ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 83 เจอกันวันมะรืน

            ร่างของเฟิงป๋ายหยุ่นที่ล้มลงไป..

            ทำเอาบรรยากาศในสนามประลองรวมถึงผู้คนบนอัฒจันทร์เงียบลงทันตา..

            ผมหมายถึง.. เงียบจริง ๆ เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองชัดยิ่งกว่าตอนตั้งสมาธิฝึกปราณเสียอีก

             

            เฟิงป๋ายหยุ่นที่ทรุดลงไป ไร้เสียงโอดโอย แต่ร่างกลับบิดไปมาอย่าทรมาน

            ผมไม่ใช่เฟิงป๋ายหยุ่น.. ไม่ใช่ญาติพี่น้องของมัน ไม่ใช้แม้แต่คู่ต่อสู้ของมัน

            แต่จู่ ๆ

            ก็เหมือนลมหายใจของผมติดขัดขึ้นมาเฉย ๆ

             

            ตอนแรก.. ผมยังคิดว่าหมอนั่นแค่หมดแรง แต่ในตอนที่อาการชักของมันยังดำเนินต่อไป..

            สีหน้าที่ม่วงจนน่ากลัว กับเส้นเลือดตรงขมับที่เต้นตุบ ๆ แบบไร้จังหวะ ล้วนบอกได้ชัดเจนว่าธาตุไฟในร่างของหมอนั่นปะทุขึ้น จากการฝืนเกินขีดจำกัด

            มันไม่ใช่แค่ 'อาการบาดเจ็บกำเริบ' แต่มันคือ 'อันตรายถึงชีวิต'

             

            “อาวุโส.. ท่านรีบเข้ามาช่วยมันโดยด่วน!”

            เสียงของคิมบีโฮแทรกเข้ามาในบรรยากาศตึงเครียด!

            ผมเหลือบตามองแวบเดียวก็เห็นเจ้าคางบุ๋มนั่นขมวดคิ้วแน่น สายตาจ้องฟ้าแต่ไม่ได้จะขออะไรจากฟ้า

            แต่มันมองคนที่ใกล้ที่สุดและน่าจะช่วยหยุดยั้งสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้ดีที่สุด

            มันของให้ฮูจินช่วยคู่ต่อสู้ของมัน..

             

            ฮูจินไม่รอให้ใครพูดซ้ำซ้อน ร่างมันอาวุโสพุ่งลงมาจากอัฒจันทร์เหมือนหน่วยกู้ภัยที่เร่งรีบ ก่อนที่ตัวของเขาจะย่อตัวลงข้างเฟิงป๋ายหยุ่นแล้วตบจุดตันเถียนทันที!

            ผมไม่รู้ว่ามือของเขามีน้ำหนักแค่ไหน แต่พลังปราณที่ห่อหุ้มบนนิ้วมือกลับดูอ่อนโยนยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ

            นิ้วของฮูจินจี้ลงจุดแล้วจุดเล่าร่วมกว่าห้าสิบสองจุด ไม่เร็ว ไม่ช้า ไม่รน ไม่รีบร้อน แต่ทุกการเคลื่อนไหวล้วนแม่นยำ

             

            บนอัฒจันทร์..

            ไม่มีเสียงใดเล็ดลอด ไม่มีใครกล้าพูด และไม่มีใครกล้ามองไปทางอื่น

            ทุกคนมองภาพตรงหน้า ราวกับถ้ามองพลาดแม้แต่เสี้ยววินาที เราจะไม่ได้เห็นคนคนนี้กลับมายืนอีกครั้งได้อีกเลย

            และผมเชื่อว่าทุกคนไม่ได้อยากให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น

             

            ถ้าเป็นผมที่อยู่ตรงนั้น..

            ผมก็ไม่รู้ว่า..

            บ้าจริง..! ผมไม่กล้าคิดประโยคนี้ให้จบด้วยซ้ำ

            และนั่นแหละคือจุดที่ผมรู้ตัว ว่าแม้ผมจะไม่ใช่คนในสนาม..

