“พี่หญิง” ชายหนุ่มบนเตียงหน้าตาแตกตื่น หันไปมองสตรีที่เสื้อผ้าขาดวิ่นนั่งอยู่ข้างตนเองบนเตียง “ข้าไม่ได้....”
หลิงเจาเหว่ยผินหน้าไปหากู้เยว่ฉี “คุณหนูใหญ่กู้ เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจ ข้าเชื่อว่ากู้เฉินไม่ได้ตั้งใจ เขาก็แค่เมามากเท่านั้นเอง”
หญิงสาวในชุดนางระบำ เอียงหน้าหลบทุกคนไปทางผนัง ยกแขนเสื้อขึ้นป้ายน้ำตา ไหล่บางค้อมไหวคล้ายกำลังสะอื้น กู้เฉินมองเสื้อผ้าที่เหมือนถูกกระชากขาดหลายริ้วของอีกฝ่ายแล้วก็ถอนหายใจ
จงเป่าหนิงที่ยืนอยู่ด้านหลังขยับขึ้นมายืนข้างกู้เยว่ฉี พอเห็นเหตุการณ์น่าอับอายตรงหน้าก็รีบยื่นมือไปกุมข้อมือสหายเพื่อแสดงความเห็นใจ มือของนางกุมลงบนแขนเสื้อที่ข้างใต้มีกำไลประคำพอดี กู้เยว่ฉีรู้สึกร้อนวูบจากข้อมือไปทั่วร่าง พลันความเจ็บปวดเหมือนครั้งที่นางฝันร้ายก็กลับมา นางเอียงหน้าไปมองสหายหญิงด้วยความตกใจ
“เจ้าทำใจดีๆ ไว้ ค่อยพูดค่อยจากับเสี่ยวเฉินนะ” จงเป่าหนิงรีบเอ่ยปลอบโยนเพราะเห็นสีหน้าของสหายไม่สู้ดี
กู้เยว่ฉีสะกดกลั้นความเจ็บปวดหลายแห่งทั่วร่าง ยื่นอีกมือมากุมข้อมือของจงเป่าหนิงแล้วดึงมือของสหายออกอย่างนุ่มนวลเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายผิดสังเกต
“ได้ ข้าจะทำตามที่เจ้าว่า”
คุณหนูใหญ่สกุลกู้เกิดความสงสัยขึ้น ก่อนหน้านี้นางยังเกาะแขนจงเป่าหนิงเดินไม่เห็นจะเกิดความเจ็บปวดเช่นนี้ แต่พอจงเป่าหนิงจับถูกสร้อยข้อมือประคำของนางกลับทำให้นางทรมาน
‘เป่าหนิง หรือว่าเจ้ามีส่วนในโศกนาฏกรรมของสกุลกู้ด้วย’
จงเป่าหนิงคิดว่ากู้เยว่ฉีคงจะอับอายที่น้องชายทำเรื่องไม่สมควรในจวนอ๋องจึงได้ยอมปล่อยมือและพยักหน้าน้อยๆ “ดีแล้ว พวกเจ้าพี่น้องอย่าทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้เลย”
กู้เยว่ฉีจ้องน้องชาย นางเลิกคิ้วข้างหนึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้กู้เฉินแสดงให้เต็มที่ ชายหนุ่มที่อยู่บนเตียงกระถดร่างมาถึงริมเตียง สีหน้าที่ทุกคนในห้องเห็นช่างชวนสลดใจ ดูเหมือนคุณชายกู้จะกลัวพี่สาวมากจริงๆ
“พี่หญิง เรื่องที่เกิดขึ้น ข้าไม่รู้ตัวจริงๆ ขอรับ”
“หยุดนะ! ไม่ว่าเจ้าจะตั้งใจหรือไม่ แต่เจ้าก็ล่วงเกินนางไปแล้ว บุรุษสกุลก็ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ต้องมีความรับผิดชอบ พยานมากมายเช่นนี้ ยากจะแก้ตัว” สีหน้าและน้ำเสียงของกู้เยว่ฉีสะท้อนถึงความหงุดหงิดที่พยายามระงับเอาไว้อย่างสุดความสามารถ
