนทานที่สุดรูปแบบที่ทรงพลังประเมินค่าไม่ได้และมีพลังป้องกันที่น่าทึ่งอาวุธทั่วไปไม่สามารถทำลายเกราะป้องกันนี้ได้ชุดเกราะนี้เหมาะกับสงครามนี้อย่างแน่นอน

            ตลอดชีวิตของราชาองค์ก่อนทรงถือว่า ชุดเกราะทั้งยี่สิบสองชุดนี้เป็นสมบัติของชาติที่ล้ำค่าและเก็บไว้ในพระราชวังไม่ยอมนำออกมาใช้บ่อยครั้งที่พระองค์นำมันออกมาเช็ดถูอย่างทะนุถนอมอยู่คนเดียว เรียกได้ว่าราชาองค์ก่อนรักมันเท่าชีวิตตัวเองเลยก็ว่าได้

            คาดไม่ถึงว่า วันนี้กลับถูกซุนเฟยสั่งคนให้ไปขน ‘สมบัติของชาติ’ขึ้นมาบนกำแพงอย่างไม่คิดเสียดาย

            เห็นฉากนี้ ทุกคนบนกำแพงต่างไม่รู้ว่าองค์ราชาอเล็กซานเดอร์คิดจะทำอะไรจึงพากันกระซิบกระซาบด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            “เป็นอย่างไร เหล่านักรบของข้า ชุดเกราะหนักพวกนี้พวกเจ้าสวมมันเป็นใช่ไหม?” ซุนเฟยชี้ไปที่ชุดเกราะหนักที่ประกายแสงแวววาวสีเงินทั้งยี่สิบสองชุดพลางถามพวกเขา

            “ไม่มีปัญหาขอรับ ฝ่าบาท!” เห็นชุดเกราะทั้งยี่สิบสองชุดที่กำลังแวววาวพวกนี้แล้วเหล่าชายฉกรรจ์ก็เหมือนกับกระต่ายน้อยกำลังจ้องมองแครอทตาวาวนักรบที่แท้จริงต้องคู่กับอาวุธที่องอาจ

            “งั้นก็ดี เลือกชุดเกราะที่เหมาะกับตัวเองเสียรีบสวมอุปกรณ์ที่ข้ามอบให้เร็วที่สุด พวกเราเหลือเวลาไม่มากแล้ว”

            เหล่าชายฉกรรจ์ต่างเป็นพวกเถรตรง ภายใต้คำสั่งของซุนเฟย พวกเขาไม่มีท่าทางบ่ายเบี่ยงแม้แต่น้อยต่างพากันแย่งเลือกชุดเกราะอย่างรื่นเริง

            “เพียร์ซ เจ้าก็ไปเลือกด้วยหนึ่งชุด อีกสักพักก็ไปสังหารศัตรูด้วยกันกับข้า”

            “เยี่ยมไปเลย” เพียร์ซได้ยินแบบนี้ก็พลันดีใจ เขาคลายคิ้วที่ขมวดแล้วรีบไปเลือกชุดเกราะ

            ชุดเกราะพวกนี้แม้ว่าจะมีพลังป้องกันที่น่าทึ่ง แต่เนื่องจากที่มันสร้างจากเหล็กกล้าที่ผสมด้วย‘อลูมิเนียม’ นอกจากจะราคาแพงแล้วยังหนักมากด้วย ชุดหนึ่งหนักไม่น้อยกว่าหกสิบเจ็ดสิบจิน(สามสิบกิโลกรัม) นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมซุนเฟยต้องการให้บรู๊คคัดเลือกทหารที่มีพละกำลังแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาทหารเพราหากคนธรรมดาสวมพวกมัน อย่าว่าแต่จะสวมเกราะไปฆ่าศัตรูเลยเกรงว่าแม้แต่เดินยังคงต้องให้คนช่วยประคองด้วยซ้ำ

            เหล่านักรบทั้งยี่สิบคนนี้คือกองกำลังที่ซุนเฟยตัดสินใจจะใช้เข้าโจมตีศัตรูก่อน

            ยี่สิบคนนี้แม้ว่าจะไม่มีคลื่นพลังแต่ทุกคนต่างเป็นบุรุษที่ทรงพลัง แค่สวมชุดอัศวินเกราะหนักยังไม่ทันหยิบอาวุธใดๆพวกเขาทั้งยี่สิบกว่าคนก็เหมือนพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะออกไปขย้ำคน สะพานหินแคบๆ นั่นหากใช้ดีๆ เมื่อถึงคราวที่ทั้งสองฝ่ายประทะกันคนที่ได้ประโยชน์คือฝ่ายเรา

