เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เล่มที่ 3 บทที่ 76 ผลลัพธ์


             ไม่ผิดคาด เฉิงจื่อเหิงและหลิวปู๋ชี่ยินดีเป็นอย่างมาก เข้ามาจับแขนเขาเอ่ยอย่างยินดี “ข้ารอประโยคนี้ของเจ้าอยู่นานแล้ว น่าเสียดายเจ้าเห็นเสี่ยวหมี่เป็นดังสมบัติล้ำค่า เราสองคนจึงไม่กล้าเอ่ยปาก เกรงว่าจะลำบากน้องหญิงของเจ้า”

             คนทั้งสามสนทนากันอย่างครื้นเครงระหว่างเดินกลับสำนักศึกษา ถึงแม้ลู่เชียนจะยังกังวลเรื่องที่บ้านอยู่ แต่หนึ่งตอนนี้เขาได้ฝากเรื่องให้หลี่หลินไปแล้ว สองในใจเขารู้สึกเชื่อใจพี่ใหญ่เฝิงมาก สามหากเขาอยากเป็นที่พึ่งของที่บ้านได้ ก็ต้องตั้งใจเล่าเรียน การสอบฤดูใบไม้ผลิปีหน้าหากราบรื่นได้ตำแหน่ง เช่นนี้คนที่บ้านก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกรังแกและดูถูกอีกแล้ว

             ดังนั้น เขาจึงสงบจิตใจลงได้อย่างรวดเร็ว เขาตื่นเช้ามาอ่านตำราอย่างขยันขันแข็ง และมีไหวพริบในการใช้ชีวิตมากขึ้น เรื่องนี้ทำให้อาจารย์ใหญ่ผู้ชรารู้สึกพอใจยิ่งนัก รู้สึกชอบใจที่สหายเก่าส่งสมบัติล้ำค่าผู้นี้มาให้เขา...

             …

             ทางด้านพี่รองลู่นั้นกำลังตั้งหน้าตั้งตาหวดแส้ม้ารีบกลับบ้าน เมื่อม้าหิวก็ปล่อยให้มันกินเสบียงแห้งที่นำติดตัวมาด้วย เวลาที่มันกระหายก็แวะให้กินน้ำในแม่น้ำ อาศัยว่าตัวเองยังหนุ่มแน่นอดหลับอดนอนได้ ในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านเขาหมีในวันที่สอง

             เรือนหลังใหม่ที่ตีนเขาถูกสร้างเสร็จไปกว่าครึ่งแล้ว ส่วนงานขุดบ่อน้ำก็เหลือแค่เก็บรายละเอียดงานส่วนท้ายเล็กน้อย ในที่นาสามสิบหมู่นั้น เสี่ยวหมี่กำลังถือตะกร้าช่วยกันเก็บมันฝรั่งกับพวกชาวบ้าน

             ทางด้านท่านลุงหลิว หลังจากที่พยายามอยู่นานในที่สุดก็สามารถสร้างคันไถได้สำเร็จ

             พวกเขาเป็นคนช่วยปลูกมันฝรั่งพวกนี้มาตั้งแต่แรกเริ่ม ยามนี้เมื่อเห็นว่าผลผลิตเป็นที่น่าพอใจก็ดีอกดีใจกันเป็นอย่างยิ่ง

             ในยามที่ทุกอย่างปกติก็ยังดี แต่หากเป็นในฤดูแล้ง มันฝรั่งแค่ครึ่งหมู่ก็สามารถช่วยชีวิตคนทั้งครอบครัวได้เลยทีเดียว

             ดังนั้นคนในหมู่บ้านเห็นผลผลิตครั้งนี้จึงตื่นเต้นกันมาก แม้แต่นายท่านเฝิงที่อายุหกสิบกว่าเข้าไปแล้วก็ยังมาช่วยด้วย

             เสี่ยวหมี่เห็นเช่นนี้ จึงชักชวนทุกคนให้กินอาหารด้วยกัน

             พี่ใหญ่ลู่เข้าเมืองไปอีกครั้ง ซื้อกระดูกหมูของหมูหนึ่งตัวกลับมา ยามปกติคนขายเนื้อมักจะเลาะกระดูกกับเนื้อแยกกันอย่างชัดเจน แต่สกุลลู่นั้นชอบกระดูกที่มีเนื้อเล็กน้อย นานวันเข้าเขาเองก็เคยชิน

