ณ เมืองหลวง อากาศร้อนระอุสุดแสนจะทนทาน เพียงเหยียบลงบนพื้นดินก็ััได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ซ่านออกมา ทว่าในวันนี้ผู้คนต่างพากันชะเง้อคอรอคอย ใบหน้าของทุกคนล้วนฉายแววแห่งความปิติยินดี
"วันนี้เป็วันทำพิธีขอฝนใช่หรือไม่?"
"ในที่สุดการขอฝนก็เริ่มขึ้นเสียที ธิดาวาสนาโปรดคุ้มครอง ธิดาวาสนาโปรดคุ้มครองด้วยเถิด"
"สี่ปีแล้วั้แ่นางเริ่มพูดได้ มีคราใดบ้างที่นางจะทำพลาด? พวกเราต้องเชื่อมั่นในตัวฝูเป่า นางจะต้องขอฝนเพื่อใต้หล้าได้แน่นอน"
"ใช่แล้ว คราก่อนที่เกิดคดีลักพาตัวเด็กในเมืองหลวง ก็เป็นางที่ชี้จุดซ่อนตัวของเด็ก ๆ แม้แต่ยามที่ฝ่าาทรงพระประชวรหนัก ก็ได้นางช่วยชีวิตไว้" ในแววตาของผู้คนเ่าั้ เต็มไปด้วยความเคารพเลื่อมใสต่อเด็กหญิงผู้นั้นอย่างยิ่ง
รอบแท่นพิธีบวงสรวง... กลุ่มคนมืดฟ้ามัวดินพากันหมอบกราบลงบนพื้น เหล่าขุนนางในชุดขุนนางอันหนักอึ้งและซับซ้อนล้วนคุกเข่าอยู่เบื้องล่างแท่นพิธี บนแท่นพิธีนั้นมีเด็กหญิงตัวน้อยผู้หนึ่งยืนอยู่ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม นางสวมชุดพิธีการ ด้านหลังของนางคือเหล่าขุนนางคนสำคัญของราชสำนักที่หมอบกราบอยู่แทบเท้า
เด็กหญิงผู้นี้มีริมฝีปากแดงระเรื่อฟันขาวสะอาดงดงามราวกับตุ๊กตา ใบหน้ามีความคล้ายคลึงกับเหยียนซุ่ยซุ่ยถึงหกส่วน ทว่าแววตาหยิ่งยโสและดูแคลนผู้อื่นกลับทำความคล้ายคลึงนั้นลดทอนลง จนเหลือเพียงสองสามส่วนเท่านั้น ความสูงศักดิ์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดนั้นยากที่ผู้ใดจะเปรียบปาน
'ต่อให้เ้าเป็ธิดาวาสนาตัวจริงแล้วอย่างไร ยามนี้ผู้ที่ถูกเทิดทูนอยู่บนแท่นพิธีก็คือข้า พี่สาวที่แสนดีของข้า!'
แววตาของนางช่างดูไม่สมวัย ความเ้าเล่ห์เพทุบายและจิตสังหารที่เปี่ยมล้นนั้นไม่เหมือนเด็กแม้เพียงนิด พิธีขอฝนในวันนี้ เพียงพอที่จะทำลายร่องรอยในอดีตทั้งหมดของพี่สาวผู้นั้นของนางให้สิ้นซาก
เด็กหญิงเต็มไปด้วยความมั่นใจ แววตาคมปลาบ เมื่อสิ้นเสียงคำกล่าวบูชาของกรมโหราศาสตร์ เด็กหญิงผู้สูงศักดิ์ก็ถือธูปเทียนในมือพลางโขกศีรษะต่อสรวง์ พลันมีหมอกไร้รูปสายหนึ่งพุ่งออกจากกายของนางมุ่งตรงไปสู่เส้นขอบฟ้า
เมื่อสิ้นคำบูชา นางยืนอยู่บนแท่นสูง ััได้ถึงลมฝนที่กำลังจะมาถึง "สรวง์ผู้เมตตา โปรดประทานพิรุณลงมาหล่อเลี้ยงมวลมนุษย์ เพื่อเป็สิริมงคลแก่ใต้หล้า ลูกศิษย์ผู้นี้ขอยอมแลกทุกสิ่งเพื่อวิงวอนขอความเมตตาให้แก่ชาวโลกด้วยเถิด"
เด็กหญิงกดใบหน้าที่หยิ่งยโสลง แววตาฉายแววลำพองใจเพียงชั่วครู่ เบื้องล่างที่คุกเข่าอยู่นั้นคือเหล่าสตรีในตระกูลจวนเฉิงเอินโหว ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่ง 'นี่สิ ถึงจะเป็เกียรติยศที่จวนเฉิงเอินโหวของข้าควรได้รับ!'
