เอี้ยนเฟยซาควบม้ามาทางทิศตะวันออกเกือบห้าสิบลี้ จนมาถึงทะเลสาบสีเงินที่อยู่กลางทุ่งหญ้า มีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นประปรายล้อมรอบทะเลสาบเอาไว้ เขาเลี้ยวซ้ายขึ้นไปทางเหนือจนมาถึงทุ่งหญ้าสีน้ำเงิน มันเป็นท้องทุ่งที่มีต้นหญ้าพิเศษ ต้นของมันสูงระดับเข่า ใบยาวรีสีน้ำเงิน ขึ้นติดกันหนาแน่นกินพื้นที่หลายสิบไร่ ดอกสีน้ำเงินสลับขาวออกเพียงต้นละหนึ่งดอกเท่านั้น ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทุ่งหญ้า
เขาลงจากหลังม้าแล้วลงมือเด็ดใบหญ้าเหล่านี้ใส่กระเป๋าผ้าที่บรรจุสมุนไพร จากนั้นก็เก็บดอกของมันใส่กระบอกไม้ไผ่อันเล็กที่ยังไม่มีอะไรอยู่ในนั้นนี่เป็นสมุนไพรหายากที่สุดชนิดหนึ่ง หมอเทวะบอกกล่าวเอาไว้เช่นนี้ มันมีสรรพคุณรักษาโรคหลากหลาย ใบของมันเป็นยาเสริมธาตุหยินหยาง ส่วนดอกนั้นเอามาบดผสมกับสุราใช้แก้พิษสัตว์ร้ายทุกชนิด หากกินสดจะช่วยเพิ่มกำลังวังชา ทำให้ร่างกายตื่นตัว มีความกระปรี้กระเปร่า ราคาของมันแพงหูฉี่เมื่อนำไปขายให้ร้านขายยาในแดนมนุษย์ เมื่อเจอขุมสมบัติเช่นนี้ มีหรือที่เอี้ยนเฟยซาจะไม่ตักตวงสักรอบหนึ่ง โชงหมิงเองก็เหมือนจะรู้สรรพคุณของสมุนไพรชนิดนี้ มันก้มหน้าก้มตาลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่สนใจเจ้าของที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับการเก็บสมุนไพรใส่กระเป๋า
เมื่อเก็บสมุนไพรได้ตามจำนวนที่ต้องการแล้ว เอี้ยนเฟยซาก็ควบม้าผ่านทุ่งหญ้า จนมาถึงเนินเขาแห่งหนึ่ง หลังเนินเขาจึงเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คน มีกระโจมนับพันตั้งกลางทุ่งหญ้า แม่น้ำเล็ก ๆสายหนึ่งไหลผ่ากลางชุมชนแห่งนี้ มีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นริมน้ำ ให้ความร่มรื่นแก่สัตว์เลี้ยงที่ถูกผูกไว้กับต้นไม้ เมื่อเขาควบม้าเข้าไปใกล้กระโจมก็มีบุรุษใบหน้าเหี้ยมหาญสองคนออกมารับหน้า ทั้งสองเดินออกมาพร้อมกับดาบโค้งในมือ ส่วนคนอื่นที่พบเห็นเขาก็ยืนจ้องมองด้วยความสงสัย ชายหนุ่มมั่นใจว่าที่นี่คงจะมีแขกไม่บ่อยนัก มิฉะนั้นแล้วผู้คนในเผ่าคงไม่บังเกิดปฏิกิริยาเช่นนี้
“เทพอาชาคุ้มครอง ท่านมาจากที่ใด ใช่มีธุระสำคัญกับพวกเราหรือไม่”
“ข้าเรียกว่าเอี้ยนเฟยซา นำสารจากเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยมาถ่ายทอดให้กับถานหลันเซ่อ ผู้นำของพวกท่าน”
พอได้ยินชื่อจวงซูเม่ย ทั้งหมดล้วนแสดงท่าทีที่เป็นมิตรกว่าเดิม คนถือดาบโค้งที่เดินออกมาคนแรก จูงม้าของชายหนุ่มเข้าไปในชุมชน เอี้ยนเฟยซาบนหลังม้าสอดส่องสายตามองดูผู้คนและสิ่งปลูกสร้าง นอกจากกระโจมแล้วยังมีคอกสัตว์ที่มีแพะแกะตัวแม่และลูกน้อยอยู่ด้วย ผู้คนส่วนใหญ่กำลังสาละวนกับการให้อาหารสัตว์เลี้ยง ไม่ได้สนใจแขกผู้มาเยือนแต่อย่างใด
“หลายวันมานี้คนและสัตว์เลี้ยงของพวกเราสูญหายไปเป็นจำนวนมาก ท่านมาที่นี่ใช่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่?”