            แต่ใจผมกำลังเต้นไม่เป็นจังหวะเหมือนร่างที่นอนอยู่ตรงนั้นเป็นตัวของผมเอง

             

            ตลอดเวลาที่ฮูจินทำการใช้พลังปราณสกัดกั้นปราณที่แปรปรวนของเฟิงป๋ายหยุ่น

            สี่หน้าของเขานั้นนิ่งดุจธารน้ำที่ไหลเย็นสุดสงบ

            จังหวะสุดท้าย..

            ฮูจินถอนหายใจเบา ๆ ลุกขึ้นแล้วมองไปยังซุ้มแพทย์สนาม

            เขาไม่พูด ไม่โบกมือ แค่มองไปที่ตรงนั้น แพทย์สนามก็ได้วิ่งออกมาพร้อมกับบรรดาญาติ ๆ ของเฟิงป๋ายหยุ่นที่เร่งก้าวขาตามเข้ามา

             

            “เฟิงป๋ายหยุ่นหมดสภาพสู้ต่อ ทำให้คิมบีโฮแห่งสำนักดาบเหล็ก ผ่านเข้าสู่รอบสี่คนสุดท้ายสายล่างคำรบสองไปพบกับอุสางิซากิแห่งบ้านตระกูลศศะในวันพรุ่ง!!”

            เสียงของฮูจินเปล่งก้องสนาม

            แต่มันไม่ได้ก้องอยู่ในหูผม..

            เพราะสิ่งที่ดังกว่า..

            คือความรู้สึกแปลก ๆ ที่เหมือนพวกเราทุกคนเพิ่งสูญเสียอะไรบางอย่างไป..

             

            เฟิงป๋ายหยุ่น.. สู้จนตัวเองเกือบตาย..

            มันเอาอนาคตของตนเองทั้งชีวิตมาแลกกับชื่อเสียงที่มันสูญไป..

            ซึ่งผมก็ไม่อาจรู้ได้ ว่าสิ่งที่มันทำลงไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่..

            เพราะผมไม่ใช่มัน..

            ผมเลยไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่มันสูญเสียได้

            ผมได้แต่หวัง..

            หวังให้อาการครั้งนี้เป็นเพียงอาการบาดเจ็บทั่วไป..

            ที่เพียงเจ็บครั้งนี้รักษาก็หาย..

            อย่าได้เรื้อรังฉุดรั้งให้การฝึกที่ผ่านมาศูนย์เปล่าเลย..

             

            แล้วเมื่อมองย้อนกลับไปในคู่ของอุสางิซากิ..

            ผมไม่อยากคิด..

            หากฮูจินไม่ได้ประกาศยุติการประลอง..

            สภาพของซากิจะแตกต่างหรือเหมือนกับเฟิงป๋ายหยุ่นหรือไม่..

             

            หลังจากนั้นเสียงที่อัดอั้นของอัฒจันทร์ก็ได้กระหึ่มออกเป็นราวกับเสียงของแมลงวันที่บินวนอยู่รอบหู

            แม้แต่ผมเองก็ไม่เว้น

            “สุดท้าย..

            ก็ยังไม่มีใครดึงวิชาของมันออกมาได้จริง ๆ ด้วยแฮะ”

            ผมพึมพำออกมาเบา ๆ ขณะหันไปมองโหวหวังที่นั่งอยู่ข้าง ๆ

            “ถ้าไม่มีอะไรผิดแผน..

            หมอนั่นอาจเป็นคู่ประลองของนายในไม่กี่วันนี้แหละ”

            ผมว่าพลางวาดภาพสายประลองในหัว

             

            ยังไงพรุ่งนี้โหวหวังก็ต้องเจอกับหม่าชุนเฟิง

            สำหรับผมที่ประลองกับพวกมันมาทั้งสองคน

            ผมมองว่าโหวหวังสามารถผ่านหม่าชุนเฟิงไปได้..

