วารีสองพิภพ

    29. ธารเหมันต์

    ความเดิมตอนที่แล้ว

           ขณะที่เฉินเสวี่ยหยางและหลินเพ่ยหนิงเดินทางไปยังค่ายสรรพาวุธโดยมีองครักษ์อย่างสองพี่น้องแซ่เฟย หูจิงลั่วชีชีและคนรับใช้อีกหลายสิบคนติดตามไปด้วย แต่ระหว่างทาง รถม้าของหลินเพ่ยหนิงซึ่งมีเฉินเสวี่ยหยางนั่งอยู่ด้านในเกิดผิดปกติม้าลากจูงทั้งสองตัวเกิดพยศคล้ายกับถูกวางยาและสลักล้อรถก็เคลื่อนตัวเหมือนจะหลุดออกจากล้อทำให้คนรถไม่สามารถควบคุมรถม้าได้ นอกจากเส้นทางข้างหน้าจะเป็นทางโค้งแล้วยังมีหลุมขนาดใหญ่ซึ่งดูคล้ายเป็นฝีมือคนขวางอยู่ด้านหน้า ช่วงวินาทีคับขันบุคคลปริศนาที่หลบเร้นกายได้ใช้พลังปรับพื้นผิวดินจนราบเรียบ และได้หลินเพ่ยหนิงที่ควบม้าไปยืนขวางหน้ารถม้าของเฉินเสวี่ยหยางทำให้สามารถหยุดรถม้าที่บ้าคลั่งลงได้ ทว่าเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เฟิงอี้ซึ่งยืนดูสถานการณ์อยู่จากที่สูงสังเกตได้ว่านี่คือพลังของลู่หย่งเจิ้งธราเทพผู้เป็นสหายที่หายสาบสูญไป เขาจึงออกตามหาสหายลู่พลางตะโกนกู่เรียกแต่ก็ไร้วี่แววจนถึงขั้นที่เฟิงอี้ใช้พลังวายุเพื่อให้สหายเลิกซ่อนเร้นตัวตน แต่ก็ยังไร้ผลจนเทพอาวุโสเว่ยหลิงเทียนต้องปากห้ามปรามเฟิงอี้

          ส่วนหวงจิ้งเอินนั้นเมื่อได้รับข่าวจากปากเสี่ยวม่านว่าอู๋ฉงฉงรู้สึกตัว เขาจึงรีบตรงไปหานางด้วยความร้อนใจคุณชายหวงทั้งโผเข้ากอดและลงมือทายาให้นางด้วยตนเอง นอกจากนั้นยังต้มข้าวไว้รอนางฟื้นคืนสติหลังจากที่อู๋ฉงฉงกินข้าวต้มจนเสร็จก็ประจวบกับที่เสี่ยวม่านเดินเข้ามาพอดีพร้อมถ้วยยาที่ถือไว้ในมือทำให้หวงจิ้งเอินได้โอกาสซักถามเสี่ยวม่านเรื่องตัวตนแท้จริงของนางซึ่งเป็นเรื่องที่เขาแคลงใจมาโดยตลอด

    เสี่ยวม่าน : “ เฮ้อ.. เยียนเป่ยของพวกเจ้ามีทำเนียมไม่ไว้ใจคนอื่นหรือยังไงทำไมข้ารู้สึกเหมือนกำลังถูกไต่สวนยังไงอย่างงั้นเลย ”

    อู๋ฉงฉง : “ เสี่ยวหวง เจ้าจะสงสัยนางมันก็เป็นเรื่องที่สมควรอยู่หรอกนะแต่ว่าถามตอนนี้จะเสียมารยาทไปหน่อยไหม นางเพิ่งช่วยพวกเราไว้นะ ”

    ถ้อยคำธรรมดาแต่ฟังดูคล้ายกับการสอบสวน ทำให้อู๋ฉงฉงต้องรีบออกความเห็นเชิงทัดทาน

    เสี่ยวม่าน : “ ไม่เป็นไร พวกเจ้ามีสิทธิ์ที่จะสงสัยแต่ข้าจะตอบได้หรือไม่นั่นก็อีกเรื่อง ”

    หวงจิ้งเอิน : “ มีเหตุผลอะไรที่ตอบไม่ได้? ”

