บทที่ 3
อ้อมกอดอบอุ่นของครอบครัว
ภายในห้องโดยสารบนรถยนต์คันหรูของภาคิณกลับมาสู่โหมดความเงียบอีกครั้งหลังออกมาจากร้านอาหาร ซึ่งบรรยากาศแบบนี้เป็อะไรที่ภาคิณไม่ชอบเอาเสียเลยเพราะปณาลีเงียบเสียจนเขากลัว เพราะภายใต้ความเงียบนั้นเขาไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่
“ปิ่นแกมีปัญหาอะไรหรือเปล่าบอกฉันได้นะฉันเป็ห่วงเพราะเห็นแกเป็แบบนี้มาหลายวันแล้ว”เอ่ยถามออกไปด้วยความห่วงใยที่มีต่ออีกฝ่าย
“ไม่มีอะไรหรอกฉันแค่เครียดเื่งานนิดหน่อย” พูดปดเพื่อตัดปัญญาแหมก็จะให้เธอบอกเขาได้อย่างไรว่าตอนนี้เธอกำลังอกหัก และอกหักจากเขานั่นแหละไม่ว่าเธอจะทุ่มใจให้ไปเท่าไหร่ ภาคิณก็เห็นเธอเป็เพียงแค่เพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น
“ปล่อยวางบ้างนะอย่างเครียดให้มันมากนักฉันเป็ห่วง”เลื่อนมือสากของเขาไปกุมมือบางของเธอเอาไว้และออกแรงบีบน้อย ๆ อย่างให้กำลังใจ
“อืม...ขอบใจนะ” ตอบออกไปเสียงเรียบพร้อมกับดึงมือตัวเองกลับทั้งที่ใจจริงเธอเองก็อยากจะปล่อยให้เขากุมมือเธอแบบนั้นเอาไว้นาน ๆก่อนทั้งคู่จะก้าวลงจากรถ เมื่อเดินทางกลับมาถึงคอนโดและต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายเข้าห้องของแต่ละคน ภาคิณรีบเข้าไปจัดการธุระส่วนตัวของเขาในห้องน้ำก่อนจะรีบออกมาเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีเพราะตอนนี้มันดึกมากแล้ว และที่สำคัญเขายังไม่ได้โทร good night กับมินทราเลย และไม่รู้ว่าป่านนี้เ้าหล่อนจะงอนเขาหรือเปล่าเพราะนี้ก็เลยเวลามามากโข
ส่วนปณาลีหลังจากที่เข้าห้องของตัวเองหญิงสาวก็เดินไปยังตู้เสื้อผ้าภายในห้องนอนและดึงกระเป๋าเดินทางใบเล็กออกมาจากนั้นจึงเลือกเสื้อผ้าประมาณสองถึงสามชุดยัดใส่กระเป๋าเตรียมตัวไว้เพราะพรุ่งนี้เธอจะเดินทางกลับเชียงใหม่ั้แ่เช้าเนื่องจาก่บ่ายภูตะวันผู้เป็พี่ชายโทรมาบอกเธอแบบกะทันหันว่าผู้เป็แม่ไม่ค่อยสบาย ก่อนที่หญิงสาวจะโทรกลับไปถามอาการของผู้เป็มารดาอีกครั้งเมื่อจัดกระเป๋าเสร็จ
“แม่เป็ยังไงบ้างคะพี่ภู”ถามพี่ชายออกไปอย่างนึกเป็ห่วงถึงอาการของผู้เป็มารดา
“ก็ยังไข้ขึ้นอยู่เหมือนเดิมว่าแต่เราเถอะจะกลับมาพรุ่งนี้จริง ๆ ใช่ไหมแล้วลางานได้แล้วเหรอ”ถามน้องรักออกไปด้วยความเป็ห่วง เพราะไม่อยากให้เธอมีปัญหากับที่ทำงานอีกอย่างตอนนี้หน้าที่การงานของเธอกำลังไปได้ดี
