หลังจากที่หัวหน้าโจรถอยร่นไปไม่ทันได้พักหายใจการโจมตีครั้งถัดไปก็เริ่มทันที หนิงเฟยหลงใช้พลังจิตโจมตีออกหัวหน้าใหญ่พลันรู้สึกถึงความแปรปรวนของพลังลมปราณและการรับรู้ของตนเองคล้ายโดนปิดกั้น มึนงงไปชั่วขณะ
เพลิงสีชาด !
ตูม !!
“พลั่ก !”โลหิตกระเซ็นอีกครั้ง หัวหน้าใหญ่ก็ล้มลงนอนราบไปกับพื้นทันทีการต่อสู้ครั้งนี้สิ้นสุดอย่างรวดเร็ว ขุนพล ทหารแลโจรต่างนิ่งอึ้งพากันเบิกตากว้างแทบไม่เชื่อในสิ่งที่เกิด หากนี่ไม่ใช่ความจริงคงเป็นความฝันอย่างไรพวกมันก็ไม่คิดว่าแม่ทัพหนุ่มผู้นี้จะสู้หัวหน้าใหญ่ได้ต่อให้สู้ได้ก็คงต้องใช้เวลา นี่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นแท้พลังเชียวนะจะพ่ายแพ้ง่ายดายได้อย่างไร ?
หรือว่า...
ท่านแม่ทัพจะอยู่ระดับแก่นแท้แล้ว !!!!
หัวใจของเหล่าทหารเต้นกันระส่ำ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงศึกนี้ก็คงไม่ยากแล้ว !!
หนิงเฟยหลงไม่รอชื่นชมผลงานของตนอยู่นานชายหนุ่มจับแขนข้างหนึ่งของหัวหน้าใหญ่โจร จากนั้นก็ทะยานร่างตามสายลมคล้ายกับว่าร่างกายไร้น้ำหนัก ตัวลอยลิ่วล่องบนอากาศขึ้นสู่บนกำแพงค่ายในที่สุด
การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงสิบลมหายใจเท่านั้น
ทหารต่างพากันโห่ร้องสนั่น กำลังใจก็พลันฮึกเหิมกลองศึกถูกตีรัวระทึกขุนพลแลทหารต่างกวัดแกว่งอาวุธของตนชั่วครู่ ระบายความแค้นให้หนำใจเมื่อเห็นว่ามากพอแล้ว การเจรจาจึงเกิดขึ้น
...
ตัวแทนทั้งสองฝ่ายต่างออกมาประจันหน้ากัน แม่ทัพหนุ่มออกมาเจรจาส่วนทางฝั่งโจรนั้นชายผมแดง ท่าทางโอ่อ่า ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ออกมาเจรจาฝ่ายของโจรเขาตงซานเริ่มกล่าวก่อน
“หึ เจ้านั่นมันขยะจริง ๆ ทำให้ข้าผู้นี้ต้องออกหน้ามาด้วยตนเอง ช่างไม่เจียมตัวเลย”ชายผมแดงกล่าวถากถางหัวหน้าใหญ่ขึ้นก่อน ที่จะคุยกับหนิงเฟยหลงหัวหน้าใหญ่ได้ยินใบหน้าก็รู้สึกด้านชา สายตาก็ลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะในใจก็พลางนึกขึ้นว่า “หากไม่ใช่เพราะเจ้าข้าจะมีสภาพเช่นนี้รึ ?”
แผนการโจมตีครั้งนี้ชายผมแดงทั้งสองเป็นผู้วางแผนตัวมันแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้นชายทั้งสองแม้รู้ว่ามันอยู่ในวิกฤตยังไม่ลงมือช่วยได้แต่มองแล้วในยามนี้ยังจะมาว่ากล่าวให้เสียน้ำใจอีก ช่างน่าไม่อาย !
