บ้านที่มีฐานะพอมีพอกินต่างก็อยากสวมชุดแต่งงานที่งดงามแต่ชุดเจ้าสาวนั้นหายากและมีราคาแพง อีกทั้งสวมใส่เพียงครั้งเดียวก็ไม่ได้ใช้แล้วจึงไม่ค่อยมีใครยอมทุ่มเงินซื้อ หากให้เช่าในราคาเพียงสองสามหยวนต่อวันเชื่อว่าหลายคนก็ยินดี แต่เรื่องแบบนี้ต้องทำกันอย่างลับๆจะให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาด
เฉินเจียฉีส่ายหน้า“ชุดเจ้าสาวชุดนี้ผมตั้งใจทำให้เสี่ยวหมิ่นเป็นของขวัญแต่งงานเพื่อสร้างความประทับใจดังนั้นผมจึงไม่คิดจะนำไปให้เช่าครับ จะเก็บไว้เป็นที่ระลึกที่สำคัญราคาถูกกว่าซื้อในตัวเมืองมณฑลเยอะเลยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปถึงที่นั่นด้วย”
สุดท้ายซูเจียวเจียวก็แบกผ้ากองโตโดยจูงหลิวหยวนหยวนขึ้นรถแทรกเตอร์กลับมายังกองผลิต
เมื่อมาถึงบ้านเวลาเพิ่งจะสี่โมงครึ่งโดยประมาณ ทุกคนยังไม่เลิกงานซูเจียวเจียวจึงไม่ต้องกังวลว่าใครจะเห็นเธอหอบของมากมายกลับมา
ซูเจียวเจียวเก็บของเรียบร้อยแล้วจึงกำชับหลิวหยวนหยวนให้เล่นอยู่ในสวนไปก่อนส่วนเธอก็เข้าห้องไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือหยิบสมุดกับปากกาออกมาเริ่มวาดแบบร่างหรือที่เรียกว่าแพทเทิร์น
ในเมื่อรับงานมาแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด
ต้องวาดแบบร่างให้เสร็จเสียก่อนถึงจะทำเสื้อผ้าที่ดีออกมาได้
หลังจากซูเจียวเจียววาดแบบร่างชุดสูทเสร็จเธอก็เงยหน้าขึ้นมองออกไปข้างนอก ก็พบว่าฟ้ามืดแล้วเธอจึงนึกถึงหลิวหยวนหยวนขึ้นมาได้ รีบไปดูที่ลานบ้านก็พบว่าเด็กน้อยกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็กๆ พิงกำแพงและหลับปุ๋ยไปแล้ว
เด็กน้อยรู้ว่าน้าสะใภ้กำลังยุ่งจึงไม่กล้าส่งเสียงรบกวน นั่งเล่นอยู่คนเดียวในลานบ้าน
เมื่อเห็นหลิวหยวนหยวนแสนรู้เช่นนี้นอกจากพี่หยวนซินที่ทะนุถนอมราวกับแก้วตาดวงใจแล้วคนในครอบครัวหลิวกลับไม่มีใครใส่ใจเลย ซูเจียวเจียวจึงรู้สึกสงสารจับใจ
เธออุ้มหลิวหยวนหยวนขึ้นมาเบาๆแล้วเข้าไปในห้องวางเธอลงบนเตียง ก่อนจะห่มผ้าห่มบางๆ ให้เด็กน้อยคลุมหน้าท้องเล็กๆ ของเธอไว้ อากาศตอนนี้ก็ยังคงร้อนอยู่บ้าง
หลังจากจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยซูเจียวเจียวก็เริ่มทำอาหาร ไม่นานเซียวหยวนหมิงก็เลิกงานกลับมาช่วยเธอทำอาหารด้วย
ซูเจียวเจียวอยากให้เขานั่งพักเขาก็ยิ้มแล้วพูดว่า “งานแค่นั้นไม่เหนื่อยเลยสมัยก่อนตอนที่ผมยุ่งๆ ผมก็ทำอาหารเองตอนเลิกงานเหมือนกัน”
ซูเจียวเจียวเห็นเขาเหงื่อโซมกายก็รู้ว่าไม่เหนื่อยได้อย่างไร เพียงแต่เขาไม่อยากให้เธอปวดใจเท่านั้นเอง
ซูเจียวเจียวหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดเหงื่อให้เขาแล้วให้เขานั่งก่อไฟช่วยอยู่เฉยๆ ก็พอ
ทั้งสองคนพูดคุยกันไปพลางทำอาหารกันไปพลางอยู่ในห้องครัว
ซูเจียวเจียวเล่าเรื่องที่ตนรับงานส่วนตัวมาวันนี้เป็นงานทำชุดแต่งงาน
เมื่อมองเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของซูเจียวเจียวเซียวหยวนหมิงก็อดโทษตัวเองไม่ได้ ตอนที่เขาแต่งงานกับเจียวเจียวเจียวเจียวไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าใหม่สักชุด สวมเพียงกระโปรงเก่าๆ ของเธอเองไม่ต้องพูดถึงเรื่องสินสอด เขาก็ไม่สามารถให้สินสอดอะไรได้ เจียวเจียวต้องทนทุกข์กับความน้อยใจแต่งงานกับเขาไปอย่างนั้น...