หลิงเจาเหว่ยยกยิ้มมุมปาก “คุณหนูใหญ่ อย่าดุด่าเขาเลย อันที่จริง ซุนหลันผู้นี้ข้าเคยเอ่ยปากมอบให้เขาไปแล้ว บางทีในใจของกู้เฉินอาจจะเห็นนางเป็นคนของเขาแล้ว”
กู้เยว่ฉีหน้าเผือดสี หลิงเจาเหว่ยกล่าวเช่นนี้ก็เท่ากับกดดันให้กู้เฉินรับซุนหลันไปด้วย “ซื่อจื่อ ข้าขออภัยที่น้องชายไร้มารยาท คืนนี้ขอพาเขากลับจวนก่อน พรุ่งนี้จะส่งรถม้ามารับแม่นางซุนเจ้าค่ะ”
กู้เยว่ฉีหันไปหาองครักษ์ประจำตัวของตน “ประคองคุณชายไปขึ้นรถม้า”
“คุณหนูใหญ่กู้ เจ้าอย่าได้ลงโทษน้องชายรุนแรงนัก บุรุษล้วนมีสามภรรยาสี่อนุเป็นเรื่องธรรมดา กู้เฉินยังไม่เคยมีสาวใช้อุ่นเตียง หากสกุลกู้ไม่สบายใจก็ไม่ต้องให้ซุนหลันเป็นอนุภรรยาก็ได้”
คนถูกปลอบใจเกือบอดไม่ไหวที่จะแสยะยิ้มออกมา นางพยายามไม่มองหน้าหลิงเจาเหว่ยเพราะในใจกำลังนึกด่าทอบรรพบุรุษของเขาอยู่ บุรุษเฮงซวยอย่างซื่อจื่อ ชาตินี้อย่าหวังว่านางจะตกลงปลงใจ หญิงสาวก้มหน้าลงซ่อนสายตาจากคนรอบข้าง เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“มิได้เจ้าค่ะ ทำเช่นนั้นก็เหมือนไม่ให้เกียรติจวนอ๋อง เรื่องนี้ข้าจะจัดการให้ดีที่สุด ซื่อจื่อไม่ต้องห่วงว่าแม่นางซุนจะไม่ได้รับความเป็นธรรม”
หลิงเจาเหว่ยยิ้มน้อยๆ “ถ้าอย่างนั้นข้าขอบคุณแทนซุนหลันด้วย หวังว่าต่อไปนางจะมีที่พักพิงที่อบอุ่นและปลอดภัย”
“เจ้าค่ะ” กู้เยว่ฉีก้มหน้าจุดยิ้มมุมปาก ในใจเดือดปุดราวน้ำต้มในกา
‘ซื่อจื่อ เจ้าคงกระหยิ่มว่าตนเองทำสำเร็จแล้วสินะ ไม่เลย นี่แค่เพิ่งเริ่มต้นเรื่องระหว่างเราเท่านั้น ในเมื่อเจ้าไม่เหลือทางรอดไว้ให้ข้า ข้าก็จะหันมาถือดาบฟาดฟันกับเจ้า’
นางยืดตัวขึ้นมองน้องชายถูกประคองออกไปแล้วก็ประสานมือยอบกายอย่างนอบน้อม “ซื่อจื่อ ข้าน้อยขอลา”
ขณะที่กำลังจะก้าวขาข้ามธรณีประตู นางเห็นขุนพลสกุลมู่ทั้งสองยืนเคียงข้างกันอยู่หน้าระเบียง พลันรู้สึกเสียดายที่ยังมิได้ฟังเสียงของบุรุษทั้งสอง นางบังเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา กู้เยว่ฉีชะงักเท้า หยุดยืนต่อหน้ามู่จ้านและมู่ช่าง
“คารวะท่านขุนพลมู่ ข้าเคยได้ยินคำกล่าวสรรเสริญถึงความสามารถของท่านทั้งสอง ที่ผ่านมา ข้าเคยเห็นพวกท่านอยู่ไกลๆ ไม่มีวาสนาได้ทักทาย”
มู่จ้านนิ่งขึง เขาไม่คาดคิดว่ากู้เยว่ฉีจะหยุดทักทาย มู่ช่างได้ยินคำยกยอของสตรีที่พวกตนจับตามองก็ยิ้มกว้าง