เดิมทีจวนเฉิงเอินโหวมีความดีความชอบในการหนุนนำฝ่าาขึ้นครองบัลลังก์ ทว่าหลายปีมานี้ลูกหลานกลับไม่เอาถ่าน จวนโหวจึงเหลือเพียงชื่อเสียงที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งความรุ่งโรจน์ดังเก่าก่อน แม้แต่ท่านโหวและซื่อจื่อก็เป็เพียงขุนนางว่างงานเท่านั้น โชคดีที่จวนโหวมีฝูเป่า
ในอดีตท่านปรมาจารย์เคยทำนายไว้ว่า หากจวนโหวให้กำเนิดบุตรสาว ย่อมต้องคุ้มครองใต้หล้าไปอีกร้อยปี ทว่าหากไม่เป็เช่นนั้น ย่อมนำพาความพินาศมาสู่ใต้หล้า! ทุกคนต่างเฝ้ารอครรภ์นั้น
ฮูหยินผู้เฒ่าหลุบตาลง ซ่อนเร้นความอำมหิตไว้ในดวงตา นางทำไปทั้งหมดก็เพื่อวาสนาบารมีร้อยปีของจวนโหว เพื่ออนาคตของจวนโหว เด็กคนนั้นคงไม่โกรธแค้นนางหรอก
ฮูหยินผู้เฒ่าคลึงลูกประคำในมือ ตลอดสี่ปีมานี้ ฐานะของจวนโหวสูงส่งขึ้นเรื่อย ๆ ฝ่าาทรงไว้วางพระราชหฤทัยในตัวฝูเป่ามากขึ้น ความโเี้ของนางในตอนนั้นไม่ผิดพลาดแน่ เ้าลูกนอกคอกคนนั้น มีแต่จะนำภัยพิบัติมาสู่จวนโหว!
ยามนี้ คำบูชาสิ้นสุดลง เห็นเด็กหญิงวัยสี่ขวบชูมือขึ้นสูง พลางะโก้อง "ลมจงมา..."
สายลมเริ่มพัดพากระโชก ฝุ่นทรายปลิวว่อนจนผู้คนพร่ามัว เมฆดำเริ่มก่อตัวบนท้องฟ้า ท้องนภาดูมืดสลัวและหนักอึ้ง แสงแดดที่เคยแผดเผาถูกบดบังอยู่หลังม่านเมฆ อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลงเสียงลมหวีดหวิวพร้อมกับเสียงฟ้าร้องคำราม ทุกคนต่างกลั้นหายใจด้วยความยินดีเปี่ยมล้น
"ฝนจงมา..."
