“เจ้าตัวจิ๋ว หลบไปข้างหลังข้าซะ! ”
บานากล่าวเช่นนั้นก่อนที่จะหยิบตรีศูลวิ่งเข้าไปปะทะกับขุนพลฮอร์เนส
ง้าวและตรีศูลถูกเหวี่ยงปะทะใส่อย่างรุนแรง
เสียงฟันเฟืองได้ลั่นกังวาลจากรอยต่อของชุดฮอร์เนส พร้อมพละกำลังที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าบานา ผู้ซึ่งว่ากันว่ามีพละกำลังไม่น้อยไปกว่าใครในเผ่าของเขา
หากวัดที่ฝีมือเพลงยุทธ บานาอาจเก่งน้อยกว่าขุนนางแมงโกและแครอท
แต่หากวัดที่ลูกบ้าและพละกำลัง ขุนนางบานาคืออันดับหนึ่งจากบรรดาขุนนางทั้งสิบของเผ่ายักษา
ด้วยพละกำลังที่บ้าคลั่งของบานา เลยทำให้เขาสามารถดับขุนพลฮอร์ที่สวมเกราะเสริมพลังกลับไปได้
“ฮึ! ”
ฮอร์เนสใช้แขนทั้งสองข้างที่ว่างอยู่ ปามีดเข้าใส่ในจุดบอดของบานา
แต่เป็นเพราะบานาได้ปะทะกับฮอร์เนสหลายครั้งในศึกนี้ จึงรู้วิธีการต่อสู้ของฝ่ายตรงข้ามเป็นอย่างดี
บานาผ่อนแรงลงแล้วปล่อยให้ร่างของตนถูกดันกลับ
เขาใช้ประโยชน์จากแรงของฮอร์เนสในการสร้างระยะห่างออกมา
พื้นดิน ณ จุดที่ทั้งสองปะทะได้เกิดเป็นหลุมกว้างปรากฏขึ้นตรงหน้า
ในจังหวะที่บานาถอยออกมาตั้งหลัก เอรีสกับแครอทก็วิ่งบุกเข้าไปจากทางซ้ายและขวาของเขา
หนึ่งคนถือดาบสองมือที่ยาวมากกว่าสองเมตร อีกหนึ่งคนคือนักรบเผ่ามนุษย์ที่ใช้พลองเหล็กยาว
“อย่างเจ้าต้องเจอกับผม! ”
สเลบกางแขนทั้งสี่ออกพร้อมดาบสีดำสี่เล่มในมือทั้งสี่ข้าง
เขาวิ่งย่อตัวลงต่ำ ใช้ประโยชน์จากร่างกายที่เล็กเพียงหนึ่งเมตรครึ่ง แล้วพุ่งเข้าใส่มุมต่ำของขุนนางแครอท
“แกอีกแล้วเรอะ!? ดี งั้นขอแก้มือเมื่อวันนั้นละนะ! ”
ขุนนางแครอทจำสเลบได้ และยังจำได้ว่าตนเคยแพ้เขามาแล้ว
ถึงทั้งคู่จะไม่อาจเข้าใจภาษาของอีกฝ่าย แต่สามารถรับรู้ความต้องการของอีกฝ่ายได้ด้วยสายตาและวิชาเพลงดาบ
เสียงโละหะกระทบได้ดังขึ้น ทั้งเธอและเขาต่างรู้ว่าอีกฝ่ายจะไม่มีวันยอมละสายตาไปจากตน
เนื่องจากขุนนางแครอทถูกสเลบเข้าขวาง ทำให้ภาระที่ต้องรับมือของฮอร์เนสลดลง
ไม้พลองเหล็กสีดำของเอรีสถูกวาดเป็นวงอย่างสง่างามลงไปที่หน้าผากของฮอร์เนส
มันเป็นการเล่นเพลงยุทธที่คล่องแคล่วและมีลีล่า อีกทั้งยังพริ้วว่องไวดุจสายน้ำ
พลองเหล็กถูกกระหน่ำใส่ฮอร์เนสไม่ยั้ง
แต่เขารับมือมันได้อย่างง่ายดาย
การโจมตีที่สวยงามและรวดเร็ว อาจน่ากลัวหากไม่สามารถอ่านทางได้
