เข้าสู่โลกนิยายมาเป็นแม่เลี้ยงยืนหนึ่งของลูกวายร้าย

    ตอนที่ 36 ต้องไม่ปล่อยให้นางได้สมหวัง!

            กว่าครอบครัวผู้นำหมู่บ้านจะได้รับรู้สถานการณ์จากในตัวอำเภอ ก็ล่วงเข้าสู่ยามดึกสงัดแล้ว ซึ่งในตอนนั้นเอง พวกนางหลี่ ยายเฉิน และชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่เพิ่งกลับมาถึง ก็พากันยกโขยงมาหาเรื่องถึงหน้าบ้านพวกเขาอีกครั้ง

            พอนึกขึ้นได้ว่าครอบครัวของหลินซีนับเป็นต้นตอของการหาเงินนี้ นางหลี่ก็ยิ่งโกรธแค้น กัดฟันกรอดจนฟันแทบบิ่น

            ก่อนหน้านี้บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของนางก็ถูกนังหลินซีทำร้าย มาครั้งนี้เรื่องหาเงินก็ยังมาติดขัดเพราะนังจิ้งจอกนี่อีก

            นางหลี่ตะโกนเสียงดัง “ก็ลงแรงไปด้วยกันแท้ ๆ เหตุใดสุดท้ายจึงมีแต่พวกเจ้าที่ได้เงินไป! เรื่องนี้มันไม่ยุติธรรม!”

            ยายเฉินก็ร้องเสริมทันควัน “ท่านผู้นำหมู่บ้าน ท่านเป็นผู้นำของพวกเราทุกคนนะ เรื่องนี้จะจัดการเช่นไร ท่านต้องให้คำตอบแก่พวกเรา!”

            “ใช่แล้ว! ถูกต้อง!”

            ชาวบ้านหมู่บ้านเฉินหยางที่เดินทางไปขายผักป่าในตัวอำเภอวันนี้ ส่วนใหญ่ล้วนกลับมามือเปล่า หลายคนถึงกับไม่ได้กินมื้อกลางวันเพราะไม่ทันตระเตรียมไป  และจะจ่ายเงินซื้อก็นึกเสียดาย ต้องทนหิวโซตั้งแต่เช้าจนค่ำ ความเดือดดาลจึงทบเท่าทวีคูณด้วยความโกรธและหิว

            ชาวบ้านคนหนึ่งโพล่งขึ้นอย่างขาดสติ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านผู้นำหมู่บ้านก็เอาเงินที่ครอบครัวท่านหามาได้ ออกมาแบ่งปันให้ทุกคนเสียสิ!”

            ถึงแม้จะได้ส่วนแบ่งเพียงไม่กี่อีแปะ ก็ยังดีกว่าที่ต้องเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน แต่กลับไม่ได้อะไรติดมือกลับมาเลย!

            แม้จะเป็นเพียงคำพูดพล่อย ๆ ที่หลุดออกมาจากปากชาวบ้านผู้นั้น แต่ใครเลยจะคาดคิดว่าเมื่อเอ่ยออกมาแล้ว ชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่ได้ฟังกลับพากันเห็นดีเห็นงาม ส่งเสียงร้องสนับสนุนตามกันไป

            เสียงเรียกร้องที่ดังกระหึ่ม ทำเอาท่านผู้นำหมู่บ้านและป้าจางถึงกับเบิกตากว้าง แสดงสีหน้าเหลือเชื่อออกมา …ข้อเรียกร้องไร้สาระอะไรกัน?

            จางเจ๋อโกรธจนเลือดขึ้นหน้า สาดวาจากลับทันที “พูดแบบนี้ได้อย่างไร? ก่อนหน้านี้พวกข้าก็เตือนพวกท่านแล้วไม่ใช่รึ! เป็นพวกท่านเองที่ดึงดันจะทำตามใจ แล้วตอนนี้มีเหตุผลอะไรมาโทษพวกเรา?!”

            นางหลี่กล่าวสวนกลับโดยไม่ละอาย “แล้วเหตุใดพวกเจ้าไม่เตือนให้หนักแน่นกว่านี้เล่า? หากพวกเจ้าเตือนให้ดีกว่านี้ พวกข้าก็คงไม่ขาดทุนเช่นนี้แน่!”

