คะแนนที่ 3-3
ว่านอนสอนง่าย
โรงเรียนสอนรักวิทยา
การทำงานวันแรกของครูยาหยีเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ครูใหญ่ของโรงเรียนเป็เพื่อนสนิทของคุณนายพรรณนารา เธอจึงสบายใจได้ว่า ‘เขา' ไม่มีทางรู้ว่าเธอมาสอนที่โรงเรียนนี้ ครูใหญ่แนะนำยาหยีในฐานะครูคนใหม่ นางให้ครูแตง คุณครูประจำชั้นเด็กป.3 พาเธอเดินทัวร์รอบโรงเรียน ครูแตงบอกว่าโรงเรียนนี้เป็โรงเรียนสำหรับเด็กๆ ในชนบท พวกเขาส่วนใหญ่ต้องเดินทางไปกลับโรงเรียนเองเพราะพ่อแม่ต้องเข้าสวนั้แ่เช้า ทำให้บางคนขาดโอกาสได้เรียนหนังสือเนื่องจากโรงเรียนมักจะอยู่ในตัวเมือง เดินทางลำบาก ครูใหญ่จึงเปิดโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อที่พวกเขาจะได้ปั่นจักรยานหรือเดินมากันได้ อาคารเรียนมีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นหนึ่งทางด้านขวาจะเป็โถงสำหรับเข้าแถวเคารพธงชาติ หรือจัดกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียน ด้านซ้ายจะเป็โรงอาหารและห้องน้ำ ส่วนชั้นสองเป็ห้องเรียนของเด็กป.1 ถึง ป3 มีห้องสมุดอยู่ติดกับทางขึ้นบันได ชั้นสามจะเป็ของเด็กป.4 ถึง ป.6 ครูประจำชั้นจะประจำอยู่ในห้องพักครูชั้นเดียวกับเด็กของตน ในแต่ละชั้นเรียนจะมีแค่ห้องเดียวเพราะเด็กไม่ค่อยเยอะ อย่างเด็กป.1ที่ครูยาหยีรับผิดชอบจะมีเด็กอยู่ด้วยกันแค่ 23 คนเท่านั้น
หน้าที่หลักของครูประจำชั้นสำหรับเด็กป.1ถึง ป.3 จะเหมือนกันคือสอนทุกวิชาให้กับเด็กในห้อง เพื่อที่จะได้ดูพัฒนาการได้อย่างใกล้ชิด เด็กเล็กจะไม่เหมือนเด็กโต พวกเขาอุ่นใจมากกว่าหากได้เรียนกับครูประจำชั้น เพราะเด็กเล็กมักจะไม่กล้าถามครูคนอื่นหากไม่ใช่คนที่ตนสนิทชิดเชื้อ คุณครูยาหยีจึงจะเป็เหมือนศูนย์กลางจักรวาลในรั้วโรงเรียนของเด็กป.1
ทุกคนต่างหยุดทุกอริยาบทที่ทำอยู่เมื่อเห็นผู้มาใหม่สองคนเข้ามาในห้องเรียน เธอคนหนึ่งเด็กๆ พอคุ้นหน้าอยู่บ้าง รู้ว่าครูแตงเป็ครูประจำชั้นของพี่ป.3 เด็กชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่หน้าสุดกระแอมเล็กน้อยแล้วพูดเสียงดังให้ทุกคนพนมมือไหว้คุณครู
