ราชันหมึกยักษ์ตนนี้เป็นราชันแห่งท้องทะเลลึกมีหนวดทั้งหมดแปดเส้นแต่ละเส้นล้วนมีพละกำลังมหาศาลจนสามารถแหวกขุนเขาทลายศิลาได้อย่างง่ายดายแข็งแกร่งเสียจนแม้แต่เหล่าอสูรประเภทฉลามที่ดุร้ายยังต้องถอยหนีเมื่อเจอกับราชันหมึกยักษ์
นอกจากนี้เจ้าราชันหมึกยักษ์ตัวนี้เองก็เป็นตัวที่มีพลังกล้าแข็งมากๆ ในบรรดาสัตว์อสูรระดับราชันทั้งหลายอีกด้วยแรงกดดันอสูรที่ปล่อยออกมาจากตัวมันนั้นทรงพลังไม่แพ้กับพวกยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายของมนุษย์ทั่วไปแลยทีเดียว
เพียงแต่ว่า บัดนี้เจ้าอสูรสุดแข็งแกร่งที่ว่านั้นกลับมีแต่บาดแผลฉกรรจ์อยู่เต็มตัว
หนวดอันทรงพลังทั้งแปดเส้นของมันนั้นมีอยู่สองเส้นที่ถูกฉีกขาดออกมาด้วยกำลังล้วนๆ จนเลือดสดๆ สีดำอมเขียวสาดกระจายไปเต็มพื้นเสียงหอบหายใจอันอ่อนแรงของมันดังโหยหวนไปทั่วบริเวณนั้น
ทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนเป็นฝีมือของบุรุษท่านนี้ทั้งสิ้นการที่เขาสามารถใช้แค่พละกำลังเพียงอย่างเดียวในการกำหลาบราชันหมึกยักษ์จนมันมีสภาพยับเยินแบบนี้ได้นั้นคนๆ นี้นับว่าเป็นอสูรในคราบมนุษย์อย่างแท้จริง
เขายืนเผชิญหน้ากับอสูรทะเลตรงหน้าที่ตอนนี้ไร้ซึ่งพลังในการต่อต้านอย่างสิ้นเชิงด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมเขาแสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันสีขาวสว่างดุจหิมะที่เรียงรายอยู่ในปาก
เหล่าหมาป่าดุร้ายที่อยู่บนท้องทุ่งนั้นล้วนไร้ซึ่งความเมตตาพวกมันมีเพียงจิตสังหารอันไร้ที่สิ้นสุดที่ใช้เพื่อเติมเต็มความกระหายเลือดของพวกมันเท่านั้น
“เดี๋ยวข้าหยุดความทุกข์ทรมานของเจ้าให้ก็แล้วกัน...”
น้ำเสียงอันทุ้มต่ำนั่นเป็นคำตัดสินชะตาชีวิตครั้งสุดท้ายของอสูรทะเลตัวนั้น
“ท่านอาหมานผู้กล้าหาญไร้เทียมทานจงเจริญ!!”
รอบข้างนั้นมีเหล่านักรบแห่งทุ่งหญ้ากลุ่มหนึ่งกำลังสงเสียงสรรเสริญกันอย่างเร่าร้อน
แต่ทันใดนั้นเอง อยู่ๆ บนอากาศอันว่างเปล่าก็เกิดรอยแยกประหลาดขึ้นจากนั้นก็มีเงาร่างสายหนึ่งปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางผู้คนอย่างพิศวงราวกับภูตผีก็ไม่ปาน
“ผู้ที่แข็งแกร่งไร้คู่ต่อกรอย่างท่านอาหมานจะมารังแกเหล่าสัตว์อสูรผู้น่าสงสารเหล่านี้ทำไมหรือ”
เสียงพูดอันไพเราะเสนาะหูของชายผู้หนึ่งดังขึ้น
เสียงพูดนี้ราวกลับเป็นน้ำทิพย์ที่มีพลังในการชโลมหัวใจก็ไม่ปานแม้แต่เหล่าชายฉกรรจ์สุดโหดเหี้ยมอำมหิตทั้งหลายที่มาจากเผ่าเหมิงกู่พวกนี้พอได้ยินเสียงนี้แล้วก็เงียบสงบลงทันทีอย่างน่าฉงน
ใครกัน?