“ปิ่นลาบอสแล้วค่ะและก็ฝากงานกับเพื่อนเอาไว้แล้ว” ตอบพี่ชายออกไปเสียงเรียบ
“แล้วพี่จะไปรอรับที่สนามบินแล้วกันนะ”
“ค่ะฝากบอกพ่อกับแม่ด้วยนะคะว่าคิดถึง”พูดออกไปด้วยน้ำเสียงปนเศร้า
“นอนพักเถอะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า ส่วนเื่อะไรที่คิดแล้วมันทำให้เราไม่สบายใจก็ไม่ต้องเก็บเอามาใส่ใจใครไม่รัก พี่ พ่อกับแม่ก็รักปิ่นเสมอจำไว้”บอกออกไปเหมือนได้มานั่งอยู่ในใจของผู้เป็น้องสาวหลังจากที่ได้เห็นข่าวของภาคิณกับแฟนสาวผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ และสื่อโทรทัศน์
แต่สำหรับปณาลีแล้วคำปลอบโยนของพี่ชายถึงจะดูห่ามๆ และกระด้างไปบ้างแต่เธอก็รู้ว่าประโยคเ่าั้แฝงไปด้วยความรักและความห่วงใยที่มีให้เธอ
“ปิ่นจะพยายามไม่รักเขาค่ะปิ่นสัญญา ปิ่นจะไม่ทำตัวให้พ่อ แม่และพี่ภูต้องเป็ห่วงเชื่อปิ่นนะคะ”พูดพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น ก่อนจะพาร่างบางที่แบกรับหัวใจอันเหนื่อยล้าไปนอนลงบนเตียงกว้างและเผลอหลับไปในที่สุดด้วยความอ่อนเพลียจากการร้องไห้
รุ่งเช้าของวันใหม่ปณาลีตั้งนาฬิกาปลุกั้แ่ตีสามก่อนจะลุกมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและหอบกระเป๋าเดินทางลงมายังชั้นล่างของคอนโดเพื่อรอโบกแท็กซี่ไปขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมือง
และเมื่อเดินทางไปถึงท่าอากาศยานเชียงใหม่หญิงสาวก็เดินลากกระเป๋าเดินทางของตัวเองออกมาจากอาคารผู้โดยสารด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อยเพราะมีเื่ของภาคิณและมินทิราคอยกวนใจเธออยู่ตลอดเวลา
“พี่ภู”ปณาลีเรียกพี่ชายเสียงดังด้วยความดีใจเมื่อเดินออกมาจากอาคารผู้โดยสารและได้เห็นว่าเขามายืนรอเธออยู่ก่อนแล้ว
“ว่าไงเราผอมไปตั้งเยอะนะเนี่ย”พูดพร้อมกับมองสำรวจร่างบางของน้องสาวด้วยความเป็ห่วงก่อนจะรับกระเป๋าเดินทางจากเธอไปถือไว้เอง และพาเธอเดินไปขึ้นรถกลับไร่ส้มทับตะวัน
“แม่”ปณาลีวิ่งโผเข้าไปกอดผู้เป็มารดาทันทีหลังก้าวลงจากรถเมื่อได้เห็นว่านางมานั่งรอเธอตรงระเบียงไม้หน้าบ้าน
“ยังขี้แยเหมือนเดินนะเรา”คุณปราณีว่าให้ลูกสาวออกไปอย่างหยอกล้อพร้อมกับกดจูบลงบนแก้มเนียนของเธออย่างแสนรักและคิดถึง
