ร่างของเฟิงป๋ายหยุ่นที่ล้มลงไป..
ทำเอาบรรยากาศในสนามประลองรวมถึงผู้คนบนอัฒจันทร์เงียบลงทันตา..
ผมหมายถึง.. เงียบจริง ๆ เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองชัดยิ่งกว่าตอนตั้งสมาธิฝึกปราณเสียอีก
เฟิงป๋ายหยุ่นที่ทรุดลงไป ไร้เสียงโอดโอย แต่ร่างกลับบิดไปมาอย่าทรมาน
ผมไม่ใช่เฟิงป๋ายหยุ่น.. ไม่ใช่ญาติพี่น้องของมัน ไม่ใช้แม้แต่คู่ต่อสู้ของมัน
แต่จู่ ๆ
ก็เหมือนลมหายใจของผมติดขัดขึ้นมาเฉย ๆ
ตอนแรก.. ผมยังคิดว่าหมอนั่นแค่หมดแรง แต่ในตอนที่อาการชักของมันยังดำเนินต่อไป..
สีหน้าที่ม่วงจนน่ากลัว กับเส้นเลือดตรงขมับที่เต้นตุบ ๆ แบบไร้จังหวะ ล้วนบอกได้ชัดเจนว่าธาตุไฟในร่างของหมอนั่นปะทุขึ้น จากการฝืนเกินขีดจำกัด
มันไม่ใช่แค่ 'อาการบาดเจ็บกำเริบ' แต่มันคือ 'อันตรายถึงชีวิต'
“อาวุโส.. ท่านรีบเข้ามาช่วยมันโดยด่วน!”
เสียงของคิมบีโฮแทรกเข้ามาในบรรยากาศตึงเครียด!
ผมเหลือบตามองแวบเดียวก็เห็นเจ้าคางบุ๋มนั่นขมวดคิ้วแน่น สายตาจ้องฟ้าแต่ไม่ได้จะขออะไรจากฟ้า
แต่มันมองคนที่ใกล้ที่สุดและน่าจะช่วยหยุดยั้งสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้ดีที่สุด
มันของให้ฮูจินช่วยคู่ต่อสู้ของมัน..
ฮูจินไม่รอให้ใครพูดซ้ำซ้อน ร่างมันอาวุโสพุ่งลงมาจากอัฒจันทร์เหมือนหน่วยกู้ภัยที่เร่งรีบ ก่อนที่ตัวของเขาจะย่อตัวลงข้างเฟิงป๋ายหยุ่นแล้วตบจุดตันเถียนทันที!
ผมไม่รู้ว่ามือของเขามีน้ำหนักแค่ไหน แต่พลังปราณที่ห่อหุ้มบนนิ้วมือกลับดูอ่อนโยนยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
นิ้วของฮูจินจี้ลงจุดแล้วจุดเล่าร่วมกว่าห้าสิบสองจุด ไม่เร็ว ไม่ช้า ไม่รน ไม่รีบร้อน แต่ทุกการเคลื่อนไหวล้วนแม่นยำ
บนอัฒจันทร์..
ไม่มีเสียงใดเล็ดลอด ไม่มีใครกล้าพูด และไม่มีใครกล้ามองไปทางอื่น
ทุกคนมองภาพตรงหน้า ราวกับถ้ามองพลาดแม้แต่เสี้ยววินาที เราจะไม่ได้เห็นคนคนนี้กลับมายืนอีกครั้งได้อีกเลย
และผมเชื่อว่าทุกคนไม่ได้อยากให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น
ถ้าเป็นผมที่อยู่ตรงนั้น..
ผมก็ไม่รู้ว่า..
บ้าจริง..! ผมไม่กล้าคิดประโยคนี้ให้จบด้วยซ้ำ
และนั่นแหละคือจุดที่ผมรู้ตัว ว่าแม้ผมจะไม่ใช่คนในสนาม..
แต่ใจผมกำลังเต้นไม่เป็นจังหวะเหมือนร่างที่นอนอยู่ตรงนั้นเป็นตัวของผมเอง
ตลอดเวลาที่ฮูจินทำการใช้พลังปราณสกัดกั้นปราณที่แปรปรวนของเฟิงป๋ายหยุ่น
สี่หน้าของเขานั้นนิ่งดุจธารน้ำที่ไหลเย็นสุดสงบ
จังหวะสุดท้าย..