สิ่งที่พวกเขาเห็นกันนั้นคือเงาร่างสายหนึ่งที่มีผมยาวสลวยกำลังยืนอยู่ข้างๆ ราชันหมึกยักษ์ตัวนั้น
เป็นชายวัยกลางคนที่มีหน้าตาธรรมดาๆ คนหนึ่งถ้ามองผ่านๆ ก็ดูเป็นคนดาษๆ ไม่มีอะไรโดดเด่นแต่กลับมีบรรยากาศลึกลับเลื่อนลอยอย่างน่าประหลาด
ทั้งที่ยืนอยู่ตรงนั้นแต่ก็รู้สึกเหมือนกับว่าตรงนั้นไม่มีใครอยู่
กลิ่นอายของเขานั้นราวกับว่าได้หลอมรวมเป็นหนึ่งกับธรรมชาติไปแล้วขนาดเส้นผมแต่ละเส้นที่ปลิวสไวไปตามแรงลมนั้นก็ยังให้ความรู้สึกพิศวงราวกับเป็นผลงานศิลปะก็ไม่ปาน
บริเวณลานกว้างที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยจิตสังหารอันคุกรุ่นก็พลันสงบลงอย่างรวดเร็ว
สายตาเป็นมิตรของคนผู้นี้มองกวาดไปทั่วบริเวณสุดท้ายก็มาหยุดมองที่ร่างของบุรุษผู้มีพลังแข็งกล้าปานอสูรร้ายผู้นั้นจากนั้นก็ก้มหัวคำนับตามมารยาทแล้วกล่าวว่า
“โม่เชาหยันยินดีที่ได้พบท่านอาหมาน”
โม่เชาหยัน!
คนผู้นี้น่ะรึ โม่เชาหยัน!!
เหล่านักรบแห่งราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยต่างก็ตาลุกวาว
ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาออกทะเลไปหลายครั้งนั้นก็มักจะได้ยินว่าในเผ่าฝูโปนั้นมีตัวตนอันทรงพลังอยู่คนหนึ่งพลังของเขาคนนั้นแค่คนเดียว สามารถต่อกรเหล่าอสูรแห่งท้องทะเลนับพันนับหมื่นได้ความแข็งแกร่งของเขานั้นอยู่เหนือทุกสิ่งในมหาทะเลสาบแดนใต้แห่งนี้ไม่คิดเลยว่าคนระดับนั้นจะมาปรากฏตัวในที่แห่งนี้
ชื่อเสียงของโม่เชาหยันนั้นโด่งดังจนน่ากลัวอีกทั้งวิธีการปรากฏตัวของเขาในวันนี้ยังมาในแบบพิสดารเหนือธรรมชาติสมกับชื่อเสียงอันโด่งดังของเขา
แต่ว่า
ในสายตาของอาหมานแล้วเรื่องราวเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องไร้สาระทั้งสิ้น
ชายฉกรรจ์แสนดุร้ายผู้นี้จ้องมองไปที่โม่เชาหยันพร้อมกับยิ้มเยาะออกมาแล้วกล่าวว่า
“เมื่อครู่นี้เจ้ากำลังสั่งสอนข้าอยู่รึ?”
โม่เชาหยันที่ถูกกดดันจากแรงกดดันอันทรงพลังของอีกฝ่ายก็ยังคงสงบนิ่งอยู่ได้เขาส่ายหน้าแล้วตอบกลับไปว่า
“ข้าน้อยมิบังอาจกล้าไปสั่งสอนเทพสงครามแห่งราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยหรอกข้าเพียงแค่อยากขอความกรุณาจากท่านอาหมานให้ช่วยปล่อยสัตว์อสูรผู้น่าสงสารตัวนี้ไปถ้าหากท่านยอมโม่เชาหยันที่เป็นตัวแทนของเผ่าฝูโปผู้นี้จะรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาของท่านอย่างมาก”
“ให้ปล่อยมันรึ?ด้วยคำพูดของเจ้าแค่ประโยคเดียวนี่นะ?”