“แม่เป็ยังไงบ้างคะปิ่นเป็ห่วงแทบแย่” ถามออกไปด้วยความเป็ห่วงพร้อมกับมองสำรวจร่างบอบบางของผู้เป็มารดา
“แล้วเราล่ะเป็ยังไงบ้าง”ถามบุตรสาวออกไปด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
“ปิ่นสบายดีค่ะและก็เพิ่งได้รับตำแหน่งใหม่ไม่นานมานี่เอง”บอกผู้เป็มารดาออกไปด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
“คงไม่คิดที่จะกลับมาช่วยพี่ดูแลไร่แล้วสินะ”ภูตะวันพูดตัดพ้อน้องสาวสุดที่รักออกไปแบบไม่จริงจังนัก
“แหมปิ่นขอเวลาอีกหน่อยนะคะ”พูดพร้อมกับลุกขึ้นเดินไปซบหน้าลงบนอกแกร่งของพี่ชายอย่างออดอ้อน
“ยัยปิ่น”คุณปภพน์เรียกชื่อลูกสาวสุดที่รักออกมาเสียงดังด้วยความดีใจหลังกลับออกมาจากไร่ส้ม
“พ่อ”หญิงสาวเรียกผู้เป็บิดาพร้อมกับโผเข้าหาอ้อมกอดอันอบอุ่นของท่าน
“ชื่นใจที่สุดเลยลูกสาวของพ่อแล้วนี่กินข้าวกินปลามาหรือยัง”ถามหญิงสาวออกไปด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มและมีความสุข
“ยังค่ะปิ่นรอมากินกับข้าวอร่อยๆ ฝีมือแม่” พูดออกไปด้วยน้ำเสียงออดอ้อนอย่างเอาใจผู้เป็มารดา
“งั้นก็ไปตั้งโต๊ะช่วยกันเลยไปสองคนพี่น้อง”คุณปราณีเอ่ยกับลูกรักทั้งสองด้วยความเอื้อเอ็นดู
ส่วนทางฟากของภาคิณหลังจากตื่นนอนและได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ที่เรียบร้อยแล้วเขาก็เดินไปกดออดหน้าห้องของปณาลีด้วยความหวังที่ว่าจะชวนเธอมาทานมื้อเช้าด้วยกันที่ห้องของเขาก่อนที่อีกฝ่ายจะออกไปทำงาน
แต่แล้วชายเขาก็ต้องรู้สึกแปลกใจเมื่อไม่ได้รับเสียงตอบรับใดๆ กลับมาจากผู้เป็เ้าของห้อง เพราะไม่ว่าเขาจะพยายามกดออดเรียกเท่าไหร่ก็ไม่มีวี่แววว่าปณาลีจะมาเปิดประตูให้เขา
ภาคิณมองดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาของตัวเองก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยเพราะนี่ยังไม่ถึงเวลาที่ปณาลีจะเดินทางออกไปทำงานแต่ทำไมภายในห้องของเธอจึงเงียบนัก ด้วยความร้อนใจและความเป็ห่วงที่มีต่อหญิงสาวจึงทำให้เขายกมือถือของตนขึ้นและกดโทรหาเธอทันทีด้วยความร้อนใจ
“สวัสดีจ้ะนาย”คุณปราณีเอ่ยทักทายชายหนุ่มไปตามสายหลังจากถือวิสาสะกดรับโทรศัทพ์ของภาคิณแทนผู้เป็บุตรสาวหลังจากที่นางได้ได้ยินเสียงโทรศัพท์ของลูกสาวสุดที่รักดังอยู่นานและไม่เห็นเ้าตัวมารับนางจึงหยิบขึ้นมาดูและกดรับสายเมื่อเห็นว่าใครโทรเข้ามา