            “ว่าอย่างไรนะ?!…”

            จางเจ๋อถูกคำพูดไร้ยางอายยั่วจนโกรธหน้ามืดตามัว ง้างหมัดเงื้อมือหมายจะสั่งสอนคน แต่จางอวี้เอ๋อร์ที่อยู่ข้าง ๆ มองเห็นก่อน นางตกใจรีบคว้าแขนพี่ชายไว้แน่น

            นางหลี่และยายเฉินเห็นดังนั้นก็ยิ่งได้ใจ เชิดหน้าแสดงท่าทีท้าทายราวกับจะบอกว่า ‘แล้วเจ้าจะทำอะไรข้าได้’ ซ้ำยังสมัครสมานสามัคคีช่วยกันชี้หน้าด่าอีกหลายประโยค โดยมีชาวบ้านด้านหลังเป็นลูกคู่ สถานการณ์ที่ดูว่าเคร่งเครียดอยู่แล้ว ยิ่งตึงเครียดถึงขีดสุด ความรุนแรงจวนเจียนจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ

            ทันใดนั้น ผู้นำหมู่บ้านก็ก้าวพรวดออกมาเบื้องหน้า ตวาดเสียงดังลั่น “พอได้แล้ว!”

            ทุกอย่างพลันเงียบกริบในบัดดล

            ผู้นำหมู่บ้านมองชาวบ้านทั้งหลายด้วยแววตาผิดหวัง กล่าวเสียงดังด้วยโทสะ “ก่อนหน้านี้ภรรยาของเสิ่นเฉินก็เคยเตือนพวกเจ้าแล้วไม่ใช่รึ ว่าให้ขุดแต่น้อย! ขุดแต่น้อย! แต่พวกเจ้ากลับละโมบโลภมาก ดึงดันจะกระโจนเข้าไปหากำไรกันเอง แล้วบัดนี้จะมาโทษผู้ใดได้อีก?! เป็นความผิดของตนเองแท้ ๆ ยังไม่สำนึก ไม่ยอมหยุดซ้ำมาหาเรื่องใส่ความผู้อื่น! เคยคิดบ้างหรือไม่ หลายปีมานี้ พวกเจ้าใช้ชีวิตกันอย่างไร้เหตุผลมาตลอด! วันนี้หากผู้ใดยังคิดจะก่อเรื่องวุ่นวายไร้สาระอยู่ที่นี่อีก ก็อย่าหาว่าข้าผู้เป็นผู้นำหมู่บ้านเฉินหยางไม่ไว้หน้าแล้วกัน!”

            นางหลี่และยายเฉินอ้าปากหมายจะเถียง แต่ป้าจางซึ่งอดกลั้นมานานกลับโพล่งขึ้นก่อน นางเองก็กดเก็บความโกรธเอาไว้ไม่ไหวเช่นกัน “ที่ผ่านมาพวกเราเพียงเห็นแก่ความเป็นเพื่อนร่วมหมู่บ้านที่ควรช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เช้านี้ถึงได้ยอมช่วยเหลือพวกท่าน แต่หากพวกท่านคิดว่าพวกเราเลวร้าย เช่นนั้น...ความเป็นเพื่อนบ้านก็ควรสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ต่อไปหากพวกท่านเกิดเรื่องเดือดร้อนอะไรไม่ว่าจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับทางการ ก็ไม่ต้องมาหาพวกเราให้ช่วยเหลืออีก!”

            เมื่อได้ยินคำขู่ตัดขาด ชาวบ้านขี้โมโหทั้งหลายก็สำนึกรู้ขึ้นมาทันที

            ชาวบ้านบางคนที่คำนวณแล้วว่าจะเกิดผลเสียกับตนมากกว่าผลได้ ก็พลันบังเกิดความหวาดหวั่น อยากจะเอ่ยคำขออภัยเพื่อประนีประนอม 

            แต่เพราะผู้นำหมู่บ้านและป้าจางเหนื่อยหน่ายเกินกว่าจะมองหน้าพวกเขาต่อไปได้ จึงเรียกบุตรชายบุตรสาวให้กลับเข้าบ้าน

            จางเจ๋อทำหน้าเย็นชา ปิดประตูเรือนเสียงปังดังสนั่น!