    เสี่ยวม่าน : “ เพราะสำหรับพวกเจ้า มันไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำตอนนี้ก็คือดูแลตัวเองให้ดีมีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่ ข้าคงไม่ต้องพูดซ้ำหรอกนะว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับพวกเจ้าหมู่บ้านนี้จะเป็นยังไง ”

    หวงจิ้งเอิน : “แม้เยียนเป่ยจะเป็นดินแดนที่เหน็บหนาวแต่น้ำใจต่อมิตรสหายอบอุ่นเสมอพวกเราพร้อมที่จะชนหลังร่วมเป็นร่วมตายได้เพียงเพราะคำว่ามิตรภาพ แต่สำหรับที่นี่คำว่ามิตรภาพอาจยังเร็วไป แรกเริ่มเดิมทีที่พวกเราเข้ามาถึงที่นี่ เจ้าก็เอาแต่บอกว่าให้เราดูแลตัวเองแต่จนถึงตอนนี้ข้ายังไม่รู้เลยว่า เจ้าและพ่อบุญธรรมของเจ้ารวมถึงทุกคนที่นี่แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่ ไหนจะพวกที่สะกดรอยตามเราสองคน แล้วจะให้ข้าวางใจได้อย่างไร”

    เสี่ยวม่าน : “ คุณชาย เจ้าเป็นคนฉลาดข้าคิดว่าที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่เจ้าพอจะรู้มาบ้างแล้ว แต่ว่า ถึงแม้เจ้าสองคนจะสำคัญต่อเยียนเป่ยจนข้าต้องคอยพวกเจ้าอีกกี่ครั้งกี่หนก็ตามข้าก็ไม่อาจเนรคุณพ่อบุญธรรมได้หรอก เรื่องที่พวกเขาเป็นใคร ถึงเวลาก็จะรู้เอง ส่วนเรื่องของข้าคิดว่าพวกเจ้าคงไม่จำเป็นต้องรู้หรอกกระมัง ”

    อู๋ฉงฉง : “ นี่หมายความว่าเจ้ามีเรื่องปกปิดพวกเราอยู่จริงๆ ใช่ไหมเสี่ยวม่าน? ”

    เสี่ยวม่าน : “ คนทุกคนล้วนมีสิ่งที่ไม่อาจเปิดเผยกันทั้งนั้นอีกอย่างถึงรู้ไป พวกเจ้าก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เอาเป็นว่าข้ามีเจตนาดีและเป็นคนที่เพิ่งช่วยชีวิตพวกเจ้าไว้ฉะนั้นเลิกทำเหมือนกำลังสอบสวนกันได้แล้ว เดี๋ยวข้าก็วางยาเสียหรอก ”

    พูดจบ เสี่ยวม่านก็วางถาดยาไว้แล้วหมุนตัวเดินออกไปจากห้องปล่อยให้หวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงมองหน้ากันด้วยความละอายอยู่นิด ๆ เพราะถึงแม้เสี่ยวม่านจะน่าสงสัยแต่นางมิได้ทำผิดอะไร และก็เป็นเรื่องจริงที่ว่านางช่วยพวกเขาไว้หลายครั้ง

     