“มิได้ๆ คุณหนูใหญ่กู้กล่าวชมเกินไปแล้ว”
กู้เยว่ฉียิ้มให้มู่ช่างอย่างอ่อนหวาน นางรู้แล้วว่าคนผู้นี้มิใช่บุรุษที่ช่วยฝังศพนาง หญิงสาวผินหน้าไปทางคุณชายใหญ่สกุลมู่
“ข้าได้ยินมาว่าคุณชายใหญ่เชี่ยวชาญการรบทางน้ำ มีความรู้ด้านการต่อเรือไม่น้อย วันหน้าอู่ต่อเรือของสกุลกู้อาจจะต้องขอเชิญท่านไปเยือนสักคราเพื่อให้คำแนะนำเจ้าค่ะ”
“ข้ามิบังอาจ เถ้าแก่กู้มีความสามารถในการต่อเรือล้ำเลิศ ข้าเกรงว่าจะกลายเป็นการรำขวานหน้าบ้านหลู่ปันน่ะสิ”
กู้เยว่ฉีได้ยินเสียงของกู้จ้านก็ยิ้มน้อยๆ เมื่อกำจัดข้อสงสัยไปได้สองข้อก็เหลือเพียงคนสุดท้ายที่นางต้องตามหาให้เจอ บุตรอนุภรรยาของแม่ทัพมู่ที่กลายเป็นคุณชายสามของฮูหยินเอกผู้นั้น
“พี่จ้าน ข้าได้ยินว่าอู่ต่อเรือสกุลกู้มีเรือมากมายหลายแบบ และวิธีการต่อเรือก็เต็มไปด้วยประณีต เรือของสกุลกู้มีความแข็งแรงและสวยงาม ข้าใคร่อยากได้ยลสักครั้ง ท่านรับปากนางไปเถอะขอรับ”
หญิงสาวแย้มยิ้มมุมปาก หันไปสบตากับมู่ช่าง “ขอบคุณ คุณชายรองที่ชื่นชม หวังว่าอู่ต่อเรือของข้าจะมีโอกาสได้ต้อนรับพวกท่านทั้งสองนะเจ้าคะ”
มู่จ้านค้อมศีรษะ “ถ้าเช่นนั้น เราสองคนก็ไม่เกรงใจล่ะ อีกห้าวัน ข้ากับน้องชายขอไปเยี่ยมชมอู่ต่อเรือของสกุลกู้ได้หรือไม่?”
กู้เยว่ฉียอบกายลง “ข้าน้อยยินดีต้อนรับเจ้าค่ะ ข้ากลับไปจะแจ้งท่านอาเอาไว้ และจะไปรอต้อนรับพวกท่านในยามซื่อก็แล้วกันนะเจ้าคะ”
“ขอบใจ คุณหนูใหญ่กู้” มู่จ้านยิ้มขอบคุณ
พอได้ไขข้อข้องใจแล้ว กู้เยว่ฉีก็ขอตัวจากไป พอนางหันหลังก้าวไปได้เพียงสองก้าว หลิงเจาเหว่ยที่เดินออกมาจากห้องก็ร้องทักขึ้น
“องครักษ์ผู้นี้ เจ้าดูแลอยู่รอบนอกมิใช่หรือ? เหตุใดจึงเข้ามาเรือนชั้นใน”
มู่โจวที่ยืนอยู่ด้านหลังพี่ชายทั้งสองของตนรีบก้มหน้า “พอดีด้านในคนดูแลความปลอดภัยไม่พอขอรับ ข้าก็เลยอาสาเข้ามาช่วย ประเดี๋ยวก็จะออกไปแล้ว”
เสียงตอบของคนผู้นั้นทำให้กู้เยว่ฉีตัวแข็งทื่อไปทั้งร่าง บุรุษที่ส่งเสียงปลอบโยนวิญญาณอันน่าสมเพชในชาติก่อนของนางอยู่ในจวนอ๋องนี่เอง
*รำขวานหน้าบ้านหลู่ปัน หมายถึง การอวดฝีมือหรือความสามารถต่อผู้หน้าผู้ที่เก่งกว่าตน (หลู่ปันเป็นช่างไม้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยโบราณ)
**********
ไรเตอร์แนะนำ...อีบุ๊กเรื่อง "พลิกชะตาแค้นสามี" มีวางจำหน่ายแล้ว เล่ม 1 และเล่ม 2 ทางเว็บไซต์ mebmarket
