ตอนที่ 58 ห้ำหั่น
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
การเปิดจุดชีพจรยุทธ์ได้สำเร็จนั่นคือก้าวแรก
เฟิร์สสัมผัสได้ว่าหากต้องการเปิดจุดชีพจรยุทธ์จุดต่อไป ความยากของมันจะเพิ่มมากขึ้น
ทว่าในจุดนั้นเองเฟิร์สกลับสังเกตเห็นได้ถึงบางสิ่ง บางสิ่งที่เขาไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้น เมื่อเขาพบว่าจุดชีพจรยุทธ์ของเขานั้นเหมือนกับบ่อน้ำแห่งหนึ่งที่กักเก็บเอาพลังสปีริตที่อยู่รอบกายเอาไว้ แทนที่มันจะเป็นสัญลักษณ์รูปดารากลางหน้าผาก
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเขาเข้ามาด้านในของอบิสเท่านั้น ตอนที่เขาดูดซับพลังจากแกนสปีริตมันยังไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้
แต่ตอนนี้มันเกิดขึ้นแล้ว
เฟิร์สไม่รู้ว่าการกักเก็บพลังสปีริตที่อยู่ภายในอากาศของอบิสจะทำให้เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเขา
แน่นอนว่ามันย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะพลังสปีริตเหล่านี้สามารถเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นเวเนเตอร์ได้
ทว่าตอนนี้เฟิร์สยังไม่รู้ถึงผลลัพธ์ของมัน เขาไม่รู้ว่าในโลกนี้มีคนเคยทำแบบนี้หรือไม่ หรือต่อให้ทำพวกเขาก็ไม่เปิดเผยมันออกมาอย่างแน่นอน
จากข้อมูลเวเนเตอร์ร้อยอันดับแรกของโลก หลายคนที่ยังไม่ไปถึงขั้นดาราสีน้ำเงินแต่กลับมีความสามารถพิเศษที่มีพลังรบเก่งกาจกว่าเวเนเตอร์ดาราน้ำเงินหลายคนเสียอีก
เดิมทีผู้มีความสามารถพิเศษก็ร้ายกาจอยู่แล้ว หากพวกเขาสามารถใช้ความพิเศษของพลังสปีริตร่วมด้วย นั่นหมายความว่าพวกเขานั้นจะเหมือนกับเสือติดปีก
คิดเล่นๆ หากผู้มีพลังจิตมีพลังสปีริตช่วยเสริมศักยภาพ พลังรบของคนๆ นั้นจะยกระดับขึ้นไปถึงระดับใด
เรื่องทั้งหมดนี้มันสามารถเกิดได้ทั้งสิ้น ดังเช่นตัวเฟิร์สในตอนนี้ที่กำลังเก็บเกี่ยวพลังสปีริตในอากาศให้ไหลเวียนเข้าสู่จุดชีพจรยุทธ์อย่างบ้าคลั่ง ยิ่งได้รับการเสริมจากการต่อสู้อีก นั่นจึงทำให้อัตราความเร็วในการกักเก็บเพิ่มสูงขึ้นอีก
“แม้ว่าฉันจะยังไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์อย่างไร แต่ฉันจะไม่ทำให้มันต้องเสียของอย่างแน่นอน” เฟิร์สกล่าวพึมพำระหว่างที่เขากำลังรับมือกับกองทัพปีศาจต้นไม้ระลอกแล้วระลอกเล่า
ช่วงเวลานั้นเองเฟิร์สยังคงต่อสู้อย่างไม่หยุดยั้ง
