ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ

    ความสุขจากห่อของขวัญ และความหวังในตำราเก่า

             ณ "ค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี" เมื่อพ่อบ้านเฉินจากไปแล้ว จ้าวมู่เฉินผู้ยังคงกอดห่อผ้าของขวัญจาก “พี่ใหญ่เฉิน” ไว้แนบอก ก็จำต้องวางมันลงอย่างเสียมิได้เพื่อกลับไปทำงานของตนต่อ เขายังคงสาละวนอยู่กับการดูแลม้า ทั้งตักน้ำ หาบหญ้า และทำความสะอาดคอกอย่างขยันขันแข็ง แม้ดวงใจจะพะวงถึงของเล่นและขนมที่รอคอยอยู่ แต่ความรับผิดชอบที่ถูกปลูกฝังมา ก็ทำให้เขามิอาจละทิ้งหน้าที่ได้

    จนกระทั่งแสงตะวันคล้อยเคลื่อนสู่กลางศีรษะ เป็นสัญญาณว่าเวลามื้อเที่ยงได้มาถึงแล้ว เสียงฝีเท้าคุ้นเคยสองคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินสู่คอกม้า ถิงถิง บ่าวรับใช้หญิงร่างเล็กบางอายุราวสิบสามสิบสี่ปี ใบหน้าจิ้มลิ้ม เดินนำหน้าอาไค่ บ่าวชายร่างกำยำผู้มีพละกำลังมหาศาล ทว่าดวงตาทั้งคู่กลับฉายแววซื่อซื่อตามประสาทุกเพลา ทั้งสองหอบหิ้วตะกร้าหวายสานใบเขื่อง เดินตรงมายังบริเวณที่จ้าวมู่เฉินมักจะพักทานอาหารเป็นประจำ

    “คุณชายจ้าวเจ้าคะ ได้เวลามื้อกลางวันแล้วเจ้าค่ะ” ถิงถิงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส นางและอาไค่ช่วยกันนำสำรับอาหารออกจากตะกร้าวางลงบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยใต้ร่มหลิวใหญ่ที่ให้ร่มเงาเย็นสบายข้างคอกม้า กลิ่นหอมของอาหารพลันโชยแตะจมูกจ้าวมู่เฉินทันที

    บนโต๊ะนั้นมีทั้งแป้งจี่ใส่ต้นหอมร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นน่าทาน น้ำซุปแกงไก่สีเหลืองนวลที่ยังมีควันกรุ่นลอยขึ้นมาเบาๆ และผัดผักสีเขียวสดหลากหลายชนิดที่ดูน่าอร่อย ถิงถิงค่อยๆ นำอาหารแต่ละอย่างออกมาจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ แล้วจึงหันมากล่าวกับจ้าวมู่เฉินด้วยรอยยิ้ม

    “คุณชายเจ้าคะ อาหารจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เชิญทานได้เลยเจ้าค่ะ” กล่าวจบนางก็ขยับจะไปตักอาหารใส่จานให้เขาอย่างที่เคยทำเป็นประจำ

    “ขอบคุณมากนะ พี่ถิงถิง อาหารมื้อนี้น่าทานจังเลย!” จ้าวมู่เฉินเอ่ยขอบคุณด้วยรอยยิ้มกว้าง ดวงตาใสซื่อมองอาหารตรงหน้าด้วยความอยากอาหาร เขารีบทรุดกายนั่งลงบนตั่งไม้ตัวเล็ก แล้วเริ่มลงมือทานมื้อกลางวันอย่างเอร็ดอร่อย ความเหนื่อยล้าจากการทำงานในช่วงเช้าทำให้เขายิ่งเจริญอาหารเป็นพิเศษ

    อาไค่ยืนมองนายน้อยของตนทานอาหารด้วยรอยยิ้มซื่อๆ ก่อนจะนั่งลงข้างๆ หยิบแป้งจี่ชิ้นหนึ่งขึ้นมาทานบ้างอย่างเงียบๆ

    หลังจากทานมื้อเที่ยงจนอิ่มหนำสำราญ ถิงถิงก็เริ่มเก็บถ้วยชามและเศษอาหารออกจากโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว เมื่อโต๊ะว่างลงแล้วนั่นเอง จ้าวมู่เฉินจึงรีบนำห่อผ้าของฝากที่เขาเฝ้ารอคอยจาก “พี่ใหญ่เฉิน” ออกมาวางไว้บนโต๊ะอย่างตื่นเต้น ดวงตาของเขาเป็นประกายระยิบระยับ

    ถิงถิง และอาไค่เห็นดังนั้นก็อดที่จะสนใจมิได้ ทั้งสองรีบขยับเข้ามานั่งล้อมวงรอบห่อของฝากนั้นทันที อาไค่ผู้มีความสงสัยใคร่รู้เป็นทุนเดิม ชี้ไปยังห่อผ้าพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มๆ ของตน

    “นี่ห่ออะไรหรือขอรับนายน้อย? ดูน่าสนุกจัง”

    จ้าวมู่เฉินยิ้มกว้างตอบรับด้วยความดีใจอย่างปิดไม่มิด “นี่เป็นของฝากที่พี่ใหญ่เฉินให้ท่านลุงพ่อบ้านนำมาให้ข้าเมื่อเช้านี้เอง!”