“ใช่แล้ว ข้าและเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยเผอิญพบเจอตัวการใหญ่เข้าพอดี เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน ผู้คน และสัตว์เลี้ยงของพวกท่าน เราจึงได้เดินทางมายังที่นี่เพื่อหารือกับหัวหน้าเผ่าของท่าน”
“แม้แต่วีรสตรีแห่งทุ่งหญ้ายังไม่อาจคลี่คลาย?”
เอี้ยนเฟยซาเพิ่งรู้ว่าชนเผ่าถานจู่เรียกขานจวงซูเม่ยว่าวีรสตรีแห่งทุ่งหญ้า แสดงให้เห็นถึงความเคารพที่คนเหล่านี้มีต่อเทพสตรีผู้งดงาม จึงว่า
“พวกเรามีแค่สองคน ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ได้ ฝ่ายกองโจรมีจำนวนหลายพันคน หากเกิดการต่อสู้เกรงว่าจะสร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อคนและสัตว์เลี้ยงของพวกท่าน”
ทั้งสองผงกศีรษะเป็นเชิงเข้าใจ ในสถานการณ์เช่นนี้ สมควรแล้วที่จะหาผู้ช่วย ร้อยมือพันตีนย่อมดีกว่าสี่มือสี่ตีน พวกเขามาหยุดลงตรงหน้ากระโจมใหญ่ที่ประดับประดาด้วยกะโหลกสัตว์ใหญ่หลายสิบอันเหนือซุ้มประตู คนที่สนทนากับเอี้ยนเฟยซามาตลอดทางเปิดกระโจมแล้วเข้าไปด้านใน ครู่หนึ่งก็เดินออกมา กล่าวว่า
“ท่านหัวหน้าเชื้อเชิญให้ท่านเข้าไปด้านใน”
เอี้ยนเฟยซารีบลงจากหลังม้า เดินเข้ากระโจมไปด้วยอาการประหม่าเล็กน้อย เขาไม่ทราบว่าสมควรวางตัวเช่นไร ยามอยู่เบื้องหน้าหัวหน้าเผ่าผู้ยิ่งใหญ่ในพื้นที่แห่งนี้ กลัวว่าการกระทำของตนเองจะไปละเมิดธรรมเนียมปฏิบัติของผู้อื่น จนนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเอง ที่ปรากฏแก่สายตาของเขาเป็นบุรุษสูงวัยผู้หนึ่ง หนวดเคราขาวโพลนอยู่ในสภาพรกรุงรัง เส้นผมบนศีรษะเก้าในสิบส่วนกลายเป็นสีขาวไปแล้วเช่นกัน ใบหน้าดำคล้ำดุดัน แววตาลึกล้ำเป็นประกาย แสดงให้เห็นว่าคนผู้นี้เป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง คนผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหัวหน้าเผ่าถานจู่ถานหลันเซ่อเมื่อมันเห็นชายหนุ่มเดินเข้ามาถึงกลางกระโจมก็หัวร่อ ฮา ฮาลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินเข้ามาสวมกอดเขาอย่างแนบแน่นคราหนึ่ง แนบแน่นแบบที่คนถูกสวมกอดแทบจะหายใจไม่ออก
“ยินดีต้อนรับสู่ดินแดนถานจู่ วีรสตรีแห่งทุ่งหญ้ามีเรื่องราวใดถึงส่งเจ้ามาถึงที่นี่ เราคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอย่างแน่นอน”
“กองโจรที่ออกปล้นแย่งชิงคนและสัตว์เลี้ยงของพวกท่านไปเป็นคนของพรรคมาร”
“พรรคมาร?”