แต่เนื่องจากฮอร์เนสคือผู้มีพรสวรรค์ด้านการสู้รบ เขาจึงสามารถมองออกได้ในทันทีที่เห็นเพลงยุทธของเอรีส
ง้าวยักษ์ได้ถูกวาดออกไปเพื่อปัดไม้พลองของเธอ
“เหวอ!? ”
เอรีสเสียหลักจนกระเด็นออกไปไกล
ฮอร์เนสรีบวิ่งเข้าไปซ้ำเพื่อให้เอรีสตายคาที่
“เอรีส! ”
แอร์บาส์รที่เห็นคนรักของตัวเองกำลังจะถูกฆ่า จึงละความสนใจจากลูกกระจอกตรงหน้า แล้วรีบพุ่งเข้าไปขวาง
“แกต้องเจอกับข้า”
“เฮ้ย!? ”
บุรุษผิวดำรีบยกโล่หนังสัตว์ขึ้นสูง
โล่ชนเผ่าพื้นเมืองได้ส่งเสียงลั่นออกมาพร้อมกับเบี่ยงทิศของหอกที่พุ่งเข้าใส่
แต่ศัตรูไม่ได้มีหอกเพียงเล่มเดียว
หอกสี่เล่มได้พุ่งโจมตีมากจากทั้งสี่ทิศทาง
ซ้าย ขวา บน และช่วงล่างของแอร์บาส์ร
โล่ของแอร์บาส์รทำได้แค่เบี่ยงการโจมตีจากทางด้านซ้ายและด้านบน
ตัวโล่ที่รับคมหอกอันรุนแรงได้เกิดเป็นบาดแผลยาว
หากฝืนใช้มันต่อไป คงได้ขาดครึ่งไปพร้อมกับโล่ใบนี้ ดังนั้นเขาจึงโยนโล่ทิ้งไป แล้วสลับมือมาคว้าที่ด้ามของหอกในมือขวา
เขาจับหอกเอาไว้มั่น แล้ววาดเป็นวงกลมในเสี้ยวนาทีเพื่อรับหอกจากทางขวาและมุมล่างที่เล็งมาตรงหัวเขาของตน
เสียงปะทะอันรุนแรงได้ดังกังวาลไปทั่ว
ทั้งคู่ต่างใช้อาวุธของตนดันปะทะด้วยแรงทั้งหมดที่มี
เผ่าอาร์โธร์โพดาระดับมดองครักษ์ [สกัด] กางปีกออกพร้อมกับดันร่างของแอร์บาส์รกลับไปจนเกิดเป็นรอยลากยาวไปตามพื้นดิน
แอร์บาส์รรีบดีดตัวออกเพื่อทิ้งระยะห่าง
“เอรีส! ”
ในเสี้ยวนาทีนั้นเอง ที่ง้าวของฮอร์เนสกำลังจะปั่นคอของเอรีสลงมา
เธอยกไม้พลองขึ้นมากันเอาไว้ แต่กลายเป็นว่าไม้พลองของเธอถูกตัดออกไปแทน
อีกเพียงแค่หนึ่งมิล คมง้าวของฮอร์เนสก็จะเฉือนผิวขาวของเอรีสลงแล้ว
“อย่าดูถูกเรานะดอง~”
เกิดคมอากาศวิ่งเข้าใส่ร่างของฮอร์เนส
การโจมตีที่ไม่มีซุ่มเสียงนั้น ทำให้ร่างของฮอร์เนสปลิวถอยออกไปถึงสี่เมตร
เอสเทอผู้บัญชาการเผ่าภูติแสนน่ารักคนนี้ ถึงตัวจะเล็ก และพร่ำบอกว่าไม่ใช่นักรบ แต่ความจริงนั้นเธอมีความเก่งกาจพอตัวเลยทีเดียว
ปกติพวกภูติจะมีความชำนาญในการแปรสสารไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง
แต่เอสเทอสามารถแปลงสภาพสสารได้ทุกธาตุ เนื่องจากความอัจฉริยะและความรู้จากการอ่านของเธอเอง
ชื่อนักปราชญ์ไม่ใช่ได้มาโดยง่ายหรอกนะ
“เกราะแข็งน่าดู แต่ของแบบนั้นเป็นเพียงแค่ของเล่นสำหรับฉันนะดอง~”
เอสเทอใช้มือซ้ายถือคริสตัลภูติ และใช้มือขวาถือหนังสือเล่มหนึ่ง