            แต่ไม่ง่าย..

             

            โหวหวังยังทำหน้าตาเรียบนิ่งไม่สะทกสะท้าน

            มันโยกไหล่เบา ๆ ก่อนตอบเสียงราบ

            “ช่างเถิด..

            อย่างไรฉันก็ไม่ได้หวังอะไรกับเทศกาลนี้เสียเท่าไหร่..

            หากมันอยากชนะ..

            เชิญเลยฉันไม่ถือ”

            น้ำเสียงของโหวหวังเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรในตอนที่มันพูด

            แต่ผมที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กลับรู้ว่าในใจของมัน..

            ต้องสะเทือนอยู่ไม่น้อย

            เพราะมันไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับคิมบีโฮเลยนอกจากกำลังแขนที่สูสีกับตัวมัน

            และระดับพลังฝึกปรือที่เหนือกว่า

             

            “อย่างไรเอ็งก็ควรระวังตัวเอาไว้..

            ลูกหวัง”

            เสียงของท่านซุนต้าหลี่ดังขึ้นมากลางความเงียบ

            ผมหันไปมองอาวุโสซุนที่กำลังยืนนิ่งอยู่ตรงมุมอัฒจันทร์ ริมฝีปากของท่านขยับช้า ๆ

            แต่เสียงกลับหนักแน่นราวกับค้อนทุบลงกลางใจ

            “การที่พ่อหนุ่มบีโฮใช้สกุลปลอมในการลงแข่ง ก็เท่ากับว่ามันมีเหตุจำเป็นที่จักต้องปกปิดตัวตนเอาไว้

            ปู่กลัวว่ายามใดที่พ่อหนุ่มคิมเลือกใช้ 'วิชาของมัน' ออกมา..

            นั่นอาจหมายถึง..

            มันพร้อมจะสังหารใครสักคน..

            เอ็งก็อย่าได้ประมาทจนเกินไป!”

             

            แม้แต่โหวหวังเมื่อฟังคำพูดนั้น..

            ยังต้องก้มศีรษะรับคำด้วยความเคารพ

            “ขอบรับเจ้าคุณปู่”

            สายตาที่เฉยเมยในคราแรกของคนถึงกับปรับแปลงเล็กน้อย

            ดูจริงจังขึ้นมาหน่อย

             

            ส่วนผมน่ะเหรอ..

            ได้แต่เอาคำพูดนั้นของท่านผู้เฒ่าฯ มาคิด

            'ยามใดที่พ่อหนุ่มคิมเลือกใช้ 'วิชาของมัน' ออกมา.. นั่นอาจหมายถึง.. มันพร้อมจะสังหารใครสักคน..'

            ผมตงิดใจกับประโยคนี้..

            เพราะตามความคิดของผม..

            คิมบีโฮไม่น่าจะทำอะไรแบบนั้น..

            อุสางิซากิก็ดี จางลี่ชิวก็ช่าง หรือกระทั่งเฟิงป๋ายหยุ่นที่อยู่ตรงหน้า

            คู่ต่อสู้ของคิมบีโฮทุกคนล้วนโดนสันดาบกันหมด..

            ต่อให้หมอนั่นจะมีจิตสังหารที่เหมือนกุมความแค้นครั้งยิ่งใหญ่เอาไว้ราวกับวิญญาณตามติด

            แต่การกระทำกลับไม่ใช่แบบนั้น

             

            “เอาเถิด.. วันนี้ต่างคนต่างประลองกันเหนื่อย

            ฉันว่าเรารีบกลับไปที่เรือนรับรองกันดีกว่า

            วันรุ่งฉันยังมีศึกประลองรอรับอยู่”

            พูดจบโหวหวังก็ได้ยืนโอสถหมื่นทิพย์หกประการมาให้ผม

            “ฉันเอามาเผื่อเอ็งแล้ว..