    หนานจิ้ง

            เวลาล่วงเลยผ่านไป ..กึกกัก ๆ ๆ..เสียงรถม้าเคลื่อนตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทางหลินเพ่ยหนิงยังคงพิงศีรษะหลับสบายอยู่กับไหล่ของเฉินเสวี่ยหยางแม้ว่าเขาจะรู้สึกเมื่อยเพียงใดแต่ก็ไม่อยากขยับกายแม้แต่น้อยท้องฟ้าด้านนอกเริ่มทึมขึ้นทุกที รถม้าเริ่มเข้าสู่เส้นทางเปลี่ยวช่วงสุดท้ายก่อนจะถึงที่หมายในอีกไม่ถึงสิบลี้เฉินเสวี่ยหยางยังคงนั่งอ่านตำราไปพลางมองใบหน้าที่พริ้มหลับของหลินเพ่ยหนิงด้วยความเอ็นดูแต่จู่ ๆ แววตาของเขาก็เปลี่ยนไปเพราะรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวหลังแนวป่าสองข้างทางมีกลุ่มคนสวมชุดดำอำพรางปิดบังใบหน้าและถืออาวุธไล่ขนาบข้างรถม้าอย่างมีเป้าหมายหูจิงเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติถึงภัยเงียบหลังกิ่งไม้ใบหญ้าที่เงียบสงัดแต่แฝงไว้ด้วยอันตรายเมื่อหันไปมองลั่วชีชีที่นั่งหลับอยู่ด้านข้างก็ยิ่งเหมือนแรงกดดันที่ทำให้เขาต้องระแวดระวังมากยิ่งขึ้นรวมถึงเฟยหมิงและเฟยฉี สองพี่น้ององครักษ์ที่ขี่ม้าไปพลางกลอกตาซ้ายขวาพร้อมกับค่อยๆ ลดมือข้างหนึ่งจากบังเหียนลงมาวางบนด้ามกระบี่พวกเขาล้วนรู้สึกได้ถึงภัยอันตรายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ หูจิงค่อย ๆ ชะลอรถม้าก่อนจะใช้พลังลมปราณผ่านฝ่ามือทำให้ลั่วชีชีหลับสนิท หลังจากนั้นเขาก็ส่งสัญญาณให้เฟยฉีอุ้มนางไปนอนบนรถขนสัมภาระและนำผ้ามาคลุมนางไว้ส่วนเฉินเสวี่ยหยางนั้น เขาใช้มือสัมผัสผนังภายในและขยายพลังเพื่อกางม่านกำบังภัยครอบคลุมรถม้าเพียงเพื่อไม่ให้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต้องรบกวนการหลับใหลของหลินเพ่ยหนิง ..ตึกๆ ๆ..ไม่นาน เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนพาลก็เริ่มชัดเจนขึ้น คนพวกนั้นมีไม่ต่ำกว่าสามสิบคนได้พากันออกจากเงามืดมาปรากฏตัวดักหน้ารถม้าสกุลเฉินในมือถือดาบโค้งชี้มาทางพวกเขา ดาบซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับกลุ่มมือสังหารที่บุกเข้าไปในงานเลี้ยง

    เฟยฉี : “ ไอ้เจ้าพวกนี้ ไม่เข็ดหลาบกันจริง ๆ ”

    เฟยหมิง : “ หูจิง เจ้าคอยอารักขาเจ้าเมืองน้อยกับองค์หญิงข้ากับอาฉีจะจัดการพวกมันเอง ”

    หูจิง : “ เบาหน่อยแล้วกัน องค์หญิงกำลังหลับอยู่ ”

    สองพี่น้องเดินตรงเข้าไปหาคนเหล่านั้นพลางชักกระบี่ออกจากฝักอย่างช้าๆ พวกเขาไร้ท่าทีหวาดหวั่น แม้จะถูกโอบล้อมอยู่ท่ามกลางศัตรูก็ตาม

    เฟยฉี : “ อ้าว.. ครั้งก่อนยังเห็นเจ้าคนตัวดำหัวหน้าพวกเจ้าอยู่เลยนี่ชื่ออะไรนะ อะไรดำ ๆ นะอาหมิง ข้านึกไม่ออก ”

    เฟยหมิง : “ เฮ่ย.. ปีศาจดำ ”

    เฟยฉี : “ เออใช่ ๆ นั่นแหละ ปีศาจดำ แล้วนี่หายไปไหนแล้วล่ะหรือว่าโดนไปครั้งที่แล้วเลยกลัวจนไม่กล้าโผล่หัวออกมา ”

    เฟยฉีแสร้งพูดยั่วยุกลุ่มมือสังหาร

    เฟยหมิง : “ อาฉี เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไร หากพวกมันกลัววันนี้คงไม่เอาชีวิตมาตายที่นี่หรอก ”

    เฟยฉี : “ อ๋อ! อยากตายว่างั้น เดี๋ยวพวกข้าจะช่วยสงเคราะห์ให้ ”

    เฟยหมิงพูดเสริมถ้อยคำข่มขวัญปนยั่วยุเพื่อให้คนเหล่านั้นเริ่มมีโทสะเป็นอุบายหลอกล้อเพื่อจะได้จัดการทั้งหมดในคราเดียว

    มือสังหาร : “ จะตายอยู่แล้วยังพูดมากอีก เฮ้ย! จัดการ ”

    ย้า.. เคล้ง! ตุ้บ! ผลั้ก!