ครูยาหยีรับไหว้เด็กๆ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เธอใช้เวลา่บ่ายที่เหลือในการทำความรู้จักเด็กทั้ง 23 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือหนูน้อยหน่า เด็กสาวน่ารักที่ซ้อนท้ายลูกน้องของสามีมาเมื่อเช้านี้ โดยรวมแล้วจากที่เห็นเด็กผู้หญิงจะมีจำนวนมากกว่าผู้ชาย จึงง่ายในการปรับตัวเข้าหา เด็กผู้ชายจะจับกลุ่มอยู่ด้วยกันทั้งหมดไม่ค่อยกล้ามาทำความรู้จักกับเธอคงเพราะเขินอาย หนึ่งในนั้นเป็หัวหน้าห้องชื่อว่าน้ำมนต์ เขาเป็เด็กสุภาพ เรียบร้อย เป็คนที่คอยสงบศึกเวลาเด็กฝั่งผู้ชายและฝั่งผู้หญิงมีความเห็นไม่ตรงกัน ครูยาหยียิ้มให้กับความน่ารักของเด็กๆ เพียงแค่วันแรกเธอก็ซึมซับได้ถึงความเคารพนับถือที่เด็กๆ มีให้ พวกเขาซนตามประสาเด็กที่กำลังโตแต่ก็พร้อมเรียนรู้ในสิ่งที่สอน
“นักเรียนทำความเคารพ”
“สวัสดีค่ะคุณครู/สวัสดีครับคุณครู”
“สวัสดีค่ะ กลับบ้านดีๆ นะทุกคน ใครปั่นจักรยานก็ระวังทาง อย่าปั่นไปชนเด็กคนอื่นๆ ส่วนคนที่เดินกลับก็มองทางดีๆ ระวังรถคันใหญ่ด้วยนะคะ”
เมื่อครูประจำชั้นคนใหม่พูดจบเด็กๆ ก็ขานรับแล้วคว้ากระเป๋าหนังสือสะพายหลังจับกลุ่มกันแยกย้ายออกไปยาหยียืนยิ้มส่งเด็กๆ
“ยาหยีกลับยังไงครับ”
“มีคนมารับค่ะ"
ยาหยียิ้มตอบกลับไปตามมารยาทแม้ไม่ชอบใจเท่าไหร่ที่ถูกเรียนชื่อเฉยๆ อย่างสนิทสนม เธอพอจำได้ว่าผู้ชายหน้าตาดีในชุดวอร์มคือครูต้น คุณครูสอนพละและครูประจำชั้นเด็กป.2 ไม่แน่ใจว่าเขาเป็คนอัธยาศัยดีหรือเ้าชู้กันแน่ถึงชอบส่งยิ้มมาให้เธอตลอดเวลาที่เจอ เมื่อกลางวันก็ขอร่วมโต๊ะทานข้าวกับเธอและครูแตงโดยไม่มีใครเชิญ
“เพื่อนเหรอครับ ถ้ายาหยีไม่ว่าอะไรวันหลังผมขออาสาไปส่งแทนได้มั้ยครับ เพื่อนยาหยีจะได้ไม่ต้องขับรถไปกลับเปลืองน้ำมัน เราทำงานที่เดียวกันไปด้วยกันสะดวกกว่า”
ครูต้นว่าต่อ เนียนเดินตามหญิงสาวออกมาถึงชั้นล่างอาคาร หากจะออกไปยังหน้าประตูรั้วจำเป็ต้องเดินผ่านสนามหญ้าไปด้วยระยะทางครึ่งกิโลเมตร จึงเป็โอกาสอันดีในการเปิดบทสนทนากระชับความสัมพันธ์กับอีกฝ่าย หญิงสาวชำเลืองมองสายตาแพรวพราวที่มองเธออยู่ก่อนแล้ว ซึ้งในน้ำใจที่เพื่อนร่วมงานอาสาทำหน้าที่ไปรับ-ไปส่งเอง ช่างเป็คนดีเสียจริง แบบนี้คงต้องรักษาน้ำใจเขาเสียหน่อย
คิดดังนั้นจึงแย่งกระเป๋าผ้าที่ถูกคนมือเร็วเอาไปถือมาไว้กับตัว เธอหยุดเดินหันมาประจันหน้ากับครูสอนพละ รอบข้างมีบรรดาครูและผู้ปกครองมองมาอย่างสงสัย มีบ้างคนที่ส่ายหน้าเห็นใจเพราะเคยถูกเขาตามตื้อมาก่อน คุณครูยาหยีฉีกยิ้มหวานที่ไปไม่ถึงดวงตาแล้วพูดอย่างชัดเจน “ไม่ใช่เพื่อนหรอกค่ะ”
“ครับ?”