หากผู้คนได้เห็นภาพนี้ พวกเขาจะบอกว่าเด็กหนุ่มนั้นฆ่าตัวตาย เพราะต่อให้เขาจะมีพลังรบที่สูงกว่ามอนสเตอร์มากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่มีทางที่จะจัดการมอนสเตอร์ทั้งหมดได้อยู่แล้ว
ท้ายที่สุดบทสรุปของเหตุการณ์นี้จะจบลงที่เด็กหนุ่มนั้นอ่อนแรงและถูกกองทัพมอนสเตอร์รุมทึ้งจนตาย
หลายคนล้วนคาดการเป็นเช่นนี้
ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมถึงไม่มีผู้บ่มเพาะพลังใช้กำลังยึดครองโลก แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งสุดก็ตาม
น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ
แม้จะมีพลังรบที่น่าหวาดหวั่น แต่ก็ไม่มีทางสู้พลังของกองทัพหนึ่งได้อยู่แล้ว
เหตุการณ์ในตอนนี้
ปีศาจต้นไม้เหล่านี้เหมือนกับแมงเม่าบินเข้ากองไฟ พวกมันไม่มีความกลัว แม้ไม่ได้เรียกว่ากล้าหาญ แต่สัญชาตญาณดิบของมันก็ทำให้กองทัพปีศาจต้นไม้นับไม่ถ้วนมุ่งตรงมาที่เฟิร์สอย่างบ้าคลั่ง
หากเขาต่อสู้โดยไม่พักเช่นนี้ จุดจบคงจะเป็นอย่างที่ทุกคนคาดการณ์
ทว่า ...
วูม!
ม่านพลังสีฟ้าขนาดใหญ่รัศมีมากกว่าสิบเมตรพลันปรากฏขึ้นมา
ตึงตัง! ตึงตัง! ตึงตัง!
เหล่าปีศาจต้นไม้บุกโรมรัน พยายามที่จะทำลายม่านพลังสีฟ้านี้
แต่ทว่าพวกมันกลับไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนได้เลยแม้แต่น้อย
ฝูงปีศาจที่พุ่งเข้ามาพลันกระจุกตัวอยู่ที่นี่อย่างมืดฟ้ามัวดิน แต่เด็กหนุ่มที่อยู่ภายในหัวใจก็ยังคงสงบนิ่ง นอกจากอาการเหนื่อยหอบแล้ว จิตใจของเขาก็ไม่ได้หวั่นไหวกับเหตุการณ์นี้เลยแม้แต่น้อย
“ช่างสกปรกเสียจริง ...” เฟิร์สมองสภาพของตัวเองในตอนนี้
เนื่องจากเขาต้องการต่อสู้ด้วยพละกำลังของตนเอง นั่นจึงทำให้เขาไม่ได้สนใจการหลีกเลี่ยงโลหิตของมอนสเตอร์ที่สาดกระเซ็นเข้ามา
สภาพของเขาในตอนนี้จึงชุมไปด้วยของเหลวสีม่วงอันเหนียวเหนอะหนะ ใบหน้าอันเรียบเนียนเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยคราบสีม่วง แม้แต่เส้นผมยังจับตัวเป็นกีบๆ อย่างน่าอดสู
มันแตกต่างจากตอนที่เขาเข้ามาอย่างสิ้นเชิง
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็หาได้สนใจไม่
สองมืออันเรียวยาวทำมุทราแล้วชี้ลงพื้น วงแหวนอักขระอันซับซ้อนวงหนึ่งพลันปรากฏขึ้นมา
วินาทีที่วงแหวนอักขระถูกกระตุ้น ละอองสีขาวก็โพยพุ่งออกมาจนอาบร่างของเขาไปทั่วทุกตารางนิ้ว
นี่คือวงแหวนชำระล้าง!