ฮูจินถอนหายใจเบา ๆ ลุกขึ้นแล้วมองไปยังซุ้มแพทย์สนาม
เขาไม่พูด ไม่โบกมือ แค่มองไปที่ตรงนั้น แพทย์สนามก็ได้วิ่งออกมาพร้อมกับบรรดาญาติ ๆ ของเฟิงป๋ายหยุ่นที่เร่งก้าวขาตามเข้ามา
“เฟิงป๋ายหยุ่นหมดสภาพสู้ต่อ ทำให้คิมบีโฮแห่งสำนักดาบเหล็ก ผ่านเข้าสู่รอบสี่คนสุดท้ายสายล่างคำรบสองไปพบกับอุสางิซากิแห่งบ้านตระกูลศศะในวันพรุ่ง!!”
เสียงของฮูจินเปล่งก้องสนาม
แต่มันไม่ได้ก้องอยู่ในหูผม..
เพราะสิ่งที่ดังกว่า..
คือความรู้สึกแปลก ๆ ที่เหมือนพวกเราทุกคนเพิ่งสูญเสียอะไรบางอย่างไป..
เฟิงป๋ายหยุ่น.. สู้จนตัวเองเกือบตาย..
มันเอาอนาคตของตนเองทั้งชีวิตมาแลกกับชื่อเสียงที่มันสูญไป..
ซึ่งผมก็ไม่อาจรู้ได้ ว่าสิ่งที่มันทำลงไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่..
เพราะผมไม่ใช่มัน..
ผมเลยไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่มันสูญเสียได้
ผมได้แต่หวัง..
หวังให้อาการครั้งนี้เป็นเพียงอาการบาดเจ็บทั่วไป..
ที่เพียงเจ็บครั้งนี้รักษาก็หาย..
อย่าได้เรื้อรังฉุดรั้งให้การฝึกที่ผ่านมาศูนย์เปล่าเลย..
แล้วเมื่อมองย้อนกลับไปในคู่ของอุสางิซากิ..
ผมไม่อยากคิด..
หากฮูจินไม่ได้ประกาศยุติการประลอง..
สภาพของซากิจะแตกต่างหรือเหมือนกับเฟิงป๋ายหยุ่นหรือไม่..
หลังจากนั้นเสียงที่อัดอั้นของอัฒจันทร์ก็ได้กระหึ่มออกเป็นราวกับเสียงของแมลงวันที่บินวนอยู่รอบหู
แม้แต่ผมเองก็ไม่เว้น
“สุดท้าย..
ก็ยังไม่มีใครดึงวิชาของมันออกมาได้จริง ๆ ด้วยแฮะ”
ผมพึมพำออกมาเบา ๆ ขณะหันไปมองโหวหวังที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“ถ้าไม่มีอะไรผิดแผน..
หมอนั่นอาจเป็นคู่ประลองของนายในไม่กี่วันนี้แหละ”
ผมว่าพลางวาดภาพสายประลองในหัว
ยังไงพรุ่งนี้โหวหวังก็ต้องเจอกับหม่าชุนเฟิง
สำหรับผมที่ประลองกับพวกมันมาทั้งสองคน
ผมมองว่าโหวหวังสามารถผ่านหม่าชุนเฟิงไปได้..
แต่ไม่ง่าย..
โหวหวังยังทำหน้าตาเรียบนิ่งไม่สะทกสะท้าน
มันโยกไหล่เบา ๆ ก่อนตอบเสียงราบ
“ช่างเถิด..
อย่างไรฉันก็ไม่ได้หวังอะไรกับเทศกาลนี้เสียเท่าไหร่..
หากมันอยากชนะ..
เชิญเลยฉันไม่ถือ”
น้ำเสียงของโหวหวังเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรในตอนที่มันพูด
แต่ผมที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กลับรู้ว่าในใจของมัน..
ต้องสะเทือนอยู่ไม่น้อย
เพราะมันไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับคิมบีโฮเลยนอกจากกำลังแขนที่สูสีกับตัวมัน
และระดับพลังฝึกปรือที่เหนือกว่า
“อย่างไรเอ็งก็ควรระวังตัวเอาไว้..
ลูกหวัง”
เสียงของท่านซุนต้าหลี่ดังขึ้นมากลางความเงียบ
ผมหันไปมองอาวุโสซุนที่กำลังยืนนิ่งอยู่ตรงมุมอัฒจันทร์ ริมฝีปากของท่านขยับช้า ๆ
แต่เสียงกลับหนักแน่นราวกับค้อนทุบลงกลางใจ
“การที่พ่อหนุ่มบีโฮใช้สกุลปลอมในการลงแข่ง ก็เท่ากับว่ามันมีเหตุจำเป็นที่จักต้องปกปิดตัวตนเอาไว้
ปู่กลัวว่ายามใดที่พ่อหนุ่มคิมเลือกใช้ 'วิชาของมัน' ออกมา..