ตำราความรู้และตารางธาตุถูกกางออกที่ตรงหน้าของเธอ
“บานา เอรีส ช่วยถ่วงเวลาหน่อย”
“จัดให้”
บานาลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แล้ววิ่งเข้าใส่ฮอร์เนส
ตรีศูลถูกกระหน่ำแทงลงไปอย่างรุนแรงด้วยความบ้าคลั่งดุดัน
ฮอร์เนสใช้สองมือถือง้าวรับมือเอาไว้
เขาไม่รู้ว่าเอสเทอจะทำอะไร แต่รู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าจะปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้
เขาจึงใช้อีกสองมือที่ว่างเปล่า ปามีดเข้าใส่เอสเทอ
เอรีสใช้พลองเหล็กที่หักครึ่งรับเอาไว้ด้วยวิชากระบี่กระบองสองมือ
“ฮึ”
ฮอร์เนสใช้พละกำลังอันมากล้น ดันร่างของบานาจนกระเด็นอีกครั้ง พร้อมกับกางปีกบินเข้าใส่
เอรีสพยายามโจมตีสวน แต่เธอถูกพลักกระเด็นพร้อมบาดแผลยาวตรงช่องท้อง
ดูเหมือนว่านักรบแนวหน้าสองคนจะเอาฮอร์เนสไม่อยู่
“โรส ฝากด้วยดอง~”
“ได้ค่ะ ออง~”
ประกายสายฟ้า หัวหน้าหน่วยรบอัศนีเผ่าภูติตอบรับด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง
ผมสีทองฟูฟ่องอันโดดเด่น ได้ปรากฏตัวขึ้นในสายตาของฮอร์เนส
ทันใดนั้นเอง ที่เกิดกำแพงสายฟ้าขึ้นรอบตัวของนักรบไร้พ่าย
“อั๊ก!? ”
มันเป็นการโจมตีที่รวดเร็ว และไม่อาจทราบได้ว่ายิงมาจากจุดไหน
คงไม่มีสิ่งมีชีวิตที่รวดเร็วกว่าสายฟ้าอีกแล้ว
แต่ฮอร์ยังไม่ล้มตัวลง
มีดถูกปาสวนกลับออกไป
ถึงร่างจะเหน็บชาเพียงใด แต่จิตใจของยอดนักรบมันพลังดันให้เขายังสามารถขยับแขนและขาออกไปได้อยู่
“ออง!? ”
โรสรีบบินหลบมีดที่ปาออกไป
แต่โชคร้ายที่ปลายคมมีดได้เฉือนปีกของเธอออกไปบางส่วน
“กรี๊ดดด!? ”
เธอกรีดเสียงลั่น พร้อมกับแสดงท่าทีทรมานออกมา
เธอบินช้าลง ก่อนจะร่วงโรยลงสู่พื้น
ใบหน้าซีดเผือกเหมือนคนหายใจไม่ออก ก่อนจะสิ้นชีพลงไป
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีหรือที่สเลบซึ่งกำลังต่อสู้อยู่ใกล้บริเวณนี้จะไม่ทันเห็น
“จุดอ่อนของปีศาจแสงคือปีก ทุกหน่วย เล็งโจมตีเน้นไปที่ปีกของพวกมัน! ”
คำสั่งของสเลบได้ถูกถ่ายทอดไปอย่างรวดเร็ว
กระแสและทิศทางของสงครามเริ่มพลิกกลับเป็นฝ่ายของเผ่าอาร์โธร์โพดาในทันที
“กล้ามองไปทางอื่นหรือเจ้านะ! ”
แครอทคำรามเสียงดัง
เธอวิ่งเข้าใส่สเลบอีกครั้งพร้อมกับดาบที่เงื้อขึ้นมา
เพลงยุทธของแครอทจะเน้นไปที่ทวงท่ามากกว่าการใช้พลังแบบบานา
“...”