“ข้าน้อยมีของตอบแทนให้....”
“ไม่จำเป็น”
หลังจากนั้นก็เห็นท่านอาหมานผู้นี้ที่ก้าวเท้าเพียงก้าวเดียวแต่กลับเคลื่อนตัวไปเผชิญหน้าอีกฝ่ายได้ในแทบจะทันทีเขามองไปที่โม่เชาหยันด้วยสีหน้าท้าทาย
“ตามธรรมเนียมของพวกเรานั้นเหยื่อที่ล่าได้ต้องตกเป็นของนักล่าที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นถ้าเจ้าคิดจะช่วยเดรัจฉานตนนี้ เจ้าก็แค่เอาชนะข้าให้ได้ก็พอ”
“ท่านอาหมานเป็นถึงยอดนักสู้อันดับหนึ่งแห่งทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่โม่เชาหยันมิบังอาจ...”
“หึเกรงว่าเจ้าจะไม่มีสิทธิเลือกแล้วละ”
ตูม
พอกล่าวจบ ทั้งจิตสังหารและพลังฟ้าดินของอาหมานก็ถูกระเบิดออกมาทันทีพร้อมกับเสียงคำรามของหมาป่าตนหนึ่งที่ก้องกังวานราวกับจะดังไปทั่วพิภพแรงกดดันอันมหาศาลที่ปล่อยออกมานั้นราวกับต้องการจะกลืนกินบุรุษผู้ที่ดูลึกลับและไม่สนใจเรื่องทางโลกผู้นี้ลงไปทั้งอย่างนั้น
“เฮ้อ...”
พอโม่เชาหยันที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นศัตรูของตนเริ่มลงมือแล้วก็ส่งเสียงเบื่อหน่ายออกมา ขณะเดียวกันสองมือของเขาก็ขยับทำท่าเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ของพิธีกรรมบางอย่างพร้อมกับที่ในปากก็แอบพึมพำอะไรบางอย่าง
“ตายไปซะ!”
ท่านอาหมานผู้นั้นเหมือนจะดูออกว่าโม่เชาหยันกำลังทำอะไรอยู่เพลิงพิโรธในดวงตาของเขาก็ลุกโชนยิ่งกว่าเดิม เขาคำรามอย่างกราดเกรี้ยวดังสั่นสะท้านไปทั้งนภา
เขาปล่อยหมัดตรงพุ่งเข้าใส่โม่เชาหยันไปหนึ่งหมัดอานุภาพรุนแรงสุดหยั่งคาด
หมัดที่ชกออกไปนี้น่าจะมีพลังรุนแรงมากที่สุดในขอบเขตที่กายเนื้อจะสามารถทำได้แล้วมันไม่ได้มีท่วงท่าอลังการอะไรมากมาย แต่กลับมีพละกำลังอันมหาศาลอย่างไร้ที่ติ
แรงอัดอากาศที่เกิดจากการต่อยครั้งนี้รุนแรงจนก่อให้เกิดลมพายุขึ้นมาสายหนึ่งทุกสิ่งที่ถูกมันพุ่งผ่านล้วนถูกบดขยี้จนแหลกเละไม่เหลือชิ้นดีส่วนเหล่านักรบแห่งดินแดนทุ่งหญ้าทั้งหลายนั้นต่างก็ถูกแรงลมพัดจนปลิวกระจายไปทั่วซึ่งในกลุ่มนักรบเหล่านี้บางคนที่เป็นถึงยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงก็ยังไม่สามารถต้านทานได้
การโจมตีที่ดูเรียบง่ายแบบนี้แต่แค่แรงอัดอากาศที่เกิดขึ้นก็มีพลังรุนแรงน่าสะพรึงกลัวแล้วในใต้ฟ้าทั่วหล้านี้จะมีสักกี่คนเชียวที่สามารถต้านรับการโจมตีสุดกำลังของอาหมานได้?