    บรรดามือสังหารกรูเข้าหาสองพี่น้องแซ่เฟยอย่างไม่ปรานีทว่ามือสังหารหรือจะสู้องครักษ์ผู้ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักบนทะเลน้ำแข็งอันเย็นยะเยือกทักษะการต่อสู้ของพวกเขาใช่ว่าผู้ใดจะโค่นลงได้ง่าย ๆ แม้จะมีเพียงแค่สองคนแต่มือสังหารก็มิอาจผ่านพ้นพวกเขาไปได้ สองข้างทางจึงกลายเป็นกองซากมือสังหารที่บาดเจ็บเพราะถูกซัดลงไปนอนร้องโอดโอยและไม่สามารถพยุงตัวเองลุกขึ้นมาต่อสู้ได้อีก

    มือสังหาร : “ โอ๊ย ๆ.. ”

    เฟยฉี : “ แค่นี้เองน่ะเหรอ คิดว่าจะทำได้ดีกว่านี้เสียอีก”

    แต่แล้ว ..วี้ด.. เสียงหวีดดังภายใต้ความมืดได้ลอยเข้ามาด้วยสตรีผู้เร้นกายนางหนึ่งได้เป่านกหวีดไม้ส่งสัญญาณเรียกกองหนุนออกมาอีกหลายสิบคน..ตุบตับ ๆ ๆ.. กลุ่มกองหนุนของมือสังหารกรูออกมาจากความมืดและมายืนดาหน้าเป็นจำนวนมากกว่าเดิมอีกเท่าตัว

    เฟยหมิง : “ ไงล่ะอาฉี ”

    เฟยฉี : “ เอ่อ.. ”

    สองพี่น้องหันหลังชนกันและมองดูบรรดามือสังหารที่ตีวงล้อมอยู่เบื้องหน้าดูเหมือนว่าสถานการณ์ในตอนนี้ เฟยฉีและเฟยหมิงจะเสียเปรียบอยู่มาก แต่ทว่า

    เฟยหมิง : “ เล่นแบบนี้ งั้นข้าเล่นบ้าง ”

     

            ถัดมาที่จวนเจ้าเมืองหลิน..ตึก ๆ ๆ..จางหยวนปรี่เข้ามาหาหลินหงชุนในขณะที่เจ้าเมืองหลินกำลังนั่งทำงานอยู่ในเรือนหน้า

    จางหยวน : “ นายท่าน เกิดเรื่องแล้วขอรับคนรถของเรากลับมารายงานว่า รถม้าขององค์หญิงมีปัญหาตอนนี้กำลังนำคนไปลากกลับมาขอรับ ”

    ทันทีที่ได้ยิน หลินหงชุนก็พลันมีสีหน้าหวั่นวิตก

    หลินหงชุน : “ แล้วหนิงเอ๋อล่ะ? ”

    จางหยวน : “ องค์หญิงปลอดภัยดีขอรับเหมือนว่าคนที่นั่งรถม้าคันนั้นไปคือเจ้าเมืองน้อยเฉินตอนนี้ทั้งสองท่านเปลี่ยนไปขึ้นรถม้าคันเดียวกันแล้วขอรับ ”

    เมื่อได้ยินดังนั้น หลินหงชุนก็โล่งใจขึ้นมาทันที

    หลินหงชุน : “ แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นเหตุใดถึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้ก่อนออกเดินทางมิได้ตรวจดูความเรียบร้อยให้ดีก่อนหรอกหรือ? ”

    จางหยวน : “ จากการสอบถาม คนรถแจ้งว่าเขาตรวจสอบรถม้าอย่างดีแล้วขอรับแต่เกรงว่าเรื่องนี้จะมิใช่เรื่องบังเอิญ เพราะคนรถบอกว่าจู่ ๆ ม้าก็พยศจนบังคับไม่ได้พอตรวจดูรถม้าอย่างละเอียดก็พบว่าสลักล้อเกือบหลุดออกมา คาดว่าคงเป็นฝีมือคนบางคนที่ต้องการให้รถม้าพลิกคว่ำระหว่างทางโชคดีที่ครั้งนี้ไม่อันตรายถึงชีวิต มิเช่นนั้น เจ้าเมืองเฉินคงไม่ไว้หน้าเราเป็นแน่”

    หลินหงชุน : “ หึ! จะเป็นแค่ความโชคดีแน่หรือ? ”