สเลบไม่ตอบอะไรกลับไป แต่ตั้งท่าเตรียมรับมือด้วยดาบทั้งสี่เล่ม
“อึ๊ก…”
แครอทหยุดดาบของตนลง เพราะว่านักรบที่ตัวเล็กกว่าตรงหน้าเธอนั้น ไม่มีช่องว่างให้โจมตีเข้าใส่ได้เลย
ดาบทั้งสี่ถูกวางอยู่ในทิศที่ไม่อาจโจมตีเข้าใส่ได้ และหากฝืนโจมตีเข้าไป คงเป็นได้ถูกสวนกลับด้วยดาบเล่มอื่นในทันที
“ไม่เข้ามาหรือ? ”
สเลบพูดจาท้าทายเธอออกไป ถึงแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายฟังไม่ออก
แต่ความต้องการของสเลบคงสื่อไปถึง แครอทจึงยกดาบตั้งท่าโจมตีอีกครั้ง
ทั้งสองฝ่ายต่างจ้องตากันอยู่ครู่หนึ่ง
จนกระทั้ง…
“อ๊ากกก!? ”
เสียงของแอร์บาส์รได้ดังขึ้นมา
ดูเหมือนว่าการรับมือหอกสี่เล่มด้วยหอกเพียงเล่มเดียวที่เขามี มันจะเกิดกำลังของเขา
หัวใจของแอร์บาส์รถูกหอกเสียบทะลุสิ้นชีพลง
แต่ด้วยจิตใจยอดนักรบของเขา เขาจึงไม่ยอมที่จะสิ้นชีพไปเพียงคนเดียว
“ยังไม่จบแค่นี้หรอก! ”
แอร์บาส์รใช้หอกแทงลงไปในช่องว่างของรอยต่อฟันเฟืองแถวช่วงแขนข้างหนึ่งของสกัด
หอกปลายแหลมรูปใบไม้ถูกแทงลงไปอย่างรุนแรง เสียบทะลุผ่านช่องว่าง ลึกทะลุจุดที่อ่อนนุ่มที่สุดของชุดเกราะ สู่ร่างกายภายในของสกัด
เลือดสีเขียวจำนวนมากได้ไหลออกมาจากภายในชุดของเขา
“หน่อย! ”
สกัดใช้เขี้ยวที่ยาวหนึ่งเมตรกัดลงไปที่ศรีษะของแอร์บาส์รเพื่อดับชีวิตของเขาลง
“ท่านหัวหน้า! ”
“หน่อย! พวกเราจะล้างแค้นให้หัวหน้าเอง! ”
เหล่าลูกน้องของแอร์บาส์รที่เห็นภาพนั้น ต่างเริ่มบัลดาลโทสะกันเป็นทิวแถว
พวกเขาวิ่งกรูเข้าใส่สกัดอย่างไม่คิดชีวิต
“อึ๊ก...”
สกัดที่บาดเจ็บหนัก เริ่มทำการต่อต้านฝูงทหารมนุษย์ที่กรูเข้ามาจากทุกทิศทาง
เขาถูกกองทัพอันมหาศาลจับแยกออกมาจากกองทัพของเขาเอง
ร่างของมนุษย์นับสิบถูกหอกทั้งสี่ของสกัดแทงทะลุ และเหวี่ยงกระเด็นออก
แต่พอใช้งานไปได้สักระยะ หอกทั้งสี่ก็เริ่มทื่อลง อีกทั้งยังเปื้อนไปด้วยเลือด
แถมยังมีร่างอันหนังอึ้งของทหารศัตรูติดคาอยู่ที่ปลายหอกของเขา
ดวงตาของสกัดเริ่มพร่ามัว
กองทัพมนุษย์ ไม่ว่าจะอัศวิน หรือจอมยุทธ พวกเขาใช้ทั้งดาบ ง้าว หอก และกระบี่ ใช้สรรพอาวุธทั้งหลายที่มี แทงกระหน่ำลงไปในรอยต่อของชุดที่เล็งได้ยาก
รุมโรมรันจากทุกทิศทาง ปีนป่ายและกดร่างของสกัดที่สูงถึงสามเมตรจนกายแนบผืนดิน
ร่างของสกัดกระตุกอย่างรุนแรงจากความเจ็บปวดที่ไม่อาจต่อต้านได้