“อ้าวสวัสดีครับคุณอาทำไมโทรศัพท์ปิ่นถึง...”ยังไม่ทันที่ภาคิณจะเอ่ยถามจนจบคุณปราณีก็เอ่ยแทรกขึ้น
“ตอนนี้ปิ่นอยู่ที่เชียงใหม่จ๊ะแล้วนายละไม่คิดจะกลับบ้านมาเยี่ยมพ่อกับแม่บ้างเหรอ”
คำตอบของคุณปราณีสร้างความงุนงงสงสัยให้กับภาคิณได้ไม่น้อยเพราะเมื่อคืนที่ผ่านมาปณาลีไม่ปริปากบอกเขาสักคำว่าจะกลับบ้านทั้งที่เมื่อก่อนหากจะกลับเธอจะบอกเขาล่วงหน้าเป็สัปดาห์เผื่อบางทีเขาอาจเดินทางไปพร้อมเธอ
“ไม่เห็นปิ่นบอกเลยครับว่าจะกลับบ้าน”
“พอดีปิ่นเขามากะทันหันจ๊ะพี่ภูโทรไปบอกว่าอาไม่สบายปิ่นก็เลยตัดสินใจมาด่วน” ตอบแทนลูกสาวออกไปเสียงเรียบ
“แล้วคุณอาเป็อะไรมากหรือเปล่าครับ”ถามคุณปราณีออกไปด้วยความเป็ห่วง
“อาไม่เป็อะไรมากหรอกขอบใจนะจ๊ะที่เป็ห่วงแล้วอาจะบอกปิ่นให้นะว่าเราโทรมา”บอกกับชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนก่อนจะตัดสาย
“ตั้งโต๊ะเสร็จแล้วค่ะ”
ปณาลีเดินออกมาตามบุพการีทั้งสองไปทานข้าวก่อนจะหลบสายตาของผู้เป็มารดาเมื่อเห็นนางมองมาที่เธอและพอจะเดาได้ทันทีว่าเมื่อครู่นี้มารดาเธอทำอะไรอยู่หลังจากที่ได้เห็นโทรศัพท์มือถือของตนอยู่กับนาง
“ใครโทรมาเหรอคะแม่”แสร้งถามออกไปอย่างไม่รู้
“ตานายจ๊ะสงสัยไปหาเราที่ห้องแล้วไม่เจอละมั้งเลยโทรมาหา”บอกกับหญิงสาวออกไปด้วยใบหน้าระบายยิ้ม
“เหรอคะ” แสร้งตอบรับออกไปเสียงเบาเหมือนไม่มีอะไร
“ไม่โทรกลับหน่อยเหรอ”ถามบุตรสาวออกไปด้วยความสงสัยหลังจากที่เธอหันหลังกลับเดินตรงไปยังห้องครัวเช่นเดิม
“ไม่ละค่ะทานข้าวเสร็จค่อยโทรก็ได้”
“งั้นทานข้าวเสร็จแล้วแม่ฝากหนูเอาส้มกับขนมไปให้ป้าวิที่รีสอร์ตด้วยนะจ๊ะ”
“ได้ค่ะ”รับคำมารดาโดยไม่อิดออด เพราะเธอก็อยากที่จะไปเยี่ยมคุณภาวิณีเหมือนกัน
หลังทานอาหารเช้าเสร็จปณาลีปั่นจักรยานคู่ใจของเธอที่เต็มไปด้วยส้มและขนมเต็มตะกร้าหน้ารถออกมาจากไร่ส้มทับตะวันเพื่อมุ่งหน้าไปยังรีสอร์ตกุลศิริชัย ตามคำไหว้วานของผู้เป็มารดา
“หนูปิ่น”คุณภาวิณีเรียกชื่อหญิงสาวออกมาเสียงดังด้วยความดีใจ หลังจากที่ได้เห็นหน้าเธอ
“สวัสดีค่ะคุณป้า”ปณาลียกมือไหว้ผู้ใหญ่พร้อมกับกล่าวคำทักทายหญิงสูงวัยกว่า
“หอบอะไรมาจ๊ะเนี่ยแล้วมาถึงั้แ่เมื่อไหร่กัน ทำไมถึงไม่ชวนตานายมาด้วยละจ๊ะ”คุณภาวิณียิงคำถามใส่หญิงสาวระรัวชนิดที่เธอแทบตั้งตัวไม่ทัน
“เอ่อ...คือปิ่นมาแบบกะทันหันค่ะพอดีเมื่อวานพี่ภูโทรไปบอกว่าคุณแม่ป่วยปิ่นก็เลยรีบบินกลับมา”