“ส่วนเจ้า...หนิง..เฟย...หลง..” ชายผู้นั้นเรียกชื่อชายหนุ่มอย่างช้า ๆพร้อมเพ่งมองชายหนุ่มด้วยประกายตาแห่งการสังหาร “ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมีฝีมือข้าประเมินเจ้าต่ำไปจริง ๆ” ชายผมแดงหยุดกล่าวแล้วค่อย ๆ ยิ้มมุมปาก
“แต่นั่นก็แค่เพียงพอให้ข้าสนใจเจ้าเท่านั้น อย่าได้หลงลำพองไปฝีมือเพียงเท่านี้...หากข้าลงมือ..เจ้าต้องตาย....” มันผ่อนเสียงเบาลงแต่กลับทำให้ผู้คนต้องสั่นสะท้าน แววตาของฝูงชนต่างแสดงความหวาดหวั่นออกมา ไอสังหารที่ออกมาจากชายผมแดงช่างรุนแรงนัก!
“เพราะงั้น...เจ้าส่งขยะนั่นมาให้ข้าดีกว่า”รอยยิ้มของชายผมแดงกว้างแต่ไอสังหารกลับไม่ลดลง หนิงเฟยหลงก็เกิดหวั่นใจอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างไรมันก็ต้องลองเสี่ยงดูชีวิตทหารนับพันขึ้นอยู่กับมันศึกนี้จะพ่ายแพ้ไม่ได้ ต่อให้พ่ายแพ้ก็ต้องเหลือทางรอดและการเจรจานี้คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ
“ท่านแม่ทัพชายผู้นี้ไม่ธรรมดาจากรัศมีลมปราณที่แผ่ออกมาเขาต้องอยู่แก่นแท้พลังขั้นปลายเป็นแน่ !” จั้วหย่งเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัดยามนี้ไม่มีใครสงบจิตใจได้แล้ว แม้แต่จงฉีที่สุขุมก็ยังเกิดความหวาดหวั่น
ไหนเลยที่หนิงเฟยหลงจะไม่รู้ถึงความร้ายกาจของชายผมแดงผู้นี้แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ยอมจำนนโดยง่าย “ท่านนี่ช่างน่ากลัวจริง ๆ”
“ถ้าเช่นนั้นแล้วก็ปล่อยตัวคนของข้า แล้วข้าจะ...”ชายผมแดงกล่าวไม่ทันจบเสียงชายหนุ่มก็ขัดขึ้นต่อ
“แต่ถึงอย่างนั้น...ข้าก็จะไม่ปล่อยมัน !”
ชับ !
“อ๊าก !!!!!!”เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น แขนข้างขวาของหัวหน้าใหญ่ถูกตัดออก ม่านตาของชายผมแดงก็ขยายใหญ่ขึ้นจ้องมองแม่ทัพหนุ่มอย่างเหี้ยมเกรียม แล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า “ดีมาก !”
หนิงเฟยหลงยิ้มด้วยมุมปากพลางกล่าวว่า “แน่นอนว่าข้าต้องการทำให้ท่านพึงพอใจอย่างไรเสียมันผู้นี้บังอาจทำให้ท่านขุ่นข้อง ข้าจึงทำให้มันพิการเป็นการลงโทษแทนท่านหวังว่าจะไม่ถือสา”คำกล่าวนี้แม้ว่าจะพูดด้วยดีแต่ก็คล้ายการตบหน้าฉาดใหญ่ไหนเลยชายผมแดงจะไม่ทราบถึง
“เจ้าทำได้ดีนัก !” ชายผมแดงกัดฟังกรอด ชัดแล้วว่าความเยือกเย็นของชายผมแดงใกล้ทะลายลงหากมีคนเติมเชื้อไฟคงมิอาจอดกลั้นได้อีก “เจ้าต้องการสิ่งใด”ในที่สุดหนิงเฟยหลงก็บังคับให้ชายผมแดงยื่นการเจรจาก่อน
การที่อีกฝ่ายเปิดการเจรจาก่อน นั่นแสดงให้เห็นว่าฝ่ายของหนิงเฟยหลงได้เปรียบแล้วการสนทนาในครั้งนี้ผลลัพธ์ออกมาแล้ว..