“ (ท่านราชินีฟรีด้า...ข้าขอโทษ) ”
จนกระทั้งสิ้นชีวิตลงไปอีกคนหนึ่ง
“เจ้าสกัด…”
สเลบที่เห็นการตายของเพื่อนร่วมรบต่อหน้า ได้เกิดความกังวลขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง
แครอทที่เห็นช่องว่างเสี้ยววินาทีนั้น ได้ถีบพื้นลงไปเต็มแรงพร้อมกับดาบสองมือที่จับเอาไว้มั่น
คมดาบวิ่งผ่านอากาศราวกับฉลามที่กระโจนเข้าหาเหยื่อแสนโอชะตรงหน้า
“แย่ละ!? ”
สเลบรีบยกดาบขึ้นมาตั้งรับ
ใบมีดทั้งสี่ประกบเข้ากับใบดาบที่หนักและรุนแรงของแครอทอย่างอ่อนโยน
ปล่อยให้พลังไหลผ่านไปตามธรรมชาติดั่งต้นหลิวที่ลู่ไปตามลม
ขุนนางแครอทแทบจะไม่รู้สึกถึงแรงต้านทานเลยแม้แต่น้อย
เธอรีบเปลี่ยนกระบวนยุทธ ผ่อนกำลังแขนลง แล้วดึงดาบกลับเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว
ในช่วงเวลาเดียวกัน คมดาบอีกสามเล่มของสเลบก็ได้แทงสวนเข้าไป
การแทงและฟันดาบของสเลบนั้น ไร้ซึ่งความดุดัน แต่อ่อนนุ่มและอ่อนโยนดั่งดอกไม้
แต่ทว่าเป็นดอกกุหลาบที่เต็มไปด้วยหนามอันตราย
คมดาบถูกวาดเป็นวิถีที่ยากจะเดาทิศทางได้
ขุนนางแครอทพยายามใช้ระยะดาบและขนาดตัวที่ได้เปรียบ ชิงอำนาจโจมตีและตีวงดาบเพื่อไม่ให้สเลบเข้าประชิด
แต่ด้วยความอ่อนช้อยของสเลบ จึงทำให้เขาสามารถเดินพริ้วไปพร้อมดาบเข้าประชิดตัวเธอได้สำเร็จ
“อึ๊ก…”
ขาทั้งสองข้างของเธอถูกดาบทั้งสามเล่มฟาดฟันเข้าใส่จนเป็นแผลยาว
เลือดสีดำไหลลงมาอาบไปทั่วเรียวขาอันงดงามของเธอ
“ยังไม่แพ้หรอก! ”
ขุนนางแครอทใช้ขาถีบใส่สเลบเต็มแรง
เพราะว่ามัวแต่เพ่งความสนใจไปที่ดาบ สเลบจึงถูกเรียวขาของแครอทซัดเข้าใส่
เกิดเสียงโลหะดังก้องไปทั่ว
ชุดเกราะที่แข็งแกร่งและภาคภูมิใจของฟรีด้า ถึงกับยุบตัวลงอย่างน่าใจหาย
“อั๊ก…”
สเลบรู้สึกจุกไปทั่วร่างกาย
เขาถูกส่งลอยมาไกลจนถึงสุดขอบห้องโถงเลยทีเดียว
จะเรียกว่าหลุดออกจากสนามรบไปเลยก็ได้
ส่วนทางด้านขุนนางแครอทนั้น เธอต้องแลกกับการพังชุดเกราะของสเลบด้วยขาข้างขวาของเธอ
แต่ถึงขาจะหักลงมา แครอทก็ยังมีไฟสู้ที่ไม่ดับมอด
“บานา ฉันมาช่วยแล้ว! ”
แครอทกัดฟันวิ่งด้วยขาข้างที่หักไปหาบานา
ที่จุดนั้นกำลังแลกเพลงยุทธกันอย่างดุเดือด
ฮอร์เนสพยายามที่จะบุกเข้าไปเพื่อจัดการกับเอสเทอที่กำลังเตรียมลงมือทำบางอย่าง
แต่เขาไม่อาจผ่านนักรบสมองกล้ามสองคนที่กำลังทุ่มสุดตัวหยุดเขาเอาไว้ได้
แขนซ้ายของเอรีสปลิวว่อนขึ้นฟ้า