            ตั้งแต่ต้น ซุนเฟยไม่คิดจะนำคนจำนวนมาบุกเข้าไปโจมตีเหล่าข้าศึกเกราะดำ

            กวาดสายตามองบรู๊คสักพัก ซุนเฟยก็เริ่มลังเล

            เดิมทีผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ที่มีพลังนักรบหนึ่งดาวก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวแต่ทันใดนั้นซุนเฟยก็คิดขึ้นว่า หากมีผู้บัญชาการที่สามารถวางแผนกลยุทธ์อยู่บนกำแพงเมืองในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นบนกำแพงเมืองก็ยังมีเขาคอยควบคุมดูแล

            ซุนเฟยพิจารณาอยู่สักพักก็ตัดสินใจทิ้งผู้บัญชาการคนนี้ให้อยู่รักษาการณ์บนกำแพง เขาเบนสายตามองเลยบรู๊คไป ก่อนจะหันไปมองบริเวณไกลๆ ก็บังเอิญพบพัศดีโอเลเกร์ที่ยืนอยู่ตำแหน่งช่องว่างของผนัง สีหน้าก็พลันเปล่งประกาย ในใจกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะกวักมือเรียกเจ้าภูตตูดม้ากลัวตายนั่นให้เข้ามาหา

            “ไปเลือกชุดเกราะมาสวม” ซุนเฟยไม่อธิบายใดๆ ต่อเจ้าภูติตูดม้า

            โอเลเกร์มองอย่างุนงงเมื่อกี้เขาอยู่ไกลไปหน่อยเลยไม่ได้ฟังต้นสายปลายเหตุอะไรและไม่รู้ว่าเลือกชุดเกราะไปทำไมทั้งยังคิดว่าองค์ราชาเมตตากรุณาอยากจะช่วยปกป้องชีวิตตัวเองด้วยการมอบชุดเกราะให้ทันใดนั้นคิ้วเข้มๆ ของภูติตูดม้าก็คลายออกมาก่อนจะวิ่งไปหยิบชุดเกราะที่เหลือมาสวม

            ไม่ช้าก็มีทหารอีกสองสามนายยกอาวุธขนาดใหญ่ขึ้นมา

            อาวุธหนักพวกนี้ก็ถูกขนออกมาจากในพระราชวังเป็นของรักของหวงของราชาองค์ก่อนเช่นกัน วันนี้ได้ถูกซุนเฟยหยิบออกมาใช้สอยให้เป็นประโยชน์แล้ว

            ตึง! ตึง!

            ของพวกนี้เป็นอาวุธประเภทขวานและค้อนขนาดใหญ่ทั้งยี่สิบเอ็ดชิ้นรูปแบบของมันช่างน่าเกรงขามอาวุธเหล่านั้นระเบิดแรงกดดันที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอึมครึม ทั้งยังแผ่กลิ่นอายหนาวเย็นยะเยือกขณะที่วางบนพื้น อาวุธก็กระแทกพื้นหินจนแตกละเอียด เห็นได้ชัดว่ามันหนักมาก

            “แต่ละคนไปเลือกอาวุธมาคนละชิ้น”

            ได้ยินฝ่าบาทรับสั่งเช่นนี้เหล่านักรบต่างพากันเข้าไปเลือกหยิบอาวุธอย่างไม่ลังเล เพียร์ซเลือกค้อนเหล็กยักษ์ที่รูปทรงอลังการส่วนดร็อกบาเลือกขวานยักษ์ด้ามยาวหนึ่งอัน ใบขวานใหญ่เหมือนกับบานประตู แค่มองก็ทำให้คนที่เห็นต่างกลัวจนหัวหดยังไม่รวมกับบรรยากาศเย็นยะเยือกของมันอีก

            ตอนนี้โอเลเกร์เริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศแบบนี้มันแปลกๆ

            แต่เห็นสีหน้าของอเล็กซานเดอร์ที่แสดงอาการเคร่งขรึมเขาก็ไม่กล้าถามมาก รีบทำตามคำสั่ง เขาหยิบทวนที่สูงกว่าตัวเองแล้วยืนอยู่ข้างๆ

            บรู๊คไม่เห็นส่วนของตัวเองจึงรีบถามออกมา “ฝ่าบาท ข้า...”