“เหรอจ๊ะป้าก็ไม่ได้ไปหาแม่เราสองวันล่ะเลยไม่รู้เห็นทีต้องไปเยี่ยมสักหน่อย” พูดพร้อมกับจูงมือหญิงสาวเข้าไปนั่งเล่นภายในบ้าน
“คุณดูสิคะใครมา”คุณภาวิณีเอ่ยบอกผู้เป็สามีหลังจากที่เห็นท่านเดินลงมาจากบนชั้นสองของบ้าน
“อ้าวหนูปิ่นมาถึงั้แ่เมื่อไหร่ลูก”คุณศักดิ์ชัยเอ่ยถามหญิงสาวออกไปด้วยความดีใจที่ได้พบหน้า
“สวัสดีค่ะคุณลุงปิ่นมาถึงเมื่อเช้านี่เองค่ะพอดีพี่ภูโทรไปบอกว่าแม่ไม่ค่อยสบายปิ่นเลยมาดูอาการหน่อยค่ะ” ตอบคุณศักดิ์ชัยออกไปด้วยใบหน้าระบายยิ้ม
“คุณคะฉันว่าจะไปเยี่ยมน้องนีหน่อยคุณจะไปกับฉันไหมคะ” ถามพร้อมกับมองหน้าผู้เป็สามีอย่างรอฟังคำตอบ
“ไปให้ไอ้ภพไล่ตะเพิดยิงผมออกมาจากไร่มันนะสิฝากคุณไปเยี่ยมด้วยแล้วกัน”
ปณาลีกับคุณภาวิณีมองหน้ากันแล้วก็ขำออกมาเมื่อนึกถึงคู่เพื่อนรัก ที่ต้องมาเป็คู่อริและไม่ค่อยจะลงรอยกันสักเท่าไหร่ทั้งที่ในใจรักและเป็ห่วงกัน แต่สิ่งที่ปฏิบัติกลับตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงและต่างฝ่ายต่างก็กลัวเสียฟอร์มและไม่มีใครยอมลงให้ใครง่าย ๆ
“แก่จนหัวหงอกจะเข้าโลงกันอยู่แล้วยังเล่นแง่เป็เด็ก ๆ ไปได้” คุณภาวิณีต่อว่าสามีออกไปด้วยความหมั่นไส้
“แล้วตานายเป็ยังไงบ้างหนูปิ่นทำไมไม่ชวนกลับมาพร้อมกัน” คุณศักดิ์ชัยเอ่ยถามหญิงสาวเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศเพราะรู้ว่าถ้าเอ่ยถึงลูกชายสุดที่รักกับหญิงสาวแล้วจะทำให้ผู้เป็ภรรยารู้สึกพึงพอใจ และเลิกต่อว่าท่านในทันที
“อ๋อปิ่นมาแบบกะทันหันค่ะคุณลุงเลยไม่ได้ชวนนาย”ตอบคุณศักดิ์ชัยออกไปพร้อมกับยิ้มเฝื่อน ๆ ให้ท่าน
“ปิ่นป้าถามอะไรหน่อยสิลูก”คุณภาวิณีเอ่ยกับหญิงสาวเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้
“ค่ะคุณป้า”ตอบรับคุณภาวิณีพร้อมกับยิ้มหวานให้นาง
“หนูมีแฟนหรือยังลูก”ถามเธอด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“ยังไม่มีหรอกค่ะปิ่นยังรักชีวิตโสดและอยากทำงานให้เต็มที่ก่อนค่ะ เลยยังไม่คิดถึงเื่นี้ว่าแต่คุณป้าถามปิ่นแบบนี้มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“งั้นก็แสดงว่าตอนนี้หนูโสด”ถามด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจขณะเดียวกันปณาลีก็พยักหน้ารับหลังจากได้ยินคำถามของนาง