    จางหยวน : “ นายท่านหมายความว่าเจ้าเมืองน้อยเฉินคาดเดาเรื่องนี้ไว้แต่แรกเลยขึ้นไปนั่งบนรถม้าคันนั้นแทนองค์หญิงงั้นหรือขอรับ? ”

    หลินหงชุน : “ เจ้าคิดว่ายังไงล่ะตั้งแต่ก่อนที่เขาจะก้าวเข้าหนานจิ้ง ดูเหมือนทุกอย่างจะอยู่ในการควบคุมของเขาเริ่มตั้งแต่ส่งสารมาแจ้งเราว่าจะเดินทางมายังหนานจิ้งโดยมิให้แจ้งแก่ผู้ใดว่าจะถึงที่นี่ก่อนกำหนดนั่นก็แปลว่าเขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะมีการลอบสังหาร ทำให้เราต้องช่วยปิดข่าวการมาของเขาตั้งแต่วินาทีที่ขบวนเรือก้าวเข้าสู่น่านน้ำหนานจิ้งเจ้าเมืองน้อยผู้นี้ช่างฉลาดยิ่งนัก ”

    จางหยวน : “ ถ้าเช่นนั้นที่แม่ทัพเหลียงป้องกันเหตุร้ายได้ทันก็เป็นเพราะเขาด้วยหรือขอรับ? ”

    หลินหงชุน : “ ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ”

    จางหยวน : “ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วตลอดทางคงต้องถูกซุ่มโจมตีเป็นแน่ องค์หญิงเองก็ปฏิเสธเรื่องให้องครักษ์ติดตามไปคุ้มครองนอกจากหูจิงเท่านั้นอีกอย่างเหล่าองครักษ์ของเราตอนนี้ก็ตามคุ้มกันองค์ชายองค์หญิงสามกับชายารองอยู่ด้วย ”

    หลินหงชุน : “ ขนาดเจ้ายังคิดได้แล้วอย่างเขาจะคิดไม่ได้เชียวหรือ ป่านนี้เหล่าอาชาเงาคงแอบซุ่มอยู่ทุกที่ตลอดเส้นทางเพื่อรอคำสั่งเข้าจู่โจมเรียบร้อยแล้ว ”

    คำกล่าวที่ไม่เกินจริง หลุดออกมาจากปากของเจ้าเมืองหลิน

    ..วี้ดวิ่ว..

    เฟยหมิงได้เป่าปากเป็นสัญญาณเรียกเหล่าทหารอาชาเงาที่ซุ่มอยู่ในป่าทั้งสองข้างทางพวกเขาพรางตัวอยู่บนต้นไม้สูง ไม่ก็หลบเร้นกายอยู่หลังพงหญ้า บ้างก็นำหญ้าแห้งมาหมกตัวจนกลมกลืนไปกับผืนป่าหรือแม้กระทั่งแฝงกายอยู่ใต้ผืนน้ำใกล้บริเวณนั้น ชุดเกราะดำที่ปิดทับเสื้อผ้าสีทึบช่างดูองอาจและน่าเกรงขามแม้แต่คนรับใช้ที่ติดตามขบวนเดินทางก็ล้วนแต่เป็นหน่วยทหารอาชาเงาทั้งหมด พวกเขาถอดเสื้อนอกออกก็ปรากฏเกราะสีดำที่ถูกปิดทับไว้อย่างแยบยลและยังมีผงถ่านดำทาทั่วใบหน้าทันทีที่พวกเขาเยื้องย่างออกมาจากเงามืดโดยในมือถือเพียงมีดสั้นตรงเข้ามาปิดล้อมด้านหลังกลุ่มมือสังหารคนชั่วเหล่านั้นก็เริ่มมีท่าทีหวาดหวั่นตั้งแต่ยังไม่ทันได้ประมือ

    เฟยหมิง : “ จัดการ ”

    ย้า.. เคล้ง! ตุ้บ! ผลั้ก!

