ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่96 ตัดสินการรบ (2)

            หลังจากการประลองในครั้งนั้น ชายผมแดงก็ไม่ได้นำทัพมาล้อมเมืองอีกเป็นเวลานานกว่าห้าวันเป็นที่น่าแปลกใจอย่างมาก การเงียบสงบของศัตรูเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับหนิงเฟยหลงแต่ถึงอย่างนั้นหน่วยสอดแนมของมันก็ไม่ได้รายงานข่าวที่ผิดปกติไปเลย

             

            พอเข้าถึงวันที่ห้ากองทัพโจรก็ได้เข้ามาประชิดเมืองใหม่กองทัพครั้งนี้ดูแปลกพิลึกนิ่งสงบเกินไป การเคลื่อนไหวเป็นระเบียบเรียบร้อยแววตาของพวกมันเลื่อนลอย แต่อากัปกิริยานั้นกระฉับกระเฉงราวกับพวกมันถูกควบคุมอยู่

             

            หนิงเฟยหลงมองแล้วก็อดที่จะเพ่งมองอีกครั้งไม่ได้ นี่มันเคล็ดวิชาอันใด ?ถึงควบคุมคนมากกว่าแปดพันได้ และคนที่ใช้ต้องมีพลังยุทธ์สูงส่งถึงเพียงใดกัน ?

             

            กองทัพโจรจะมีผู้บ่มเพาะพลังจิต ?

             

            นี่คือหนึ่งสิ่งที่เป็นไปได้ แต่คนผู้นั้นต้องมีพลังจิตที่สูงส่ง ไม่เช่นนั้นแล้วจะไม่สามารถควบคุมคนได้เยอะเช่นนี้แต่นั่นก็เป็นเพียงหนึ่งในวิธีควบคุมจิตใจก็เท่านั้น

             

            ที่สำคัญคือเจ้าโจรพวกนี้จะเอาสิ่งใดไปเชิญผู้บ่มเพาะพลังจิตชั้นสูงนั้นมาได้?

             

            “ช่างเถอะ ๆ ไม่คิดแล้ว..” ชายหนุ่มลุกขึ้นบิดขี้เกียจแล้วจึงเดินมาริมกำแพงเมือง

             

            “เจ้าหงอนแดง สบายดีอยู่หรือ ?” ชายผมแดงได้ยินใบหน้าก็อัปลักษณ์ทันทีเจ้าหงอนแดงที่ว่าก็คงไม่พ้นตัวมันเอง

             

            “เจ้าบ้านี่...” ชายผมแดงแค่นเสียง ใบหน้ามืดครึ้มอย่างเห็นได้ชัด มันไม่มีอารมณ์มาต่อล้อกับผู้บัญชาการหนุ่มอีกอารมณ์ของมันสามารถปะทุได้ทุกเมื่อ

             

            “หนิงเฟยหลงเจ้าคงไม่ลืมว่า ห้าวันที่แล้วเจ้าได้ทำสิ่งใดลงไป ในวันนี้ข้าจะทำให้เจ้าต้องชดใช้อย่างสาสม”กล่าวจบชายผมแดงก็แผ่ไอสังหารออกไป ทำเอาผู้คนเสียวสันหลังวาบ ตัวสั่นระริก ความกดดันนี้มุ่งมาที่หนิงเฟยหลงทำเอาชายหนุ่มต้องสั่นสะท้านเล็กน้อย

             

            ไอสังหารนี่รุนแรงมาก !

             

            ห้าวันที่ผ่านมามีอะไรเกิดขึ้นกันแน่ ?

             

            เกิดความวิตกขึ้นในดวงตาของผู้บัญชาการหนุ่ม สัญชาตญาณบ่งบอกถึงความอันตรายผู้นำทัพเกือบทุกคนย่อมจะมีสัญชาตญาณเป็นของตนเองและในคราวนี้คล้ายว่ามันจะบ่งบอกถึงความอันตรายที่แฝงมากับศึกในครั้งนี้ความไม่ชอบมาพากลปรากฏตั้งแต่ผู้นำทั้งสองฝ่ายเริ่มพูดคุยกัน

             

            ผู้บัญชาการหนุ่มไม่ได้รีบตอบกลับไป เพียงทำหน้าเฉยเมยตั้งใจจะกวนประสาทอีกฝ่ายโดยเฉพาะ

             

            “ไอ้เวรนี่.....” ชายผมแดงสูดลมหายใจยาว แววตาเปลี่ยนเป็นประกายคมกริบ“ฆ่ามันให้หมด !!!!”ทันทีที่คำสั่งออกไป พวกโจรที่ยืนนิ่งอย่างเป็นระเบียบก็วิ่งกรูกันเข้าประชิดกำแพงราวกับว่าพวกมันไม่เกรงกลัวสิ่งใดจิตใจห้าวหาญเหนือมนุษย์ตั้งใจจะทลายกำแพงสูงนี้ให้พังทลาย คล้ายกันคนเสียสติแม้จะถูกศรปักเข้าที่ตัวมันก็ยังมุ่งหน้าวิ่งต่อไปจนกว่าจะไปต่อไม่ได้

             

            นั่นเป็นภาพที่น่าสยดสยองอย่างยิ่งเหล่าทหารรู้สึกว่าตนกำลังสู้กับอมุษย์ที่บ้าคลั่งขนก็ลุกชูชันสั่นสะท้านไปถึงดวงจิต

             

            แม้แต่พวกขุนพลผู้ชำนาญศึกก็ไม่เว้นนี่เป็นสิ่งที่พวกมันไม่เคยพบเจอมาก่อน

             

            หากเป็นเช่นนี้ต่อไปกำลังใจของทหารต้องหมดลงเป็นแน่ ไม่ได้การแล้ว...

             

            “จงฉีท่านมีข้อเสนอหรือไม่ ?” หนิงเฟยหลงเริ่มร้อนใจอย่างเห็นได้ชัดจงฉีส่ายหน้าแล้วกล่าวขึ้น “มีทางเดียวเท่านั้น แต่เวลานี้เสี่ยงนัก...”

             

            “..หรือท่านจะบอกข้าว่า ให้ออกไปต่อรบด้วยกระนั้นหรือ ?”จงฉีไม่ได้กล่าวตอบเพียงพยักหน้าเท่านั้น สีหน้ามันไม่ต่างจากชายหนุ่มเท่าใดนัก

             

            การเคลื่อนไหวของพวกโจรนำมาซึ่งความประหลาดใจและความหวาดกลัวในเวลาเดียวกันยากที่จะสงบใจลงได้ หากไม่ทำให้เห็นถึงเส้นทางแห่งแสงสว่างเช่นนั้นศึกนี้ก็คงต้องพ่ายแพ้แล้วและวิธีนั้นก็คือผู้บัญชาการของมันต้องนำชัยชนะมาให้

             

            หนิงเฟยหลงไม่อาจรอให้กำลังใจทหารลดลงอีกต่อไปมันออกคำสั่งให้ระดมทหารกล้าห้าร้อยนาย ติดตามออกนอกเมืองห้ำหั่นศัตรู ช่างจิ่นกวางจั้วหย่งและจางจิ้นสิงก็ติดตามไปเช่นกัน เหลือจางจิ้นจี้และจงฉีต้านศึกภายในเมือง

             

            ภารกิจของทหารทั้งห้าร้อยคือการสังหารโจรร้ายให้มากที่สุด ทำให้เห็นว่าแม้พวกมันจะถูกสังหารยากเย็นเพียงใดแต่สุดท้ายแล้วก็ไม่พ้นจิตใจอันกล้าแกร่งที่มุ่งมั่นของเหล่าทหารหาญ !

             

            ปลุกจิตสำนึกแห่งการต่อสู้ของพวกเจ้าขึ้นมา !!!!

             

            หนิงเฟยหลงเป็นคนแรกที่ทะยานร่างเข้าไปในวงล้อมข้าศึก มือขวาร่ายรำกระบี่มือซ้ายใช้เพลิงแผดเผา มองออกเป็นท่วงท่าที่สวยงาม กระบี่สายลมกับเพลิงสีชาดเมื่อใช้ออกพร้อมกันแล้วน่าดูชมยิ่ง พวกโจรร้ายถูกสังหารลงไปเป็นจำนวนมากภายใต้กระบี่และเพลิง

             

            ชายผมแดงต้องตกตะลึงกับทักษะการต่อสู้และการใช้กระบี่ของหนิงเฟยหลงถึงแม้มันจะเตรียมการมาอย่างดี แต่ก็ไม่ได้คาดคิดว่าชายหนุ่มจะมีฝีมือถึงเพียงนี้แต่นั่นก็ไม่เพียงพอให้มันถอดใจ

             

            ในเมื่อโจรพวกนั้นใช้การไม่ได้มันจะเป็นผู้ลงมือเอง !

