ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์]

    ตอนที่91 นักหลอมโอสถ (1)

    53 1-2

    ตอนที่91 นักหลอมโอสถ(1)

    “อืมนี่นับเป็นปัญหาจริงๆ”

    ย่าเฟิงเหลือบมองมาทางนาง ระดมสมองครุ่นพินิจจากนั้นไม่นาน แววตาพลันสาดจ้าจรัสเป็นประกาย เอ่ยขึ้นว่า

    “องค์หญิงวันสองวันนี้ข้าจะหาโอกาสลอบทำร้ายองค์รัชทายาท และปล่อยทิ้งในเขาลูกนี้จากนั้นข้าจะตะเวนรวบรวมสมุนไพรและปรุงยารักษามาให้ท่านเพื่อนำไปช่วยชีวิตเขาอีกทีหนึ่งอาศัยวิธีนี้ ท่านจะเสาะโอกาสเข้าหาได้แน่นอน”

    พอได้ฟังเซียถงพลันสะพรึงในใจอย่างลับๆแน่นอนว่านางมิได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องสถานศักดิ์ของไป๋หลี่เย่ในฐานะองค์รัชทายาทอยู่แล้วเพียงว่า มันเพิ่งโดนนางเล่นงานจนสาหัสไปไม่นานในงานประลองยามนี้กลับต้องโดนลอบทำร้ายชนิดหยอดน้ำข้าวต้มอีกแล้วหรอกรึ?

     “อย่า! อย่าเลยย่าเฟิง!”

    ฉีหมิงเยว่ได้ฟังดังนั้นพลันรีบส่ายหน้าคว้ามือไม้อันผอมแห้งของหญิงชราขึ้นมาลูบไล้ สีหน้าแววตาตื่นตระหนกเอ่ยขึ้นเจือน้ำเสียงกังวลว่า

    “ย่าเฟิงโปรดรับรู้คนที่ช่วยชีวิตข้าในครานั้นก็คือผู้ติดตามขององค์รัชทายาทหากท่านทำร้ายและลักพาตัวองค์รัชทายาทไป เกรงว่าท่านอาจต้องปะทะกับอีกฝ่าย”

    โอ้...ข้อมูลใหม่เลย ปรากฏว่าเซี่ยหลู่เฟิงเคยช่วยชีวิตของฉีหมิงเยว่เอาไว้นี่เองเซียถงได้ฟังดังนั้นถึงได้กระจ่างทันทีว่า ทั้งสองมีความสัมพันธ์เป็นมากันอย่างไรและทั้งหมดเป็นเพราะเซี่ยหลู่เฟิงเคยช่วยชีวิตของฉีหมิงเยว่ส่งผลให้นางตกหลุมรักอีกฝ่ายตั้งแต่ตอนนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลย ไฉนตอนที่เซี่ยหลู่เฟิงเอ่ยปากถามไปว่าเขาเคยพบกับนางที่ไหน อีกฝ่ายถึงเสียใจมากถึงขั้นร้องไห้

    “หื้ม? คนที่ช่วยชีวิตท่านในครานั้นคือชายหนุ่มชุดขาวที่อยู่ข้างกายองค์รัชทยาทกระมัง? ได้เช่นนั้นข้าจะพยายามไม่ให้เขาโดนลูกหลงในตอนที่ลงมือ”

    ย่าเฟิงกล่าวให้คพมั่น แต่แววตาคู่นั้นกลับหาใช่แบบนั้นเลยมันเปี่ยมล้นไปด้วยความไม่พอใจ ราวกับสิ่งที่เซียถงได้ยิน อีกฝ่ายพยายามกล่าวว่า ‘ข้าจะพยายามฆ่าอีกฝ่ายหากมีโอกาส’ อย่างใดอย่างนั้น

    “ย่าเฟิงข้าจะหาทางเข้าใกล้องค์รัชทายาทเอง โปรดอย่าได้ทำร้ายเซี่ยหลู่เฟิง”

    ฉีหมิงเยว่กล่าวขอร้องอ้อนวอน เพราะอย่างไรนางรู้จักย่าเฟิงคนนี้ที่เลี้ยงดูตนมาตั้งแต่เด็กดีเกินกว่าใครๆนอกเสียจากตัวนางเองแล้วย่าเฟิงถือได้ว่าเป็นปีศาจหญิงชราที่มีจิตใจเหี้ยมโหดและเลือดเย็นเกินบรรยายในทางตรงกันข้าม ย่าเฟิงกลับรักใคร่และห่วงใยฉีหมิงเยว่กว่าใครๆเช่นกัน

    “องค์หญิงข้าจะให้เวลาท่านหนึ่งเดือนเท่านั้น หลังจากครบหนึ่งเดือนหากท่านยังเข้าใกล้องค์รัชทายาทไม่ได้ เกรงว่าต้องให้บ่าวออกโรงเป็นการส่วนตัวแล้ว”

    ย่าเฟิงปั้นสีหน้าดูลังเลเล็กน้อยแต่แล้วสุดท้ายก็กล่าวออกมา

    มิอาจทราบเลยจริงๆว่าขุมพลังความแข็งแกร่งของย่าเฟิงคนนี้อยู่ในระดับชั้นใด? เซี่ยหลู่เฟิงจะเป็นคู่มืออีกฝ่ายได้หรือไม่? หลากหลายความคิดถาโถมเข้ามาในหัวของเซียถงไม่หยุดหย่อนหนึ่งความคิดโฉบแล่น หนึ่งฝ่ามือกระชับมีดแน่นดูท่าจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องออกโรงเพื่อวัดพลังฝีมือของย่าเฟิงคนนี้ด้วยตนเองเสียแล้ว!

    ฉีหลิงเยว่พยักหน้าทั้งน้ำตาแม้ว่าไป๋หลี่เย่จะเป็นถึงองค์รัชทายาทแห่งจักรวรรดิตงหลี่ทั้งยังควบตำแหน่งชายที่หล่อเหลาที่สุด แต่ในสายตาของนางแล้วอีกฝ่ายกลับไม่มีความหมายใดเลยและนางเองก็ไม่ต้องฟื้นฟูจักรวรรดิของตนเองกลับมาเช่นกันทั้งหมดที่ต้องมาเข้าเรียนสถาศึกษาเซิงหลิงแห่งนี้ล้วนเป็นเพราะนางถูกย่าเฟิงพยายามโน้มน้าวชักชวนอยู่นาน

    ฉีหมิงเยว่มิได้จงเกลียดจงชังจักรวรรดิหรูหรานที่ตนเองเกิดมาเพียงแต่ไม่ต้องการฟื้นฟูจักรวรรดิที่ล้มสลายให้กลับมาแล้วเท่านั้น เนื่องจากเมื่อใดที่จักรวรรดิกลับมาสู่สภาพเดิมได้สำเร็จสักวันจะต้องเกิดสงครามนองเลือดครั้งใหญ่อีกครั้งและนางไม่อยากพบเห็นภาพฉากเหล่านั้นอีกแล้ว

    ย่าเฟิงมองไปยังฉีหมิงเยว่ที่ร้องห่มร้องไห้จนตาบวมแดงสุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยสีหน้าโศกเศร้า โอบกอดนางไว้ในอ้อมแขนยกเรียวนิ้วเหี่ยวย้นที่สั่นเทิ่มขึ้นมาเช็ดน้ำตาที่ไหลรินออกมาจากดวงตาคู่สวยของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา

    ส่งยิ้มแสนอบอุ่นกล่าวด้วยความรักใคร่ขึ้นว่า

    “เสี่ยวเยว่ย่าเฟิงคนนี้เห็นว่าสิ่งนี้เป็นหนทางเดียวแล้วจริงๆที่จะทำให้เจ้ามีชีวิตที่สุขสบายในอนาคตนี่เองก็ไม่รู้ว่าไม้ใกล้ฝังอย่างข้าจะมีชีวิตอยู่อีกได้เท่าใด ขอเพียงก่อนตายอยากจะเห็นเจ้านั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรในบ้านเกิดของเราอีกครั้งก็เท่านั้น”

    ฉีหมิงเยว่ซบศีรษะลงบนอ้อมอกของย่าเฟิงและร้องไห้ออกมาอีกครา

    ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าฉีหมิงเยว่ที่มักจะดูเป็นผู้หญิงอ่อนโยนและอ่อนไหวง่ายเบื้องหลังของนางจะแบกรับภาระที่หนักอึ้งกว่าที่คิดไว้มากการจะกอบกู้จักรวรรดิกลับมาให้รุ่งเรืองอีกครั้ง มันไม่ใช่และไม่ใกล้เคียงกับคำว่าเรื่องง่าย เลยสักนิดเซียถงที่ได้ยินสิ่งเหล่านี้ถึงกับย้อนกลับมาถามตัวเองเช่นกันว่า หากเป็นนางตัวนางจะสามารถทำได้หรือไม่?ยังจะเข้มแข็งอย่างที่ฉีหมิงเยว่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้หรือไม่?

    ฉีหมิงเยว่ร้องห่มร้องไห้เป็นเวลาครู่ใหญ่ในอ้อมกอดของย่าเฟิงก่อนที่จะหยุดร้องในที่สุด นางเงยหน้ามองย่าเฟิงและกล่าวว่า

    “ย่าเฟิงช่วยร้องเพลงกล่อมเด็กให้ข้าฟังหน่อย ข้าไม่ได้ยินท่านร้องมาแสนนานแล้ว”

    ย่าเฟิงพยักหน้าพร้อมใบหน้าที่ยิ้มแย้มจากนั้นก็ประคองร่างของนางนอนแผ่ลงบนพื้นหญ้า ช่วงศีรษะนอนอิงบนตักตบไหล่ของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบาจากนั้นก็ร้องเพลงกล่อมเด็กออกมาน้ำเสียงนุ่มนวลแสนไพเราะ

    ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงัดกลางป่าสนในยามรัตติกาลทำนองของเพลงกล่อมเด็กแพร่กระจายไปรอบบริเวณอย่างรวดเร็วเฉกเช่นเดียวกับน้ำเสียงขับร้องที่แสนอ่อนโยนมือข้างขวาที่กระชับจับมีดสั้นพลันคลายอ่อนลงเช่นกันเสมือนบทเพลงนี้ช่วยจรรโลงบาดแผลภายในใจของฉีหมิงเยว่ให้บรรเทา ความคิดที่จะลงมือของเซียถงเองก็เช่นกัน

    จ้องมองหนึ่งหญิงชราและหนึ่งหญิงสาวภายใต้แสงจันทราและบทเพลงขับกล่อมเซียถงเก็บมีดสั้นในมือลงและจากออกไปอย่างเงียบงัน

    เซียถงกลับมาที่สถานศึกษาเซิงหลิงและแอบย่องเข้าไปในห้องหลอมกลั่นโอสถดังเดิมเพื่อจะใช้สมุนไพรในห้องมาขัดเกลาฝีมือหลอมกลั่นนางจำเป็นต้องหลอมกลั่นโอสถที่ช่วยยกระดับความแข็งแกร่งให้แก่เซี่ยหลู่เฟิงโดยเร็วที่สุดยามนี้ระดับพลังลมปราณของเขาอยู่ที่ขอบเขตเสาหลักเขียวชั้นสูงสุดและจำเป็นจะต้องใช้โอสถทองคำหรือก็คือโอสถระดับสามขึ้นไปถึงจะสามารถยกระดับความแข็งแกร่งให้เหนือชั้นขึ้นอีกขั้นได้โอสถที่มีระดับชั้นต่ำกว่านั้น ต่อให้กินมากเท่าไหร่ก็ไม่มีผล

    ซึ่งโอสถทองคำหรือโอสถระดับสามมีเพียงนักหลอมโอสถระดับชั้น ปราชญ์โอสถขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถหลอมสร้างขึ้นมาได้สำหรับเซียถงที่เพิ่งบรรลุนักโอสถสามัญได้หมาดๆหนทางยังอีกยาวไกลนักกว่านะไต่เต้าไปถึงชื่อชั้น‘ปราชญ์โอสถ’ ดังนั้นนางจำต้องพยายามมากกว่าคนอื่นเป็นสองเท่าทวี

    ในยามรุ่งสาง เซียถงหลอมกลั่นโอสถระดับสามครึ่งขั้นได้สี่เม็ดแต่โอสถพวกนี้ล้วนด้อยประสิทธิภาพทั้งสิ้นนางยังไม่สามารถหลอมกลั่นโอสถจนให้ผิวเนื้อโอสถขึ้นกลายเป็นสีทองได้ตามชื่อโอสถทองคำหรือโอสถระดับสาม การจะพิสูจน์ว่า โอสถเม็ดนั้นๆสามารถย่างเท้าก้าวเข้าสู่ระดับสามได้อย่างเต็มตัวต้องดูจากผิวเนื้อของโอสถว่าสัตถุดิบทั้งหมดผสมกันได้สมบูรณ์แบบจนขึ้นเนื้อทองหรือไม่หากยังไม่สามารถหลอมกลั่นจนทำให้โอสถขึ้นสีทองคำได้นั่นถือว่าไม่ใช่โอสถระดับสามอย่างแท้จริง และนั่นจะถูกเรียกว่า โอสถระดับสามครึ่งขั้นแทน