    ว่าแล้ว เขาก็ค่อยๆ บรรจงแกะปมผ้าที่ผูกไว้ออกอย่างระมัดระวัง เมื่อผืนผ้าคลี่ออก สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาทั้งสามคู่คือของเล่นไม้ชิ้นหนึ่ง มันคือ จักจั่นไม้ แกะสลักอย่างสวยงาม ทาสีสันสดใส จ้าวมู่เฉินหยิบมันขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ด้วยดวงตาที่เปล่งประกายยิ่งกว่าเดิม เขาพลิกมันไปมาในมือก่อนจะลองแกว่งเบาๆ ตามสัญชาตญาณ

    ฉับพลัน! พลันปรากฏเสียง “จี๊ดๆๆ แกรกๆๆ” ดังขึ้นจากของเล่นชิ้นนั้น ประหนึ่งเสียงจักจั่นตัวจริงกำลังขับขานบทเพลงในยามค่ำคืนก็มิปาน!

    จ้าวมู่เฉินเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจระคนตื่นเต้น เขาไม่เคยเห็นของเล่นเช่นนี้มาก่อน! เขาลองแกว่งมันอีกครั้ง เสียงจักจั่นก็ดังขึ้นอีก สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้แก่เขารวมถึง ถิงถิงและอาไค่ที่มองดูอยู่ด้วยความทึ่ง

    หลังจากเชยชมจักจั่นไม้ของเล่นชิ้นใหม่อยู่ชั่วครู่ใหญ่ด้วยความสุขใจ จ้าวมู่เฉินจึงค่อยๆ วางมันลงข้างกายอย่างทะนุถนอม แล้วหันมาให้ความสนใจกับสิ่งของอื่นๆ ที่ยังคงอยู่ในห่อผ้า ขนมหลายชนิดถูกยัดใส่มาจนเต็ม ทั้งขนมเปี๊ยะชิ้นเล็กๆ ขนมถั่วตัดหอมหวาน ขนมโก๋สีขาวนวล และผลไม้แห้งหลากสี

    ทั้งสามคนมองหน้ากันไปมา นัยน์ตาต่างก็ลุกวาวด้วยความอยากลิ้มลอง ก่อนจะพร้อมใจกันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบอกชอบใจ บรรยากาศใต้ร่มหลิวในยามบ่ายวันนั้น อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะอันบริสุทธิ์ และความสุขเล็กๆ ที่แสนยิ่งใหญ่สำหรับเด็กหนุ่มผู้กำลังเผชิญชะตากรรมอันหนักหนาในค่ายทหารแห่งนี้

    ภายใต้ร่มเงาของต้นหลิวใหญ่ข้างคอกม้า ณ “ค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี” หลังจากจ้าวมู่เฉินและสหายบ่าวทั้งสองได้แบ่งปันความสุขจากขนม และของเล่นที่ “พี่ใหญ่เฉิน” ส่งมาให้แล้วนั้น ดวงอาทิตย์ยามบ่ายก็เริ่มคล้อยต่ำลงเล็กน้อย บ่งบอกว่ากิจวัตรประจำวันของจ้าวมู่เฉินยังคงต้องดำเนินต่อไป

    ถิงถิงยกถ้วยยาต้มสีเข้มส่งกลิ่นสมุนไพรจางๆ มาให้เขา “คุณชายเจ้าคะ ได้เวลายาดื่มบำรุงแล้วเจ้าค่ะ”

    จ้าวมู่เฉินรับถ้วยยามาดื่มด้วยท่าทีสงบ แม้รสชาติจะขมฝาดลิ้น แต่เขาก็คุ้นชินเสียแล้ว ยานี้ท่านหมอทหารที่ถูกส่งมาดูแลเขาเป็นครั้งคราวสั่งให้ดื่มเป็นประจำเพื่อบำรุงเลือดลม และฟื้นฟูกำลังวังชาที่อาจอ่อนแอลงจากเหตุการณ์ในอดีตที่เขาจำไม่ได้

    เมื่อดื่มยาเสร็จสิ้น เขาจะใช้เวลาช่วงบ่ายส่วนใหญ่ไปกับการเอนกายพิงต้นหลิวใหญ่ หรือบางครั้งก็เข้าไปนั่งสงบๆ ในโรงม้าที่พอจะมีมุมส่วนตัว ทอดสายตามองออกไปยังทิวทัศน์ภายนอก พลางเริ่มท่องบ่นตำราต่างๆ ที่เขาเคยร่ำเรียนมา เสียงทุ้มนุ่มของเขาจะเปล่งออกมาเป็นจังหวะ แม้จะแผ่วเบาแต่ก็สม่ำเสมอ

    “ฟ้าดินดำเหลือง จักรวาลกว้างขวาง อาทิตย์จันทร์โคจร ดวงดาวพร่างพราย...” เขาเริ่มต้นด้วย “ตำราพันอักษร” ซึ่งเป็นบทเรียนแรกๆ ที่เด็กๆ ในตระกูลบัณฑิตต้องท่องจำ แม้ความทรงจำเกี่ยวกับเนื้อหาที่ลึกซึ้งจะยังคงเลือนราง แต่ตัวอักษร และความหมายผิวเผินนั้น ราวกับถูกสลักลึกลงในจิตวิญญาณของเขา 

    การท่องบ่นซ้ำๆ ทุกวันเช่นนี้ คือความพยายามในแบบของเขาที่จะไขว่คว้าเศษเสี้ยวของอดีตที่หล่นหาย และถึงแม้ความทรงจำที่ปรารถนาจะยังไม่กลับคืนมาอย่างปาฏิหาริย์ แต่อย่างน้อยการฝึกฝนนี้ก็ทำให้เขารู้หนังสือมากขึ้น สามารถอ่านและเขียนอักษรต่างๆ ได้คล่องแคล่วขึ้นกว่าเดิมวันแล้ววันเล่า

    นอกจากตำราพันอักษรแล้ว เขายังพยายามทบทวนตำราอื่นๆ ที่พอจะระลึกเค้าโครงได้บ้างจากส่วนลึกของจิตใจ อาจเป็นบทกวีโบราณ หลักปรัชญาขงจื๊อ หรือแม้แต่ตำราพิชัยสงครามที่เขาไม่รู้ว่าเคยเรียนมาจากที่ใด แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด

    บางวัน ในช่วงบ่ายอันเงียบสงบเช่นนี้ ท่านกุนซือชราคู่ใจของแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจิน ก็จะปลีกเวลาจากการวางแผนกลยุทธ์ในกระโจมใหญ่ เดินทางมาเยี่ยมเยียนเขาถึงข้างคอกม้า ท่านกุนซือผู้มีแววตาเปี่ยมเมตตา และมองการณ์ไกล มักจะนำตำรับตำราต่างๆ มาอ่านให้เขาฟังบ้าง หรือบางครั้งก็ช่วยชี้แนะความหมายของตัวอักษรที่ซับซ้อน เป็นการกระตุ้นความทรงจำ และเติมเต็มความรู้ให้แก่จ้าวมู่เฉินทีละน้อยอย่างไม่เร่งร้อน คล้ายกับว่าท่านมองเห็นศักยภาพบางอย่างที่ยังคงซ่อนเร้นอยู่ในตัวเด็กหนุ่มผู้ความจำเสื่อมผู้นี้

    เมื่อการท่องตำราผ่านพ้นไป จ้าวมู่เฉินก็จะลุกขึ้นขยับร่างกาย ออกกำลังกายตามแบบที่ร่างกายของเขาคุ้นเคย อาจเป็นการรำมวยช้าๆ การยืดเส้นยืดสาย หรือการฝึกยืนทรงตัวในท่าทางต่างๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของวิชาการต่อสู้บางแขนง ร่างกายของเขาจดจำท่วงท่าเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี แม้จิตใจจะไม่เข้าใจถึงที่มาหรือวัตถุประสงค์ของมันก็ตาม

    วันเวลาในค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพีผ่านไปเช่นนี้ทุกวัน...เรียบง่าย เป็นกิจวัตร แต่แฝงไว้ด้วยความพยายามอย่างเงียบงันของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง

    จนกระทั่งตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงสู่ขอบฟ้า แสงสีทองสุดท้ายของวันอาบไล้ทิวเขารอบค่ายเป็นประกาย เมื่อนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าและเสียงโห่ร้องหยอกล้อของเหล่าทหารม้าก็เริ่มดังใกล้เข้ามา เหล่าหยวน ติงซาน และเล่าเปียว คือสามในนั้น พวกเขากำลังจูงม้าศึกคู่ใจที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อกลับเข้าสู่คอก หลังจากตรากตรำฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมาตลอดทั้งวัน ใบหน้าของติงซานและเล่าเปียวแม้จะดูเหนื่อยล้า แต่ก็ฉายแววของความมุ่งมั่นและความแข็งแกร่งที่เพิ่มพูนขึ้นทุกขณะ พวกเขาเหลือบมองจ้าวมู่เฉินที่กำลังเก็บกวาดเครื่องมือทำความสะอาดคอกม้าเป็นครั้งสุดท้ายของวัน แววตาที่มองมานั้นซับซ้อน ยากที่จะบ่งบอกความรู้สึกที่แท้จริงได้ทั้งหมด.

    คล้ายกับเรื่องปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ ที่คุณอ่าน