นั่นอาจหมายถึง..
มันพร้อมจะสังหารใครสักคน..
เอ็งก็อย่าได้ประมาทจนเกินไป!”
แม้แต่โหวหวังเมื่อฟังคำพูดนั้น..
ยังต้องก้มศีรษะรับคำด้วยความเคารพ
“ขอบรับเจ้าคุณปู่”
สายตาที่เฉยเมยในคราแรกของคนถึงกับปรับแปลงเล็กน้อย
ดูจริงจังขึ้นมาหน่อย
ส่วนผมน่ะเหรอ..
ได้แต่เอาคำพูดนั้นของท่านผู้เฒ่าฯ มาคิด
'ยามใดที่พ่อหนุ่มคิมเลือกใช้ 'วิชาของมัน' ออกมา.. นั่นอาจหมายถึง.. มันพร้อมจะสังหารใครสักคน..'
ผมตงิดใจกับประโยคนี้..
เพราะตามความคิดของผม..
คิมบีโฮไม่น่าจะทำอะไรแบบนั้น..
อุสางิซากิก็ดี จางลี่ชิวก็ช่าง หรือกระทั่งเฟิงป๋ายหยุ่นที่อยู่ตรงหน้า
คู่ต่อสู้ของคิมบีโฮทุกคนล้วนโดนสันดาบกันหมด..
ต่อให้หมอนั่นจะมีจิตสังหารที่เหมือนกุมความแค้นครั้งยิ่งใหญ่เอาไว้ราวกับวิญญาณตามติด
แต่การกระทำกลับไม่ใช่แบบนั้น
“เอาเถิด.. วันนี้ต่างคนต่างประลองกันเหนื่อย
ฉันว่าเรารีบกลับไปที่เรือนรับรองกันดีกว่า
วันรุ่งฉันยังมีศึกประลองรอรับอยู่”
พูดจบโหวหวังก็ได้ยืนโอสถหมื่นทิพย์หกประการมาให้ผม
“ฉันเอามาเผื่อเอ็งแล้ว..
อย่างไรเอ็งก็เพิ่งเลื่อนระดับพลัง สมควรใช้มันเพื่อช่วยเสริมแรงฟื้นฟู”
“อืม.. ขอบใจ”
ผมรับมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันไปทางท่านเจ้าเมืองซุนกับท่านผู้เฒ่าวานรเล็กน้อย
“พวกเรากลับกันเถิด”
ญาติผู้ใหญ่ทั้งสองคนของซุนโหวหวังผงกหัวตอบพร้อมกันแล้วจึงหันตัวเดินนำออกไป
ผมเองก็เดินตามไปติด ๆ
อย่างที่โหวหวังมันว่า วันนี้ผมเพิ่งเลื่อนระดับพลัง คงต้องรีบกลับไปทำความเข้าใจกับพลังระดับใหม่ให้ถ่องแท้ซะก่อน
ยิ่งคู่ต่อสู้ของผมเป็นไอ้บ้านั่นด้วยแล้ว..
ก็ต้องทำให้ตัวเองพร้อมมากที่สุด
แต่ดูเหมือนความคิดผมจะไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้..
ทันทีที่ผมกำลังจะหันหลังเดินตามโหวหวังไป
“เจ้าแซ่หลิว..”
เสียงนั้นดังมาจากทางด้านหลังผม เสียงที่แฝงไปด้วยความหยิ่งยโสจนไม่ต้องเดาว่าเป็นใคร
ผมหยุดกึก ไม่ได้หันกลับไปในทันที แต่ค่อยๆ ถอนหายใจอย่างเอือมระอา
พูดถึงโจโฉ.. โจโฉก็มาสิน่า..
ตงเสวี่ยซานมันยืนอยู่ไม่ไกลนัก หน้ายาว ๆ ที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันราวกับได้ชัยชนะมาแล้วเรียบร้อย เดินตรงมาทางผมอย่างช้า ๆ ชนิดที่ว่าไม่สนใจสายตาผู้คนรอบข้างแม้แต่น้อย
ผมไม่ได้หันไปมองมันตรง ๆ แต่ค่อย ๆ หมุนตัวช้า ๆ อย่างคนไม่อยากเสียเวลามากนัก
“มีอะไรอีก.. ไอ้แซ่ตง?
งานประลองจบแล้วแทนที่จะรีบ ๆ ไสหัวกลับไป..
ยังอุตส่าห์เดินมาหาข้า..