ถานหลันเซ่อหน้าถอดสี คนกลับกลายเป็นเงียบงัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดกังวล หากจะพูดถึงกลุ่มคนที่พวกมันหวาดกลัวที่สุดย่อมต้องเป็นพรรคมาร ครั้นกระโน้นที่ทุ่งหญ้าลุกเป็นไฟก็เนื่องจากการเข้ามาในทุ่งหญ้าของชาวยุทธ์ที่หลบหนีจากการไล่ล่าและพรรคมารผู้ชั่วร้าย พวกมันรวมตัวกันกลายเป็นกองโจรที่กองกำลังของชนเผ่าไม่อาจต่อกรด้วยได้ โชคดีที่ครานั้นปรากฏเทพสตรีผู้หนึ่งมาช่วยเหลือ ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยนั่นเอง หากครั้งนี้แม้แต่วีรสตรีแห่งทุ่งหญ้ายังต้องขอความช่วยเหลือ ความร้ายกาจของกองโจรมารกลุ่มนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
ในกระโจมกลายเป็นเงียบสงัด จนกระทั่งลมเย็นพัดผ่านเข้ามาวูบหนึ่ง ถานหลันเซ่อคล้ายได้สติกลับมา มองหน้าชายหนุ่มด้วยความละอายใจ กล่าวว่า
“เจ้าเห็นว่าพวกเราควรทำเช่นไร?”
“เรียกประชุมห้าชนเผ่า จัดตั้งกองกำลังผสมขึ้นมา แล้วไปทวงคืนสิ่งของคืนมา”
“ประชุมห้าชนเผ่า? กองกำลังผสม? โอ นั่นเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวนัก มันต้องใช้เวลาสามวันจึงจะสามารถส่งสารถึงผู้นำกองกำลังอื่น หากจะก่อตั้งกองกำลังผสมอาจจะต้องใช้เวลาถึงสิบห้าวัน นั่นจะทันเวลาได้อย่างไร ถึงตอนนั้นกองโจรมารคงจากไปไกลแล้ว”
“ผู้ที่เฝ้าติดตามกองโจรมารเป็นวีรสตรีแห่งทุ่งหญ้าของพวกท่าน นางคงหาวิธีก่อกวนการเดินทางของคาราวานโจรได้ หรือว่าท่านเคลือบแคลงในความสามารถของนาง”
ถานหลันเซ่อส่ายหัวไปมา มีแต่มันเท่านั้นที่รู้ฤทธิ์เดชของวีรสตรีแห่งทุ่งหญ้าดีกว่าใคร ที่มันตกใจจนหน้าถอดสีก็เนื่องจากจดจำความโหดเหี้ยมของคนที่มาจากพรรคมารได้ดี แต่ในฐานะผู้นำของเผ่าถานจู่ ตนเองไม่สมควรที่จะแสดงอาการเช่นนี้ต่อหน้าคนนอก จึงกล่าวด้วยความละอายใจว่า
“อย่าเห็นว่าเราเป็นคนขี้ขลาดตาขาว แต่เรื่องนี้ต้องมาปรึกษากันทั้งห้าชนเผ่า ซึ่งพวกเราส่วนใหญ่ล้วนรักสงบ หากศัตรูไม่มาถึงหน้ากระโจมก็มักจะไม่ยินยอมทำศึก บางชนเผ่ามักถือคติการเจรจาส่งส่วยเพื่อสงบศึกเป็นหลัก โอ สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่การลงมติจากผู้นำทั้งห้า ดังนั้น....”