มันถูกประยุกต์มาจากเวทชำระล้างสิ่งสกปรกที่เหล่านักเวทย์ชอบใช้ทำความสะอาดร่างกายกัน
เฟิร์สเป็นถึงผู้ใช้อักขระ วงแหวนอักขระเช่นนี้เขาย่อมมีคุณสมบัติที่จะสร้างมันขึ้นมา
ภายในไม่ถึงสามช่วงลมหายใจ ร่างทั้งร่างของเขาก็กลับมาสะอาดเอี่ยมอ่องเหมือนเดิม เสื้อผ้าที่เคยถูกย้อมไปด้วยของเหลวสีม่วงพลันกลับมาขาวสะอาดอีกครั้ง
ภาพนี้ดูเหมือนเวทมนตร์ แต่มันคือศาสตร์อักขระอย่างหนึ่งที่สามารถทำได้
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงการโจมตีของเหล่ากองทัพปีศาจต้นไม้ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง
แต่เฟิร์สกลับไม่ได้สนใจพวกมันเลยแม้แต่น้อย เขายังคงมีท่าทีที่สบายๆ มิหนำซ้ำยังนำอาหารออกมาจากแหวนมิติเก็บของแล้วนั่งกินข้าวอย่างสบายอารมณ์
“ฉันโจมตีต่อสู้มาทั้งวัน จุดชีพจรยุทธ์พึ่งจะเปิดขึ้นมาเพียงแค่สามจุดเท่านั้น เมื่อรวมกับก่อนหน้านี้ก็กลายเป็นสิบจุดด้วยกัน การที่จะสามารถเข้าสู่ขั้นที่สองของกายากระบี่ได้ อย่างน้อยๆ ต้องทะลวงจุดชีพจรให้ได้มากกว่าหกสิบสี่จุด ซึ่งนั่นไม่ง่ายเลย” เฟิร์สเอ่ยพึมพำกับตัวเอง เมื่อเขาสำรวจจุดชีพจรยุทธ์ที่ปรากฏขึ้นมา
หลังจากเปิดชีพจรยุทธ์ได้แล้ว เขาก็ต้องทำการจารึกกระบี่ลงบนชีพจรอีก
การบ่มเพาะนี้เป็นไปทีละขั้นตอน ก้าวไปทีละก้าว
มันไม่มีทางลัดสำหรับเส้นทางของกระบี่
เว้นเสียแต่ว่าจะเดินในเส้นทางของผู้ใช้กระบี่ที่หาเคล็ดวิชาสะท้านฟ้ามาฝึกฝนหรือหากระบี่ที่เลิศภพจบแดนนำมาใช้งาน นั่นจึงเป็นทางลัดของผู้ใช้กระบี่
แต่สำหรับผู้ฝึกฝนกระบี่กลับไม่เป็นเช่นนั้น ในทุกๆ ก้าวของพวกเขาด้วยเดินด้วยการฝึกฝน ฝึกฝนอย่างไม่จบไม่สิ้น แม้จะถึงช่วงชีวิตลมหายใจสุดท้ายการฝึกกระบี่ของพวกเขาก็ไม่มีทางตัน
เต๋าแห่งกระบี่นั้นยิ่งใหญ่ไพศาล เซียนกระบี่ทุกคนล้วนเป็นเช่นนี้
“หวังว่าที่นี่จะมีมอนสเตอร์เพียงพอให้ฉันสามารถเปิดจุดชีพจรยุทธ์ให้ได้มากที่สุด” เฟิร์สกล่าวอย่างราบเรียบ
สำหรับการมาอบิสแห่งนี้เขามีเวลาไม่ถึงสองอาทิตย์เท่านั้น เพราะเขายังมีงานที่ต้องทำในสถานที่ต่อไป อีกอย่างกองกำลังของนิวโฮปที่จะส่งมากวาดล้างมอนสเตอร์เหล่านี้ก็จะเข้ามาที่นี่เช่นกัน
ดังนั้นเขาต้องใช้เวลากับที่นี่ให้ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด
ต่อสู้หนึ่งวันทะลวงได้แค่สามจุดเท่านั้น ทั้งนี้เฟิร์สยังรู้ว่าหากต้องการทะลวงจุดต่อไป มันจะยิ่งยากขึ้นไปอีก
เมื่อเฟิร์สพักผ่อนจนเพียงพอแล้ว เขาก็เริ่มการสังหารของเขาต่อไป
เด็กหนุ่มต่อสู้ไปเรื่อยๆ จำนวนแกนสปีริตที่เขาได้รับก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
โครม!