             กระดูกหมูที่มีเนื้อติดอยู่ประมาณสองนิ้วแลดูน่ารับประทานทั้งๆ ที่ยังสดอยู่ ท่านป้าหลิวลับมีดคมกริบเตรียมจะหั่นกระดูกหมูเป็นชิ้นๆ

             ส่วนด้านข้าง หม้อขนาดใหญ่ถูกใส่น้ำต้มจนเดือดปุดๆ ยามนี้กำลังส่งควันร้อนพวยพุ่ง ครั้นใส่กระดูกหมูพวกนั้นลงไปเพียงไม่นานเนื้อหมูก็เปลี่ยนสี

             จากนั้นก็ตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำ เช็ดกระทะใบใหญ่ให้สะอาดแล้วเทน้ำตาลลงไปเคี่ยวจนเปลี่ยนสี แล้วจึงใส่กระดูกหมูลงไป ตามด้วยต้นหอม ขิงซอย ซีอิ๊ว เครื่องปรุงรสอื่นๆ ก็ถูกดึงออกมาวางเรียงราย เสร็จทั้งหมดแล้วก็เทน้ำร้อนลงไปและเติมฟืนให้ไฟลุกโหม จากนั้นตุ๋นด้วยไฟอ่อน รอจนกลิ่นหอมกำจายอบอวลไปทั้งเพิงทำอาหาร พวกชุ่ยหลันก็หั่นมันฝรั่งเป็นแผ่นใหญ่ๆ เสร็จเต็มสองตะกร้าแล้ว

             ชุ่ยหลันมีนิสัยร่าเริง นางช่วยเติมฟืนพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านป้าหลิว เสี่ยวหมี่บอกว่าไข่ดินนี่อร่อย ก็ไม่รู้ว่าอร่อยแบบไหนนะเจ้าคะ”

             “ข้าเองก็ไม่เคยกิน แต่ว่า เสี่ยวหมี่เดิมเป็นคนช่างเลือกกับรสชาติอาหารอยู่แล้ว เจ้าไม่เห็นหรือว่าทุกครั้งที่บ้านนางทำอะไรใหม่ๆ กิน จะต้องมีพวกเด็กตะกละวิ่งโร่ไปที่บ้านนาง ข้าจึงเชื่อว่าไข่ดินนี่ก็คงอร่อยเช่นกัน”

             “ข้าเองก็คิดเช่นนั้น ไม่ต้องพูดว่ารสชาติดีหรือไม่ ขอแค่กินแล้วไม่ตาย ปีหน้าบ้านข้าก็จะลองปลูกดูสักครึ่งหมู่ ไม่แน่หากเป็นในฤดูแล้ง เจ้าของสิ่งนี้คงพอช่วยชีวิตได้”

             “นั่นน่ะสิ ข้าเองก็ว่าจะปลูกสักครึ่งหมู่ อีกประเดี๋ยวลองถามเสี่ยวหมี่ว่าจะขายเมล็ดพันธุ์หรือไม่”    

             “พอเลยพวกเจ้าน่ะ” ท่านป้าหลิวถลึงตาใส่สะใภ้พวกนั้นอย่างขบขัน “เก็บความเจ้าเล่ห์ของพวกเจ้าไปใช้กับสามีที่บ้านโน่น อย่าเอามาใช้กับข้า เสี่ยวหมี่เป็นคนใจกว้าง เจ้าคิดว่านางจะเก็บเงินค่าเมล็ดพันธุ์ไข่ดินหรืออย่างไร?”