            “เจ้าอยู่ที่กำแพง เพื่อรักษาการบนกำแพงเมืองแซมบอร์ดให้ข้ารอพวกเรากลับมา” ซุนเฟยตบไหล่ของบรู๊คแล้วพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“ที่นี่มีแค่เจ้าที่ข้าเชื่อใจ”

            บรู๊คได้ยินดังนั้นร่างก็สั่นสะท้าน ยืนอึ้งอยู่กับที่

            ซุนเฟยไม่พูดอะไรอีก เขารับถุงน้ำที่บรรจุน้ำเต็มถุงทั้งสี่สิบหกใบที่เตรียมมาก่อนหน้านี้จากทหารที่อยู่ข้างๆพร้อมกำชับบางอย่าง จากนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาของทุกคนเขาหันหลังเดินเข้าไปในหอสังเกตการณ์

            แค่คิด ก็นำ ‘น้ำยารักษาชีวิตขวดกลาง’ หนึ่งขวดและ ‘น้ำยาฟื้นฟูความแข็งแกร่ง’ หนึ่งขวดออกมา แล้วเทลงไปในถุงน้ำ เขย่าเล็กน้อยเพื่อให้เจือจางใช้ไปแค่สองขวดเท่านั้น จากนั้นก็เรียก ‘นักรบเกราะเหล็ก’ทั้งยี่สิบสองคนให้เข้ามาในหอสังเกตการณ์ แบ่งให้ทุกคน คนละสองถุง

            “ด้วยพรของพระเจ้าที่อวยพรพวกเรา น้ำในถุงน้ำสีฟ้าดื่มแค่อึกเดียวสามารถขจัดความเมื่อยล้าได้ น้ำในถุงน้ำสีแดง ดื่มแค่อึกเดียวสามารถฟื้นฟูอาการบาดเจ็บได้...หลังจากที่เข้าบุกโจมตีข้าศึกจงระวังและรักษาชีวิตตัวเองไว้ ในกรณีที่บาดเจ็บหรือเหนื่อยล้าให้รีบดื่มน้ำ”

            ได้ยินซุนเฟยพูดจบ เหล่านักรบและเพียร์ซพากันดีใจ

            แม้ว่าพวกเขาจะมีพละกำลังแข็งแกร่งมาแต่กำเนิดแต่ร่างที่สวมชุดเกราะหนักกว่าหกสิบเจ็ดจิน (สามสิบกิโลกรัม) หากต้องต่อสู้เป็นเวลานานก็อาจรู้สึกเหนื่อยล้าหากมีน้ำวิเศษของพระเจ้าสองถุงที่มีฤทธิ์ตามที่ราชาอเล็กซานเดอร์กล่าวก็แก้ปัญหาที่พวกเขาวิตกได้ สามารถที่จะตะลุยไปไล่ฆ่าศัตรูได้อย่างสะใจ

            ในที่สุดพัศดีโอเลเกร์ก็เข้าใจแล้วว่า จุดประสงค์ที่มอบชุดเกราะและอาวุธให้ตัวเองคืออะไรใบหน้าก็พลันซีดกลัวตายขึ้นมา เหงื่อแตกพลั่กๆ สมองว่างเปล่า พูดติดอ่าง“ฝ่าบาท...ข้า...ข้า”

            ซุนเฟยมองเขา ในดวงตาเป็นประกายเย็นชา

            ในใจโอเลเกร์เต้นโครมครามอย่างบ้าคลั่ง เหงื่อกาฬไหลยิ่งกว่าเดิม ได้แต่กลืนคำพูดตัวเองลงท้องไปฆ่าให้ตายก็ไม่กล้าพูด

            “ทุกคนดื่มน้ำถุงสีฟ้าก่อนเลยนะ จากนั้นก็เตรียมตัวลงจากกำแพง”

            ซุนเฟยพูดพลางสวมชุดอัศวินเกราะหนักที่วางไว้ในหอสังเกตการณ์

            อึก อึก

            เพียร์สและนักรบอีกยี่สิบคนต่างดื่มน้ำในถุงน้ำสีฟ้าอึกหนึ่ง

            เมื่อน้ำไหลผ่านลำคอ ในหอสังเกตการณ์ก็พลันมีเสียงอุทานอย่างตกใจ

            ทุกคนต่างเผยสีหน้าแปลกใจ

            เพราะว่าพวกเขาสามารถรู้สึกได้อย่างว่าชัดเจนราวกับว่ามีพลังมหัศจรรย์อันน่าเหลือเชื่อไหลไปทุกส่วนของร่างกายของพวกเขาเพียงชั่วพริบตา ทั่วทั้งร่างกายเต็มไปด้วยพลังไม่มีที่สิ้นสุด

            ความรู้สึกหนักชุดเกราะก็พลันหายไป ราวกับว่าบนร่างพวกเขาสวมเพียงเสื้อผ้าบางๆชุดหนึ่ง ไม่ต้องพูดถึงเดินเลย วิ่งพวกเขาก็สามารถวิ่งได้ อาวุธยักษ์ในมือที่หนักสี่สิบห้าสิบจิน(ยี่สิบกิโลกรัม) ก็เหมือนฃกำลังถือฟางข้าว เบาเหมือนไม่ได้ถืออะไร

            ทั้งหมดนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นภาพลวงตาที่สวยงาม

            แต่จากสายตาที่ตื่นตกใจของหน้าเหล่าสหายพวกเขาจึงมั่นใจความรู้สึกที่พวกเขาสัมผัสมันเป็นความจริงนั่นเป็นผลจากพลังมหัศจรรย์ ราวกับว่าพวกเขาทุกคนถูกนักเวทร่ายมนต์ไร้น้ำหนักใส่

            เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมาก

            “หลังจากที่ลงจากกำแพงแล้ว ทุกคนต้องฟังคำสั่งข้า ไม่อนุญาตให้ขัดคำสั่งมิฉะนั้นจะถูกประหารทันที...” ซุนเฟยกวาดสายตามองนักรบที่ตัวเองคัดเลือกมาด้วยรังสีฆ่าฟันมือขวาถือขวานยักษ์สีดำที่ตัวเองใช้ในตอนแรก มือซ้ายหนีบหมวกเกราะไว้ที่รักแร้หันกายเดินออกจากหอสังเกตการณ์คนแรก

            “ลุย!”

            เหล่าวีรบุรุษต่างพากันเดินออกจากหอสังเกตการอย่างเร่งรีบ

            ด้วยรับสั่งก่อนหน้านั้นของซุนเฟยที่กำชับเหล่าทหารให้เตรียมเชือกหนามายี่สิบเส้นผูกไว้กับเสาหินแล้วทิ้งลงไปข้างล่าง เพียร์ซเป็นคนแรกที่ไปก่อนเขาสวมหมวกเกราะและโบกค้อนยักษ์ในมือไปทางทหารที่อยู่ห่างไกลเป็นการบอกลาการไปครั้งนี้จะอยู่หรือตายก็ไม่อาจจะคาดเดาได้ แต่ถึงอย่างนั้นเพียร์ซกลับไม่สนใจแม้แต่น้อยเขาหัวเราะขณะที่จับเชือกก่อนจะโดดลงจากกำแพง...

            น้ำยาฟื้นฟูความแข็งแกร่งที่เจือจางในน้ำทำให้ความแข็งแกร่งของเพียร์ซถึงระดับที่เกินจริงแม้ว่าจะสวมชุดเกราะหนักๆ นี้อยู่ แต่ร่างกายของเขายังคงคล่องแคล่วเหมือนลิงยักษ์จับเชือกหลวมๆ แล้วสไลด์ตัวลงจากกำแพง

            ตึง!

            เมื่อเท้าแตะถึงพื้น ทันใดนั้น เมื่อประทับรอยเท้าลึกบนพื้น ฝุ่นก็คลุ้งไปทั่ว

            ตึง! ตึง! ตึง!

            ในขณะเดียวกัน เหล่านักรบอีกยี่สิบคนก็จับเชือกแล้วโรยตัวจากกำแพงลงมาถึงพื้นราวกับปีศาจเหล็กยักษ์ทั้งยี่สิบตนหล่นลงมาจากฟากฟ้าสู่ดิน พื้นสะเทือนไปครู่หนึ่งพวกเขาเริ่มรวมตัวเป็นกระบวนทัพ ขยับเข้าหากันกลายเป็นรูปกระบวนทัพตัว V โดยมีเพียร์ซเป็นแกนหลัก

            ซุนเฟยอยู่ยืนอยู่บนกำแพงหันกลับไปมองบรู๊คและแลมพาร์ดก่อนจะสวมหมวกเหล็กและจับเชือกหนา ตอนนั้นเอง มีเสียงตะโกนดังมาจากไกลๆ

            “อเล็กซานเดอร์ ท่านห้ามไปนะ...”

            สาวงามยกกระโปรงวิ่งขึ้นมาจากบันไดหินไกลๆน้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยเสียงสะอื้นร้องไห้ นางอยากจะห้ามอเล็กซานเดอร์ไม่ให้ออกไปเสี่ยงอันตรายเห็นแต่ไกลๆ ว่าใบหน้างดงามนั่นเต็มไปด้วยสีหน้าหวาดกลัวขนาดไหน...

            “แองเจล่า...”

            ซุนเฟยมองด้วยสายตาลึกล้ำ อยากจะจดจำใบหน้าของแองเจล่าไว้ในหัวไม่มีคำพูดใดจะกล่าว เขาดึงหมวกเหล็กให้เข้าที่ จับเชือกหนาแล้วเขามองลอดช่องตาหมวกเกราะมองไปยังแองเจล่าด้วยสายตาอาวรณ์ ก่อนจะหมุนกายกำเชือกแน่นแล้วโดดลงไป

            เมื่อเริ่มดำเนินการแล้ว ก็ต้องลงมือรวดเร็วดุจสายฟ้าไม่อาจจะรั้งรอใดๆ ไม่เช่นนั้น ฝ่ายศัตรูจะสังเกตเห็น

            ซุนเฟยไม่มีเวลาจะพูดกับแองเจล่าแม้แต่ประโยคเดียว

            ------------------

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน