ผู้อาวุโสใหญ่ สำนักตำหนักเทพ ครั้นเขาสืบฝีเท้า พาเหล่าศิษย์ออกไป พ้นด่านในเขตราชวงศ์ได้ เขาถึงกับลอบถอนหายใจออกมายาว ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด ที่ชายแก่ได้รับคำสั่งจากท่านเจ้าสำนัก ให้วางอำนาจบาตรใหญ่ ภายในสำนักหุบเขาบรรพชนให้เต็มที่
แต่ความมั่นใจนั้นของชายแก่ อย่างเขาหดหายไปเสียดื้อๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าชายหนุ่มผมขาว ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ไม่ยินดียินร้ายผู้นั้น
ด้านอี้เฉิน ที่เดินสืบฝีเท้าไปรับหน้า สงครามน้อย ครั้นเด็กหนุ่มในกรอบสายตา เห็นหงอันไข่มุกเม็ดงาม ประสานฝ่ามือโค้งคำนับ ออกมารับหน้าผู้เป็นอาจารย์อี้เฉินของเขา
มันจึงทำให้สงครามน้อย มีความไม่พอใจ ในตัวสตรีนางนี้ ขึ้นมาในกรอบสายตา รับรู้ว่าสตรีสวมชุดแดงเพลิง ร้อนแรงนางนี้ คิดอะไรอยู่ภายในใจ แม้แต่หลินเฟย กับ จางเหมย ยังรับรู้เจตนาไม่ดีของสตรีน้อยผู้นี้
อี้เฉินหดดวงตาจนเล็กแคบ ก่อนเอ่ยพูดขึ้นมา “แม่นาง เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า?”
หงอันนางคลี่ยิ้มทอประกาย เอ่ยพูดพลางอธิบายออกมา “เราเคยเจอกันที่สำนักมังกรมาก่อน ท่านผู้อาวุโส จำข้าไม่ได้แล้วเช่นนั้นหรือ”
อี้เฉินเขาเพียงขำแห้งๆ ออกมาเท่านั้น ก่อนจะเดินสืบฝีเท้าไปหา สงครามน้อย ที่ยืนมือไพล่หลัง ครั้นอี้เฉินประจันหน้า กับสงครามน้อย ภายในกรอบสายตา มีความดื้อรั้นของเด็กหนุ่มอยู่
อี้เฉินเอื้อมฝ่ามือดึงแขนที่ไพล่หลัง ปกปิดอาการบาดเจ็บของ สงครามน้อยออกมาทันที “เจ้าบาดเจ็บ แล้วยังจะอวดดีอีก” ภาพนั้นต่างก็ทำให้เหล่าศิษย์ไม่อยากเชื่อ ว่าสงครามน้อยจะบาดเจ็บ จนนิ้วมือกระดูกแตกหัก
“แต่ท่านอาจารย์ ข้าไม่เป็นไร” สงครามน้อยกล่าวอย่างหนักแน่น ทว่าเด็กหนุ่มกลับไม่ได้ รับความสนใจจากหญิงสาว สวมชุดแดงเพลิงแม้แต่น้อย ข้อนี้สงครามน้อยจึงเจ็บใจเล็กๆ
อี้เฉินที่เห็นสายตาแปลกๆ ของสงครามน้อย เขาแค่นเสียงออกมา “ไม่เป็นไรคงจะไม่ได้กระมัง ช่วงนี้เจ้าไปฝึกกับข้า ให้อาจารย์อาหญิง ของเจ้ารักษาเสียหน่อย สงครามน้อย”
“แต่…”สงครามน้อย ยังกล่าวไม่ทันจะสิ้นประโยค ร่างของเขาก็ถูกม่านพลังของผู้เป็นอาจารย์อย่างอี้เฉิน โอบล้อมตัวเขา ขึ้นไปด้านบนพระราชวังสีทอง พร้อมกับหลินเฟยแล้ว
พวกอี้เฉินที่ขึ้นไปด้านบนพระราชวังสีทอง นั่งพักพูดคุย อยู่บริเวณใต้ต้นใบชาแห่งการหยั่งรู้ เห็นท่าทีหลินเฟย เอ่ยสั่งสอนสงครามน้อย เรื่องเกี่ยวกับอิสตรี
อี้เฉินเขาเดินสืบฝีเท้า ไปห้องคลังหลวงในทันใด เขาเองก็ไม่ได้อยู่ในจุด ที่จะสั่งสอนผู้ใดได้ จึงได้แต่ทอดถอนหายใจออกมาน้อยๆ เขาเองก็ถือว่าล้มเหลว หากเทียบกับการกระทำที่ผ่านๆ มา