แขนขวาของบานาถูกเฉือนจนเป็นแผลยาว
แต่พวกเขาก็ยังต่อสู้สุดใจดิ้น
เอรีสกระโดดเข่าลอยใส่ฮอร์เนส และใช้กรามอันทรงพลังกัดลงไปที่หนวดของฮอร์เนส
บานาใช้ร่างกายอันใหญ่โต เข้ารัดง้าวของฮอร์เนสเอาไว้โดยมิหวั่งเกรงความเจ็บปวด
“พวกนี้!? ”
ฮอร์ทึ่งกับพลังใจของนักรบทั้งสองมาก
“แครอท จังหวะนี้เลย! ”
“ได้! ”
ขุนนางแครอทใช้พลังเฮือกสุดท้าย กัดฟันยันพื้นด้วยขาข้างที่หัก แล้วพุ่งตัวออกไป
เธอแทงดาบลงไปที่รอยต่ออันบางเฉียบของเกราะอย่างแม่นยำ แล้ววาดเป็นวงเพื่อตัดแขนของฮอร์เนสออกมา
“อย่าคิดว่าจะง่าย! ”
แต่ฮอร์เนสเหนื่อชั้นกว่าที่พวกเขาคาดคิด
เขากางปีกออกกว้าง และกระพืออย่างรุนแรง จนขุนนางแครอทผงะถอยออกมาก่อนที่จะตัดแขนของฮอร์เนสทัน
ปีกของเผ่าอาร์โธร์โพดานั้น มีลักษณะคล้ายกับปีกของมดในโลกมนุษย์
สรุปคือมันทั้งบางและอ่อนแอ
ดังนั้นถึงจะไล่ขุนนางแครอทจะกระเด็น แต่ปีกของเขาก็เป็นอันต้องหักลงจากแรงฟาด
“ย๊าก! ”
“เหวอ!? ”
ฮอร์เนสใช้แรงทั้งหมดเหวี่ยงนักรบสมองกล้ามทั้งสองให้กระเด็นออกไป
“เจ้านี่มันเป็นสัตว์ประหลาดหรือยังไงฟะ! ”
บานาพูดด้วยสภาพที่เลือดสีดำท่วมกาย
“โอ้วววว! ”
ฮอร์คำรามก้องด้วยท่าทีที่ดุดัน
แม้แต่ยอดนักรบอย่างบานา เอรีส และแครอทยังถึงกับสั่นสะท้าน
แต่ในที่แห่งนี้ กลับมีคนหนึ่งที่ยังสามารถตีสีหน้าไร้อารมณ์ได้อยู่
“ไม่หรอก พวกเราชนะแล้วดอง~”
เอสเทอพูดด้วยสีหน้าที่ราบเรียบพร้อมกับปิดหนังสือในมือขวาลง
แสงสว่างจากคริสตัลภูติในมือซ้ายได้มืดบอดลง
รัศมียี่สิบเมตรรอบตัวของเอสเทอได้เกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น
ศัตรูของเธอต่างลงไปนอนกองที่พื้นอย่างทุรนทุราย
ภูติไร้สีหน้าที่โบยบินเหนือพื้นหนึ่งเมตร กำลังจ้องมองใส่ร่างของนักรบเผ่าอาร์โธร์โพดาที่ดิ้นรนแนบพื้นดิน
รวมไปถึงตัวฮอร์เนสด้วย
“ทะ… ทรมาน…”
เสียงของเขาเริ่มขาดช่วง
แรงจากมือที่กำง้าวได้อ่อนลงจนอาวุธขนาดยักษ์ร่วงลงไปกองที่พื้น
เอสเทอจ้องมองร่างของยอดนักรบด้วยสายตาที่เย็นชาดุจภูเขาหิมะอันหนาวเหน็บ
เลือดสีเขียวเริ่มไหลทะลักออกมาจากรูทวารหายใจที่กระจายไปทั่วร่างของเผ่าอาร์โธร์โพดา
“แค่ปรับแรงดันอากาศรอบตัวพวกมันเองนะดอง~”
เอสเทอตอบข้อสงสัยที่แสดงออกมาบนใบหน้าของพรรคพวก
เธอใช้อำนาจปีกในการดึงโครงสร้างของอากาศโดยรอบตัวศัตรู