“งั้นหนูก็อย่าเพิ่งตัดสินใจคบใครนะจ๊ะรอมาเป็เมียตานายมาเป็ลูกสะใภ้ป้า”
ปณาลีสำลักน้ำส้มคั้นที่เพิ่งจะยกดื่มหลังจากได้ยินคำพูดของนางเมื่อครู่ที่ผ่านมาก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายและยิ้มแหย ๆ ให้กับนาง
“เมื่อกี้คุณป้าว่าไงนะคะ”ถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่ขาด ๆ หาย ๆ พร้อมกับกระแอมกระไอจนน้ำหูน้ำตาไหล
“ป้าพูดจริงๆ นะป้าอยากให้ปิ่นแต่งงานกับตานาย บอกตรง ๆเลยป้าไม่ชอบยัยนางเอกมุ้งมิ้งอะไรนั้นหัวเด็ดตีนขาดยังไงป้าก็จะไม่ยอมรับยัยนั้นเป็ลูกสะใภ้หรอก”พูดออกไปด้วยสีหน้าที่มีแววกรุ่นโกรธเมื่อนึกถึงคำพูดของผู้เป็บุตรชายในค่ำคืนที่ผ่านมา
“เธอชื่อน้องมิ้นค่ะปิ่นว่าเธอก็นิสัยดีใช้ได้นะคะใคร ๆ ก็พูดว่าคู่นี้ดูแล้วเหมาะสมกันดี”กล่าวเอ่ยชมคนทั้งคู่ด้วยหัวใจที่เ็ปเพราะตอนนี้มันเหมือนมีค้อนปอนด์หนักสักร้อยกิโลมาทุบเข้าตรงกลางใจของเธอให้แตกสลาย
“หนูปิ่นของป้าเหมาะกับตานายที่สุดและป้าก็อยากได้เรามาเป็สะใภ้ มาเป็เมียตานายไม่ใช่ยัยมุ้งมิ้งนั่น”คุณภาวิณีพูดออกไปเสียงเข้ม
“คุณนี่ก็ดื้อรั้นจริงๆ เลยนะคราวหน้าถ้าพูดแล้วลูกไม่ฟังก็อย่าไปว่าลูกล่ะเพราะลูกก็ดื้อและก็รั้นเหมือนคุณนั่นแหละ”คุณศักดิ์ชัยกล่าวว่าผู้เป็ภรรยาออกไปแบบไม่จริงจังนัก
“นี่คุณตกลงคุณอยากได้ยัยมุ้งมิ้งนั้นมาเป็สะใภ้แทนหนูปิ่นเหรอ”คุณภาวินีถามสามีเสียงสูงอย่างไม่สบอารมณ์ หลังจากได้ยินคำพูดของท่าน
“เปล่า...ถ้าเป็ไปได้ผมก็อยากได้หนูปิ่นมาเป็สะใภ้เหมือนคุณนั่นแหละแต่คุณเข้าใจไหมว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับลูกของเราเขารักใครชอบใครก็ให้เขาแต่งกับคนนั้นไปเถอะเขาจะได้มีความสุขผมบอกแล้วไงลูกเราเลี้ยงได้แค่ตัว แต่หัวใจเป็ของเขา”คุณศักดิ์ชัยอธิบายเหตุผลให้ผู้เป็ภรรยาฟังอย่างเหนื่อยใจ
“แต่ฉันไม่ชอบยัยนางเอกมุ้งมิ้งนี่คะฉันชอบหนูปิ่น” ตอบผู้เป็สามีออกไปด้วยใบหน้างอง้ำอย่างเอาแต่ใจ
“มีลูกสะใภ้เป็ถึงนางเอกเชียวนะคะคุณป้า”ปณาลีแกล้งพูดเย้าแหย่อีกฝ่ายเพื่อหวังได้เห็นรอยยิ้มจากนางถึงแม้ในใจจะเ็ปเจียนตายเวลาเอ่ยถึงภาคิณและมินทิรา
“ป้าไม่เอาด้วยหรอก เพราะยังไงในใจของป้าก็มีแต่หนูปิ่น”ตอบออกไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะพอใจ
ในขณะที่ปณาลีได้แต่ยิ้มและส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจกับคำตอบของนางก่อนที่เธอจะขอตัวกลับ เมื่อเห็นว่าตัวนั่งคุยกับผู้ใหญ่ทั้งสองนานมากแล้ว
่บ่ายของวันหลังจากได้เห็นว่าอาการของผู้เป็แม่เริ่มดีขึ้นปณาลี จึงวานป้าสาให้อยู่ดูแลท่านแทนขณะที่เธอเข้าไปดูงานในไร่ช่วยผู้เป็พ่อกับพี่ชายจนกระทั่งถึงเย็นแต่พอขากลับคิ้วเรียวสวยก็ต้องขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความแปลกใจเมื่อเธอได้ยินเสียงผู้เป็มารดาพูดคุยอยู่กับแขกผู้มาเยือนอยากออกรสและหัวเราะเสียงดังด้วยความชอบใจอีกทั้งน้ำเสียงของแขกผู้นั้นช่างคุ้นหูเธอซะเหลือเกิน
“คงไม่ใช่หรอกมั้ง”หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ระหว่างกำลังเดินเข้าไปในบ้าน
“ไม่ใช่อะไร”ภูตะวันถามน้องสาวออกไปด้วยความสงสัย เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ
“อ่อเปล่าค่ะเข้าบ้านกันเถอะ” ตอบพี่ชายออกไปพร้อมกับเดินนำเขาเข้าไปในบ้านแต่แล้วสองขาเรียวเล็กของเธอก็ต้องมีอันหยุดชะงักเมื่อเห็นร่างแกร่งของใครบางคนที่เธออยากหนีหน้ามานั่งคุยกับผู้เป็มารดาของเธออยู่ข้างในบ้านภายในบ้าน
“อ้าวนั้นไงยัยปิ่นกลับมาแล้ว”คุณปราณีเอ่ยบอกภาคิณหลังจากที่เห็นร่างบางของบุตรสาวกำลังเดินเข้ามาภายในบ้าน
“เอ่อ..นายแกมาได้ยังไงแล้วไม่มีงานเหรอ” ถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเหมือนคนมีความผิด
“ก็ตามแกมานะสิจะกลับบ้านทั้งทีทำไมไม่บอกกันมั่งจะได้กลับด้วย”ตอบหญิงสาวออกไปด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ
“พอดีพี่โทรตามยัยปิ่นด่วนเมื่อวานปิ่นเขาก็เลยไม่มีเวลาบอกเรา” ภูตะวันชิงตอบแทนน้องสาว ด้วยรู้ดีว่าที่เธอไม่ยอมบอกภาคิณเพราะอะไรทั้งที่จริงเธอจะบอกเขาและกลับมาพร้อมกันก็ยังทัน
“เห็นคุณอาไม่เป็อะไรมากผมก็สบายใจแล้วครับ” เมื่อได้รับคำตอบจากผู้ภูตะวันภาคิณจึงหันมาพูดกับคุณปราณีด้วยใบหน้าระบายยิ้ม
“ถ้าไม่ติดธุระและไม่รีบไปไหนก็อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนนะคะ” คุณปราณีเอ่ยชวนภาคิณและผู้เป็มารดาของเขาให้อยู่ทานมื้อค่ำด้วยกันที่ไร่ทับตะวันทำให้ปณาลีต้องหันไปมองหน้าพี่ชายด้วยสีหน้าที่ปั้นอยากหลังจากที่ได้ยินคำเอ่ยชวนของผู้เป็มารดา