“โจรเขาตงซานต้องสลายค่ายเลิกเป็นโจร !”
“ไม่ได้ !”
“เช่นนั้นก็ถอนค่ายออกจากเขาตงซาน”
“ไม่ได้ !”
“ส่งเสบียงและทรัพย์สมบัติภายในค่ายโจรมามอบให้แก่ค่ายทหารจำนวนยี่สิบเกวียน”
“ไม่ได้ !! เจ้าขอเพ้อเจ้ออะไรกัน !” ชายผมแดงเริ่มโมโหมันไม่คิดว่าต้องมาฟังอะไรที่ไร้สาระ ชัดแล้วว่าชายหนุ่มต้องการยั่วโมโหมัน
“ถอนทัพกลับค่ายสงบศึกยี่วัน และส่งทหารสอดแนมคืนแก่ทัพเรา”
“ได้ !”
“เช่นนั้นก็ตามนี้” หลังจากที่หนิงเฟยหลงกล่าวจบ ชายผมแดงพึ่งรู้ว่าตนเองพลั้งปากไปแล้วยี่สิบวันเช่นนั้นไม่ใช่ว่ารอจนทัพใหญ่เข้ามาถึงหรอกหรือ ?อย่างนั้นค่ายโจรจะต้านทานทัพผสมได้อย่างไร ? มันตกหลุมพรางเข้าแล้ว...
แต่มันในฐานะผู้นำย่อมไม่อาจถอนคำพูดได้ และหัวหน้าใหญ่ก็ยังมีประโยชน์อยู่ได้แต่ทำใจยอมรับใช้ความเยือกเย็นเข้าข่มไว้ อย่างไรเสียมันก็ไม่คิดจะทำให้เรื่องยุ่งยากมากขึ้น
หนิงเฟยหลงไม่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยก่อนตัดชิงพูดทันที “เมื่อท่านถอนทัพกลับถึงค่ายอีกหนึ่งวันข้าจะส่งหัวหน้าโจรนี่กลับไป ท่านอย่าได้กังวล ข้าเป็นคนรักษาคำพูด”การเปิดปากเจรจาก่อนนับว่าเสียเปรียบแต่การจบการเจรจาก่อนนั้นแตกต่างเห็นได้ชัดว่าฝ่ายหนิงเฟยหลงได้เปรียบ การเจรจาสิ้นสุดลงอย่างราบรื่น
“เช่นนั้นก็ดี...รักษาหัวเจ้าไว้ให้ดีเจอกันครั้งหน้ามันจะไม่ง่ายเช่นนี้อีก !” กล่าวจบชายผมแดงก็ทะยานร่างหายเข้าไปในทัพโจรจากนั้นทัพโจรค่อย ๆ พากันถอยกลับค่าย ทหารที่ถูกจับเอาไว้ก็ทยอยกลับมา พวกมันคือหน่วยสอดแนมที่ถูกส่งออกไปก่อนหน้านี้
...
หลังจากที่พวกโจรกลับไป หนิงเฟยหลงก็ต้องวางกลยุทธ์ใหม่ต้องการประวิงเวลา เพื่อรอคอยกองทัพของเยว่หวงที่กำลังเดินทางมาหนิงเฟยหลงรู้ดีว่าทำไมโจรเขาตงซานถึงต้องการบุกพวกมันอย่างสายฟ้าแลบเพราะหลังจากนี้พวกมันต้องเผชิญกับศึกที่หนักหนาสาหัส ไม่อาจรบติดพันทั้งสองฝ่ายได้
แต่ชายหนุ่มกลับทำลายโอกาสดี ๆ ของพวกมันไป แต่แค่นี้พวกมันคงไม่ยอมง่าย ๆแน่ สัญญาสงบศึกยี่สิบวัน ถึงสิบวันได้ก็อัศจรรย์แล้ว...
