CEO สาวแห่งโลกลมปราณ

    ตอนที่ 46 : ศิษย์พี่

            'ร้านหมื่นโอสถ'

            ภายในห้องรับแขกร้านหมื่นโอสถ ซิ่วอิงกับผู้เฒ่าพรรคจันทร์เสี้ยวนั่งดื่มชาสนทนากัน หลังจากสุ่ยจงเสียนเผยตัวเองว่าเป็นศิษย์พี่ของซิ่วอิง เขาจึงเล่าความเป็นมาให้ซิ่วอิงฟัง

            เมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว ตอนนั้นสุ่ยจงเสียนเป็นหนุ่มฉกรรจ์อายุราวๆ 25 ปี เดินทางออกท่องยุทธภพเพื่อฝึกปรือฝีมือ 

            มีอยู่วันนึงได้พบกับสตรีสาวสวยและเกิดต่อสู้กัน ขณะนั้นเขาคิดว่าตนเองเก่งกาจพอตัว แต่เขาไม่คิดเลยว่า ตนเองไม่สามารถรับมือนางแม้แต่กระบวนท่าเดียว ด้วยความหยิ่งทะนงตัวจึงต่อสู้อย่างไม่ยอมแพ้ จนได้รับบาดเจ็บสาหัสหมดสติไป

            เมื่อฟื้นขึ้นมาจึงรู้ว่านางได้ช่วยชีวิตเขาไว้ และบอกเขาว่านางมิใช่คนในโลกนี้ นางลงมาจากโลกเบื้องบนเพื่อทำภารกิจ อีกทั้งนางนั้นอายุหลายร้อยปี หาได้มีวัย30กว่าๆดังหน้าตาไม่ เขาจึงก้มกราบขอเป็นศิษย์ของนาง ซึ่งนางก็ตกลงและได้สอนวิชาหลายอย่างให้ แต่นางนั้นมีเวลาไม่มากนักจึงอยู่สอนเขาเพียง 3 เดือนเท่านั้น

            ก่อนที่จะจากไปอาจารย์ได้บอกเขาว่า นางได้ทิ้งเสี้ยวดวงจิตส่วนหนึ่งไว้ในโลกนี้ รอให้ผู้มีวาสนาได้รับไปและเป็นศิษย์คนสุดท้ายของนาง ซึ่งผู้มีวาสนาที่อาจารย์ของเขากล่าวไว้ คือซิ่วอิงนั่นเอง

            น้ำชาหมดไปหนึ่งกา สุ่ยจงเสียนเล่าเรื่องทุกอย่างจบพอดี ซิ่วอิงฟังคำกล่าวของชายชราสุ่ยจงเสียน เชื่อโดยสนิทใจว่าเป็นความจริงทุกอย่าง จึงคุกเข่าลงคำนับชายชรายกจอกชาส่งให้ แล้วกล่าวว่า

            “ ศิษย์น้องจ้าวซิ่วอิง.. คารวะศิษย์พี่เจ้าค่ะ..”

            “ ฮ่ะๆๆ.. ดี ดี ดี.. ข้าสุ่ยจงเสียนมีวัยเกือบร้อยปีแล้ว กลับมีศิษย์น้องที่เยาว์วัยถึงเพียงนี้.. ฮ่ะๆ”

            เสียงหัวเราะลั่นของสุ่ยจงเสียน ทำให้จ้าวเว่ยผู้เป็นบิดากับทุกคนที่รอดูเหตุการณ์อยู่นอกห้อง ถึงกับอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป รีบพุ่งเข้ามาในห้องรับแขกอย่างเร็ว จนลืมนึกถึงมารยาทไปสิ้น

            แต่แล้ว.. เมื่อเข้ามาถึง ภาพที่เห็นทำเอาทุกคนยืนอึ้งอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออกไปตามๆกัน

            'อิงเอ๋อ’ 

            ‘นังหนูจ้าว’ 

            ‘นายน้อย’ 

            “ สุ่ยจงเสียน.. เจ้าทำอะไรนังหนูจ้าว..”