             พวกสะใภ้สาวๆ ต่างพากันตกอกตกใจหน้าแดงแล้วเสไปทำงานในมือแก้เขิน

             เมื่อคนในนาเสร็จงานแล้วจึงมารวมตัวกันกินข้าวที่เพิงทำอาหาร

             นายท่านเฝิง บิดาลู่ เฝิงเจี่ยนนายบ่าว ผู้สูงอายุในหมู่บ้านสองสามคนและพวกช่างฝีมือได้รับสิทธิ์นั่งเก้าอี้ล้อมรอบโต๊ะ คนอื่นๆ ยืนถือถ้วยขนาดเท่าศีรษะเด็กใส่ทั้งกับข้าวทั้งน้ำแกงรวมๆ กัน ในมือก็ถือหมั่นโถวกินอย่างไม่เรื่องมาก 

             “ไข่ดินนี่อร่อยจริงๆ ถึงแม้จะเติบโตอยู่ในดิน แต่ยามรับประทานกลับไม่ได้กลิ่นสาบของดินแม้แต่น้อย”

             “นั่นน่ะสิ กินแล้วยังอยู่ท้องดีอีกด้วย”

             พวกชาวบ้านพากันเอ่ยชมไม่ขาดปาก

             นายท่านเฝิงคายกระดูกหมูออกมากล่าวยิ้มๆ ว่า “เจ้าพวกโง่ มันอยู่ในน้ำแกงที่ถูกตุ๋นมาอย่างดี จะไม่อร่อยได้หรือ แต่ไข่ดินนี่ก็นับว่าเป็นของดีจริงๆ”

             เสี่ยวหมี่เอ่ยขึ้นว่า “คืนนี้ตอนกลับขึ้นเขา พวกท่านก็ถือกลับไปกันคนละตะกร้า เหลือเอาไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ ปีนี้พวกเราก็คงมีไข่ดินกินกันไม่หวาดไม่ไหวแน่นอนเจ้าค่ะ”

             ถึงแม้ทุกคนจะมีความคิดเช่นนี้ แต่พอเสี่ยวหมี่เอ่ยปากยกให้จริงๆ ก็พากันปฏิเสธอย่างอายๆ

             “ของดีเช่นนี้ จะให้กันง่ายๆ ทีละมากๆ เช่นนี้ได้อย่างไร”

             “ทุกท่านก็อย่าได้เกรงใจอีกเลย ข้ามีตั้งเยอะแยะ แบ่งๆ กันไปเถอะเจ้าค่ะ” พูดจบเสี่ยวหมี่ก็หันไปหาคนสกุลจงและพวกช่างฝีมือที่มาสร้างบ้าน “พวกท่านเองก็ไม่ต้องเกรงใจ รอจนงานเสร็จแล้วก็ถือกลับบ้านไปสักตะกร้า ถือเสียว่าเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากพวกเรานะเจ้าคะ”

             “หา จริงหรือขอรับ พวกเราละอายใจยิ่งนัก” เดิมทีพวกเขาได้ยินเสี่ยวหมี่พูดกับพวกชาวบ้านก็นึกอิจฉา ยามนี้เมื่อได้ยินว่าพวกตนก็ได้เหมือนกัน ก็พากันดีใจจนออกนอกหน้า ปากเอ่ยปฏิเสธแต่แววตากลับเจิดจ้าสดใส ยิ้มกว้าง จากนั้นก็เปลี่ยนมาเอ่ยขอบคุณทุกคนแทน “หุบเขาหมีช่างเป็นสถานที่พิเศษจริงๆ ถึงให้กำเนิดเทพธิดาโชคลาภเช่นนี้ออกมาได้”

             พวกชาวบ้านแน่นอนว่าชอบฟังวาจาเช่นนี้ แต่เมื่อนึกถึงตู้โหย่วไฉคนนั้นขึ้นมาจิตใจก็กลับมาหนักอึ้งอีกครั้ง

             เฝิงเจี่ยนมองมาทางเสี่ยวหมี่ ถึงแม้จะมีชาวบ้านมากมายคั่นกลางอยู่ระหว่างพวกเขา แต่เสี่ยวหมี่ก็เห็นแววตาของเขาที่มองมาได้อย่างชัดเจน สายตาที่มั่นคงและมั่นอกมั่นใจ ความกังวลใจของนางจึงบินหายไปอย่างรวดเร็ว

             แค่มีเขาอยู่ก็ไม่ต้องกลัวว่าฟ้าจะถล่มลงมา หรือกลัวว่าเล่ห์เหลี่ยมใดจะมาล้มพวกเขาได้...

             “ข้ากลับมาแล้ว หิวจะตายแล้ว ตักข้าวให้ข้าหน่อย”

             ทุกคนกินกันไปได้ครึ่งหนึ่ง พี่รองลู่ก็ขี่ม้าเข้ามา ทำให้ฝุ่นฟุ้งตลบจนเกือบพัดมาถึงโต๊ะอาหาร แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยบ่นเขา

             สองสามวันมานี้พวกเขารู้ดีว่าพี่รองลู่ออกไปตามหาคนมาช่วย จึงร้อนใจอยากรู้ผลลัพธ์ อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็เกี่ยวพันถึงการอยู่รอดของคนทั้งหุบเขาหมี จึงไม่มีเวลามาสนใจว่าอาหารของพวกเขาจะถูกฝุ่นกลบหรือไม่

             “เจ้ารองกลับมาแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง”

             “ใช่แล้ว ใต้เท้าอะไรนั่นรับคำร้องเรียนของเราหรือไม่”

             “เจ้าสามเล่า? กลับมาด้วยกันหรือไม่?”

             พี่รองลู่ดันทุกคนออกไป เขาเข้าไปยกกาน้ำชาบนโต๊ะขึ้นกรอกปาก จากนั้นก็หยิบหมั่นโถวขึ้นมากัดอย่างรีบร้อน ตอนที่คิดจะหยิบเพิ่มนั้นเกาเหรินก็กลอกตารีบเข้ามาปกป้องอาหารไว้ทันที

             พี่รองลู่ยกมือขึ้นเตรียมจะแย่งชิงกับเขาด้วยความเคยชิน กลับถูกบิดาลู่ใช้ตะเกียบเคาะศีรษะเข้าให้ “รู้จักแต่กิน ไม่เห็นหรือว่าทุกคนรอคำตอบของเจ้าอยู่”

             “ฮือ ท่านพ่อ ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว ไม่ได้กินไม่ได้นอนมาสองวันแล้ว”

             พี่รองลู่ย่นคอ กลืนหมั่นโถวลงไปอย่างยากลำบากด้วยสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจ

             ลู่เสี่ยวหมี่สงสารพี่ชายของตนเองจึงกล่าวกับทุกคนว่า “อย่างไรพี่รองข้าก็กลับมาแล้ว ยังมีเวลาพูดคุยกันอีกมาก ทุกท่านกินข้าวกันให้เสร็จก่อนเถอะเจ้าค่ะ เสร็จแล้วค่อยว่ากัน”

             ทุกคนต่างเห็นด้วย จึงก้มหน้าก้มตากินอาหารต่อไป

             เสี่ยวหมี่ตัดแบ่งกระดูกหมูออกมาสองชามใหญ่ ชามหนึ่งให้พี่รองลู่ อีกชามหนึ่งให้เฝิงเจี่ยน

             เฝิงเจี่ยนยกยิ้มอย่างอารมณ์ดี ถึงแม้เกาเหรินจะแอบขโมยกระดูกหมูไปสองชิ้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะโมโห

             เพียงไม่นานทุกคนก็กินเสร็จ พี่รองลู่เองก็อิ่มแปล้จนเรอออกมา เขาจึงได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟัง เสร็จแล้วยังกลัวว่าทุกคนจะลืมผลงานของเขา จึงรีบเสริมว่า “ข้ายกถั่วลิสงเคลือบน้ำตาลให้เด็กรับใช้ของใต้เท้าหลี่นั่นกินทั้งหมด เขาจึงสัญญากับข้าว่าจะช่วยพูดให้ด้วยอีกแรง”

             เสี่ยวหมี่ได้ยินก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก กลัวว่าบิดาจะดุเขาอีก จึงรีบไล่เขา “พี่รอง ท่านรีบกลับบ้านไปอาบน้ำนอนพักผ่อนเถอะ” จากนั้นก็ดันเขาออกไปจากกลุ่มคนพลางกำชับเสียงเบาไปด้วยว่า “ใต้เท้าหลี่คนนี้ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเป็นคนเช่นไร ท่านจับตาดูเสี่ยวเอ๋อไว้ให้ดีอย่าให้นางออกไปไหน เรื่องของบ้านนางไม่เหมือนกับเรา หากไม่ระวังให้ดีอาจจะเป็นการทำลายทุกคนไปด้วยก็เป็นได้”

             “ข้ารู้แล้ว เจ้าวางใจ”