แม้แต่โม่เชาหยันตรงหน้าเขาเองก็ดูจะไม่อยากฝืนต้านรับการโจมตีนี้ตรงๆสักเท่าไร
แต่ในจังหวะที่การโจมตีนั่นกำลังจะถึงตัวศัตรูแล้วโม่เชาหยันผู้นั้นก็ทำสัญลักษณ์มือเมื่อครู่นี้เสร็จพอดีทั้งตัวเขาพลันเปล่งสารประหลาดบางอย่างออกมาห่อหุ้มทั้งตัวเขาและราชันหมึกยักษ์ตัวก่อนหน้านี้เอาไว้
ฟึบ
ทันใดนั้นเองคนผู้นั้นกับอสูรทะเลขนาดตัวเท่าภูเขาขนาดย่อมก็หายลับไปกลางอากาศอย่างน่าฉงนต่อให้การโจมตีของศัตรูจะมีอานุภาพมากมายเพียงไหนก็ทำได้แค่เป่าอากาศอันว่างเปล่าให้ปลิวกระจายไปก็เท่านั้น
เฮ้ย
ฝูงชนที่รายล้อมอยู่ก็พากันส่งเสียงประหลาดใจออกมา
เหล่านักรบผู้แข็งแกร่งจากดินแดนแห่งท้องทุ่งทั้งหลายนี้ไม่เคยเห็นปรากฏการณ์อันประหลาดพิสดารขนาดนี้มาก่อนโม่เชาหยันผู้นี้อย่างกับภูตผีก็ไม่ปานถึงกับสามารถเข้าหาและหลบหนีออกจากเงื้อมมือของท่านอาหมานผู้แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขาได้ดั่งใจแบบนี้
บนอากาศอันว่างเปล่านี้ยังคงมีเสียงพูดอันเฉยเมยของโม่เชาหยันดังขึ้นอยู่ว่า
“ความผิดที่โม่เชาหยันได้ล่วงเกินท่านไว้ในวันนี้ครั้งหน้าข้าน้อยจะต้องตามไปขอขมาท่านอาหมานถึงที่แน่นอน”
พอพูดจบเหตุการณ์ทั้งหมดก็กลับสู่ความสงบอีกครั้ง
เหลือแต่เพียงเสียงหายใจอันหนักอึ้งด้วยความประหลาดใจของผู้คนดังก้องกังวานไปทั่วเท่านั้น
“ท่านอาหมานโปรดอย่าวู่วามนะขอรับ...”
มีทหารที่สวมใส่ชุดเกราะหมาป่าทองคำสองนายรีบวิ่งเข้ามาหาพวกเขากลัวว่าท่านอาหมานของพวกเขาจะเกิดโมโหขึ้นจนบุกเข้าไปที่อาณาเขตของเผ่าฝูโปทันที
“หึหึหึ โม่เชาหยัน...”
ใครจะคิดว่าชายฉกรรจ์ที่ก่อนหน้านี้ดูโหดเหี้ยมอำมหิตเหลือคณานั้นบัดนี้กลับแค่แสยะยิ้มอย่างเย็นชาพร้อมกับค่อยๆ เก็บจิตสังหารกลับเข้าไปเท่านั้นจากนั้นก็เดินกลับเข้าไปในที่พักของตัวเอง
ผู้คนในใต้หล้านี้ล้วนคิดว่า “หมาป่าโลหิต” แห่งราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ย ผู่อาหมานผู้นี้เป็นเพียงแค่จอมปีศาจกระหายเลือดที่ชอบไล่ฆ่าคนเป็นชีวิตจิตใจก็เท่านั้น
มีแค่คนที่รู้จักตัวตนจริงๆ ของเขาเท่านั้นที่จะรู้ว่าการจะเป็นบุรุษผู้มีพลังอันแข็งแกร่งจนสามารถสยบดินแดนทั่วทั้งทิศตะวันตกได้นั้นจะพึ่งแค่ความบ้าเลือดและความอำมหิตของหมาป่าเพียงอย่างเดียวไม่ได้...