ซูเจียวเจียวรู้สึกได้ถึงสายตาคมกล้าที่จ้องมองมาก็พลันหัวเราะเบาๆ “คุณมองฉันทำไมคะ?”
“วันหลังคุณก็ไปซื้อผ้าที่ตัวอำเภอมาทำชุดแต่งงานให้ตัวเองนะเรื่องบัตรแลกผ้าเดี๋ยวผมจัดการเอง” เซียวหยวนหมิงเอ่ยขึ้น
ในยุคนั้นบัตรแลกผ้าที่รัฐบาลแจกจ่ายให้มีจำนวนน้อยมากหนึ่งปีพอสำหรับทำเสื้อผ้าเพียงชุดเดียว
ผู้ที่ไร้เส้นสายก็ย่อมยากที่จะหาบัตรแลกผ้ามาตลอดทั้งปีจึงทำได้แค่สวมเสื้อผ้าเก่าๆ
เสื้อผ้าของทุกคนจึงเต็มไปด้วยรอยปะชุน
ใหม่สามปีเก่าสามปี ปะชุนแล้วอีกสามปี
ซูเจียวเจียวอดหัวเราะออกมาไม่ได้“เราแต่งงานกันไปแล้ว จะตัดชุดแต่งงานมาอีกทำไมล่ะคะ? จริงสิ... เราไปถ่ายรูปแต่งงานที่ร้านถ่ายรูปในตัวอำเภอกันดีไหมคะ?คุณว่าไง? ถึงตอนนั้นเราก็สวมชุดแต่งงานไปถ่ายรูปกัน”
ชาติที่แล้วเธอและเซียวหยวนหมิงไม่เคยถ่ายรูปด้วยกันเลยยิ่งไม่ต้องพูดถึงรูปแต่งงาน
ความจริงชาติที่แล้วเซียวหยวนหมิงก็แอบเก็บเงินไว้บ้างแล้วหลังจากที่เธอหย่ากับเขา เขาก็ยังให้เงินเธอจำนวนหนึ่งเพื่อไปเรียนมหาวิทยาลัยซึ่งเพียงพอสำหรับค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพของเธอ
คนอื่นต่างก็บอกว่าเขาโง่
ใบหน้าของเซียวหยวนหมิงปรากฏรอยยิ้มขึ้นเล็กน้อย“ดีเลยครับ รอช่วงนี้งานยุ่งๆ ผ่านไปแล้ว เราไปถ่ายรูปแต่งงานกันนะ”
หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จทั้งสองก็อ่านหนังสือด้วยกันตามปกตินอกจากนี้ซูเจียวเจียวยังสอนหลิวหยวนหยวนให้รู้จักตัวอักษรโดยเริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่สุด
หลิวหยวนหยวนเรียนรู้ได้ช้าเธอจึงค่อยๆ สอนทีละน้อย ให้เด็กน้อยค่อยๆ ซึมซับ
เพราะเด็กยังเล็กเกินไปจึงยังไม่เหมาะกับการเขียนหนังสือ แต่สามารถเรียนรู้ตัวอักษรได้เธอจึงให้เด็กน้อยเริ่มเรียนรู้ตัวเลขหนึ่งถึงสิบ
แต่หลิวหยวนหยวนก็เผลอหลับไปในระหว่างที่กำลังเรียน
ซูเจียวเจียวอุ้มเธอขึ้นอย่างอ่อนโยนแล้ววางลงบนเสื่อเย็น
ซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงอ่านหนังสือต่ออีกหนึ่งชั่วโมงก่อนจะเข้านอน
ช่วงนี้ผลการเรียนของเซียวหยวนหมิงดีขึ้นมากซูเจียวเจียวทดสอบเขากี่ครั้งก็ได้ผลดีเยี่ยมและเรียงความที่เขาเขียนก็ไหลลื่นและดีขึ้นเรื่อยๆแม้แต่ซูเจียวเจียวก็อดชื่นชมไม่ได้
แววตาของเซียวหยวนหมิงปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อย“ผมไม่ได้ดีอย่างที่คุณพูดหรอกครับ”