    หลินหงชุน : “ ยามอยู่บนหลังม้า ทั้งหอกดาบทวนกระบี่กับม้าที่ปราดเปรียวทำให้พริบตาเดียว ศัตรูก็ล้มลงไปตายโดยมิทันได้จับอาวุธด้วยซ้ำ แต่ยามหลบซ่อนตัวเพื่อซุ่มจู่โจมก็ประหนึ่งเงาของเพชฌฆาตไม่ผิดสมญาอาชาเงาเลยสักนิด”

    คำบรรยายเฉกเช่นคนที่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาของตนช่างไม่ผิดเลยสักนิด เพราะเป็นอีกครั้งที่มือสังหารคนแล้วคนเล่าต้องลงไปกองกับพื้นพวกเขาถูกจู่โจมอย่างทันควันด้วยฝีมือที่ห่างชั้น มือสังหารแต่ละคนถูกอาวุธมีดกรีดแขนขาและแทงตามลำตัวจนไม่อาจลุกขึ้นมาต่อสู้ได้อีกส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด

    มือสังหาร : “ อ๊าก! โอ๊ย ๆ.. ”

    ไม่นาน มือสังหารก็ถูกจัดการจนหมดแล้วสตรีผู้อยู่เบื้องหลังแผนการอันชั่วช้าซึ่งเอาแต่หลบซ่อนตัวอยู่หลังเงามืดก็รีบถอยร่นจากไปแต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้ ในความมืดมิดกลับปรากฏชายผ้าสีดำพลิ้วไหวตามฝีเท้าก้าวเดินกับริมฝีปากแดงฉานดุจทาด้วยเลือดและรัศมีอำมหิตคละคลุ้งไปทั่วร่าง เหม่ยซิ่นฮวาปล่อยไอมารคล้ายกลุ่มควันดำล่องลอยไปเข้าประสาทสัมผัสของบรรดามือสังหารที่นอนกองอยู่กับพื้นไม่นาน คนเหล่านั้นก็เบิกตากว้างด้วยดวงตาสีแดงก่ำ ในขณะที่เหล่าทหารหาญไม่ทันรู้สึกตัวถึงเพชฌฆาตที่เพิ่งถูกครอบงำแต่เฉินเสวี่ยหยางรับรู้ได้ถึงพลังมืดที่แฝงอยู่ในกายของคนเหล่านั้นเขาตัดสินใจอุ้มหลินเพ่ยหนิงอย่างละเมียดละไมและพาร่างบางของนางขึ้นไปนอนเหยียดบนฟูกอันอ่อนนุ่มหลังจากมองนางหลับด้วยแววตาอ่อนโยน เขาก็เริ่มเปลี่ยนแววตาเป็นเฉียบคมดุดันในยามนี้ ที่ด้านนอกรถม้านั้น มือสังหารค่อย ๆ พาร่างที่โชกไปด้วยเลือดลุกขึ้นมายืนอย่างคนไร้สติเฟยหมิง เฟยฉี และหูจิงต่างมองดูพวกเขาด้วยความพิศวง ไยคนเหล่านี้จึงลุกขึ้นยืนได้อีก

    เฟยหมิง : “ นี่มันอะไรกัน? ”

    เฟยฉี : “ โดนไปขนาดนั้น ไม่น่าจะลุกขึ้นมาได้แล้วนี่ ”

    หูจิง : “ ดูท่าคงไม่ได้การ ”

    หูจิงปล่อยมือจากบังเหียนและลุกขึ้นเดินลงมายืนด้านข้างสองพี่น้องเพื่อประจันหน้ากับมือสังหารเมื่อเฟยหมิงเห็นสถานการณ์ดังนั้น

    เฟยหมิง : “ อาชาเงาทุกคนฟังคำสั่ง แบ่งกำลังส่วนหนึ่งคุ้มกันเจ้าเมืองน้อยและองค์หญิงอย่าให้มีผู้ใดเข้าใกล้รถม้าได้เป็นอันขาด ที่เหลือจัดการพวกมัน อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว”

    เหล่าหทารม้าอาชาเงา : “ ฮู่! ”