เปลี่ยนแปลง และทำให้กลายเป็นพื้นที่เกือบจะเป็นสุญญากาศ
เมื่อแรงดันภายนอดลดต่ำลง และชุดเกราะของพวกเขาไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อรับกับสภาวะเช่นนี้ จึงทำให้แรงดันภายในร่างปริแตกจนเลือดไหลทะลักย้อนออกมา
ช่างเป็นการฆ่าที่เลือดเย็นยิ่งนัก
สเลบที่มองดูจากสุดขอบสนามรบด้วยร่างกายที่บาดเจ็บ เริ่มกรีดเสียงร้องออกมาด้วยความสิ้นหวัง
“ไม่นะ… แม้แต่ฮอร์เนสยัง…”
กำลังใจของฝ่ายอาร์โธร์โพดาลดลงอย่างเห็นได้ชัด
กระแสและทิศทางลมได้กลับไปเป็นของฝ่ายกองกำลังพันธมิตรในทันที
เส้นทางที่มุ่งตรงไปยังคริสตัลแห่งชีวิต ได้ถูกแหวกออกด้วยการนำของแม่ทัพศัตรู
“ไม่…”
สเลบพยายามออกแรงดันร่างขึ้นมาจากพื้น
แต่เขาทำไม่ได้
ชุดเกราะที่พังลง กำลังเหนี่ยวรั้งร่างกายของเขาเอาไว้กับพื้น
ฟันเฟืองแขนกลได้กลับมาย้อนศรทำร้ายตัวของเขาเอง
“ท่าน… แฟต”
ที่ตรงหน้าคริสตัล เหล่าราชินีทั้งห้าเริ่มเคลื่อนไหว
ร่างกายที่สูงสี่เมตร สามารถใช้ข่มขวัญศัตรูได้เป็นอย่างดี
อาวุธของพวกเธอคือโล่ขนาดใหญ่ที่เอาไว้ใช้ทั้งป้องกันและกระแทกศัตรู
แต่พวกเธอไม่ได้เกิดมาเพื่อต่อสู้ ดังนั้นจึงไม่มีเขี้ยวยาวที่แหลมคม และไม่มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเท่ามดทหาร
คงขึ้นอยู่กับเวลาแล้ว ที่ปราการสุดท้ายจะพังทลายลงมา
“พวกเรา… แพ้”
สเลบหมดสิ้นซึ่งหนทางออก
เขาหลับตาลง และน้อมรับความพ่ายแพ้กับชะตากรรมที่กำลังจะมาเยือน
แต่ทว่า---
“เจอแล้วงับ! ”
กลับมีเสียงใสที่ไร้เดียงสาดังขึ้นที่ข้างตัวของเขา
“นั่น… ใคร? ”
“ปมเองงับ มดทาส A เองครับ”
มดทาสขนาดเล็กพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงผิดกับสถานการณ์ที่เลวร้าย
“เจ้า… รีบหนีไปเถอะ”
สเลบไม่คิดสู้อีกต่อไปแล้ว
“ไม่ฮับ”
แต่ดูเหมือนว่ามดทาสตรงหน้าจะยังต้องการต่อสู้ต่อ
“พวกเรา… แพ้แล้ว”
สเลบพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้า
“ไม่ฮับ! พวกเรายังมีความหวังอยู่นะฮับ”
“ความ… หวัง? ”
สเลบตาโตขึ้นด้วยความแปลกใจ
เวลาเช่นนี้ ยังจะมีวิธีไหนกู้สถานการณ์ได้อีกหรือ?
พวกเขางัดทุกกลยุทธ์ที่คิดออกมาใช้ แต่ก็ยังพบจุดจบเช่นนี้
มันยังจะมีความหวังหลงเหลืออีกเช่นนั้นหรือ?
สเลบคิดเช่นนั้น
“ใช่แล้วฮับ! อย่าพึ่งยอมแพ้นะฮับท่านสเลบ มาสวมเกราะตัวนี้ แล้วช่วยขึ้นเป็นผู้กล้าของพวกเราทีฮับ! ”