เมื่อม่านพลังสลาย ปีศาจต้นไม้ก็โถมกระหน่ำเข้าใส่เฟิร์สในทันที
เข็มทั้งเจ็ดกลายเป็นกระบี่ พวกมันราวกับจะเป็นอวัยวะชิ้นที่สามสิบสามของเฟิร์ส
กระบี่สังหารตัดเฉือนศัตรูจนลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า
ภาพนี้หากมองไกลๆ ก็จะพบว่าจุดที่เฟิร์สยืนอยู่ได้กลายเป็นการทำลายล้างอันน่าตกใจ ร่างของปีศาจต้นไม้มากมายถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ มองดูแล้วน่าสยดสยองยิ่ง
ยิ่งต่อสู้เฟิร์สก็ยิ่งได้เห็นความลึกล้ำในไอเทมสปีริตมากยิ่งขึ้น ราวกับว่าเขาได้ก้าวไปแตะในศาสตร์ชี้แนะวิถี
“บางทีเข็มของฉันอาจจะไม่ได้เป็นแค่สายสนับสนุนอย่างที่ฉันเข้าใจก็ได้”
เฟิร์สเหมือนจะมองเห็นความลับบางอย่าง แต่เขาต้องตัดสินใจวางมันลงแล้วให้ความสนใจทั้งหมดไปจดจ่ออยู่กับการทะลวงจุดชีพจรยุทธ์
เด็กหนุ่มบุกตะลุยในแดนมอนสเตอร์เป็นเส้นทางยาว
สำหรับที่นี่เขาไม่ขาดแคลนคู่ต่อสู้ มันยังมีปีศาจต้นไม้มากมายที่พร้อมจะให้เขาดับทำลายล้าง
แต่น่าแปลกที่ผ่านมาสามวันแล้วเขาก็ยังไม่พบราชามอนสเตอร์ตัวนั้น
ทว่าเขาก็กลับหาได้สนใจไม่ มาก็ดีไม่มาก็ดี อย่างไรเขาก็จะต่อสู้สังหารพวกมันทั้งหมดอยู่แล้ว
การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กินเวลาไปหลายวัน
จนกระทั่งในวันที่เจ็ดหลังจากที่เฟิร์สหายเข้าไปในอบิส ผู้กองภาวินก็เริ่มเป็นห่วง เพราะอย่างไรก็ตามเด็กหนุ่มนั้นยังเป็นทรัพย์สินที่ล้ำค่าของนิวโฮป
เขาไม่ใช่พนักงานธรรมดาทั่วไป หากตายตกอยู่ข้างในนั้น เกรงว่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากเสียแล้ว
“เปิดทาง ... ฉันต้องการสำรวจข้างใน” ผู้กองภาวินออกคำสั่ง ด้านหลังของเขามีกลุ่มคนอีกสี่คนคอยติดตาม
“รับทราบครับ” พนักงานที่เผ้าประตูอบิสไม่กล้าขัดคำสั่ง เพราะสำหรับที่นี่ผู้กองเฒ่าคนนี้คือตัวตนที่มีอำนาจสูงสุด
เมื่อทางเขาถูกเปิดออก กลุ่มของผู้กองภาวินก็เข้าไปในอบิสทันที
“นะ ... นี่มันอะไรกัน!” เสียงของคนในกลุ่มที่ติดตามผู้กองภาวินดังขึ้น
“เป็นฝีมือของเขาคนเดียวอย่างนั้นหรอ?”
พวกเขามองภาพนี้อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ภาพที่อยู่ตรงหน้านี้คือซากต้นไม้อันใหญ่โตกองเรียงรายเป็นเส้นทางยาว เลือดสีม่วงของมอนสเตอร์ส่งกลิ่นเหม็นหึ่งไปทั่ว มองดูแล้วน่าอนาถใจเป็นอย่างมาก
แม้แต่ผู้กองภาวินเองก็อดที่จะตะลึงไม่ได้