    เสียงขานรับอันฮึกเหิมของเหล่าทหารในชุดเกราะสีดำดังก้องไปทั่วบริเวณดุจเสียงข่มขวัญศัตรูให้ยอมปราชัยเสียตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มศึก พวกเขาวิ่งเข้าไปประจันหน้ากับศัตรูอย่างห้าวหาญสองพี่น้ององครักษ์กวัดแกว่งคมกระบี่ฟาดฟันมือสังหารไปทีละคนสองคน หูจิงใช้มือเปล่าต่อสู้กับคนเหล่านั้นที่ถูกซัดกระเด็นไปคนละทิศละทางแต่จนแล้วจนรอดก็ลุกขึ้นมาด้วยร่างกายสะบักสะบอมเหมือนไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิดหูจิงจึงเริ่มดึงพลังลมปราณออกมาต่อสู้กับคนเหล่านั้นจนมีร่างของมือสังหารคนหนึ่งกระเด็นไปกระแทกกับรถม้าด้วยพลังลมปราณของเขาได้ทำให้รถม้าสะเทือนไปทั้งคันนั่นจึงทำให้ทุกสายตาจ้องมองไปที่รถม้าด้วยความตกใจเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นอาจทำให้ผู้ที่นั่งอยู่ในรถม้าไม่อาจทนนิ่งเฉย และเป็นไปตามคาด เฉินเสวี่ยหยางก้าวออกมาด้วยแววตาคมกริบดั่งมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนสีหน้าของเขายังคงไร้ความรู้สึกทว่าผู้ที่มองดูกลับรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง

    เฟยฉี : “ เอาแล้วไง ”

    เฟยหมิง : “ หูจิง ข้าว่าเจ้าถอยออกมาห่าง ๆ จะดีกว่า ”

    สองพี่น้องฉีหมิงก้าวเท้าถอยหลังออกมาจากจุดปะทะพลางเอ่ยปากแนะหูจิงคนสวนจึงค่อย ๆ ก้าวเท้าถอยหลังออกจากบริเวณนั้น และได้เห็นเฉินเสวี่ยหยางเพียงแค่มองคนเหล่านั้นด้วยประกายวาบหนึ่งจากนัยน์ตามือข้างหนึ่งไขว้หลัง แววตามั่นคง ท่าทางองอาจ แล้วสภาพอากาศทั่วบริเวณก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป ลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็นไอสีขาว พื้นผิวทั่วบริเวณค่อย ๆ ถูกเคลือบด้วยแผ่นน้ำแข็งอันเย็นยะเยือกมือสังหารแต่ละคนเริ่มมีเกล็ดสีขาวเกาะอยู่บนใบหน้า คิ้ว ขนตาและตามร่างกายอีกทั้งสองเท้าของพวกเขายังถูกตรึงติดอยู่กับพื้นดินจนขยับไม่ได้ และก็มีเสียงอันสุขุมเยือกเย็นเอ่ยขึ้นมา

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ พวกเจ้า รบกวนชายาข้า ”

    สิ้นเสียงพูด เฉินเสวี่ยหยางก็กำมือที่ไขว้หลังอยู่นั้นทำให้เหล่าศัตรูต่างกระเด็นไปคนละทิศละทางดั่งถูกแรงอัดกระแทกจากใต้ผืนดินบ้างก็กระเด็นขึ้นฟ้าแล้วหล่นลงมากระแทกพื้น บ้างก็กระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้จนกระอักเลือดแต่ละคนมีสภาพที่ภายในแหลกเหลวจนเหลือแต่ร่างที่ไร้ลมหายใจ แม้แต่หูจิงก็ถูกแรงอัดกระแทกจนต้องยกสองแขนขึ้นมากันไว้แต่ด้วยพลังอันแข็งแกร่งทำให้สองเท้าของเขาครูดกับพื้นจนถอยหลังไปไกลหลายสิบฉื่อ เมื่อทุกอย่างหยุดนิ่งหูจิงเงยหน้าขึ้นมามองร่างของมือสังหารที่ตายตกไปทีละคนด้วยแววตาอึ้ง ก่อนที่เจ้าเมืองน้อยผู้องอาจจะหันหลังกลับเข้ารถม้าไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นและเหล่าทหารอาชาเงาก็คุกเข่าทำความเคารพผู้ที่กลับเข้าไปในรถม้า แล้วก็ค่อย ๆ ก้าวเท้าถอยหลังกลับเข้าไปในผืนป่าและหายไปในความมืดทิ้งไว้เพียงแรงอาฆาตที่เพิ่มพูนมากขึ้นของเหม่ยซิ่นฮวาที่ยังคงใช้วิธีลอบกัดเพราะรู้ว่ายามนี้ไม่อาจรับมือซึ่งหน้ากับชายนัยน์ตาฟ้าผู้นั้น