“คุณก้าวหน้ามากจริงๆ ค่ะ คุณอาจจะไม่ได้รู้สึกแต่คุณพัฒนาขึ้นทุกวันเลยนะคะ”
เซียวหยวนหมิงกอดเอวซูเจียวเจียวแล้วจูบเธอที่แก้ม “ก็เพราะภรรยาผมสอนดีไงครับ”
ซูเจียวเจียวยิ้มบางๆแล้วจูบเขาที่ริมฝีปากเบาๆ “รางวัลของคุณค่ะ”
เดิมทีเธอตั้งใจจะจูบเพียงแผ่วเบาแต่เซียวหยวนหมิงกลับกดศีรษะเธอไว้ แล้วเริ่มจูบอย่างเร่าร้อน
จนซูเจียวเจียวแก้มแดงก่ำเขาจึงปล่อยมือออก หายใจหอบ “เจียวเจียวเราไปนอนที่ห้องข้างๆ กันไหม”
ซูเจียวเจียวย่อมรู้ดีว่าเขากำลังคิดอะไรห้องนี้มีหยวนหยวนอยู่ด้วย ย่อมไม่เหมาะกับฉากที่ไม่เหมาะสมกับเด็กๆ
เมื่อเห็นความเร่าร้อนและความเร่งรีบในดวงตาของเขาเธอก็พยักหน้าอย่างเขินอาย
เป็นความจริงที่ทั้งสองไม่ได้ใกล้ชิดกันมาหลายวันแล้วต่างคนต่างยุ่งกับเรื่องของตัวเอง กลางคืนก็ต้องอ่านหนังสือทบทวนเรื่องชีวิตส่วนตัวจึงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก
โชคดีที่ห้องข้างๆเธอจัดเก็บเรียบร้อยแล้ว หลังจากเซียวหยวนซินจากไป เธอก็ให้เสื่อฟางไปแล้วก็ซักผ้าห่มบางๆ แล้ว แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ปู
เซียวหยวนหมิงอุ้มซูเจียวเจียวขึ้นแล้วเดินตรงไปยังห้องข้างๆ
ซูเจียวเจียวตีมือเขาเบาๆ“เสื่อฟางในห้องข้างๆ ยังไม่ได้ปูเลยค่ะ”
เซียวหยวนหมิงยิ้มมุมปาก“ผมปูไว้แล้วครับ”
ในระหว่างที่พูดเขาก็อุ้มเธอมาถึงห้องข้างๆ แล้ว ซูเจียวเจียวมองดู ก็เห็นว่าเตียงปูเรียบร้อยแล้วปูด้วยเสื่อฟางที่สะอาดด้วย
ผู้ชายคนนี้นี่…
ไม่รู้ว่าเขาปูเสื่อฟางไว้ตั้งแต่เมื่อไร
จำได้ว่าก่อนอาบน้ำยังไม่ได้ปูเลยนะ!
แล้วหลังจากนั้นพวกเขาก็อ่านหนังสือด้วยกันเขาจะหาเวลาที่ไหนแอบปูเสื่อฟางได้…
ไม่นานเสียงครางเบาๆ ก็ดังออกมาจากห้องข้างๆ...
เช้าวันรุ่งขึ้นซูเจียวเจียวตื่นขึ้นมาก็พบว่าเซียวหยวนหมิงไปทำงานแล้ว ข้างๆเธอกำลังนอนหลับอย่างสบายคือหลิวหยวนหยวน
เธอค่อยๆลุกจากเตียงอย่างเงียบเชียบ มาที่ลานบ้าน ก็พบว่ามีเสื่อฟางตากอยู่ในลานบ้านซึ่งเป็นเสื่อฟางจากห้องข้างๆ เมื่อคืนนั่นเอง
เขาตื่นแต่เช้ามาซักเสื่อตั้งแต่เมื่อไร!
ซูเจียวเจียวมุมปากยกโค้งขึ้นเล็กน้อยแล้วเดินเข้าครัว ตักน้ำล้างหน้า แล้วทำอาหารเช้า
ไม่นานเซียวหยวนหมิงก็เลิกงานกลับมาหลิวหยวนหยวนก็ตื่นแล้ว ทั้งสามคนนั่งกินบะหมี่เนื้อหมูใส่ไข่กันอยู่ในลานบ้านกลิ่นหอมฟุ้งของบะหมี่อบอวลไปทั่วลานบ้าน