มันช่างเหมือน์กลั่นแกล้งเธอซะเหลือเกินทั้งที่เธอพยายามที่จะหยุดรัก พยายามที่จะหนีเพราะไม่อยากพบเจอและเห็นหน้าแต่ดูเหมือนเขาก็จะมาปรากฏกายใกล้ ๆให้เธอเห็นทุกครั้งไปไม่ว่าเธอจะไปไหนหรือไปทำอะไร
“ไปอาบน้ำอาบท่าสิลูกจะได้ลงมาทานข้าวกัน”คุณปราณีเอ่ยบอกกับบุตรสาวและบุตรชายของตน
“งั้นเดี๋ยวปิ่นลงมานะคะ”ตอบผู้เป็มารดาเสียงเบา ก่อนจะรีบเดินขึ้นไปบนชั้นสองของบ้านและจัดการธุระส่วนตัวจากนั้นจึงลงมาทานมื้อค่ำร่วมกับทุกคน
และถึงแม้ว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารมื้อค่ำวันนี้ที่บ้านของเธอมันอาจดูครื้นเครงสำหรับคุณปราณีเพราะมีภาคิณและคุณภาวินีมาร่วมทานมื้อค่ำด้วยกัน แต่สำหรับปณาลีแล้วมันช่างเป็มื้อค่ำที่แสนฝืดคอเธอเป็ที่สุดเพราะระหว่างทานอาหารบทบาทการสนทนาส่วนใหญ่จะอยู่ที่ผู้เป็มารดาของเธอและคุณภาวิณีผู้เป็มารดาของเขาส่วนเื่ที่ท่านทั้งสองพูดถึงก็คงไม่พ้นเื่ของเธอและเขาอีกเช่นกัน
“ไหนๆ หนูปิ่นก็ยังไม่มีแฟนพี่ก็ขอหนูปิ่นไว้ให้ตานายเลยแล้วกันนะ”
ปณาลีกับภาคิณแทบทำช้อนและส้อมที่ถืออยู่หลุดมือเมื่อได้ยินคำพูดของคุณภาวิณีก่อนที่คนทั้งคู่จะเงยหน้าขึ้นจากจานข้าวมาสบสายตาซึ่งกันและกัน
“เอ่อ...ปิ่นว่าคงไม่ดีมั้งคะเพราะนายก็มีแฟนอยู่แล้ว” พูดพร้อมกับยิ้มเฝื่อน ๆ ให้กับคุณภาวิณี
“ก็ช่างปะไรในเมื่อป้าไม่ยอมรับแกก็เหมือนกันตานายมีตาหามองแต่คนอื่นหัดมองดูคนใกล้ตัวซะบ้าง”ตอบหญิงสาวก่อนจะหันไปต่อว่าให้ลูกชายของตน
“โถแม่ครับเื่นี้ผมขอตัดสินใจเองได้ไหมครับอีกอย่างปิ่นกับผมเราเป็เพื่อนกันนะครับแม่จะให้คิดเป็อย่างอื่นได้ยังไงกันจริงไหมปิ่น”
“อ๋อ...เอ่อใช่...ใช่ค่ะคุณป้า”ตอบด้วยใบหน้าระบายยิ้ม แต่ข้างในนั้นแสนจะช้ำหนัก
“แต่อาก็อยากได้นายมาเป็ลูกเขยนะถ้าเป็ไปได้เพราะอาไม่ไว้ใจฝากให้ใครมาดูแลยัยปิ่นของอา” คุณปราณีพูดกับชายหนุ่มยิ้ม ๆ
“สักวันปิ่นคงได้เจอคนที่ปิ่นรักและเขาก็พร้อมจะดูแลปิ่นจริง ๆ บางทีเขาอาจดูแลปิ่นได้ดีกว่าผมอีกนะครับคุณอา”
“เื่แบบนี้ผมว่าให้เด็กทั้งสองเป็คนตัดสินใจดีกว่านะอย่าฝืนหัวใจกันเลย”คุณปภพน์เอ่ยขัดขึ้นหลังจากที่เห็นสีหน้าปั้นยากของผู้เป็บุตรสาวใช่ว่าท่านจะรังเกียจรังงอนในตัวภาคิณ แต่ที่ท่านไม่เอ่ยอะไรเพราะรู้ดีว่ามันจะเป็การทำร้ายหัวใจของปณาลีให้ชอกช้ำหนักขึ้นไปอีกเพราะถึงอย่างไรเสียแววตาที่ภาคิณมองบุตรสาวของท่านก็ไม่ต่างไปจากเพื่อนรักคนหนึ่งเท่านั้น