ไม่นานที่อี้เฉินกลับมาจากห้องคลังหลวง เขาก็เอาม้วนตำราเก่า ของจักรพรรดิ อี้เทียนหรง ซึ่งเป็นเส้นทางจักรพรรดิของชายแก่ มาพร้อมกับใบชาหยั่งรู้อีก3-4ใบส่งมอบให้ สงครามน้อย
ชายหนุ่มที่เห็น ตำราล้ำค่า ที่ใช่ว่าใครๆ ก็จะอ่านได้ ประกายตาของเขาวูบไหวในทันที จะบอกว่านี่เป็นเพียงเส้น ทางของจักรพรรดิ ภายในดินแดนเทพ ก็ไม่ได้กล่าวเกินจริงแต่อย่างใด “ท่านจะให้ข้าได้ศึกษา มันจริงๆ หรือท่านอาจารย์”
อี้เฉินคลี่ยิ้มบางออกมาด้วยความเอ็นดู “สงครามน้อย ข้าเห็นเจ้า ทำให้ข้าคิดถึงชายแก่ผู้หนึ่งขึ้นมา ..เจ้าจะหยั่งรู้มันได้มาก หรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ของเจ้าแล้ว”
สงครามน้อย ดวงตาเปี่ยมไปด้วยประกายตาวาวโรจน์ ครั้นเมื่อขับเคลื่อน10ประตูวิถี ดูดซับฤทธิของใบชาหยั่งรู้เข้าไปเนืองๆ มันก็ราวกับตัวเด็กหนุ่ม จมดิ่งเข้าไป ภายในตำราม้วนเก่าเล่มนั้น
ช่วงหลายวันที่อี้เฉินอยู่หน้าลานกว้าง นั่งอยู่เป็นเพื่อนสงครามน้อย พร้อมกับอากาศที่หนาวเย็นของช่วงฤดูหนาว ครั้นส่งหลินเฟย เข้าไปพักภายในพระราชวัง
ในช่วงกลางวัน หลินเฟยก็มักจะมาพูดคุย กับอี้เฉินอยู่เสมอ ทำให้กำแพงความห่างเหินของพวกเขา ค่อยๆ พังทลายลงไปช้าๆ
มิตรสหายของอี้เฉิน ไม่ว่าจะเป็นโม่กวาง ซีเผิง พวกเขาต่างก็พาเหล่าศิษย์ทั้งสอง ไม่ว่าจะเป็น เจียวหยาง กับ อาเม่ย มานั่งพูดคุยกับ อี้เฉินในยามกลางคืน เตรียมพร้อมส่งพวกเขา เป็นตัวแทนของสำนักหุบเขาบรรพชน ในการประลองศิษย์รุ่นอนุชน กับเหล่าสำนักใหญ่ทั่วดินแดนเทพ
แม้ว่าอี้เฉินจะไม่ได้คาดหวัง อะไรมากนัก จากการประลองครานี้ ทว่าเมื่อเห็นสายตาที่เปี่ยมไปด้วย ความมุ่งมั่นของพวกเขา ที่อยากจะมีรายชื่อติดอันดับ อี้เฉินจึงเพียงกล่าวให้กำลังใจ พวกเจียวหยาง อาเม่ย เท่านั้น
สถานที่จัดงานประลอง บริเวณบึงน้ำเจียงซิน เองก็ทำให้ซีเผิง กับโม่กวางเป็นห่วงความไม่ปลอดภัย อี้เฉินกับ หลินเฟยไม่น้อย เอ่ยไต่ถามอี้เฉิน ออกมาอย่างหนักแน่น “เจ้าจะไปจริงหรืออี้เฉิน ตามจริงเจ้าส่งตัวแทนไปก็ได้ บริเวณสนามประลองกลางน้ำ มีข้อพิพาท ของสองเผ่าอยู่บ่อยครั้ง แถมหนึ่งในนั้นยังเป็น เผ่ามังกรคะนองน้ำ ที่เป็นศัตรูเก่าของตระกูลเจ้า ข้าเกรงว่าเจ้าไป จะเกิดความวุ่นวายเอาได้”
อี้เฉินคลี่ยิ้มบางออกมาเล็กน้อย ก่อนเอ่ยตอบเสียงเรียบออกมา “พวกเขาส่งบัตรเชิญมาถึงขนาดนี้ หากข้าไม่ไปเกรงว่า จะกลายเป็นที่ขบขัน ของผู้คนทั่วดินแดนเทพกระมัง”
ก่อนอี้เฉินจะประสานฝ่ามือ กล่าวพูดบอก กล่าวมิตรสหายของเขา ด้วยความหนักแน่น “พี่ซีเผิง โม่กวาง หากเกิดเรื่องอะไรขึ้น โปรดพวกท่านคุ้มครองหลินเฟย พานางหนี จากไปทันทีได้หรือไม่”
พวกเขาทั้งสอง ต่างก็ดันฝ่ามือที่ประสานทั้งสอง ของอี้เฉินลง “อย่าทำอย่างนี้อี้เฉิน อย่างไรเราก็มิตรสหายกัน ไม่ต่างอะไรจากพี่น้องในสายเลือด ข้ายังจดจำยามที่เจ้าช่วยเหลือข้าได้ดี” ซีเผิงกล่าวพูด ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