ทว่าเสียงลมกลับชะงักไปในพริบตา ทุกคนยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็เห็นแสงสว่างจ้าสายหนึ่งพุ่งทะลุชั้นเมฆ สาดส่องลงสู่ผืนดินอย่างทรงพลัง ราวกับ้าขับไล่ความมืดมิดและสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง ราวกับ้ากวาดล้างความไม่เป็ธรรมให้สิ้นไป
"เหตุใด... เหตุใดจึงเป็เช่นนี้..." เหยียนเจียวเจียวใบหน้าซีดเผือด นางถอยหลังกรูดจนล้มลงนั่งกับพื้น 'เหตุใดครานี้การสูบวาสนาบารมีถึงล้มเหลว? ตลอดหลายปีมานี้ไม่เคยผิดพลาดแม้เพียงครั้งใด'
นางถึงกับเคยยุยงให้พี่ชายไปที่เมืองวั่งซานเมื่อครึ่งปีก่อน นางเคยอาศัยจังหวะที่พลัดหลงเดินทางไปที่หมู่บ้านซิ่วซาน นาง... ใช้ก้อนหินใหญ่ทุบศีรษะของเ้าลูกนอกคอกนั่นไปแล้ว
ชาตินี้มันไม่มีทางถูกตามตัวกลับมาได้แน่ ต่อให้รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด ก็ต้องเป็คนโง่งมไปตลอดชีวิต มีแต่จะถูกนางสูบวาสนาบารมีไปจนหมดสิ้น และได้แต่มองดูตนเองเดินไปสู่ความพินาศ 'เหตุใดถึงล้มเหลวได้เล่า? ผิดพลาดที่ใดกันแน่'
ขันทีน้อยที่อยู่ด้านหลังรีบปรี่เข้ามาพยุงนาง "ท่านหญิง..." นางยังไม่ทันลุกขึ้นยืน ก็รู้สึกปวดแปลบในสมองอย่างรุนแรง "อ๊าก!"
"พรวด..." พลังอันมหาศาลสายหนึ่งปั่นป่วนอยู่ในสมองของนางจนเ็ปเจียนตาย นางกระอักเืออกมาคำโตก่อนจะล้มฟุบลงกับพื้น
เหตุใดจึงเป็เช่นนี้? นางได้กลับมาเกิดใหม่อีกครา ชาตินี้ได้เข้าแทนที่ตำแหน่งของเหยียนซุ่ยซุ่ย ทั้งยังได้เรียนรู้วิธี่ชิงวาสนาบารมี และเปลี่ยนชะตากรรมของเหยียนซุ่ยซุ่ยไปแล้ว!
เหยียนซุ่ยซุ่ยในยามนี้ต่อให้ไม่ตายก็ต้องเป็คนโง่งม แล้วเหตุใดนางถึงถูกสะท้อนกลับเช่นนี้? หรือว่านี่คือคำเตือนจากสรวง์?
"ท่านหญิง!" คนจากจวนเฉิงเอินโหวใจนหน้าถอดสี ลืมสิ้นซึ่งกฎระเบียบรีบวิ่งกรูเข้าไปหา ในใจยังเปี่ยมไปด้วยความหวาดหวั่น 'วันนี้เหตุใดจึงเกิดความผิดพลาดใหญ่หลวงเพียงนี้? การขอฝนกลับล้มเหลวหรือ? ทั้งที่ก่อนขึ้นแท่นพิธี ฝูเป่ายังมั่นใจยิ่งนัก!'