ตอนนั้นมีเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากด้านนอก ครู่เดียวเท่านั้นก็ปรากฏร่างบุรุษสูงใหญ่ผู้หนึ่งพรวดพราดเข้ามาในกระโจม คนผู้นี้ใบหน้าเหี้ยมหาญดุดัน สายตาคมกล้าแวววาว ผมดำยาวหยิกงอ เปลือยร่างท่อนบนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อแน่นเป็นมัด พอเข้ามาถึงกลางกระโจมก็พูดเสียงดังว่า
“หัวหน้าถาน ท่านไฉนไม่รักษาคำพูด ไหนบอกว่าจะให้โสมหิมะแก่เราสามหัว ทำไมถึงส่งมาแค่สองหัวเท่านั้น ส่งผลให้อาการเจ็บป่วยของบุตรชายเราทรุดลงกว่าเดิม”
“เราบอกท่านแล้วว่าโสมหนึ่งหัวแลกกับม้าหนุ่มหนึ่งร้อยตัว ท่านกลับส่งม้ามาแค่สองร้อยตัว ทำให้เราส่งโสมไปให้ท่านได้แค่สองหัว นี่มันก็ยุติธรรมแล้วไม่ใช่เหรอ? ตามกฎแห่งทุ่งหญ้า การแลกเปลี่ยนต้องยึดถือตามข้อตกลงครั้งแรกเสมอ แล้วทำไมถึงได้กล่าวหาเราว่าตระบัดสัตย์อีก”
“เราไม่อาจส่งม้าไปให้ท่านมากมายถึงเพียงนั้นได้ จึงได้ส่งแพะจำนวนสองร้อยตัวมาแทน เหตุไฉนท่านถึงไม่ยอมรับแพะเหล่านั้นไป”
ถานหลันเซ่อหัวร่อออกมา จ้องตากับผู้มาเยือนแล้วกล่าวว่า
“โหลวช่างลี่เอ๋ย เจ้าเป็นถึงผู้นำของเผ่าโหลวจู่ กลับลืมเลือนกฎแห่งทุ่งหญ้าไปได้ ข้อตกลงเป็นม้าหนึ่งร้อยตัว แพะสองร้อยตัวไม่อาจทดแทนกันได้ ข้าไม่ได้เรียกร้องแพะจากท่าน เป็นท่านเองที่ส่งมา ดังนั้นข้าจึงสามารถปฏิเสธได้”
“ท่าน...ท่าน...ไม่ว่ายังไงท่านต้องมอบโสมหิมะอีกหนึ่งหัวมาให้เราในวันนี้ บุตรชายของเราอาการทรุดหนัก อาจจะไม่มีชีวิตรอดถึงวันพรุ่งนี้ จำเป็นต้องได้ดื่มน้ำโสมหิมะโดยเร็วที่สุด”
ถานหลันเซ่อส่งเสียงดังเฮอะคราหนึ่ง ก็นั่งลงจิบชาโดยไม่สนใจผู้มาเยือนอีก เมื่อโหลวช่างลี่ที่กำลังหน้าแดงหน้าดำด้วยความโกรธและร้อนใจเห็นเช่นนั้น ก็เดินหันหลังไปยืนอยู่ตรงประตูกระโจมเพื่อสงบสติอารมณ์ แม้ว่ามันจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในดินแดนหนึ่ง แต่ก็รู้ดีว่าตนเองไม่มีอำนาจในพื้นที่ของคนอื่น จึงทำได้เพียงแค่สงบสติอารมณ์ของตนเองเพื่อทำการต่อรองอีกครั้ง
เอี้ยนเฟยซาตาเป็นประกายเมื่อค้นพบหนทางบางอย่าง จึงเดินเข้าไปแล้วนั่งลงข้างถานหลันเซ่อ กระซิบที่หูของมันหลายประโยค จากนั้นทั้งสองก็กระซิบกระซาบกันครู่หนึ่ง โหลวช่างลี่ที่สงบสติอารมณ์ได้แล้วก็หันกลับมา เมื่อเห็นทั้งสองแอบพูดคุยกัน จึงกระชากเสียงว่า
“คนผู้นี้เป็นใคร? ไฉนถึงมาอยู่ในกระโจมของท่าน และยังแอบกล่าววาจาลับหลังเรา”
เอี้ยนเฟยซาลุกขึ้นยืน หันหน้าไปก้มหัวคารวะหัวหน้าเผ่าโหลวจู่คราหนึ่ง จากนั้นก็เดินไปยืนแอบอยู่ด้านข้าง ถานหลันเซ่อก็ลุกขึ้นมา เดินมาถึงเบื้องหน้าของโหลวช่างลี่ กล่าวว่า
“เราอาจจะมีวิธีรักษาบุตรชายของท่าน แต่นั่นก็ต้องแลกกับการยืนข้างเราในการประชุมห้าชนเผ่าที่จะจัดขึ้นในเร็ววันนี้ ท่านยินยอมหรือไม่?”