             

            “หนิงเฟยหลง ไม่คิดเลยว่ากระบี่ของเจ้าจะยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ แต่มันก็เป็นได้แค่ขยะในสายตาของข้า!” ชายผมแดงปลดปล่อยเพลิงอัคคีออกมามันลุกโชนรุนแรงมากกว่าเก่า ทั้งยังแฝงไปด้วยอานุภาพแผดเผา เกินกว่าครั้งก่อน

             

             ทว่าหนิงเฟยหลงกลับเมินเฉยตราบใดที่ยังใช้ปราณอัคคีนั่นแทบไม่มีผลกับตัวมันเลย..

             

            ชายผมแดงไม่ได้ดูรีบร้อนจะลงมือ มันผายมือออก มีชายสามคนรูปร่างสูงโปร่งวิ่งเข้าไปหาขุนพลเอกทั้งสามของหนิงเฟยหลงพลังที่ทั้งสามแผ่ออกมาดูลึกลับมาก คล้ายกับว่าไม่ได้ออกมาจากการฝึกฝนของพวกมันเอง

             

            ช่างจิ่นกวางหรี่ตาแคบลง มันรู้สึกว่าเคยพบเจอกับพลังรูปแบบนี้มาก่อน

             

            พลังหยิน !

             

            “ทุกคนระวัง สามคนนี้เป็นผู้ฝึกฝนพลังหยินอันชั่วร้าย !” ช่างจิ่นกวางรีบร้องเตือนอีกสองคนที่เหลือ

             

            หนิงเฟยหลงเองก็ได้ยิน ใบหน้าก็พลันเย็นชาขึ้น “ไม่คิดเลยว่าเพื่อให้มาซึ่งพลัง ถึงกับฝึกฝนวิชาชั่วร้าย”

             

            “ท่านทั้งสาม อย่าปล่อยให้พวกมันมีชีวิตรอดไปได้สังหารผู้ฝึกยุทธ์ชั่วร้ายนี้ให้สิ้น !”

             

            “รับคำสั่ง !” จากนั้นชายทั้งสามก็พุ่งเข้าโจมตีผู้ฝึกฝนพลังหยินอย่างรุนแรงทหารและโจรสามัญไม่อาจต้านทานพลังที่ทรงอำนาจนี้ได้ จำเป็นต้องถอยหนีออกไปตรงสมรภูมิกลายเป็นพื้นที่ว่างให้ชนชั้นนำของสองฝ่ายห้ำหั่นกัน

             

            การปะทะของทั้งสองฝ่ายทำให้เกิดระลอกคลื่นพลังทำลายล้างกระจายตัวออกไปทุกทิศเมืองฟางเองก็ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน กำแพงที่สมบูรณ์อยู่นั้นเกิดรอยร้าวขึ้นเริ่มจากรอยเล็ก ๆ จนแตกแยกใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

             

            การโจมตีของขอบเขตแดนพลังน่ากลัวเกินไปแล้ว !

             

            กำเนิดพลังสี่คน แก่นแท้พลังสามคน และอีกหนึ่งคนที่ไม่รู้ว่าอยู่ระดับใดกันแน่แม้การโจมตีหรือป้องกันก็ยังไม่แผ่รัศมีพลังยุทธ์ของตนเองออกมา มันไม่ใช่ใครที่ไหนคือ ‘หนิงเฟยหลง’

             

            คู่ต่อสู้ของจั้วหย่งและจางจิ้นสิงนับว่าสูสีกันอย่างมาก แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีพลังยุทธ์ที่ด้อยกว่าแต่กลับสามารถต่อกรกับทั้งสองได้อย่างสูสี ส่วนคู่ของช่างจิ่นกวางนับว่าอ่อนกว่าช่างจิ่นกวางจึงกดดันอีกฝ่ายได้ตั้งแต่แรกเริ่มแม้ว่าผู้ฝึกยุทธ์พลังหยินจะมีความสามารถที่สูงกว่าผู้ฝึกยุทธ์ปกติแต่มากกว่าเพียงแค่ขั้นที่เท่ากัน ไม่สามารถต่อกรกับผู้ที่มีพลังยุทธ์สูงกว่า

             

            การเติบโตของผู้ฝึกยุทธ์หยินนั้นว่าอัศจรรย์พวกมันสามารถฝึกฝนได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องแลกมาด้วยสภาพจิตใจที่ไม่ปกติอีกทั้งสภาพร่างกายที่ไม่ถือว่าเป็นมนุษย์ได้อีกต่อไป พวกมันจำเป็นต้องอาศัยพลังหยินและที่มันเลือกจะฝึกฝนคือซากศพ การสังหารผู้คนมากมาย คือวิถีของพวกมัน จึงนับว่าเป็นการฝึกฝนโดยช้พลังผู้อื่นเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่ชั่วร้าย

             

            แต่ทันทีที่หนิงเฟยหลงละความสนใจไป ชายผมแดงก็ได้ลอบปล่อยพลังอีกสายหนึ่งออกมาทะยานร่างเข้าหาชายหนุ่มอย่างรวดเร็วหนิงเฟยหลงใช้กระบี่เข้าปะทะกับหัตถ์เพลิงของอีกฝ่าย กระบี่นั้นถูกหลอมละลายทันที

             

            “ไม่ได้การ..” หนิงเฟยหลงรีบใช้ก้าวชมจันทร์ถอยหนี สีหน้ามืดครึ้ม มันตระหนักได้ถึงพลังเร้นลับอีกสายที่อีกฝ่ายซ่อนไว้อยู่

             

            “โอ้ ดูเหมือนว่าเจ้าจะรู้แล้วสินะ” ชายผมแดงยิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายจากนั้นแววตาของมันก็เปลี่ยนเป็นแดงฉาน พร้อมกับกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่งผมแดงที่ยาวกลับยุ่งเหยิง ใบหน้าที่หล่อเหลากลับเปลี่ยนเป็นอัปลักษณ์ คลื่นพลังหยวนก็แปรเปลี่ยนเป็นพลังหยินปราณอัคคีที่มีก็หายไป

             

            แววตาที่แดงฉานนั้นจดจ้องมาที่ชายหนุ่มอย่างอาฆาตแค้น ราวกับปีศาจที่หิวกระหาย! ฝูงชนที่ดูอยู่ต่างสั่นสะท้านชายผมแดงยามนี้ดูคล้ายกับภูตผี ไม่เหมือนคนสักนิด สร้างความพรั่นพรึงอย่างยิ่งยวด

             

            หนิงเฟยหลงไม่ได้ตกใจกับกระบี่ที่พังนานนักเพราะนั่นเป็นเพียงกระบี่ขั้นสูงธรรมดา ๆไม่ใช่กระบี่ที่ล้ำค่าอย่างกระบี่ร่วงโรยที่มัยใช้แต้มมากมายมาเพื่อแลกหนิงเฟยหลงพยายามครุ่นคิดหาวิธีต้านทานพลังนั่น มันคล้ายมีอานุภาพกัดกร่อนอย่างดีเพียงกระบี่สัมผัสก็ละลายได้ เช่นนั้นแล้วเพลิงสีชาดใช้การได้หรือไม่ ?

             

            ชายหนุ่มรู้สึกไม่แน่ใจนัก สถานการณ์เช่นนี้มีแต่ต้องลองดู

             

            ร่างกายของชายหนุ่มลุกโชนด้วยเพลิงสีชาด นัยน์มีประกายที่เจิดจ้าพลังเพลิงที่รุนแรงก็แผดเผาอากาศรอบข้างให้บิดเบี้ยว ชายผมแดงถึงกับชะงักไม่แน่ว่าพลังนี้อาจต่อกรกับมันได้

             

            ผู้คนในเมืองอยู่ในอาการตกตะลึง ศึกในวันนี้ดุเดือดกว่าที่คิดคาดว่าจะเป็นการตัดสินผลแพ้ชนะแล้ว !