หรือว่าเจ้ากลัวข้าลืมหน้าผุ ๆ ยาว ๆ ของเจ้าเลยต้องมาแสดงตัวกัน?”
ผมตอบกลับไปทันควัน ไม่ได้ลงเสียงสูงต่ำให้ดูท้าทายมากนัก
แค่พอให้รู้ว่าผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมากไปกว่าแค่ลมปาก
ตงเสวี่ยซานยิ้มเยาะ เดินเข้ามาใกล้ผมอีกสองสามก้าว ราวกับอยากจะให้คำพูดของมันแทงเข้ากลางใจผมได้ชัดขึ้น
“เราเพียงอยากจะมาเตือนเจ้าสักหน่อย..
เจ้าแซ่หลิว”
มันหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแฝงไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามอย่างชัดเจน
“การที่เจ้าสามารถผ่านเข้ามาพบกับเราได้ เรารู้สึกภาคภูมิใจในตัวของเจ้ายิ่งนัก
ภูมิใจจนอยากจะเตือนเจ้าเรื่องหนึ่ง
เรื่องของคนสองประเภท”
ตงเสวี่ยซานกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาจับจ้องมาที่ผมราวกับกำลังมองผ่านทะลุตัวตน
“หนึ่งคือผู้ที่ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุด ผู้กำหนดชะตาชีวิตของผู้อื่น”
มันปากหยุดเล็กน้อยด้วยท่าทางน่าหมั่นไส้ ปล่อยให้คำพูดลอยอยู่ในอากาศก่อนจะเอ่ยต่อ
“กับอีกประเภท..
คือเศษเดนที่ไร้ค่า เป็นเพียงตัวประกอบที่ต้องยอมรับชะตากรรมที่ถูกผู้อื่นกำหนด
เราคาดหวังให้เจ้ามีดีเด่นกว่าคนที่ผ่าน ๆ มาสักหน่อย”
ผมพยักหน้าช้าๆ พร้อมใช้นิ้วก้อยแคะหู
“อืม.. ฟังดูน่าสนใจนะ”
ผมยิ้มมุมปาก พร้อมดีดเศษฝุ่นผงที่ติดอยู่ตรงปลายนิ้วไปทางหมอนั่น
“แต่ก็นะ..
เจ้าคงลืมไปแล้วไอ้แซ่ตง..
ว่าโลกใบนี้มันไม่ได้มีแค่ขาวกับดำหรอกไอ้กรวก
บางทีมันอาจจะมีสีเทา ๆ ที่บางคนก็เป็นได้ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน
ไม่เชื่อ..
เจ้าก็ลองมองกระจกสิ..
เผื่อจะเจอคนที่ข้าเอ่ยถึง”
ใบหน้าของตงเสวี่ยซานยังคงสงบนิ่ง..
แต่ประกายในดวงตาของมันเริ่มเข้มข้นขึ้นเล็กน้อย
เหมือนคำพูดของผมจะทำให้มันระคายหูไม่ต่างกัน
“เจ้านี่ยังน่าสนใจไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ เจ้าแซ่หลิว
มันทำให้เราอดเสียดายได้ไม่ได้..
หากในวันมะรืนเกิดเราทำของเล่นเช่นเจ้าพังขึ้นมา..
มันจักทำให้เรารู้สึกเช่นไร”
“ขอเล่น?
ช่าย..ใช่ ข้ามันคือของเล่น
แต่ของเล่นแต่ละอย่างน่ะ มันก็มีวิธีการเล่นแตกต่างกันไป..
บางอย่างต้องเล่นอย่างถนุถนอมจึงจะสามารถเล่นต่อได้นานหน่อย..
แต่กระบี่ (เจี้ยน) เช่นข้าน่ะ..
มันคมนะ
หากเล่นไม่ระวัง..
ก็อาจบาดมือของเจ้าจนเลือดไหลได้เหมือนกัน
ไอ้แซ่ตง”
ผมพูดพลางยกนิ้วโป้งขึ้นทิ่มอกของตนเอง
ผมเห็นมุมปากของตงเสวี่ยซานกระตุกเล็กน้อย ทำให้รู้ว่าไรม์ของผมซัดเข้าปากมันไปเต็ม ๆ
แต่ในจังหวะต่อมาหมอนั่นก็ได้ผุดเผยรอยยิ้มขึ้นมา
ใช่.. พวกนายเดาถูก..
หมอนั่นมันยิ้มแบบเหยียด ๆ มาทางผม
“เหอะ..เหอะ..
นอกจากทะลวงด่านเทียบรัศมีเราได้..
ดูเหมือนวาจาไร้สาระของเจ้าเองก็พัฒนาขึ้นเช่นเดียวกัน”
“ไม่เลยเสวี่ยซาน.. ไม่เลย..”
ผมพูดยิ้ม ๆ ไปทางเจ้าหมอนั่น ซึ่งก็ดูเหยียดไม่ต่างกัน
“ฝีปากของข้าน่ะ เด่นดีมาแต่ไหนแต่ไร
ไม่เชื่อเจ้าลองกลับไปถามตงป๋ายซานน้องของเจ้าดูว่าข้ากับมันตีกันด้วยเรื่องอะไร
หากเจ้าไม่รู้..
ก็ตอนที่ข้าบอกมันว่าชื่อของข้าคือชื่อเดียวกันกับบิดะ--!”
ปึ่ง..!
เพียงพริบตาเดียวฝ่ามือของตงเสวี่ยซานก็วาดตบมาทางผม
ทว่าผมก็สามารถยกมือขึ้นกันฝ่ามือนั้นได้อย่างทันท่วงที
มือของพวกเราผลักกันไปมาด้วยแรงปราณอันไร้ซึ่งปราณธาตุและวิชาผสม
ซึ่งผมตอบได้คำนึง..
แรงที่ต้านผมอยู่นั้นน่ะ..
หนักใช่เล่นเลยล่ะ
“ไม่เอาน่า.. เจ้าแซ่ตง..
จุดเดือดของเจ้ากับน้องเจ้าช่างคล้ายกันยิ่งนัก..”
ผมพูดตอกกลับด้วยรอยยิ้มที่พยายามฉีกกว้างให้กวนโอ้ยมากที่สุด
“ของเล่นเช่นข้าหนีไปไหนไม่ไกลหรอก..
อดใจรอให้ถึงรอบวันมะรืนก่อน วันนั้นมีสักขีพยานเต็มไปหมด
สนุกจะตายไป..”
ดวงตาของตงเสวี่ยซานตอนนี้เรียกได้ว่าหลุดกรอบความเป็นมันไปไกลลิบ
นัยน์ตาคู่นั้นต่างเต็มไปด้วยความโกรธที่อัดสุมรวมกันอยู่
ซึ่งผมก็เข้าใจได้..
ถูกเอ่ยถึงบุพการี มันก็ยากที่จะไม่โกรธ
“ล้างคอได้เลยเจ้าแซ่หลิว..”
มันพูดจบก็ได้ออกแรงเหวี่ยงปัดมือที่ผมใช้ต้านวัดพลังกับมันออกไปทางด้านข้าง ก่อนที่ต่อมา พลังปราณของพวกเราทั้งสองคนจะสลายหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่
“อ่า.. ข้าจะล้างเผื่อเจ้าด้วยก็แล้วกันไอ้แซ่ตง”
ผมยักไหล่สบาย ๆ ทำท่าเหมือนจะเดินหนีไป..
ใช่..
ผมแค่ทำท่า ไม่ได้คิดจะเดินหนีไปจริง ๆ
“ข้ามีดอกเบี้ยทบต้นรอเจ้าอยู่ในวันมะรืนด้วย..
แทบจะอดใจรอมอบให้เจ้าไม่ไหวเลยล่ะ”
พูดจบ..
ผมก็หมุนตัวเดินจากไปทันที โดยไม่รอให้ตงเสวี่ยซานโต้ตอบอะไรอีก
ปล่อยให้มันยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นท่ามกลางความเงียบงัน
ผมเดินกลับไปรวมกลุ่มกับโหวหวังที่ยืนรออยู่ไม่ไกล
ใบหน้าของเพื่อนสนิทยังคงเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากของหมอนั่น
“เอ็งนี่ยัง.. เอ่อ.. ยัง.. เอ่อ.. อะไรนะ.. อ้อใช่ เกรียนคีย์บอร์ดเช่นเคย..
ไอ้เปรื่อง”
ผมหัวเราะในลำคอ ไม่ได้พูดอะไรตอบ..
เพียงมองด้านข้างของมือที่ปะทะกับตงเสวี่ยซานเมื่อครู่..
ท่อนแขนของผมเกิดร้อยช้ำจ้ำแดงจาง ๆ
ซึ่งรอยนี้บอกผมได้เป็นอย่างดี..
ตงเสวี่ยซานนี่ไม่หมู และหนทางเดียวที่ผมจะสามารถสู้กับมันได้อย่างสูสี
คือผมต้องรีบกลับไปนั่งปรับลมปราณทำความเข้าใจกับพลังระดับใหม่ให้ได้เสียก่อน..