“การประชุมห้าชนเผ่า? ท่านจะเรียกประชุมไปเพื่ออะไร”
“เพื่อเปิดศึกกับกองโจรที่มาปล้นชิงผู้คนและสัตว์เลี้ยงของเราไป”
โหลวช่างลี่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง มันจำเป็นต้องคิดให้มากก่อนจะตกลงรับข้อเสนอ ในฐานะผู้นำชนเผ่าหนึ่ง จำเป็นที่จะต้องเลือกหนทางที่ชนเผ่าตนเองได้ประโยชน์สูงสุด แต่โชคดีที่คนผู้นี้ชื่นชอบการรบอยู่แล้ว เมื่อมีข้ออ้างว่าทำเพื่อกำจัดโจรปล้นชิง จึงตัดสินใจผงกศีรษะตอบรับข้อเสนอของหัวหน้าเผ่าถานจู่
ถานหลันเซ่อหัวร่อฮา ฮา โบกมือเรียกเอี้ยนเฟยซาให้เข้ามาหา กล่าวกับโหลวช่างลี่ว่า
“คนผู้นี้เป็นลูกศิษย์ของหมอเทวะ เขาจะเป็นคนรักษาบุตรชายของเจ้า ตอนนี้ก็นำทางไปยังกระโจมของเจ้าได้แล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของโหลวช่างลี่กลายเป็นยินดีปรีดา รีบเชื้อเชิญให้ชายหนุ่มเดินตามไปยังกระโจมของตนเอง เมื่อออกนอกพื้นที่อยู่อาศัยก็พากันขึ้นม้าเดินทาง ทั้งสองควบม้าอย่างเชื่องช้าเพราะพูดคุยกันตลอดทางเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของบุตรชายหัวหน้าเผ่า เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อ จึงมาถึงกระโจมชั่วคราวของชนเผ่าโหลวจู่ที่อยู่ห่างออกมาเกือบหนึ่งลี้ ด้วยกฎของทุ่งหญ้า แขกไม่ได้รับเชิญต้องตั้งกระโจมห่างออกไปเช่นนี้ ไม่สามารถเข้าไปตั้งกระโจมในพื้นที่อยู่อาศัยของเผ่าอื่นได้ ในกรณีของเอี้ยนเฟยซานั้น เนื่องจากเป็นคนต่างถิ่นและมาเพียงคนเดียว จึงไม่ได้ถือว่าเป็นการทำผิดกฎแต่อย่างใด
เอี้ยนเฟยซาถูกเชื้อเชิญเข้าไปในกระโจมหลังใหญ่ที่สุด ในกระโจมมีเด็กชายคนหนึ่งนอนหลับอยู่บนผ้าห่มขนสัตว์ ใบหน้าของมันซีดขาวไร้สีเลือด ริมฝีปากม่วงคล้ำ รอบกายถูกรุมล้อมไปด้วยสตรีงดงามถึงสามคน แต่ละคนล้วนงามโดดเด่น มีเอกษลักษณ์ความงามเป็นของตนเอง ชายหนุ่มนั่งลงข้างกายคนป่วย ใช้นิ้วแตะศีรษะครู่หนึ่ง จากนั้นก็จับชีพจร สุดท้ายใช้ฝ่ามือลูบไล้บริเวณต้นคอของเด็กพักหนึ่ง จึงลุกขึ้นยืนแล้วหันไปพูดกับโหลวช่างลี่ว่า
“บุตรชายของท่านเป็นโรคหยางพร่องหยินล้น เราจะจัดยาต้มให้ท่านสามชุด ต้มวันละหนึ่งชุด สามารถดื่มได้ตลอดเวลา เมื่อทานครบสามชุดก็จะหายดี”
พูดจบก็ไม่รอดูอาการดีอกดีใจของโหลวช่างลี่และพวก เขาเดินออกจากกระโจมไปยังม้าของตนเอง ปลดกระเป๋าสมุนไพรลงมา คัดเลือกสมุนที่ใช้รักษามาสามชนิด แบ่งเป็นสามชุดเท่า ๆ กัน จากนั้นก็ให้หญิงงามที่เดินตามมาเอายาทั้งสามชุดไป จากนั้นก็หันกลับมากำชับโหลวช่างลี่ถึงวิธีการต้มยา เวลาในการต้มยา และวิธีการดื่มยา
“อย่างแรกท่านควรต้มด้วยไฟระดับปานกลางเป็นเวลาสองเค่อ ให้จิบดื่มได้ตลอดเวลาทั้งวัน ยาชุดนี้จะทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ ซึ่งนั่นไม่ได้ส่งผลร้ายอันใด”
โหลวช่างลี่ผงกศีรษะตอบรับด้วยความยินดี เอี้ยนเฟยซาเห็นว่าตนเองยังมีเรื่องที่ต้องปรึกษากับถานหลันเซ่ออีกหลายเรื่อง จึงทำการขอตัวและขี่ม้ากลับไปยังที่อยู่อาศัยของชนเผ่าถานจู่