            เจ้าสำนักมังกรฟ้าได้สติก่อนคนอื่น เอ่ยถามอย่างสงสัยในการกระทำของทั้งสองคน สุ่ยจงเสียนไม่ตอบคำถาม กลับจิบชาที่ซิ่วอิงยกให้อย่างสบายใจ ก่อนจะโบกมือให้ซิ่วอิงลุกขึ้น แล้วเอ่ยขึ้นว่า

            “ ทำอะไร.. แค่ศิษย์น้องคำนับศิษย์พี่ พวกเจ้าจะตกใจอะไรนักหนา.. ฮ่ะๆๆ”

            ชายชราสุ่ยจงเสียนกล่าวจบหัวเราะลั่นห้อง

            “ อะไรนะ.. ศิษย์พี่ ศิษย์น้องอะไรกัน.. พวกเจ้าอายุต่างกันเกือบร้อยปี ไปเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกันตั้งแต่เมื่อไหร่”

            เจ้าสำนักมังกรฟ้าเอ่ยด้วยความงุนงง

            “ ศิษย์น้อง.. เจ้าเล่าให้พวกเขาฟัง ข้าขี้เกียจพูดแล้ว”

            “ เจ้าค่ะศิษย์พี่..”

            ซิ่วอิงคำนับสุ่ยจงเสียนแล้วลุกขึ้นยืน จากนั้นเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่สุยจงเสียนบอกมาให้ทุกคนฟัง 

            เมื่อซิ่วอิงเล่าจบ ทุกคนไม่ว่าใครที่ฟังอยู่ต่างอยู่ในอาการอึ้ง เพราะขณะที่เล่าซิ่วอิงได้ใส่พลังปราณเข้าไปด้วย ทำให้บรรดาผู้คนในร้านโอสถรับรู้ไปพร้อมกัน ซึ่งสุ่ยจงเสียนพยักหน้าด้วยความพอใจ เพราะรู้ถึงเจตนาของศิษย์น้องหมาดๆคนนี้ดี

            “ ตาเฒ่าสุ่ย.. เรื่องนี้ใช่มั้ย คือสิ่งที่เจ้าต้องการในวันนี้..”

            เจ้าสำนักมังกรฟ้าเอ่ยถามสีหน้าผ่อนคลายไปมาก

            “ ถูกต้อง.. ข้ามาวันนี้เพื่อยืนยันข้อสงสัยของตนเอง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริงทุกอย่าง.. แต่นอกจากเรื่องนี้แล้ว ข้ายังต้องการซื้อโอสถให้ศิษย์ข้าด้วย.."

            สุ่ยจงเสียนกล่าวคำด้วยสีหน้าแห่งความยินดี

            “ ศิษย์พี่… ท่านต้องการโอสถชนิดใดบ้าง”

            ซิ่วอิงเอ่ยถามศิษย์พี่ผู้ชรา น้ำเสียงสนิทสนมแม้นเพิ่งรู้จักกัน 

            “ เจ้าให้คนไปเรียกศิษย์ข้าเข้ามา แล้วจะรู้เอง ” 

            ซิ่วอิงจึงให้คนไปเรียกพวกเขาเข้ามา เมื่อเห็นคนที่เข้าทุกคนเข้าใจทันทีว่า ชายชุดดำสามคนที่มีพลังปราณระดับยอดยุทธขั้นสูง เป็นศิษย์ของชายชราสุ่ยจงเสียนนี่เอง

            “ พวกเจ้าทั้งสามคน.. รีบคารวะอาจารย์อา..”

            สุ่ยจงเสียนสั่งชายชุดดำทั้งสามเสียงเข้ม ชายทั้งสามคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะมองรอบตัวค้นหาว่าใครคืออาจารย์อา สุ่ยจงเสียนเลยกล่าวด้วยท่าทางจริงจังขึ้นว่า

            “ ไม่ต้องมองผู้อื่น.. อาจารย์อาของพวกเจ้า ก็คือนายน้อยจ้าวคนนี้นั่นเอง.. ยังไม่รีบคำนับอีก”

            สิ้นเสียงอันดังของผู้เป็นอาจารย์ ชายชุดดำทั้งสามรีบกุมมือให้ซิ่วอิง พร้อมกล่าวคำคารวะทันที

            “ ศิษย์หลานคารวะอาจารย์อา.. ”

            “ เอ่อ.. ”

            ซิ่วอิงรู้สึกแปลกๆที่ชายฉกรรจ์คนสามคนเรียกตนเองเช่นนั้น หันไปดูบิดากับคนอื่นในห้อง กลับเห็นพวกเขาแย้มยิ้มด้วยความขบขัน เธอจะคารวะตอบก็ไม่ได้ จึงปั้นหน้าเคร่งขรึมแล้วเอ่ยขึ้นว่า