             พี่รองลู่ตบอกรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วจึงเดินขึ้นเขาไป โดยที่ความเร็วไม่ต่างกับขี่ม้าเลย

             เสี่ยวหมี่เพิ่งนึกขึ้นได้ นางลืมถามเสียแล้วว่าม้านี่มาจากไหน แต่เรื่องเล็กเช่นนั้นยามนี้ก็ไม่สำคัญแล้ว     

             เมื่อทุกคนในหมู่บ้านได้ยินว่ารอขุนนางใหญ่มาสืบคดีนี้ เสร็จแล้วปัญหาก็จะคลี่คลาย ก็พากันยินดีไม่น้อย

             ดังนั้นตอนบ่ายเมื่อเริ่มงานอีกครั้งจึงมีเรี่ยวแรงเพิ่มมากขึ้น

             ปล่อยให้มั่นฝรั่งตากแดดนานเกินไปไม่ดี จะส่งผลต่อรสชาติของมัน เสี่ยวหมี่และพวกชาวบ้านจึงช่วยกันเอามันฝรั่งพวกนี้ไปเก็บไว้ในหลุมดินถนอมอาหารที่ขุดไว้เมื่อสองสามวันก่อน อย่างไรเสียช่วงนี้นางก็ไม่ขาดหิน จึงเอาหินมาปูเป็นขั้นบันไดลงไปเสียเลย เช่นนี้ก็ขึ้นลงสะดวกแล้ว

             เฝิงเจี่ยนเปลี่ยนเป็นอาภรณ์เก่าๆ ช่วยทุกคนแบกกระสอบมันฝรั่งลงไปเก็บเช่นกัน เสี่ยวหมี่คิดจะห้ามเขาแต่ก็ไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไร จึงเอาแต่จับตามองเขาขึ้นลงไม่วางตา

             เสี่ยวเตาปะปนอยู่ในฝูงคน สีหน้ายิ่งมืดหม่นลงเรื่อยๆ สุดท้ายจึงโยนกระสอบทิ้ง เปลี่ยนไปทำงานในนาแทน 

             ทางด้านคนในหมู่บ้านเขาหมีเริ่มเก็บเกี่ยวมันฝรั่งกันอย่างแข็งขัน ส่วนทางหลี่หลินนายบ่าวเองก็มาถึงเมืองเป่ยอันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเขาตกรางวัลเด็กรับใช้ในโรงน้ำชาเป็นเงินหนึ่งเหรียญทองแดง ก็ได้ฟังเรื่องราวน้อยใหญ่ที่เกิดขึ้นที่นี่ไม่ขาดตกแม้แต่เรื่องเดียว

             แน่นอนว่าเรื่องที่หลานชายท่านที่ปรึกษาคิดจะแย่งที่ดินคดโกงผู้อื่น สุดท้ายถูกสัตว์ประหลาดบนเขาโจมตีจนเกือบตายก็ถูกเล่าออกมาด้วยเช่นกัน

             เสร็จแล้วเขาก็ยังอดทอดถอนใจไม่ได้ “ถึงแม้จะบอกว่าคนบนหมู่บ้านเขาหมีดูจะป่าเถื่อนไปสักหน่อย แต่หลายปีมานี้ก็ไม่เคยได้ยินว่าพวกเขารังแกใคร ยามนี้จู่ๆ ก็มีสกุลลู่ช่วยฉุดดึงจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น กลับโชคร้ายมาเจอเรื่องนี้เข้า เอ่ยปากทีก็เรียกราคาเป็นหมื่นตำลึง แล้วยังคิดจะเอาแม่นางลู่ไปเป็นอนุอีก เรียกได้ว่า...เฮ้อ น่ากลัวว่าคนบนหมู่บ้านเขาหมีจะถูกรังแกถึงชีวิตเสียแล้วกระมัง”

             หลี่หลินเพียงแค่ยิ้มไม่พูดอะไร หากว่าคนหมู่บ้านเขาหมีอ่อนแอถูกรังแกได้ง่ายๆ แบบที่เขาว่าจริงๆ ในอกเสื้อเขาจะมีกระดาษเขียนคำร้องสอดอยู่ได้อย่างไร?

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ] ที่คุณอ่าน

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390