    แต่ถึงแบบนั้นการที่นางสามารถหลอมกลั่นโอสถระดับสามได้บ้างแล้ว นี่เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าระดับพลังฝีมือหลอมกลั่นโอสถของนางน่าจะอยู่ในจุดสูงสุดแห่งนักโอสถสามัญแล้วและบางทีนางอาจจะทะลวงขึ้นกลายเป็นราชาโอสถได้โดยตรงในการฝึกปรือครั้งต่อไป

    หยิบโอสถระดับสามครึ่งขั้นทั้งสี่เม็ดใส่กระเป๋าเสื้อผ้าเซียถงเดินตรงไปที่ร้านขายโอสถต่อเป็นสถานที่ถัดไปเพื่อขายพวกมัน ซึ่งแต่ละเม็ดนางขายได้ในราคาสามสิบเหรียญทองเท่ากับว่าในรอบนี้นางได้เงินมาทั้งหมดร้อยยี่สิบเหรียญทองถ้วนบวกกับอีกเหรียญทองจำนวนสิบกว่าเหรียญของเดิมก่อนหน้าเซียถงลองคำนวณอยู่สักพักหนึ่ง ก็ตัดสินใจว่าจะเก็บเงินไว้เพียงจำนวนห้าสิบเหรียญทองติดตัวไว้ส่วนที่เหลือจะมอบให้ฮูหยินหลี่กับอิ๋งเอ๋อร์ไว้ใช้จ่ายส่วนตัว

    พอเห็นฮูหยินหลี่เบิกตาโตเท่าไข่ห่านด้วยความตกใจเซียถงยังคงใช้ไม้เดิมก็คือ สร้างเหตุผลหลอกๆถึงที่มาของเงินเหล่านี้

    หลังออกจากเรือนพักของฮูหยินหลี่มาเซียถงก็กลับมายังเรือนพักของนาง ปลุกให้อิ๋งเอ๋อร์ตื่นและมอบเงินจำนวนห้าสิบเหรียญทองให้แก่นาง

    อิ๋งเอ๋อร์ถึงกับตาเหลือกจับจ้องเหรียญทองกองโตบนโต๊ะเบื้องหน้า ขยี้ตาอยู่หลายคราก่อนจะอุทานลั่นร้องถามด้วยความตกใจว่า

    “คุณหนูนี่ท่านไปขโมยเหรียญทองมาจากไหนเยอะแยะเจ้าค่ะ?!”

    “ข้าล้วนหามาเองทั้งหมดเหรียญทองทั้งหมดบนโต๊ะเป็นของเจ้า หากต้องการซื้ออะไร วันหลังไม่ต้องบอกข้าแล้วให้นำเงินจำนวนนี้ไปซื้อได้ตามต้องการเลย”

    เซียถงกล่าวอย่างใจกว้างไม่มีความตระหนี่เห็นแก่ตัวเลยสักนิด

    ตลอดเวลาที่ผ่านมา ต้องยอมรับเลยว่าอิ๋งเอ๋อร์เป็นคนเดียวไม่เคยทอดทิ้งนางไปไหนและยังพยายามและทุ่มเทอย่างหนักเพื่อตัวนางเอง ในเมื่อตอนนี้เซียถงมีเงินแล้วมีหรือที่จะลืมอีกฝ่ายไปได้?

    เบิกตามองกองเหรียญสีทองอร่ามที่อยู่ต่อหน้าพอได้ฟังที่คุณหนูของนางกล่าวไปยิ่งตกตะลึงเข้าไปใหญ่ ที่คุณหนูกล่าวไปหมายความว่าอย่างไรกันแน่? ดหรียญทองทั้งหมดนี้เป็นของข้า? สามารถซื้ออะไรก็ได้ตามต้องการ?

    “คุณหนูแต่นี่มันมากเกินไป ข้ารับไม่ได้จริงๆ”

    อิ๋งเอ๋อร์ผลักกองเหรียญทองเหล่านั้นกลับไปทางเซียถงส่ายหน้าปฏิเสธๆไป

    “เหรียญทองพวกนี้เป็นของเจ้าแล้วหากต้องการสิ่งใดก็จงใช้เงินพวกนี้ซื้อมาเถิด”

    เซียถงยังคงกล่าวย้ำคำเดิม