            อย่างไรเอ็งก็เพิ่งเลื่อนระดับพลัง สมควรใช้มันเพื่อช่วยเสริมแรงฟื้นฟู”

             

            “อืม.. ขอบใจ”

            ผมรับมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันไปทางท่านเจ้าเมืองซุนกับท่านผู้เฒ่าวานรเล็กน้อย

            “พวกเรากลับกันเถิด”

             

            ญาติผู้ใหญ่ทั้งสองคนของซุนโหวหวังผงกหัวตอบพร้อมกันแล้วจึงหันตัวเดินนำออกไป

            ผมเองก็เดินตามไปติด ๆ

            อย่างที่โหวหวังมันว่า วันนี้ผมเพิ่งเลื่อนระดับพลัง คงต้องรีบกลับไปทำความเข้าใจกับพลังระดับใหม่ให้ถ่องแท้ซะก่อน

            ยิ่งคู่ต่อสู้ของผมเป็นไอ้บ้านั่นด้วยแล้ว..

            ก็ต้องทำให้ตัวเองพร้อมมากที่สุด

             

            แต่ดูเหมือนความคิดผมจะไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้..

            ทันทีที่ผมกำลังจะหันหลังเดินตามโหวหวังไป

             

            “เจ้าแซ่หลิว..”

             

            เสียงนั้นดังมาจากทางด้านหลังผม เสียงที่แฝงไปด้วยความหยิ่งยโสจนไม่ต้องเดาว่าเป็นใคร

            ผมหยุดกึก ไม่ได้หันกลับไปในทันที แต่ค่อยๆ ถอนหายใจอย่างเอือมระอา

            พูดถึงโจโฉ.. โจโฉก็มาสิน่า..

            ตงเสวี่ยซานมันยืนอยู่ไม่ไกลนัก หน้ายาว ๆ ที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันราวกับได้ชัยชนะมาแล้วเรียบร้อย เดินตรงมาทางผมอย่างช้า ๆ ชนิดที่ว่าไม่สนใจสายตาผู้คนรอบข้างแม้แต่น้อย

             

            ผมไม่ได้หันไปมองมันตรง ๆ แต่ค่อย ๆ หมุนตัวช้า ๆ อย่างคนไม่อยากเสียเวลามากนัก

            “มีอะไรอีก.. ไอ้แซ่ตง?

            งานประลองจบแล้วแทนที่จะรีบ ๆ ไสหัวกลับไป..

            ยังอุตส่าห์เดินมาหาข้า..

            หรือว่าเจ้ากลัวข้าลืมหน้าผุ ๆ ยาว ๆ ของเจ้าเลยต้องมาแสดงตัวกัน?”

            ผมตอบกลับไปทันควัน ไม่ได้ลงเสียงสูงต่ำให้ดูท้าทายมากนัก

            แค่พอให้รู้ว่าผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมากไปกว่าแค่ลมปาก

             

            ตงเสวี่ยซานยิ้มเยาะ เดินเข้ามาใกล้ผมอีกสองสามก้าว ราวกับอยากจะให้คำพูดของมันแทงเข้ากลางใจผมได้ชัดขึ้น

            “เราเพียงอยากจะมาเตือนเจ้าสักหน่อย..

            เจ้าแซ่หลิว”

            มันหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแฝงไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามอย่างชัดเจน

            “การที่เจ้าสามารถผ่านเข้ามาพบกับเราได้ เรารู้สึกภาคภูมิใจในตัวของเจ้ายิ่งนัก

            ภูมิใจจนอยากจะเตือนเจ้าเรื่องหนึ่ง

            เรื่องของคนสองประเภท”

            ตงเสวี่ยซานกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาจับจ้องมาที่ผมราวกับกำลังมองผ่านทะลุตัวตน

            “หนึ่งคือผู้ที่ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุด ผู้กำหนดชะตาชีวิตของผู้อื่น”

            มันปากหยุดเล็กน้อยด้วยท่าทางน่าหมั่นไส้ ปล่อยให้คำพูดลอยอยู่ในอากาศก่อนจะเอ่ยต่อ

            “กับอีกประเภท..

            คือเศษเดนที่ไร้ค่า เป็นเพียงตัวประกอบที่ต้องยอมรับชะตากรรมที่ถูกผู้อื่นกำหนด

            เราคาดหวังให้เจ้ามีดีเด่นกว่าคนที่ผ่าน ๆ มาสักหน่อย”

             

            ผมพยักหน้าช้าๆ พร้อมใช้นิ้วก้อยแคะหู

            “อืม.. ฟังดูน่าสนใจนะ”

            ผมยิ้มมุมปาก พร้อมดีดเศษฝุ่นผงที่ติดอยู่ตรงปลายนิ้วไปทางหมอนั่น

            “แต่ก็นะ..

            เจ้าคงลืมไปแล้วไอ้แซ่ตง..

            ว่าโลกใบนี้มันไม่ได้มีแค่ขาวกับดำหรอกไอ้กรวก

            บางทีมันอาจจะมีสีเทา ๆ ที่บางคนก็เป็นได้ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน

            ไม่เชื่อ..

            เจ้าก็ลองมองกระจกสิ..

            เผื่อจะเจอคนที่ข้าเอ่ยถึง”

             

            ใบหน้าของตงเสวี่ยซานยังคงสงบนิ่ง..

            แต่ประกายในดวงตาของมันเริ่มเข้มข้นขึ้นเล็กน้อย

            เหมือนคำพูดของผมจะทำให้มันระคายหูไม่ต่างกัน

            “เจ้านี่ยังน่าสนใจไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ เจ้าแซ่หลิว

            มันทำให้เราอดเสียดายได้ไม่ได้..

            หากในวันมะรืนเกิดเราทำของเล่นเช่นเจ้าพังขึ้นมา..

            มันจักทำให้เรารู้สึกเช่นไร”

             

            “ขอเล่น?

            ช่าย..ใช่ ข้ามันคือของเล่น

            แต่ของเล่นแต่ละอย่างน่ะ มันก็มีวิธีการเล่นแตกต่างกันไป..

            บางอย่างต้องเล่นอย่างถนุถนอมจึงจะสามารถเล่นต่อได้นานหน่อย..

            แต่กระบี่ (เจี้ยน) เช่นข้าน่ะ..

            มันคมนะ

            หากเล่นไม่ระวัง..

            ก็อาจบาดมือของเจ้าจนเลือดไหลได้เหมือนกัน

            ไอ้แซ่ตง”

            ผมพูดพลางยกนิ้วโป้งขึ้นทิ่มอกของตนเอง

             

            ผมเห็นมุมปากของตงเสวี่ยซานกระตุกเล็กน้อย ทำให้รู้ว่าไรม์ของผมซัดเข้าปากมันไปเต็ม ๆ

            แต่ในจังหวะต่อมาหมอนั่นก็ได้ผุดเผยรอยยิ้มขึ้นมา

            ใช่.. พวกนายเดาถูก..

            หมอนั่นมันยิ้มแบบเหยียด ๆ มาทางผม

            “เหอะ..เหอะ..

            นอกจากทะลวงด่านเทียบรัศมีเราได้..

            ดูเหมือนวาจาไร้สาระของเจ้าเองก็พัฒนาขึ้นเช่นเดียวกัน”

             

            “ไม่เลยเสวี่ยซาน.. ไม่เลย..”

            ผมพูดยิ้ม ๆ ไปทางเจ้าหมอนั่น ซึ่งก็ดูเหยียดไม่ต่างกัน

            “ฝีปากของข้าน่ะ เด่นดีมาแต่ไหนแต่ไร

            ไม่เชื่อเจ้าลองกลับไปถามตงป๋ายซานน้องของเจ้าดูว่าข้ากับมันตีกันด้วยเรื่องอะไร

            หากเจ้าไม่รู้..

            ก็ตอนที่ข้าบอกมันว่าชื่อของข้าคือชื่อเดียวกันกับบิดะ--!”

             

            ปึ่ง..!

             

            เพียงพริบตาเดียวฝ่ามือของตงเสวี่ยซานก็วาดตบมาทางผม

            ทว่าผมก็สามารถยกมือขึ้นกันฝ่ามือนั้นได้อย่างทันท่วงที

            มือของพวกเราผลักกันไปมาด้วยแรงปราณอันไร้ซึ่งปราณธาตุและวิชาผสม

            ซึ่งผมตอบได้คำนึง..

            แรงที่ต้านผมอยู่นั้นน่ะ..

            หนักใช่เล่นเลยล่ะ

             

            “ไม่เอาน่า.. เจ้าแซ่ตง..

            จุดเดือดของเจ้ากับน้องเจ้าช่างคล้ายกันยิ่งนัก..”

            ผมพูดตอกกลับด้วยรอยยิ้มที่พยายามฉีกกว้างให้กวนโอ้ยมากที่สุด

            “ของเล่นเช่นข้าหนีไปไหนไม่ไกลหรอก..

            อดใจรอให้ถึงรอบวันมะรืนก่อน วันนั้นมีสักขีพยานเต็มไปหมด

            สนุกจะตายไป..”

             

            ดวงตาของตงเสวี่ยซานตอนนี้เรียกได้ว่าหลุดกรอบความเป็นมันไปไกลลิบ

            นัยน์ตาคู่นั้นต่างเต็มไปด้วยความโกรธที่อัดสุมรวมกันอยู่

            ซึ่งผมก็เข้าใจได้..

            ถูกเอ่ยถึงบุพการี มันก็ยากที่จะไม่โกรธ

            “ล้างคอได้เลยเจ้าแซ่หลิว..”

            มันพูดจบก็ได้ออกแรงเหวี่ยงปัดมือที่ผมใช้ต้านวัดพลังกับมันออกไปทางด้านข้าง ก่อนที่ต่อมา พลังปราณของพวกเราทั้งสองคนจะสลายหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่

             

            “อ่า.. ข้าจะล้างเผื่อเจ้าด้วยก็แล้วกันไอ้แซ่ตง”

            ผมยักไหล่สบาย ๆ ทำท่าเหมือนจะเดินหนีไป..

            ใช่..

            ผมแค่ทำท่า ไม่ได้คิดจะเดินหนีไปจริง ๆ

            “ข้ามีดอกเบี้ยทบต้นรอเจ้าอยู่ในวันมะรืนด้วย..

            แทบจะอดใจรอมอบให้เจ้าไม่ไหวเลยล่ะ”

            พูดจบ..

            ผมก็หมุนตัวเดินจากไปทันที โดยไม่รอให้ตงเสวี่ยซานโต้ตอบอะไรอีก

            ปล่อยให้มันยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นท่ามกลางความเงียบงัน

             

            ผมเดินกลับไปรวมกลุ่มกับโหวหวังที่ยืนรออยู่ไม่ไกล

            ใบหน้าของเพื่อนสนิทยังคงเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากของหมอนั่น

            “เอ็งนี่ยัง.. เอ่อ.. ยัง.. เอ่อ.. อะไรนะ.. อ้อใช่ เกรียนคีย์บอร์ดเช่นเคย..

            ไอ้เปรื่อง”

             

            ผมหัวเราะในลำคอ ไม่ได้พูดอะไรตอบ..

            เพียงมองด้านข้างของมือที่ปะทะกับตงเสวี่ยซานเมื่อครู่..

            ท่อนแขนของผมเกิดร้อยช้ำจ้ำแดงจาง ๆ

            ซึ่งรอยนี้บอกผมได้เป็นอย่างดี..

            ตงเสวี่ยซานนี่ไม่หมู และหนทางเดียวที่ผมจะสามารถสู้กับมันได้อย่างสูสี

            คือผมต้องรีบกลับไปนั่งปรับลมปราณทำความเข้าใจกับพลังระดับใหม่ให้ได้เสียก่อน..