เสี่ยวจูกินข้าวต้มใส่เกลือไปได้สามสี่คำ นางก็ส่ายหน้าเป็เชิงบอกมารดาว่าไม่เอาแล้ว ทำเอาหลันซื่อที่กำลังยกช้อนป้อนข้าวถึงกับชะงัก
"แม่รู้ว่าเ้ายังเจ็บแผลที่หัวอยู่ แต่ฝืนใจกินอีกสักหน่อยนะลูก"
"ไม่เอาแล้วเ้าค่ะท่านแม่ ข้าอยากเอนหลังนอนมากกว่าเ้าค่ะ"
"เอาเถอะ..เช่นนั้นเ้าก็นอนพักก่อน รอน้องชายเ้านำยากลับมา แล้วแม่จะต้มยาให้ดื่ม หลังจากได้ดื่มยาแล้ว คงพอช่วยให้อาการเจ็บที่แผลทุเลาลงบ้าง"
"เ้าค่ะ"
หลันซื่อประคองบุตรสาวให้นอนลง ก่อนที่ตัวของนางจะยกถ้วยข้าวต้มออกจากห้องไป เวลาผ่านไปสักพักกู้ฉิงหลางก็กลับมา พร้อมกับห่อยาสี่ห่อใหญ่ที่ถืออยู่ในมือ เขาก้าวเท้าเดินเข้ามาในบ้าน ด้วยสีหน้าและท่าทางที่ดูไม่ค่อยดีนัก
"เกิดอะไรขึ้น เหตุใดเ้าถึงได้แสดงสีหน้าบึ้งตึงเช่นนั้นเล่า"
หลันซื่อเอ่ยปากถามบุตรชายด้วยความสงสัย เพราะเมื่อสักครู่นี้ตอนที่เขาเดินตามหมอชราไป เขายังมีสีหน้าที่แจ่มใสอารมณ์เป็ปกติอยู่เลย
"ยังไม่รีบพูดออกมาอีก"
"ไม่มีอะไรหรอกขอรับท่านแม่ ข้าเพียงแค่หงุดหงิดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นก็เท่านั้นเอง บุตรสาวของท่านลุงหัวหน้าหมู่บ้าน ทำให้พี่สาวถึงกับเืตกยางออก ล้มหมอนนอนเสื่อสลบไปตั้งสองวัน แต่พวกเขากลับเงียบเฉย ไม่คิดที่จะรับผิดชอบใดๆเลย ท่านป้าหงลี่ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้าน ยังมีหน้ามาว่าพี่สาวเป็ฝ่ายหาเื่ก่อนอีก ข้าล่ะเจ็บใจจริงๆขอรับ"
"เฮ้อ..พวกเขาคงเห็นว่าบ้านเรามีแค่เด็กกับคนแก่ เป็เพียงแค่ลูกพลับนิ่มให้รังแกได้ง่ายๆกระมัง แม่เองชินเสียแล้วล่ะ"
สือหลันซื่อถอนหายใจยาวออกมาอย่างปลงตก
"แล้วท่านแม่จะยอมง่ายๆเช่นนี้หรือขอรับ"
"หากไม่คิดที่จะยอม แล้วเ้าจะให้แม่ทำเช่นไรเล่าฉิงหลาง"
"ไม่ขอรับ..ท่านแม่ไม่ต้องกระทำสิ่งใด เื่นี้ปล่อยให้เป็หน้าที่ของข้าเองขอรับ"
"เ้าแน่ใจหรือลูก ว่าตัวเ้าจัดการได้ อีกทั้งภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้าน ก็ขึ้นชื่อลือชาว่าเป็คนเ้าเล่ห์นัก แม่กลัวเ้าจะเป็ฝ่ายเสียเปรียบน่ะสิ"
"ท่านแม่..ท่านอย่าได้ดูถูกสติปัญญาของบุตรชายตนเองเชียวนะขอรับ ท่านแม่วางใจเถอะ ข้าจะเรียกร้องความเป็ธรรมให้กับพี่สาวเอง"
"เอาเถอะ..หากเ้ามั่นใจ เช่นนั้นเื่นี้แม่ก็ยกให้เ้าจัดการก็แล้วกัน เ้าเป็บุรุษคนเดียวของบ้านเรา ให้เ้าออกหน้าก็สมควรแล้ว"
"ขอรับ"
กู้ฉิงหลางตอบรับคำของมารดาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาของเขาไม่วายฉายแววเ้าเล่ห์ออกมา ค่านิยมของผู้คนในยุคสมัยนี้ อายุสิบสองหนาวก็ถือได้ว่าไม่เด็กแล้ว อีกทั้งครอบครัวใดที่ไร้ซึ่งบุรุษผู้เป็เสาหลัก หากมีบุตรชายที่อายุครบสิบสองหนาว หรือมีเด็กชายอายุสิบสองหนาวในครอบครัว ก็สามารถให้ขึ้นเป็หัวหน้าครอบครัวได้ รวมถึงมีสิทธิ์ในการตัดสินใจหรือออกหน้า ในการจัดการเื่ต่างๆของคนในครอบครัว