“คนที่มารับฉันไม่ใช่เพื่อนหรอกค่ะ แต่เป็สามีของฉันเอง”
“สะ...สามี ยาหยีแต่งงานแล้วเหรอครับ”
“ค่ะ ทางนู้นไงค่ะ มาถึงพอดีเลย” เธอชี้ไปทางผู้ชายตัวโต หน้าดุที่ยืนกอดอกพิงรถอยู่หน้าประตูทางเข้า แม้จะอยู่ห่างไกลจากจุดนี้จนมองเห็นใบหน้าได้ไม่ชัด แต่ความดิบเถื่อนของเขาที่ฉายออร่าออกมาก็มากพอจนครูพละหวั่นกลัว เธอเห็นพ่อเลี้ยงคอยมองตามขบวนคนที่กำลังกรูกันออกมาจากรั้ว เดาว่าคงหาเธอในฝูงคนพวกนั้นอยู่ หญิงสาวแกล้งยกมือป้องปากกระซิบนินทาสามีให้อีกฝ่ายฝั่ง
“ดูโหดมากใช่มั้ยคะ ใครๆ ก็บอกว่าเขาอันตราย แต่จะให้ทำยังไงล่ะคะ คนมันรักไปแล้ว ยิ่งตอนเห็นเขาเอาปืนไล่ยิงพวกผู้ชายที่ตามตื้อฉันก็ยิ่งตกหลุมรักค่ะ กราวใจมาก เขาดีกับฉันมากนะคะแต่กับพวกผู้ชายนี่หากขัดตา ขัดใจนิดหน่อยเป็ยิงก่อนเคลียร์ทุกราย”
“อะ...เอ่อ ผมพึ่งนึกได้ว่า...” ครูต้นพูดตะกุกตะกัก ทำท่าจะขอปลีกตัวไปก่อนที่สามีของหญิงสาวจะหันมาเห็น แต่ยาหยีกับคว้าแขนเขามาจับแน่นจนเขาสะดุ้งรีบปัดออกเหมือนโดนของร้อน
“ครูต้นไปทำความรู้จักเขาหน่อยมั้ยคะ เดี๋ยวฉันพาไป ไม่ต้องกลัวนะคะ ฉันจะะโบอกเขาก่อนว่าครูต้นเป็เพื่อนร่วมงาน น่าจะทันก่อนเขาหยิบปืนมายิงค่ะ” เธอขู่เพิ่มไปอีก
“โอ๊ยย อย่าเลยครับ ปล่อยผมกลับบ้านแบบไม่เสี่ยงตายเถอะครับ ลาก่อนครับ”
“อ้าว เดี๋ยวก่อนสิคะ ทำไมต้องรีบวิ่งหนีขนาดนั้น ครูต้นคะ ครูต้น!!!”
สมกับที่เป็ครูสอนวิชาพลศึกษา วิ่งเร็วเสียจนฝุ่นตลบคลุ้งไปทั่ว ยาหยียืนหัวเราะอยู่คนเดียวจนหนำใจ ถ้าเล่นหนีเตลิดไปแบบนี้คงไม่มาตามตอแยเธอแล้วล่ะ สบายใจแล้วก็หมุนตัวเดินไปหาผู้ชายหน้าดุของเธอ ต้องขอบคุณที่พ่อเลี้ยงคณาธิปเป็ชายร่างใหญ่กล้ามโตแถมหน้าโหด เธอถึงเอาเขามาเป็ไม่กันหมาได้
พอเดินมาถึงก็ส่งยิ้มหวานเป็การขอโทษที่ปล่อยให้คอยนานจนหน้าบูด
“ทำไมมาช้า มัวแต่เดินอืดอาดอยู่รึไง”
นั่นไง ไม่ใช่แค่หน้าที่บูด ปากก็เริ่มเน่าด้วย
.............................................................
สู้ไม่ได้นินทาในใจก็ยังดี เราเป็นางเอกต้องอย่าหงอ ตอนหน้าอัพสกิลมาสู้กันสักยก!