ในพริบตาที่การขอฝนล้มเหลว ประกายแห่งความหวังในดวงตาของราษฎรก็มืดดับลง
"ฝูเป่าอันใดกัน ก็แค่ชื่อจอมปลอม ถึงกับกระอักเืออกมา... นี่คือการลงทัณฑ์จาก์ที่นางบังอาจทำเกินตัว" ชาวบ้านคนหนึ่งลอบด่าทอเบา ๆ
แต่เมื่อเห็นสีหน้าของคนรอบข้างก็รีบก้มหน้าไม่กล้าส่งเสียงอีก ทว่าในที่สุดภาพลักษณ์ประดุจเทพเซียนของนางในใจผู้คนก็พังทลายลงแล้ว
เหยียนซุ่ยซุ่ยเปลือยเท้าเปล่าเดินไปนั่งอยู่ที่คันนา ทันใดนั้นนางก็ััได้ถึงพลังปราณมหาศาลที่พุ่งตรงมาที่ตนเอง 'เอ๊ะ... นี่คือวาสนาบารมีที่เคยถูกสูบชิงไป กลับถูกแย่งชิงกลับมาได้ส่วนหนึ่งแล้วหรือ? เช่นนั้น... เ้าหัวขโมยนั่นคงต้องซวยไปอีกพักใหญ่เชียวละ' ซุ่ยซุ่ยเอามือน้อย ๆ ปิดหน้าพลางลอบยิ้ม
"ท่านบรรพบุรุษน้อย บ้านของท่านเริ่มสร้างแล้วนะ ต่อไปจะได้อยู่บ้านหลังใหญ่แล้ว"
"ท่านบรรพบุรุษน้อย นี่คือหนอนตัวเขียวที่พวกเราเพิ่งไปจับมาจากบนเขา เอามาให้ไก่ที่บ้านท่านกินนะขอรับ"
"ท่านบรรพบุรุษน้อย ฟืนของวันนี้มาส่งแล้วขอรับ"
กลุ่มเด็ก ๆ พากันหิ้วของมาส่งด้วยรอยยิ้ม 'กินของผู้อื่นย่อมปากอ่อน รับของผู้อื่นย่อมมืออ่อน' เนื้อสิบกว่าชั่งนั่นทำให้พวกเขาได้ลิ้มรสความอร่อยจนลืมไม่ลง ส่วนเหยียนหม่านชางน่ะหรือ? เหอะ ต่อหน้าเนื้อนุ่ม ๆ ใครจะไปสนเหยียนหม่านชางกันเล่า
เหยียนหม่านชางเพียงกลับไปบ้านเดิมของท่านยายคราเดียว เพื่อนเล่นของเขาทั้งหมดก็กลายเป็ลูกน้องของเหยียนซุ่ยซุ่ยไปเสียแล้ว ยามนี้ที่บ้านเหยียนซุ่ยซุ่ยมีไก่หกตัว ในที่สุดก็ได้กินไข่ทุกวันเสียที
"ชีวิต่นี้ช่างงดงามนัก กินดียิ่งกว่าตอนปีใหม่เสียอีก"
เพียงผ่านไปครึ่งเดือน แก้มของเหยียนิก็เริ่มมีเนื้อขึ้นมา ยามนี้ในมือเขายังถือไข่ปิ้งที่ปิ้งจนด้านนอกสุกเหลืองหอมกรุ่น
"ช่างน่าเวทนานัก พวกเ้าไม่รู้หรอกว่าหมู่บ้านหลินสุ่ยข้าง ๆ น่าเวทนาเพียงใด" หวังซิงเฟิงวิ่งมาจนเหงื่อท่วมตัว ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนพื้น
"วันนี้ท่านพ่อเลือกชายฉกรรจ์สิบคนไปดูสถานการณ์ที่หมู่บ้านหลินสุ่ย ข้าก็แอบตามไปด้วย... จึ๊ ๆ ... ช่างเหมือนขุมนรกบนดินโดยแท้ ยังมีคนรอดชีวิตเหลืออยู่ไม่กี่คน พวกเ้าหารู้ไม่ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น เป็เพราะเ้าพวกตัวกาลกิณีที่บ้านเดิมตระกูลเหยียนก่อเื่ไว้อีกแล้ว!"
"เ้าเด็กที่ถูกท่านบรรพบุรุษน้อยขวางไว้คราก่อน เขามีศัตรูตามล่าอยู่ขอรับ คนกลุ่มนั้นตามมาเพื่อล่าสังหารเขา วันนั้นถูกท่านบรรพบุรุษน้อยขวางไว้ พวกมันจึงไปที่หมู่บ้านหลินสุ่ยแทน
ท่านพ่อของข้ายังอุตส่าห์ข้ามเขาไปเตือน แต่พวกคนตาถั่วเ่าั้คิดว่าท่านพ่อจะไปแย่งผลประโยชน์ เลยพากันด่ากราดขับไล่กลับมา เฮ้อหมู่บ้านหลินสุ่ยถูกเผาวอดวาย ตายไปเกินครึ่งทว่าเ้าตัวร้ายนั่นกลับหนีรอดไปได้!"