โม่กวางเองก็ขานรับเช่นกัน “ใช่ๆ หากเจ้าไม่บอก พวกเราก็จะคุ้มครอง นางให้ปลอดภัยอย่างแน่นอน เจ้าสบายใจได้อี้เฉิน”
พวกเขาทั้งสองมองตาอี้เฉิน เพียงปาดเดียว ก็พอจะเข้าใจความกังวล ของอี้เฉินที่มีต่อหลินเฟย กลัวว่านางจะเป็นอันตรายได้อย่างแจ่มชัด ทว่าเหตุใดพวกเขา ไม่อาจรับรู้ถึงขั้นพลังของอี้เฉินบัดนี้ได้ ข้อนี้ทำให้พวกเขาแปลกใจ
ครั้นได้ยินคำพูดที่จริงใจจากมิตรสหาย อี้เฉินจึงเบาใจเรื่องหลินเฟย ไปได้ระดับหนึ่ง ...ก่อนที่วันประลองยุทธ์ทุกๆ 10ปีภายในดินแดนเทพ จะถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ บริเวณบึงน้ำเจียงซิน พร้อมสนามประลองกลางน้ำที่ขึ้นชื่อ รอคอยที่จะให้เหล่าสำนักน้อยใหญ่ไปเยือน
แสงอรุณยามเช้าแห่งความวุ่นวาย ครั้นปรากฏขึ้นมาพ้นขอบฟ้า สงครามน้อยเองก็เริ่มเปิดเปลือกตา ขึ้นมาแล้วเช่นกัน อี้เฉินที่เห็นประกายตาทอแสงของ สงครามน้อย เขาเอ่ยพูดขึ้นมาทันที “เจ้าพร้อมหรือยัง”
เด็กหนุ่มดวงตาทอแสง ยิ้มออกมาให้อี้เฉิน ก่อนประสานฝ่ามือ กล่าวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าพร้อมแล้วท่านอาจารย์”
ฉับพลันที่อี้เฉินพยักหน้าให้หลินเฟย ม่านพลังที่แผ่ซ่าน ออกมาทั่วสรรพางค์กาย โอบล้อมพวกเขาทั้งสามไว้อย่างฉับไว ก่อนร่างที่วูบไหวอี้เฉินจะสืบฝีเท้า หายวับไปรวมตัวกับพวกโม่กวาง ซีเผิง อาเม่ย เจียวหยาง ยังหน้าสำนักหุบเขาบรรพชน ที่เตรียมความพร้อม รอออกเดินทางอยู่ก่อนแล้ว
เมื่ออี้เฉินกับพวกขึ้นเกี้ยวนั่งม้ามังกร อันวิจิตร งดงาม ไปพร้อมกับผู้ติดตามหลาย10ชีวิต เคลื่อนที่เดินทางไปยัง เขตทิศตะวันออกเฉียงใต้ พุ่งตรงไปยังแดนเสวี่ยน ที่ตั้งของเผ่ามังกรคะนองน้ำ ไปยังเขตรอยต่อบึงน้ำเจียงซิน
เวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป ทิศทางที่พวกเขาบินทะยานผ่าน มีกลุ่มคนไม่น้อย เดินทางมายังทิศทาง ที่พวกอี้เฉินจะมุ่งไปเช่นกัน เกรงว่าจุดหมายปลายทาง คงจะเป็นสถานที่เดียวกันแน่ แล้วยิ่งจอมยุทธ์ที่เดินทาง เห็นเกี้ยวนั่งม้ามังกร อันวิจิตร งดงาม พวกเขาต่างก็ไม่อยากเข้ามาใกล้ ให้เกิดปัญหา
ครั้นรับรู้ว่าคนภายในเกี้ยว นั่งม้ามังกร จะต้องเป็นคน ระดับสูงอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าสายตาของเหล่าผู้อาวุโสชราพวกนั้น อดไม่ได้ที่จะส่งปราณจิต ออกมาตรวจสอบ คนภายในเกี้ยวผู้นั้นเป็นใคร
แต่ทันใด พวกเขาก็ต้องถอนหายใจออกมายาว เมื่อรับรู้ว่าเกี้ยวที่อี้เฉินนั่งมา มีอาคมบางอย่างขวางกั้นการตรวจสอบ จากกายาโม่กวางที่สลักค่ายกล ขับเคลื่อน แผ่ซ่านค่ายอาคมขวางกั้นขึ้นมา
“เฮ้อ!! พวกเขาเป็นผู้ใดกัน ช่างดูลึกลับเหลือเกิน” ผู้อาวุโสที่ส่งปราณจิต ออกมาตรวจสอบต่างก็ลอบถอนหายใจ ออกมายาว