             

            ทั้งสองไม่รอช้ามุ่งหน้าเข้าปะทะเกิดเป็นเงาเลือนรางและอากาศที่กระเพื่อมไปมากระแสพลังทำลายอากาศรอบข้างเมื่อการปะทะครั้งแรกสิ้นสุดลงก็เผยให้เห็นสภาพของทั้งสอง ชายผมแดงนั้นร่างเกิดรูโหว่ที่หน้าอกฝ่ามือทั้งสองข้างมีรอยไหม้ นัยน์ตาที่แดงฉานยังแฝงไปด้วยความเจ็บปวด

             

            หนิงเฟยหลงก็ไม่ได้ดีกว่ากันเท่าไหร่ หากไม่มีร่างกายที่แข็งแกร่งทนทานกว่าผู้ฝึกยุทธ์ปกติหลายร้อยหลายพันเท่าถ้าไม่ได้โอสถของผู้สูงส่ง วันนี้คงต้องเป็นวันตายของชายหนุ่มแล้ว กายของมันอาจเรียกได้ว่าไร้เทียมทานเลยทีเดียว

             

            แต่ถึงอย่างนั้นพลังกัดกร่อนนี่ก็ยากที่จะต้านทานได้หมด ไม่อาจดูแคลนได้ เมื่อสำรวจดีๆ จะพบว่าพลังของชายหนุ่มนั้นสูญเสียไปค่อนข้างมาก มากยิ่งกว่าชายผมแดงหลายเท่าอันเนื่องมาจากการแผดเผาเพลิงสีชาดให้ลุกโชนตลอดเวลาซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองอย่างมาก ใบหน้าของชายหนุ่มซีดเซียวอย่างชัดเจน

             

            กายที่ทนทานกับเพลิงสีชาดที่ร้อนแรงสามารถแผดเผาพลังอันชั่วร้ายได้

             

            ถึงแม้จะอ่อนแรงลง แต่แววตากลับไม่เปลี่ยนไป ความนิ่งสงบยังมีให้เห็นจากนัยน์ตาคู่นั้น

             

            “ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะต้านทานพลังหยินที่กัดกร่อนอาวุธขั้นสูงได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้คงต้องประเมินเจ้าใหม่อีกครั้ง แต่ต่อให้เจ้าจะเก่งกว่านี้ ครั้งต่อไปก็ไม่แน่ว่าจะทนไหว”ชายผมแดงกล่าวเย้ย

             

            อันที่จริงแล้วสิ่งที่ชายผมแดงกล่าวนั้นไม่ผิดครั้งต่อไปก็ไม่แน่ว่าจะรอดลำพังกายของมันอย่างเดียวก็ไม่แน่ว่าจะรับไหว “เฮ้อ...ไม่ลองก็คงไม่รู้.....คงต้องลองดูล่ะนะ”หนิงเฟยหลงพูดพร้อมยิ้มออกมา แต่แววตานั้นเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจกระบี่แหวนมิติของชายหนุ่มก็เรืองแสง ปรากฏกระบี่เล่มหนึ่ง แม้พึ่งจะออกมาก็แผ่รัศมีพลังที่ไม่ธรรมดาสร้างแรงกดดันให้ชายผมแดงอย่างยิ่ง เหงื่อเย็นผุดขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัว

             

            ทันทีที่ชักกระบี่ออกพลานุภาพสยบฟ้าสะเทือนดินก็แผ่ออกครอบคลุมไปทั่วระยะสองสิบลี้ทำเอาผู้คนต่างสะท้านสะเทือนแรงกดดันนี้ทำให้พวกมันไม่อาจขยับเขยื้อนดวงตาทุกคู่สั่นไหว พวกมันเพียงรู้สึกว่าตนเองไม่อาจต้านทาน ใบหน้าของหนิงเฟยหลงกลับเย็นชาขึ้น

             

            ชายผมแดงรู้สึกว่าตนเองไม่อาจต่อต้านพลังนี้ได้ จิตใจก็หล่นวูบถูกสั่นคลอนจะพังครืนเมื่อใดก็ได้

             

            ไม่นานนักพลังนั้นก็แปรเปลี่ยนไป ขอบเขตที่สยบฟ้าสะเทือนดินก็แคบลงเหลือหนึ่งลี้เหลือเพียงส่วนเดียว แต่เพียงแค่นี้ก็ทำให้ชายผมแดงต้องสั่นคลอนได้แล้ว และอีกหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือพลังพลังที่ปรากฏกลายเป็นความเศร้าปกแผ่ออกไปนำมาซึ่งความสิ้นหวัง ‘ร่วงโรย’

             

            “กระบี่ระดับปฐพี !!!!”

             

            ชายที่หลบซ่อนอยู่ในความมืดคอยควบคุมกลุ่มโจรเขาตงซานในที่สุดก็ปรากฏตัว !


            ..........


            ***ตอนชดเชยครับ หากมีเวลาว่างจะมาชดเชยให้บ่อย ๆ ขอบคุณครับ***

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน