Age of war

    ตอนที่ 56 ฮีโร่ยูนิตปะทะฮีโร่ยูนิต (2)

    “เจ้าตัวจิ๋ว หลบไปข้างหลังข้าซะ! ”

    บานากล่าวเช่นนั้นก่อนที่จะหยิบตรีศูลวิ่งเข้าไปปะทะกับขุนพลฮอร์เนส

    ง้าวและตรีศูลถูกเหวี่ยงปะทะใส่อย่างรุนแรง

    เสียงฟันเฟืองได้ลั่นกังวาลจากรอยต่อของชุดฮอร์เนส พร้อมพละกำลังที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าบานา ผู้ซึ่งว่ากันว่ามีพละกำลังไม่น้อยไปกว่าใครในเผ่าของเขา

    หากวัดที่ฝีมือเพลงยุทธ บานาอาจเก่งน้อยกว่าขุนนางแมงโกและแครอท

    แต่หากวัดที่ลูกบ้าและพละกำลัง ขุนนางบานาคืออันดับหนึ่งจากบรรดาขุนนางทั้งสิบของเผ่ายักษา

    ด้วยพละกำลังที่บ้าคลั่งของบานา เลยทำให้เขาสามารถดับขุนพลฮอร์ที่สวมเกราะเสริมพลังกลับไปได้

    “ฮึ! ”

    ฮอร์เนสใช้แขนทั้งสองข้างที่ว่างอยู่ ปามีดเข้าใส่ในจุดบอดของบานา

    แต่เป็นเพราะบานาได้ปะทะกับฮอร์เนสหลายครั้งในศึกนี้ จึงรู้วิธีการต่อสู้ของฝ่ายตรงข้ามเป็นอย่างดี

    บานาผ่อนแรงลงแล้วปล่อยให้ร่างของตนถูกดันกลับ

    เขาใช้ประโยชน์จากแรงของฮอร์เนสในการสร้างระยะห่างออกมา

    พื้นดิน ณ จุดที่ทั้งสองปะทะได้เกิดเป็นหลุมกว้างปรากฏขึ้นตรงหน้า

    ในจังหวะที่บานาถอยออกมาตั้งหลัก เอรีสกับแครอทก็วิ่งบุกเข้าไปจากทางซ้ายและขวาของเขา

    หนึ่งคนถือดาบสองมือที่ยาวมากกว่าสองเมตร อีกหนึ่งคนคือนักรบเผ่ามนุษย์ที่ใช้พลองเหล็กยาว

    “อย่างเจ้าต้องเจอกับผม! ”

    สเลบกางแขนทั้งสี่ออกพร้อมดาบสีดำสี่เล่มในมือทั้งสี่ข้าง

    เขาวิ่งย่อตัวลงต่ำ ใช้ประโยชน์จากร่างกายที่เล็กเพียงหนึ่งเมตรครึ่ง แล้วพุ่งเข้าใส่มุมต่ำของขุนนางแครอท

    “แกอีกแล้วเรอะ!? ดี งั้นขอแก้มือเมื่อวันนั้นละนะ! ”

    ขุนนางแครอทจำสเลบได้ และยังจำได้ว่าตนเคยแพ้เขามาแล้ว

    ถึงทั้งคู่จะไม่อาจเข้าใจภาษาของอีกฝ่าย แต่สามารถรับรู้ความต้องการของอีกฝ่ายได้ด้วยสายตาและวิชาเพลงดาบ

    เสียงโละหะกระทบได้ดังขึ้น ทั้งเธอและเขาต่างรู้ว่าอีกฝ่ายจะไม่มีวันยอมละสายตาไปจากตน

    เนื่องจากขุนนางแครอทถูกสเลบเข้าขวาง ทำให้ภาระที่ต้องรับมือของฮอร์เนสลดลง

    ไม้พลองเหล็กสีดำของเอรีสถูกวาดเป็นวงอย่างสง่างามลงไปที่หน้าผากของฮอร์เนส

    มันเป็นการเล่นเพลงยุทธที่คล่องแคล่วและมีลีล่า อีกทั้งยังพริ้วว่องไวดุจสายน้ำ

    พลองเหล็กถูกกระหน่ำใส่ฮอร์เนสไม่ยั้ง

    แต่เขารับมือมันได้อย่างง่ายดาย

    การโจมตีที่สวยงามและรวดเร็ว อาจน่ากลัวหากไม่สามารถอ่านทางได้

    แต่เนื่องจากฮอร์เนสคือผู้มีพรสวรรค์ด้านการสู้รบ เขาจึงสามารถมองออกได้ในทันทีที่เห็นเพลงยุทธของเอรีส

    ง้าวยักษ์ได้ถูกวาดออกไปเพื่อปัดไม้พลองของเธอ

    “เหวอ!? ”

    เอรีสเสียหลักจนกระเด็นออกไปไกล

    ฮอร์เนสรีบวิ่งเข้าไปซ้ำเพื่อให้เอรีสตายคาที่

    “เอรีส! ”

    แอร์บาส์รที่เห็นคนรักของตัวเองกำลังจะถูกฆ่า จึงละความสนใจจากลูกกระจอกตรงหน้า แล้วรีบพุ่งเข้าไปขวาง

    “แกต้องเจอกับข้า”

    “เฮ้ย!? ”

    บุรุษผิวดำรีบยกโล่หนังสัตว์ขึ้นสูง

    โล่ชนเผ่าพื้นเมืองได้ส่งเสียงลั่นออกมาพร้อมกับเบี่ยงทิศของหอกที่พุ่งเข้าใส่

    แต่ศัตรูไม่ได้มีหอกเพียงเล่มเดียว

    หอกสี่เล่มได้พุ่งโจมตีมากจากทั้งสี่ทิศทาง

    ซ้าย ขวา บน และช่วงล่างของแอร์บาส์ร

    โล่ของแอร์บาส์รทำได้แค่เบี่ยงการโจมตีจากทางด้านซ้ายและด้านบน

    ตัวโล่ที่รับคมหอกอันรุนแรงได้เกิดเป็นบาดแผลยาว

    หากฝืนใช้มันต่อไป คงได้ขาดครึ่งไปพร้อมกับโล่ใบนี้ ดังนั้นเขาจึงโยนโล่ทิ้งไป แล้วสลับมือมาคว้าที่ด้ามของหอกในมือขวา

    เขาจับหอกเอาไว้มั่น แล้ววาดเป็นวงกลมในเสี้ยวนาทีเพื่อรับหอกจากทางขวาและมุมล่างที่เล็งมาตรงหัวเขาของตน

    เสียงปะทะอันรุนแรงได้ดังกังวาลไปทั่ว

    ทั้งคู่ต่างใช้อาวุธของตนดันปะทะด้วยแรงทั้งหมดที่มี

    เผ่าอาร์โธร์โพดาระดับมดองครักษ์ [สกัด] กางปีกออกพร้อมกับดันร่างของแอร์บาส์รกลับไปจนเกิดเป็นรอยลากยาวไปตามพื้นดิน

    แอร์บาส์รรีบดีดตัวออกเพื่อทิ้งระยะห่าง

    “เอรีส! ”

    ในเสี้ยวนาทีนั้นเอง ที่ง้าวของฮอร์เนสกำลังจะปั่นคอของเอรีสลงมา

    เธอยกไม้พลองขึ้นมากันเอาไว้ แต่กลายเป็นว่าไม้พลองของเธอถูกตัดออกไปแทน

    อีกเพียงแค่หนึ่งมิล คมง้าวของฮอร์เนสก็จะเฉือนผิวขาวของเอรีสลงแล้ว

    “อย่าดูถูกเรานะดอง~”

    เกิดคมอากาศวิ่งเข้าใส่ร่างของฮอร์เนส

    การโจมตีที่ไม่มีซุ่มเสียงนั้น ทำให้ร่างของฮอร์เนสปลิวถอยออกไปถึงสี่เมตร

    เอสเทอผู้บัญชาการเผ่าภูติแสนน่ารักคนนี้ ถึงตัวจะเล็ก และพร่ำบอกว่าไม่ใช่นักรบ แต่ความจริงนั้นเธอมีความเก่งกาจพอตัวเลยทีเดียว

    ปกติพวกภูติจะมีความชำนาญในการแปรสสารไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง

    แต่เอสเทอสามารถแปลงสภาพสสารได้ทุกธาตุ เนื่องจากความอัจฉริยะและความรู้จากการอ่านของเธอเอง

    ชื่อนักปราชญ์ไม่ใช่ได้มาโดยง่ายหรอกนะ

    “เกราะแข็งน่าดู แต่ของแบบนั้นเป็นเพียงแค่ของเล่นสำหรับฉันนะดอง~”

    เอสเทอใช้มือซ้ายถือคริสตัลภูติ และใช้มือขวาถือหนังสือเล่มหนึ่ง

    ตำราความรู้และตารางธาตุถูกกางออกที่ตรงหน้าของเธอ

    “บานา เอรีส ช่วยถ่วงเวลาหน่อย”

    “จัดให้”

    บานาลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แล้ววิ่งเข้าใส่ฮอร์เนส

    ตรีศูลถูกกระหน่ำแทงลงไปอย่างรุนแรงด้วยความบ้าคลั่งดุดัน

    ฮอร์เนสใช้สองมือถือง้าวรับมือเอาไว้

    เขาไม่รู้ว่าเอสเทอจะทำอะไร แต่รู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าจะปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้

    เขาจึงใช้อีกสองมือที่ว่างเปล่า ปามีดเข้าใส่เอสเทอ

    เอรีสใช้พลองเหล็กที่หักครึ่งรับเอาไว้ด้วยวิชากระบี่กระบองสองมือ

    “ฮึ”

    ฮอร์เนสใช้พละกำลังอันมากล้น ดันร่างของบานาจนกระเด็นอีกครั้ง พร้อมกับกางปีกบินเข้าใส่

    เอรีสพยายามโจมตีสวน แต่เธอถูกพลักกระเด็นพร้อมบาดแผลยาวตรงช่องท้อง

    ดูเหมือนว่านักรบแนวหน้าสองคนจะเอาฮอร์เนสไม่อยู่

    “โรส ฝากด้วยดอง~”

    “ได้ค่ะ ออง~”

    ประกายสายฟ้า หัวหน้าหน่วยรบอัศนีเผ่าภูติตอบรับด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง

    ผมสีทองฟูฟ่องอันโดดเด่น ได้ปรากฏตัวขึ้นในสายตาของฮอร์เนส

    ทันใดนั้นเอง ที่เกิดกำแพงสายฟ้าขึ้นรอบตัวของนักรบไร้พ่าย

    “อั๊ก!? ”

    มันเป็นการโจมตีที่รวดเร็ว และไม่อาจทราบได้ว่ายิงมาจากจุดไหน

    คงไม่มีสิ่งมีชีวิตที่รวดเร็วกว่าสายฟ้าอีกแล้ว

    แต่ฮอร์ยังไม่ล้มตัวลง

    มีดถูกปาสวนกลับออกไป

    ถึงร่างจะเหน็บชาเพียงใด แต่จิตใจของยอดนักรบมันพลังดันให้เขายังสามารถขยับแขนและขาออกไปได้อยู่

    “ออง!? ”

    โรสรีบบินหลบมีดที่ปาออกไป

    แต่โชคร้ายที่ปลายคมมีดได้เฉือนปีกของเธอออกไปบางส่วน

    “กรี๊ดดด!? ”

    เธอกรีดเสียงลั่น พร้อมกับแสดงท่าทีทรมานออกมา

    เธอบินช้าลง ก่อนจะร่วงโรยลงสู่พื้น

    ใบหน้าซีดเผือกเหมือนคนหายใจไม่ออก ก่อนจะสิ้นชีพลงไป

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีหรือที่สเลบซึ่งกำลังต่อสู้อยู่ใกล้บริเวณนี้จะไม่ทันเห็น

    “จุดอ่อนของปีศาจแสงคือปีก ทุกหน่วย เล็งโจมตีเน้นไปที่ปีกของพวกมัน! ”

    คำสั่งของสเลบได้ถูกถ่ายทอดไปอย่างรวดเร็ว

    กระแสและทิศทางของสงครามเริ่มพลิกกลับเป็นฝ่ายของเผ่าอาร์โธร์โพดาในทันที

    “กล้ามองไปทางอื่นหรือเจ้านะ! ”

    แครอทคำรามเสียงดัง

    เธอวิ่งเข้าใส่สเลบอีกครั้งพร้อมกับดาบที่เงื้อขึ้นมา

    เพลงยุทธของแครอทจะเน้นไปที่ทวงท่ามากกว่าการใช้พลังแบบบานา

    “...”

    สเลบไม่ตอบอะไรกลับไป แต่ตั้งท่าเตรียมรับมือด้วยดาบทั้งสี่เล่ม

    “อึ๊ก…”

    แครอทหยุดดาบของตนลง เพราะว่านักรบที่ตัวเล็กกว่าตรงหน้าเธอนั้น ไม่มีช่องว่างให้โจมตีเข้าใส่ได้เลย

    ดาบทั้งสี่ถูกวางอยู่ในทิศที่ไม่อาจโจมตีเข้าใส่ได้ และหากฝืนโจมตีเข้าไป คงเป็นได้ถูกสวนกลับด้วยดาบเล่มอื่นในทันที

    “ไม่เข้ามาหรือ? ”

    สเลบพูดจาท้าทายเธอออกไป ถึงแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายฟังไม่ออก

    แต่ความต้องการของสเลบคงสื่อไปถึง แครอทจึงยกดาบตั้งท่าโจมตีอีกครั้ง

    ทั้งสองฝ่ายต่างจ้องตากันอยู่ครู่หนึ่ง

    จนกระทั้ง…

    “อ๊ากกก!? ”

    เสียงของแอร์บาส์รได้ดังขึ้นมา

    ดูเหมือนว่าการรับมือหอกสี่เล่มด้วยหอกเพียงเล่มเดียวที่เขามี มันจะเกิดกำลังของเขา

    หัวใจของแอร์บาส์รถูกหอกเสียบทะลุสิ้นชีพลง

    แต่ด้วยจิตใจยอดนักรบของเขา เขาจึงไม่ยอมที่จะสิ้นชีพไปเพียงคนเดียว

    “ยังไม่จบแค่นี้หรอก! ”

    แอร์บาส์รใช้หอกแทงลงไปในช่องว่างของรอยต่อฟันเฟืองแถวช่วงแขนข้างหนึ่งของสกัด

    หอกปลายแหลมรูปใบไม้ถูกแทงลงไปอย่างรุนแรง เสียบทะลุผ่านช่องว่าง ลึกทะลุจุดที่อ่อนนุ่มที่สุดของชุดเกราะ สู่ร่างกายภายในของสกัด

    เลือดสีเขียวจำนวนมากได้ไหลออกมาจากภายในชุดของเขา

    “หน่อย! ”

    สกัดใช้เขี้ยวที่ยาวหนึ่งเมตรกัดลงไปที่ศรีษะของแอร์บาส์รเพื่อดับชีวิตของเขาลง

    “ท่านหัวหน้า! ”

    “หน่อย! พวกเราจะล้างแค้นให้หัวหน้าเอง! ”

    เหล่าลูกน้องของแอร์บาส์รที่เห็นภาพนั้น ต่างเริ่มบัลดาลโทสะกันเป็นทิวแถว

    พวกเขาวิ่งกรูเข้าใส่สกัดอย่างไม่คิดชีวิต

    “อึ๊ก...”

    สกัดที่บาดเจ็บหนัก เริ่มทำการต่อต้านฝูงทหารมนุษย์ที่กรูเข้ามาจากทุกทิศทาง

    เขาถูกกองทัพอันมหาศาลจับแยกออกมาจากกองทัพของเขาเอง

    ร่างของมนุษย์นับสิบถูกหอกทั้งสี่ของสกัดแทงทะลุ และเหวี่ยงกระเด็นออก

    แต่พอใช้งานไปได้สักระยะ หอกทั้งสี่ก็เริ่มทื่อลง อีกทั้งยังเปื้อนไปด้วยเลือด

    แถมยังมีร่างอันหนังอึ้งของทหารศัตรูติดคาอยู่ที่ปลายหอกของเขา

    ดวงตาของสกัดเริ่มพร่ามัว

    กองทัพมนุษย์ ไม่ว่าจะอัศวิน หรือจอมยุทธ พวกเขาใช้ทั้งดาบ ง้าว หอก และกระบี่ ใช้สรรพอาวุธทั้งหลายที่มี แทงกระหน่ำลงไปในรอยต่อของชุดที่เล็งได้ยาก

    รุมโรมรันจากทุกทิศทาง ปีนป่ายและกดร่างของสกัดที่สูงถึงสามเมตรจนกายแนบผืนดิน

    ร่างของสกัดกระตุกอย่างรุนแรงจากความเจ็บปวดที่ไม่อาจต่อต้านได้

    “ (ท่านราชินีฟรีด้า...ข้าขอโทษ) ”

    จนกระทั้งสิ้นชีวิตลงไปอีกคนหนึ่ง

    “เจ้าสกัด…”

    สเลบที่เห็นการตายของเพื่อนร่วมรบต่อหน้า ได้เกิดความกังวลขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง

    แครอทที่เห็นช่องว่างเสี้ยววินาทีนั้น ได้ถีบพื้นลงไปเต็มแรงพร้อมกับดาบสองมือที่จับเอาไว้มั่น

    คมดาบวิ่งผ่านอากาศราวกับฉลามที่กระโจนเข้าหาเหยื่อแสนโอชะตรงหน้า

    “แย่ละ!? ”

    สเลบรีบยกดาบขึ้นมาตั้งรับ

    ใบมีดทั้งสี่ประกบเข้ากับใบดาบที่หนักและรุนแรงของแครอทอย่างอ่อนโยน

    ปล่อยให้พลังไหลผ่านไปตามธรรมชาติดั่งต้นหลิวที่ลู่ไปตามลม

    ขุนนางแครอทแทบจะไม่รู้สึกถึงแรงต้านทานเลยแม้แต่น้อย

    เธอรีบเปลี่ยนกระบวนยุทธ ผ่อนกำลังแขนลง แล้วดึงดาบกลับเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว

    ในช่วงเวลาเดียวกัน คมดาบอีกสามเล่มของสเลบก็ได้แทงสวนเข้าไป

    การแทงและฟันดาบของสเลบนั้น ไร้ซึ่งความดุดัน แต่อ่อนนุ่มและอ่อนโยนดั่งดอกไม้

    แต่ทว่าเป็นดอกกุหลาบที่เต็มไปด้วยหนามอันตราย

    คมดาบถูกวาดเป็นวิถีที่ยากจะเดาทิศทางได้

    ขุนนางแครอทพยายามใช้ระยะดาบและขนาดตัวที่ได้เปรียบ ชิงอำนาจโจมตีและตีวงดาบเพื่อไม่ให้สเลบเข้าประชิด

    แต่ด้วยความอ่อนช้อยของสเลบ จึงทำให้เขาสามารถเดินพริ้วไปพร้อมดาบเข้าประชิดตัวเธอได้สำเร็จ

    “อึ๊ก…”

    ขาทั้งสองข้างของเธอถูกดาบทั้งสามเล่มฟาดฟันเข้าใส่จนเป็นแผลยาว

    เลือดสีดำไหลลงมาอาบไปทั่วเรียวขาอันงดงามของเธอ

    “ยังไม่แพ้หรอก! ”

    ขุนนางแครอทใช้ขาถีบใส่สเลบเต็มแรง

    เพราะว่ามัวแต่เพ่งความสนใจไปที่ดาบ สเลบจึงถูกเรียวขาของแครอทซัดเข้าใส่

    เกิดเสียงโลหะดังก้องไปทั่ว

    ชุดเกราะที่แข็งแกร่งและภาคภูมิใจของฟรีด้า ถึงกับยุบตัวลงอย่างน่าใจหาย

    “อั๊ก…”

    สเลบรู้สึกจุกไปทั่วร่างกาย

    เขาถูกส่งลอยมาไกลจนถึงสุดขอบห้องโถงเลยทีเดียว

    จะเรียกว่าหลุดออกจากสนามรบไปเลยก็ได้

    ส่วนทางด้านขุนนางแครอทนั้น เธอต้องแลกกับการพังชุดเกราะของสเลบด้วยขาข้างขวาของเธอ

    แต่ถึงขาจะหักลงมา แครอทก็ยังมีไฟสู้ที่ไม่ดับมอด

    “บานา ฉันมาช่วยแล้ว! ”

    แครอทกัดฟันวิ่งด้วยขาข้างที่หักไปหาบานา

    ที่จุดนั้นกำลังแลกเพลงยุทธกันอย่างดุเดือด

    ฮอร์เนสพยายามที่จะบุกเข้าไปเพื่อจัดการกับเอสเทอที่กำลังเตรียมลงมือทำบางอย่าง

    แต่เขาไม่อาจผ่านนักรบสมองกล้ามสองคนที่กำลังทุ่มสุดตัวหยุดเขาเอาไว้ได้

    แขนซ้ายของเอรีสปลิวว่อนขึ้นฟ้า

    แขนขวาของบานาถูกเฉือนจนเป็นแผลยาว

    แต่พวกเขาก็ยังต่อสู้สุดใจดิ้น

    เอรีสกระโดดเข่าลอยใส่ฮอร์เนส และใช้กรามอันทรงพลังกัดลงไปที่หนวดของฮอร์เนส

    บานาใช้ร่างกายอันใหญ่โต เข้ารัดง้าวของฮอร์เนสเอาไว้โดยมิหวั่งเกรงความเจ็บปวด

    “พวกนี้!? ”

    ฮอร์ทึ่งกับพลังใจของนักรบทั้งสองมาก

    “แครอท จังหวะนี้เลย! ”

    “ได้! ”

    ขุนนางแครอทใช้พลังเฮือกสุดท้าย กัดฟันยันพื้นด้วยขาข้างที่หัก แล้วพุ่งตัวออกไป

    เธอแทงดาบลงไปที่รอยต่ออันบางเฉียบของเกราะอย่างแม่นยำ แล้ววาดเป็นวงเพื่อตัดแขนของฮอร์เนสออกมา

    “อย่าคิดว่าจะง่าย! ”

    แต่ฮอร์เนสเหนื่อชั้นกว่าที่พวกเขาคาดคิด

    เขากางปีกออกกว้าง และกระพืออย่างรุนแรง จนขุนนางแครอทผงะถอยออกมาก่อนที่จะตัดแขนของฮอร์เนสทัน

    ปีกของเผ่าอาร์โธร์โพดานั้น มีลักษณะคล้ายกับปีกของมดในโลกมนุษย์

    สรุปคือมันทั้งบางและอ่อนแอ

    ดังนั้นถึงจะไล่ขุนนางแครอทจะกระเด็น แต่ปีกของเขาก็เป็นอันต้องหักลงจากแรงฟาด

    “ย๊าก! ”

    “เหวอ!? ”

    ฮอร์เนสใช้แรงทั้งหมดเหวี่ยงนักรบสมองกล้ามทั้งสองให้กระเด็นออกไป

    “เจ้านี่มันเป็นสัตว์ประหลาดหรือยังไงฟะ! ”

    บานาพูดด้วยสภาพที่เลือดสีดำท่วมกาย

    “โอ้วววว! ”

    ฮอร์คำรามก้องด้วยท่าทีที่ดุดัน

    แม้แต่ยอดนักรบอย่างบานา เอรีส และแครอทยังถึงกับสั่นสะท้าน

    แต่ในที่แห่งนี้ กลับมีคนหนึ่งที่ยังสามารถตีสีหน้าไร้อารมณ์ได้อยู่

    “ไม่หรอก พวกเราชนะแล้วดอง~”

    เอสเทอพูดด้วยสีหน้าที่ราบเรียบพร้อมกับปิดหนังสือในมือขวาลง

    แสงสว่างจากคริสตัลภูติในมือซ้ายได้มืดบอดลง

    รัศมียี่สิบเมตรรอบตัวของเอสเทอได้เกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น

    ศัตรูของเธอต่างลงไปนอนกองที่พื้นอย่างทุรนทุราย

    ภูติไร้สีหน้าที่โบยบินเหนือพื้นหนึ่งเมตร กำลังจ้องมองใส่ร่างของนักรบเผ่าอาร์โธร์โพดาที่ดิ้นรนแนบพื้นดิน

    รวมไปถึงตัวฮอร์เนสด้วย

    “ทะ… ทรมาน…”

    เสียงของเขาเริ่มขาดช่วง

    แรงจากมือที่กำง้าวได้อ่อนลงจนอาวุธขนาดยักษ์ร่วงลงไปกองที่พื้น

    เอสเทอจ้องมองร่างของยอดนักรบด้วยสายตาที่เย็นชาดุจภูเขาหิมะอันหนาวเหน็บ

    เลือดสีเขียวเริ่มไหลทะลักออกมาจากรูทวารหายใจที่กระจายไปทั่วร่างของเผ่าอาร์โธร์โพดา

    “แค่ปรับแรงดันอากาศรอบตัวพวกมันเองนะดอง~”

    เอสเทอตอบข้อสงสัยที่แสดงออกมาบนใบหน้าของพรรคพวก

    เธอใช้อำนาจปีกในการดึงโครงสร้างของอากาศโดยรอบตัวศัตรู

    เปลี่ยนแปลง และทำให้กลายเป็นพื้นที่เกือบจะเป็นสุญญากาศ

    เมื่อแรงดันภายนอดลดต่ำลง และชุดเกราะของพวกเขาไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อรับกับสภาวะเช่นนี้ จึงทำให้แรงดันภายในร่างปริแตกจนเลือดไหลทะลักย้อนออกมา

    ช่างเป็นการฆ่าที่เลือดเย็นยิ่งนัก



    สเลบที่มองดูจากสุดขอบสนามรบด้วยร่างกายที่บาดเจ็บ เริ่มกรีดเสียงร้องออกมาด้วยความสิ้นหวัง

    “ไม่นะ… แม้แต่ฮอร์เนสยัง…”

    กำลังใจของฝ่ายอาร์โธร์โพดาลดลงอย่างเห็นได้ชัด

    กระแสและทิศทางลมได้กลับไปเป็นของฝ่ายกองกำลังพันธมิตรในทันที

    เส้นทางที่มุ่งตรงไปยังคริสตัลแห่งชีวิต ได้ถูกแหวกออกด้วยการนำของแม่ทัพศัตรู

    “ไม่…”

    สเลบพยายามออกแรงดันร่างขึ้นมาจากพื้น

    แต่เขาทำไม่ได้

    ชุดเกราะที่พังลง กำลังเหนี่ยวรั้งร่างกายของเขาเอาไว้กับพื้น

    ฟันเฟืองแขนกลได้กลับมาย้อนศรทำร้ายตัวของเขาเอง

    “ท่าน… แฟต”

    ที่ตรงหน้าคริสตัล เหล่าราชินีทั้งห้าเริ่มเคลื่อนไหว

    ร่างกายที่สูงสี่เมตร สามารถใช้ข่มขวัญศัตรูได้เป็นอย่างดี

    อาวุธของพวกเธอคือโล่ขนาดใหญ่ที่เอาไว้ใช้ทั้งป้องกันและกระแทกศัตรู

    แต่พวกเธอไม่ได้เกิดมาเพื่อต่อสู้ ดังนั้นจึงไม่มีเขี้ยวยาวที่แหลมคม และไม่มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเท่ามดทหาร

    คงขึ้นอยู่กับเวลาแล้ว ที่ปราการสุดท้ายจะพังทลายลงมา

    “พวกเรา… แพ้”

    สเลบหมดสิ้นซึ่งหนทางออก

    เขาหลับตาลง และน้อมรับความพ่ายแพ้กับชะตากรรมที่กำลังจะมาเยือน

    แต่ทว่า---

    “เจอแล้วงับ! ”

    กลับมีเสียงใสที่ไร้เดียงสาดังขึ้นที่ข้างตัวของเขา

    “นั่น… ใคร? ”

    “ปมเองงับ มดทาส A เองครับ”

    มดทาสขนาดเล็กพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงผิดกับสถานการณ์ที่เลวร้าย

    “เจ้า… รีบหนีไปเถอะ”

    สเลบไม่คิดสู้อีกต่อไปแล้ว

    “ไม่ฮับ”

    แต่ดูเหมือนว่ามดทาสตรงหน้าจะยังต้องการต่อสู้ต่อ

    “พวกเรา… แพ้แล้ว”

    สเลบพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้า

    “ไม่ฮับ! พวกเรายังมีความหวังอยู่นะฮับ”

    “ความ… หวัง? ”

    สเลบตาโตขึ้นด้วยความแปลกใจ

    เวลาเช่นนี้ ยังจะมีวิธีไหนกู้สถานการณ์ได้อีกหรือ?

    พวกเขางัดทุกกลยุทธ์ที่คิดออกมาใช้ แต่ก็ยังพบจุดจบเช่นนี้

    มันยังจะมีความหวังหลงเหลืออีกเช่นนั้นหรือ?

    สเลบคิดเช่นนั้น

    “ใช่แล้วฮับ! อย่าพึ่งยอมแพ้นะฮับท่านสเลบ มาสวมเกราะตัวนี้ แล้วช่วยขึ้นเป็นผู้กล้าของพวกเราทีฮับ! ”