มันต้องมีทั้งความเยือกเย็นและความเจ้าเล่ห์ของหมาป่าด้วย
เขาจะรอให้เหยื่อที่แท้จริงของเขาปรากฏขึ้นตรงหน้าก่อนเท่านั้นและเมื่อเวลานั้นมาถึงหมาป่าโลหิตก็จะเผยเขี้ยวเล็บที่แท้จริงของมันออกมาเพื่อฉีกกระชากศัตรูตรงหน้าให้ขาดเป็นชิ้นๆเพื่อกลืนกินอย่างหิวกระหาย...
..................................
บริเวณฝั่งเหนือสุดของเกาะชมฟ้านั้นมีตำหนักหยกดำตั้งเรียงรายอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งแต่ละหลังล้วนมีสีดำทมึนไปทั่วทั้งหลัง
ภายในตำหนักสีดำสนิทเหล่านี้มีเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความตายชวนขนลุกอยู่ตลอดเวลาขนาดมองจากที่ไกลๆ ยังรู้สึกอึดอัดเลย
และที่น่าขนลุกยิ่งกว่านั้นคือตำหนักเหล่านี้เพิ่งสร้างขึ้นบนเกาะชมฟ้าได้ไม่ถึงสามเดือน แต่ภายในพื้นที่สิบกว่าลี้รอบตำหนักเหล่านั้นได้กลายเป็นดั่งดินแดนแห่งความตายไปแล้วเหมือนว่าพลังชีวิตทั้งหมดที่อยู่โดยรอบล้วนถูกพลังชั่วร้ายบางอย่างจากในตำหนักเหล่านั้นดูดกลืนเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น
ซึ่งการต่อสู้อันดุเดือดระหว่างหลินหยางและเซวี่ยเทียนเมื่อครู่นี้เองก็สะเทือนมาถึงตัวตนอันน่าหวาดกลัว...ตำหนักสีดำทมิฬนั่นด้วยเช่นกัน
ภายในห้องโถงใหญ่ของตำหนักอันมืดมิดนั้นไม่มีแสงไฟเลยแม้แต่น้อยมีแต่เพียงแสงจากดวงตาอันชั่วร้ายที่ดูคล้ายลูกไฟวิญญาณที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ไม่ปาน
หนึ่งในนั้นสวมใส่เสื้อคลุมสีดำสนิทที่ปกปิดทั้งตัวเอาไว้ร่างกายผอมแห้งราวกับกิ่งไม้แห้งน้ำเสียงของเขาก็แหบแห้งราวกับเสียงของสัมภเวสีผู้หิวโหยที่ปีนป่ายขึ้นมาจากขุมนรกก็ไม่ปาน
“ของเซ่นทั้งหมดที่ใช้ในพิธีบูชายันเตรียมเสร็จหรือยัง?”
“เตรียมเสร็จทั้งหมดแล้วขอรับผู้อาวุโสหยิน”
อืม
“ครั้งนี้พวกเราจะต้องทำลายม่านพลังนั่นลงให้ได้...”
“ผู้อาวุโสหยินโปรดวางใจ ‘ศพโลหิต’ ที่ท่านประมุขลงมือปลุกเสกขึ้นมาด้วยตัวเองนั้นไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อแค่ทำลายผนึกนั่นเพียงอย่างเดียวแน่ๆ”
ภายในห้องโถงใหญ่ก็เงียบลงชั่วขณะเหมือนกับว่าเขากำลังย่อยข้อความดังกล่าวอยู่
“หึหึช่างรอบคอบและมองการณ์ไกลสมกับเป็นศิษย์พี่จริงๆสมบัติลับภายในทะเลสาบเมฆาอัสนีนั่น ไม่จำเป็นต้องไปแบ่งกับผู้อื่น...”