จั้วหย่งและลู่คงแยกย้ายกันไปดูทหารที่บาดเจ็บ หน่วยโอสถทำงานอย่างหนักการสูญเสียในวันนี้ค่อนข้างมากทหารตายไปมากกว่าพันคน พวกโจรนั้นทุ่มกำลังอย่างมากเรียกได้ว่ายกมาเกือบทั้งหมด ล้อมประตูตะวันตกกว่าหมื่นคนแอบตลบหลังทิศตะวันออกอีกห้าพันคน หากไม่ใช่เพราะลู่คงและจางจิ้นสิงไปทันประตูทิศตะวันออกคงโดนตีแตกแล้ว
กลยุทธ์โห่ร้องตะวันออกเข้าตีตะวันตกบ่งบอกว่าค่ายโจรต้องมีผู้ที่มีสติปัญญาเป็นแน่ยังดีที่หนิงเฟยหลงตัดสินใจได้ทันท่วงทีใช้กลยุทธ์เข้าตีจับโจรต้องจับหัวหน้าจึงทำลายแผนการของพวกมันไปได้หากแม้นหัวหน้าโจรไม่มีประโยชน์แล้วศึกในวันนี้คงไม่จบง่าย ๆฝ่ายชายหนุ่มอาจต้องพ่ายแพ้ยับเยิน
ค่ายโจรนี้ไม่อาจดูเบาได้ ต้องขบคิดให้ถี่ถ้วนก่อนจะลงมือครั้งต่อไปหนิงเฟยหลงเรียกจงฉีเข้ามาวางแผนการ สนทนากันอยู่ถึงค่ำมืด แต่ก็ไม่มีใครคิดออกส่วนใหญ่ได้แต่พากันนิ่งเงียบวาดภาพเหตุการณ์ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นเป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะอยู่ที่นี่แล้วประวิงเวลาได้ถึงยี่สิบวันชัดแล้วว่ามันต้องถอนค่าย
ความฮึกเหิมของทหารก่อนหน้านี้ถูกทำลายลงในพริบตา ในเมื่อกำลังใจลดลงมันจำเป็นต้องชนะศึกเพื่อฟื้นฟูกำลังใจแต่ในสถานการณ์นี้เป็นไปไม่ได้เลย อีกฝ่ายมีจอมยุทธ์แก่นแท้พลังขั้นปลายอยู่แม้ว่าหนิงเฟยหลงจะมีฝ่ามือเพลิงสีชาดอยู่แต่ก็ไม่กล้าที่จะเดิมพันมันไม่รู้ว่าฝ่ามือนี้จะต้านทานชายผมแดงได้หรือไม่ ?
ครั้งก่อนที่เข้าปะทะกับจู่ช่างลิวส่วนใหญ่มันก็เอาแต่หลบไปมาไม่ได้เข้าปะทะโดยตรงเลยไม่รู้ว่าฝีมือของตนเองถึงระดับใดแล้วแต่ก็พอประมาณได้บ้าง อย่างเช่น การต่อสู้กับหัวหน้าใหญ่มันมั่นใจว่าสามารถเข้าสู้ได้จึงตัดสินใจลงมือหัวหน้าใหญ่ไม่เกินกำลังของมัน อาจกล่าวได้ว่าฝีมือของมันเทียบเท่ากับแก่นแท้พลังขั้นกลางแต่คงไม่อาจเทียบได้กับขั้นปลาย นี่เป็นเพียงการสันนิษฐานของตัวมันเองเท่านั้น
หนิงเฟยหลงประเมินกำลังของโจรเขาตงซานไว้สูงมาก แต่นั่นก็ยังไม่มากพออันที่จริงแล้วนอกจากชายผมแดงสั้นนั้นแล้ว ยังมีชายผมแดงอีกผู้หนึ่งที่ยังไม่เผยโฉมออกมาเฝ้ามองการศึกอยู่ไกลออกไปหากมันเข้ามาแล้วหนิงเฟยหลงต้องรับรู้ได้ถึงอันตรายมากกว่าชายผมแดงที่พบเจอได้เป็นแน่!