            *ปัง!!!*

            ชาวบ้านไม่น้อยถึงได้เริ่มรู้สึกเสียใจและเสียดาย พวกเขาไม่ควรสร้างความขัดแย้งกับครอบครัวท่านผู้นำหมู่บ้านเพียงเพื่อผลประโยชน์เล็กน้อยชั่วครั้งชั่วคราวเลยจริง ๆ

            มีเพียงนางหลี่ที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมเสียหน้า กล่าวเสียงฮึดฮัดขัดใจ “เหอะ! ผู้ใดจะเดือดร้อนก็ยังไม่แน่หรอก!”

            ชาวบ้านผู้หนึ่งได้ยินเข้า ก็ตวาดใส่อย่างไม่พอใจทันที “เจ้าหุบปากไปเลย! ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า หากไม่ใช่เจ้ายุยงส่งเสริม พวกข้าหรือจะกล้าล่วงเกินท่านผู้นำหมู่บ้านถึงเพียงนี้!”

            “เอ้า เหตุใดมาโทษข้าเล่า!” นางหลี่แผดเสียงเถียง “ข้าไม่ได้บังคับให้พวกเจ้ามาเสียหน่อย!”

            ชาวบ้านผู้นั้นแค่นเสียงเย็นชา “เมื่อครู่นี้เจ้าไม่ใช่รึที่ส่งเสียงดังและเกรี้ยวกราดที่สุด? ไม่โทษเจ้าแล้วจะให้โทษผู้ใด? ต่อไปหากท่านผู้นำหมู่บ้านไม่ยอมช่วยเหลือพวกเราขึ้นมาจริง ๆ เจ้าก็คอยดูผลที่ตามมาเถิด!”

            กล่าวจบ เขาก็รู้สึกว่าอยู่ต่อไปก็ไร้ประโยชน์แล้ว จึงสะบัดหน้าเดินจากไป ชาวบ้านคนอื่น ๆ เห็นดังนั้นก็ต่างทยอยแยกย้ายกันกลับบ้านตนบ้าง

            นางหลี่โกรธจนแทบกระอักเลือด ถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างแรง “ถุย! พวกสารเลว! ไม่มีดีสักคน!”

            ยายเฉินที่ยังยืนอยู่ใกล้ ๆ กอดอกมองมาอย่างสมน้ำหน้า นางหลี่เห็นจึงแค่นเสียงเย็นชาโต้กลับ “พวกเจ้าก็ไม่ต่างกันนักหรอก สมน้ำหน้าตัวเจ้าเองก่อนเถอะ!”

            “เจ้า!”

            สองสาวเฒ่าเริ่มสบตากันอย่างกินเลือดกินเนื้อ ต่างส่งเสียงฮึ่มฮั่มในลำคออย่างแค้นเคือง แต่ไม่นานก็สะบัดหน้า เดินแยกไปคนละทิศทางด้วยความหัวเสีย

    ++++++++++

            มุมหนึ่งในเงามืด ณ จุดที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก หลี่สุ่ยเซิงที่มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดมาตลอดมีสีหน้าตกใจ หลังแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดเห็น เขาก็รีบหันหลังวิ่งตรงไปยังบ้านของฟางซิ่งเอ๋อร์ทันที

            แต่ยังไม่ทันจะถึง ก็เห็นร่างหญิงสาวที่ต้องการพบเจอ เดินนวยนาดอยู่กลางทางพอดี เขารีบตะโกนเรียกแต่ไกล “น้องซิ่งเอ๋อร์! น้องซิ่งเอ๋อร์! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”

            ฟางซิ่งเอ๋อร์หันขวับกลับมามองเขา แสดงสีหน้ารำคาญเล็กน้อย “มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอีกแล้ว?”

            ‘หรือว่าเรื่องที่รับปากข้าไว้ ทำไม่สำเร็จอีกแล้วกระมัง?’

            หลี่สุ่ยเซิงรีบกล่าว “ข้าเอาเรื่องที่หลินซีร่วมกับครอบครัวท่านผู้นำหมู่บ้านหาเงินได้ ไปบอกต่อชาวบ้าน พวกเขาก็พากันไปทำตามจริง ๆ ทว่า...กลับไม่มีผู้ใดประสบความสำเร็จ ได้เงินมากมายมาเลยสักคน!”

            เขาเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้นางฟังอย่างละเอียด ฟางซิ่งเอ๋อร์ฟังแล้วมีสีหน้าเปลี่ยนไปหลายครั้ง ในใจก่นด่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เหล่าชาวบ้านกับหลี่สุ่ยเซิงช่างโง่เง่านัก

            เมื่อคืนวาน บิดามารดาของนางก็พอจะทราบเรื่องนี้อยู่บ้าง ได้เอ่ยถึงบนโต๊ะอาหารเพียงประโยคสองประโยค แต่ครอบครัวนางไม่ได้เห็นเงินเล็กน้อยนั้นอยู่ในสายตา จึงไม่ได้คิดจะไปร่วมวงด้วย นับว่าโชคดีนักที่ไม่ได้หลงไปกับพวกเขา

            ฟางซิ่งเอ๋อร์ทั้งรู้สึกรังเกียจระคนดูแคลน แต่ก็ต้องสะกดกลั้นความรู้สึกนั้นไว้ แสร้งทำเป็นเอ่ยคำปลอบใจ “พี่สุ่ยเซิง นี่ไม่ใช่ความผิดของท่านเลยนะเจ้าคะ ท่านก็เพียงแต่หวังดีเท่านั้น”

            หลี่สุ่ยเซิงกล่าวต่อ ท่าทางทอดอาลัย “แต่ไม่เพียงชาวบ้านที่กลับมามือเปล่า แม้แต่บิดาของข้าก็ไม่ได้สิ่งใดกลับมาเช่นกัน”

            พ่อเฒ่าหลี่—บิดาของเขาก็ไปร่วมขุดผักป่ากับเขาด้วยแต่เช้ามืด สุดท้ายผักป่าทั้งหมดที่ขุดมาได้ก็ยังกองอยู่ที่บ้าน โชคยังดีที่พอจะได้เงินค่าเช่าเกวียนวัวคืนมาบ้าง

            คิ้วเรียวของฟางซิ่งเอ๋อร์ขมวดมุ่น จู่ ๆ ความคิดบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัว นางปรับน้ำเสียงเล็กน้อย

            “พี่สุ่ยเซิง ฟังที่ท่านเล่ามา เหตุใดจึงคล้ายกับว่า...มีผู้ใดจงใจขุดหลุมพรางวางกับดักพวกท่านเลยเล่า?”

            “นี่…หมายความว่าอย่างไร?” หลี่สุ่ยเซิงมีสีหน้างุนงง

            ฟางซิ่งเอ๋อร์จึงกล่าวต่อ “ท่านลองคิดดูสิ หลินซีไม่ได้ออกไปเก็บผักด้วยใช่หรือไม่? ข้าว่าเรื่องนี้ นางไม่ได้หวังดีมอบช่องทางทำกินนี้ให้ผู้อื่นง่าย ๆ หรอก แต่นางอาจจะคาดการณ์สถานการณ์เช่นนี้ได้ล่วงหน้าแล้วต่างหาก ดังนั้นจึงจงใจถอนตัว แล้วคอยดูพวกท่านขายขี้หน้าอย่างไรเล่า”

            นางทำท่าทางลังเลเล็กน้อย มองซ้ายมองขวาราวกับกลัวว่าจะมีผู้ใดได้ยิน แล้วจึงลดเสียงลงเป็นกระซิบ “ท่านไม่รู้หรอกหรือ ข้าได้ยินมาว่าหลินซีเคยทำร้ายลูกชายบ้านนางหลี่เสียยับเยิน นางย่อมผูกใจเจ็บกับนางหลี่มานานแล้ว! ท่านลองคิดดูสิ ครานี้เรื่องขายผักป่า นางหลี่ไม่ใช่หรือที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลัก?”

            หลี่สุ่ยเซิงนิ่งไปครู่หนึ่ง “...แต่ก็มีพวกยายเฉินด้วยนะ”

            ‘โอย กระบือเรียกบิดา!’

            “โธ่ พี่สุ่ยเซิง ลูกหลานบ้านยายเฉินพวกนั้น ก็ล้วนเป็นสหายวิ่งเล่นอยู่กับลูกบ้านนางหลี่มิใช่รึ ท่านก็รู้ดี หลินซีอาจจะพลั้งมือทำร้ายพวกนั้นไปพร้อม ๆ กันก็เป็นได้” ฟางซิ่งเอ๋อร์กล่าวเสริม

            หลี่สุ่ยเซิงเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง “หากเป็นเช่นนี้จริง ก็มีความเป็นไปได้สูงว่านี่เป็นกับดักที่สะใภ้บ้านเสิ่นจงใจขุดไว้ล่อพวกเรา!”