“ตามนั้นเลยขอรับทันทีที่ผนึกม่านพลังนั่นถูกทำลายลง ก็เป็นเวลาที่ศพโลหิตจะได้แสดงอิทธิฤทธิ์ของมันหากมีผู้ใดคิดขัดขวาง ท่านประมุขบอกว่าจะทำให้พวกมันกลายเป็นเครื่องเซ่นให้กับศพโลหิตเสียเลย”
“เข้าใจแล้วเจ้ากลับไปเตรียมของต่อเถอะ ความลับเรื่องศพโลหิตจะปล่อยให้หลุดออกไปไม่ได้แม้แต่ครึ่งคำ”
“ขอรับ”
จากนั้นทั้งสองคนก็เงียบไป
แต่แค่บทสนทนาเมื่อครู่นี้ก็น่าสะพรึงกลัวมากพอแล้ว
พวกลัทธิหมื่นวิญญาณได้วางแผนชั่วร้ายเพื่อที่จะฉีกสัญญาทิ้งเรียบร้อยแล้ว
ศพโลหิตอันน่าหวาดหวั่นนั่น... สรุปแล้วมันคือตัวอะไรกันแน่...ถึงกับทำให้พวกเขามั่นใจได้ว่าตัวเองจะสามารถอยู่เหนืออีกสี่ขุมอำนาจใหญ่ที่เหลือได้?
การออกสำรวจในทะเลสาบเมฆาอัสนีในวันพรุ่งนี้ยังไม่ทันได้เริ่มต้นขึ้นก็มีลางร้ายที่ชวนให้รู้สึกไม่ปลอดภัยเริ่มก่อตัวขึ้นในเงามืดแล้ว
..................................
ค่ำคืนนี้ผ่านพ้นไปอย่างเงียบสงบ
ลมทะเลอันเย็นสบายราวกับต้องการจะปลอบโยนจิตใจอันอ่อนเพลียเพราะความโลภของผู้คนทั้งหมดบนเกาะชมฟ้าแห่งนี้แต่เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้ผล
ถึงแม้ดวงตะวันของเช้าวันต่อไปเพิ่งจะขึ้นมาได้ไม่ถึงครึ่งซีกแต่ผู้คนทั้งหมดของกลุ่มขุมอำนาจทั้งห้าต่างก็เริ่มทำงานกันอย่างเร่งรีบแล้ว
..................................
“พี่น้องทั้งหลายเริ่มทำงานได้แล้ว!”
กลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬของเซวี่ยเทียนนั้นเป็นขุมกำลังหลักของฝ่ายกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าในการเดินทางครั้งนี้
พอพูดถึงเรื่องการออกทะเลแล้ว เหล่าชายฉกรรจ์ทั้งหลายก็ดูเปลี่ยนไปราวกับกลายเป็นคนละคนแววตาของแต่ละคนล้วนดูหนักแน่นจนชวนให้ผู้อื่นรู้สึกยำเกรง
นั่นเป็นแววตาที่ออกมาจากผู้ที่สั่งสมประสบการณ์บนท้องทะเลเป็นเวลานานแล้วถึงจะมีแววตาแบบนี้
ผู้คนทั้งหมดทั่วทั้งบริเวณนี้ล้วนทำงานภายใต้การนำของเหล่าโจรสลัดทั้งหลายอย่างมีประสิทธิภาพ
ขุมกำลังทั้งหมดของเกาะชมฟ้าที่มีทั้งหมดห้าฝ่ายซึ่งทั้งหมดล้วนมีอาณาเขตเป็นของตัวเอง ซึ่งจุดออกเรือของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้านั้นเป็นจุดที่มีคลื่นลมทะเลสงบมากที่สุดซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ได้มาจากการประสบการณ์อันช่ำชองจำนวนมากของเซวี่ยเทียน
หลินหยางเองก็มาที่บริเวณริมทะเลพร้อมกับคนอื่นๆตั้งแต่ช่วงเช้า
ตรงหน้าเขาคือคลื่นทะเลขนาดกว้างใหญ่จนยากจะอธิบายได้นี้ภาพของผืนสมุทรที่มีขนาดมหึมาจนมองไม่เห็นเส้นขอบไม่ว่าจะมองเมื่อไหร่ก็ชวนให้รู้สึกว่าตัวเองช่างตัวเล็กจิ๋วเสียเหลือเกิน
แต่ไม่นานสายตาของหลินหยางก็ถูกบางสิ่งที่มีขนาดมหึมาที่ลอยอยู่กลางทะเลดึงดูดความสนใจไป