ใน่บ่ายของวันนั้นกู้ฉิงหลางก็รีบลงมือจัดการ เรียกร้องความเป็ธรรมให้กับผู้เป็พี่สาวในทันที เขาเดินหน้าเครียดตรงไปยังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน ระหว่างนั้นในหัวของเขาก็คิดคำพูดเอาไว้แล้ว ว่าตนเองจะสนทนากับหัวหน้าหมู่บ้านเช่นไร ถึงจะสามารถทำให้เขาเป็ฝ่ายได้เปรียบ
"ฉิงหลางคารวะท่านลุงปู้ขอรับ
"อ้าว!ฉิงหลางเองเหรอ มาๆนั่งก่อนสิ มีอะไรรึเปล่าถึงได้มาหาลุงถึงที่นี่"
"ข้าขอพูดกับท่านลุงหัวหน้าหมู่บ้านอย่างไม่อ้อมค้อม ที่ข้ามาวันนี้เพื่อถามหาความรับผิดชอบ ที่บุตรสาวของท่านลุงทำให้พี่สาวของข้า าเ็จนเกือบเอาชีวิตไม่รอดขอรับ"
น้ำเสียงของเด็กวัยสิบสองหนาวที่ยังไม่โตเต็มที่ ฟังดูแล้วช่างใสกระจ่างสมกับตัว แต่ทว่าแววตาและท่าทีที่เขาแสดงออกมา กลับหนักแน่นและจริงจังเป็อย่างมาก ทำให้คู่สนทนาไม่กล้าที่จะดูแคลน แต่ยังไม่ทันที่หัวหน้าหมู่บ้านจะได้กล่าวคำใดออกมา ภรรยาผู้แสนเ้าเล่ห์ของเขา ก็รีบก้าวเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน
"เกือบเอาชีวิตไม่รอดอะไรกัน เ้าก็พูดเกินจริงไปหน่อยนะฉิงหลาง พี่สาวเ้าก็แค่เืตกยางออกนิดหน่อยเท่านั้น หาได้ร้ายแรงดั่งเช่นที่เ้าว่ามาไม่"
"อันใดที่เรียกว่าไม่ร้ายแรงหรือขอรับ พี่สาวของข้าถูกคนหามกลับมาในสภาพสลบไสล ทั้งบนศีรษะของนางก็ยังมีาแฉกรรจ์ เืไหลอาบย้อมอาภรณ์จนเป็สีแดงฉาน นางสลบไปถึงสองวันเต็มๆ แม้แต่หมอชราประจำหมู่บ้านที่เชิญมาตรวจอาการ ก็ยังพูดชัดเจนว่าอาการหนักเอาการ เช่นนี้ท่านป้ายังกล้าพูดออกมาได้เช่นไรว่าไม่ร้ายแรง หรือต้องรอให้พี่สาวของข้าตกตายไปเสียก่อน ถึงจะนับว่าเป็เื่ร้ายแรงได้ หากท่านป้าคิดอยากจะบอกปัดความรับผิดชอบ พวกท่านก็เอ่ยกับข้าตามตรงได้ ไม่จำเป็ต้องพูดอ้อมค้อมให้มากความ ตัวข้าเองก็เป็คนเข้าใจอะไรง่ายๆขอรับ"
ฉิงหลางตอบกลับไปอย่างไม่คิดที่จะไว้หน้าผู้ใด สีหน้าและแววตาของเขาบ่งบอกให้เห็นอย่างชัดเจน ว่าบัดนี้โทสะของเขามันขึ้นสูงจนอยากที่จะระงับแล้ว
"เ้าใจเย็นๆก่อนได้ไหม เื่นี้ค่อยๆพูดค่อยหารือกันเถอะ ทางลุงก็หาใช่จะไม่รับผิดชอบเสียเมื่อไหร่"
"ท่านลุง ตัวข้านั้นมีความใจเย็นอย่างถึงที่สุด หาไม่แล้วข้าคงมาหาท่านั้แ่เมื่อสองวันก่อนแล้วล่ะขอรับ"
"แล้วนี่มารดาของเ้ารู้หรือไม่ ว่าเ้ามาโวยวายที่บ้านของข้าในวันนี้"
ภรรยาหัวหน้าหมู่บ้านถามด้วยน้ำเสียงกระแทกแดกดัน
"เื่นี้ท่านป้าไม่ต้องเป็ห่วง แน่นอนว่าท่านแม่ของข้าทราบ อีกทั้งท่านแม่ของข้าก็เห็นดีด้วย ที่จะให้ข้ากู้ฉิงหลาง..เป็ผู้ออกหน้าจัดการเื่ในครอบครัวขอรับ"
"แล้วเ้าจะเอายังไง มันก็แค่เื่ที่สตรีทะเลาะเบาะแว้งกันเท่านั้น เหตุใดต้องทำให้เป็เื่ใหญ่โตด้วย ผู้ใดในหมู่บ้านจะไม่รู้บ้าง ว่าพวกนางสองคนทะเลาะวิวาทกันอยู่เป็ประจำอยู่แล้ว"