             “เช่นนั้น...พวกท่านก็ไปหาเรื่องผิดคนแล้วจริง ๆ! ครอบครัวท่านผู้นำหมู่บ้านดีต่อชาวบ้านเพียงใด ใคร ๆ ก็รู้ พวกท่านยังไปก่อเรื่องวุ่นวายกับพวกเขาอีก ไม่เท่ากับทำให้พวกเขาทั้งโกรธทั้งเสียใจหรอกหรือ? ต่อไปหากชาวบ้านเกิดเรื่องเดือดร้อนขึ้นมาจริง ๆ เกรงว่าผลเสียจะมากกว่าผลดีนะเจ้าคะ” ฟางซิ่งเอ๋อร์จีบปากจีบคอพูด เมื่อสิ้นคำก็แสร้งทำสีหน้าเป็นกังวล

            หลี่สุ่ยเซิงหน้าซีดลง เบิกตากว้างด้วยความตกใจ “หรือว่า...นังหลินซีจงใจคิดยุยงให้ชาวบ้านกับครอบครัวท่านผู้นำหมู่บ้านต้องบาดหมางแตกแยกกัน?”

            ‘โอ้ กระบือเริ่มมีปัญญา’

            ฟางซิ่งเอ๋อร์รีบยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปาก แสดงท่าทีตื่นตระหนก ก่อนจะแสร้งปรามเสียงเบา “พี่สุ่ยเซิง อย่ากล่าวเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ ผู้ใดมาได้ยินเข้าจะกล่าวหาว่าท่านให้ร้ายสตรี หลินซีนาง… นางคงไม่ใช่คนเช่นนั้นกระมัง”

            “นางต้องเป็นคนเช่นนั้นแน่!”

            หลี่สุ่ยเซิงบังเกิดความเชื่อมั่นขึ้นอย่างฉับพลัน มือหนากำแน่น เอ่ยด้วยความเคียดแค้นชิงชัง “นางช่างร้ายกาจเลือดเย็นเกินไปแล้ว! ไม่ได้การ ข้าต้องรีบไปบอกเรื่องนี้ให้ทุกคนรู้!”

            ฟางซิ่งเอ๋อร์ได้ที รีบทำท่าห้ามปรามอย่างร้อนรน “อย่าเลยเจ้าค่ะ อย่าเลย ก็อย่างที่ข้าบอก หากท่านพูดออกไปเช่นนั้นแล้วคนไม่เชื่อ ท่านเองจะดูแย่ อีกอย่าง เกิดมีผู้ใดเข้าใจผิดคิดว่าข้าเป็นคนจงใจใส่ร้ายป้ายสีนางเล่า? ท่านก็รู้ว่า ข้ากับนาง… มีเรื่องของพี่เสิ่นเฉินคั่นกลางอยู่… มันออกจะไม่งามนะเจ้าคะ”

            หลี่สุ่ยเซิงพอได้ยินฟางซิ่งเอ๋อร์เอ่ยถึงเสิ่นเฉิน ในอกก็พลันรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา ทว่าสาวงามก็อุตส่าห์แสดงความเป็นห่วงเป็นใยเขาในประโยคด้วย ชายชาตรีผู้มีรักมั่นจึงกล่าวอย่างหนักแน่นเด็ดขาด 

            “น้องซิ่งเอ๋อร์ เจ้าวางใจเถิด เปิดโปงคนชั่วย่อมไม่ควรกลัวเสียภาพพจน์ อีกอย่าง ข้าหลี่สุ่ยเซิง ไม่มีทางเอ่ยถึงเจ้าแม้ครึ่งคำ!  วันนี้ไม่ว่าอย่างไรข้าจะต้องเปิดโปงความเลวของคนให้ได้ จะปล่อยให้นังแพศยาหลินซีนั่นสมหวังไม่ได้เด็ดขาด ข้าต้องไปบอกชาวบ้านให้รู้ความจริง!”

            “เช่นนั้นหรือเจ้าคะ…”

            ฟางซิ่งเอ๋อร์ยังคงแสร้งทำท่าทางลำบากใจ แต่ดวงตากลับทอประกายวิบวับ  มุมปากที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าเช็ดหน้าก็ยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจและนึกสนุก

            .

            .

            .

    คล้ายกับเรื่องเข้าสู่โลกนิยายมาเป็นแม่เลี้ยงยืนหนึ่งของลูกวายร้าย ที่คุณอ่าน