    เหม่ยซิ่นฮวา : “ ธารเหมันต์ หึ! ไป๋เสวี่ย ข้าประเมินเจ้าต่ำไปจริงๆ เศษเสี้ยวจิตวิญญาณในร่างมนุษย์ของเจ้าแข็งแกร่งไม่เบา สมแล้วที่เป็นหนึ่งในเทพแห่งธาตุ แต่เจ้าก็ยังคงเป็นเจ้าที่มีจุดอ่อน อย่าได้เผลอก็แล้วกัน ”

    พูดจบ ร่างดำทมิฬของนางก็หายวับไปเหมือนกับควันดำส่วนทางด้านของหูจิง

    เฟยฉี: “ ก็บอกแล้วว่าให้ถอยออกมาห่าง ๆ ”

    เฟยฉีกล่าวกับหูจิงที่กำลังยืนมองเฉินเสวี่ยหยางกลับเข้าไปในรถม้า

    หูจิง : “ ได้ยินว่าทายาทบัลลังก์เยียนเป่ย ร่างกายอ่อนแอไร้วรยุทธ์ ”

    เฟยฉี : “ เจ้าเมืองน้อยข้ามีฐานะพิเศษ แต่ท่านไม่เคยอวดอ้าง ทั้งหมดก็แค่คนคิดไปเอง ”

    เฟยหมิง : “ เรื่องนี้ หวังว่าเจ้าจะไม่แพร่งพรายออกไป ”

    หูจิง : “ ไม่ต้องห่วงสิ่งใดที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อองค์หญิง ข้าย่อมไม่มีวันทำ ”

    เฟยหมิงและเฟยฉีไม่ระแวงในความภักดีที่หูจิงมีต่อองค์หญิงและที่มากไปกว่านั้น พวกเขาเชื่อมั่นในเฉินเสวี่ยหยางว่าผู้เป็นนายจะไม่มีทางเปิดเผยความลับต่อคนผู้ไม่น่าไว้วางใจเป็นอันขาดนั่นก็แปลว่าหูจิงไม่นับเป็นคนอันตรายต่อเขาและแล้วรถม้าที่หยุดอยู่นานพอสมควรก็ค่อย ๆ เคลื่อนออกไปจากสถานที่แห่งนั้นส่วนทางด้านของเจ้าเมืองหลินที่ยังสนทนากับคนสนิทเรื่องของเจ้าเมืองน้อยเฉิน               

    จางหยวน : “ ช่างเป็นคนที่มีความคิดลึกล้ำและน่ากลัวยิ่งนักอย่างนี้ เขาจะไม่เป็นภัยต่อเราหรือขอรับ? ”

    หลินหงชุน : “ ไม่หรอก ”

    จางหยวน : “ เหตุใดนายท่านถึงมั่นใจนัก หรือว่าท่านไว้ใจเขา? ”

    หลินหงชุน : “ ข้าไม่ได้ไว้ใจเขา ข้าเชื่อใจอวี้เอ๋อต่างหากข้าเชื่อว่านางจะต้องมอบสิ่งดี ๆ ให้กับหนิงเอ๋อเสมอ อีกอย่าง ข้าสังหรณ์ใจว่าเจ้าเมืองน้อยเฉินผู้นี้มิได้มีดีแค่สติปัญญาเท่านั้น ”

    คำตอบเสมือนดั่งผู้ที่ผ่านโลกมามาก ทำให้จางหยวนวางใจลงได้ในขณะที่หลินหงชุนพูดจบก็อมยิ้มด้วยดวงตาปลื้มปริ่มเมื่อนึกถึงอดีตภรรยาผู้ล่วงลับในใจของเขายังคงมีแต่เหอเพ่ยอวี้ ด้วยหัวใจที่รักและศรัทธาอย่างเปี่ยมล้น เขาจึงเชื่ออย่างหมดใจว่าเฉินเสวี่ยหยางคือผู้ที่นางส่งมาเพื่อดูแลบุตรสาวเชื่ออย่างไม่ต้องสงสัย เชื่ออย่างไร้ข้อกังขาใด ๆ ทั้งสิ้น และความเชื่อนี้เทียบเท่ากับการวางใจที่จะหลับตาลงภายใต้ชายคาเดียวกันขององค์หญิงรองสกุลหลิน

                   

     

            ติดตามตอนต่อไป

    คล้ายกับเรื่องวารีสองพิภพ ที่คุณอ่าน

    อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    6.29M 2303
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    13.30M 1357
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    971K 2377
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912