"ขอรับเื่นั้นข้าไม่เถียง พี่สาวของข้าเองนิสัยก็ใช่ย่อย เป็เื่จริงที่พี่สาวของข้าและบุตรสาวบ้านท่าน มีเื่ให้ทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่เป็ประจำ แต่ครั้งนี้เื่ราวกลับต่างออกไป เพราะบุตรสาวของพวกท่าน นางวางแผนการให้คนหลายคน ช่วยกันรุมทำร้ายพี่สาวของข้า นางถึงขั้นเจ็บหนักไม่ได้สติ ข้าไม่อาจยอมได้ วันนี้ที่ข้ามาพบพวกท่าน ข้าก็หวังว่าจะพูดคุยกันด้วยสันติวิธี หากสุดท้ายยังหาข้อสรุปไม่ได้ ตัวข้าคงทำได้เพียงร่างคำร้องแล้วส่งไปยังที่ว่าการอำเภอ"
"ใจเย็นก่อนฉิงหลาง ลุงจะให้คำตอบที่เ้าพอใจอย่างแน่นอน อย่าให้เื่นี้ไปถึงโรงถึงศาลเลย ลุงขอร้องล่ะ"
หัวหน้าหมู่บ้านและภรรยาถึงกับเหงื่อตก เมื่อได้ฟังคำพูดที่ฉิงหลางกล่าวออกมา เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าเด็กที่ยังไม่โตเป็หนุ่มเต็มวัยตรงหน้า จะมีนิสัยที่แข็งกร้าวเอาเื่ถึงเพียงนี้
"นั่นสิ..มีอะไรก็ค่อยๆพูดกันเถอะนะ ยังไงเสียพวกเราก็คนหมู่บ้านเดียวกันนะ"
หงลี่ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้าน รีบพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงไม่น้อย อีกทั้งท่าทางของนางก็ยังอ่อนลงด้วย
"เช่นนั้นก็คงต้องดูท่าทีของพวกท่านแล้ว ว่าจะทำให้ข้าพึงพอใจ ในความรับผิดชอบครั้งนี้ของพวกท่านได้มากน้อยแค่ไหน"
เสียงของกู้ฉิงหลางดังชัดเจนทั้งยังก้องกังวาน ไปทั่วบริเวณบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน แม้กระทั่งเหมยหรงที่ซ่อนตัวอยู่ในห้อง ซึ่งเป็คู่กรณีผู้ที่ถูกกล่าวถึง ยังได้ยินทุกถ้อยคำที่ฉิงหลางกล่าวออกมาอย่างชัดเจน นางถึงกับใหลั่งเหงื่อออกมาเปียกชุ่มใบหน้า นางไม่คาดคิดว่าเื่ที่ตนเองลงมือทำ จะส่งผลตอบกลับที่ร้ายแรงมากถึงเพียงนี้ เพราะในความคิดของนางนั้น ครอบครัวกู้ก็แค่ลูกพลับนิ่มให้บีบเคล้น
แต่นางลืมนึกไปว่าบุตรชายของครอบครัวนี้ หาใช่คนที่นางจะรับมือได้ง่ายๆ กู้ฉิงหลางจดจำอักษรได้ั้แ่สามหนาว อายุห้าหนาวเข้าเรียนที่สำนักศึกษา อายุแปดหนาวสามารถร่ายกลอนชมทิวทัศน์ ซึ่งเป็บทกลอนที่มีความหมายลึกซึ้ง ย่างเข้าอายุสิบหนาวกู้ฉิงหลางก็สามารถแต่งบทกวี วิจารณ์การทำงานของขุนนางในราชสำนัก บทกวีที่เขาแต่งโด่งดังจนผู้คนพากันกล่าวขานถึง
เหล่าบัณฑิตและอาจารย์ในสำนักศึกษา ต่างกล่าวเป็เสียงเดียวกันว่ากู้ฉิงหลางผู้นี้ จะเติบใหญ่เป็อัจฉริยบุคคลอย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นอีกหนึ่งปีข้างหน้าจะมีการสอบซิ่วไฉ่ หากกู้ฉิงหลางเข้าร่วมสอบ เป็ไปได้มากว่าเข้าจะนำเกียรติยศมาสู่ครอบครัว หากเป็ไปตามนั้นจริงอนาคตของเด็กหนุ่มผู้นี้ ก็คงสว่างไสวดุจแสงจันทร์กระจ่างยามค่ำคืน
เหมยหรงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกกลัวและหวาดหวั่น เื่ที่นางทำไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ได้ส่งผลให้ครอบครัวของตนผิดใจกันกับครอบครัวกู้เสียแล้ว มาคิดเสียใจตอนนี้ก็คงสายไป เพราะสิ่งที่ทำลงไปแล้วไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้