            “ ศิษย์หลานตามสบาย.. อืม.. พวกเจ้าทั้งสามอยู่ระดับยอดยุทธขั้นสูง ในโอกาสที่พบกันครั้งแรก ข้าจะมอบโอสถทะลวงปราณปฐพีให้คนละเม็ด.. พวกท่านกินแล้วสามารถทะลวงไปอีกระดับอย่างแน่นอน.. ”

            กล่าวจบซิ่วอิงมอบโอสถระดับปฐพีให้พวกเขาไปคนละเม็ด สร้างความยินดีแก่พวกเขายิ่งนัก แต่ละคนรับโอสถไปด้วยสีหน้าเปี่ยมความสุข ส่วนผู้เฒ่าสุ่ยจงเสียนพยักหน้าด้วยความพอใจ

            หลังจากนั้นซิ่วอิงเชิญสุ่ยจงเสียนและทุกคน ร่วมทานอาหารในโรงเตี๊ยมตระกูลหลินที่อยู่ไกล้ๆกัน ทั้งยังสั่งของว่างแจกให้ลูกค้าในร้านโอสถ

            บ่ายวันนั้น ทุกคนที่เป็นมิตรกับตระกูลจ้าว ต่างพูดคุยดื่มกินกันอย่างมีความสุข ยกเว้นตระกูลหยางที่หน้าดำคร่ำเครียดตั้งแต่ผู้นำยันเด็กรับใช้ ต่างหวั่นวิตกในอนาคตของตระกูล ถ้าหากพวกเขายังเป็นเช่นนี้ต่อไป ตระกูลหยางต้องถดถอยไปเป็นตระกูลชั้นรองแน่นอน

            วันนี้ผู้คนทั่วทั้งเมืองมังกรฟ้า ต่างพูดถึงแต่นายน้อยจ้าวและตระกูลจ้าว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านขายโอสถที่มีโอสถทุกชนิด ตั้งแต่ระดับสูงจนถึงระดับต่ำ ทั้งยังมีโอสถสำหรับคนที่บ่มเพาะลมปราณไม่ได้ แต่ที่สร้างความฮือฮาที่สุดคงไม่พ้นการประมูลโอสถระดับนภา ซึ่งหลินเทียนซ่งได้ไปในราคา 2.5 ล้านเหรียญทอง ว่ากันว่าเพียงราคาประมูลของโอสถระดับนภาเพียงเม็ดเดียว ทำให้ตระกูลจ้าวกลายเป็นตระกูลร่ำรวยไปแล้ว

            มีเรื่องนึงที่สร้างความฮือฮาไม่แพ้กัน คือเรื่องที่จ้าวซิ่วอิงหรือนายน้อยจ้าวที่ทุกคนรู้จัก กลับกลายเป็นศิษย์น้องของสุ่ยจงเสียน รองหัวหน้าของพรรคจันทร์เสี้ยว พรรคจันทร์เสี้ยวคืออะไร พรรคจันทร์เสี้ยวคือพรรคที่ลึกลับและโหดเหี้ยม เป็นที่หวาดเกรงของคนในยุทธภพ ถึงจะไม่ใช่พรรคมารแต่การกระทำนั้นเอาแน่นอนไม่ได้ทั้งสิ้น

            ยังมีอยู่อีกเรื่องนึงซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับโอสถ แต่กลับทำให้ผู้คนที่ไปร่วมงาน พูดกันปากต่อปากด้วยความประหลาดใจ จนมีคนไม่น้อยเข้าไปพิสูจน์และทดลองใช้ ซึ่งของสิ่งนั้นก็คือ'ห้องสุขา'นั่นเอง

            ห้องสุขาหลังร้านโอสถ ซิ่วอิงให้เถ้าแก่ฟงสร้างขึ้นเมื่อวาน ทั้งยังเขียนบอกวิธีการใช้งานอย่างละเอียด จุดประสงค์ของซิ่วอิงก็เพื่อความสะอาดและเปิดตัวสินค้าตัวนี้ ซึ่งมันได้ผลเกินคาดคิดไปมาก เพราะเป็นอะไรที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน

            เมื่อมีคนสนใจสอบถาม เถ้าแก่ฟงนั้นรอโอกาสอยู่แล้ว เขาอธิบายถึงประโยชน์ของมันอย่างละเอียดยิบ จนคนตระกูลใหญ่ เศรษฐีผู้ร่ำรวย โรงเตี๊ยมและเหลาอาหาร ต่างสั่งซื้อกันอย่างล้นหลาม แม้กระทั่งตระกูลหยางที่เกลียดพวกเขาเข้ากระดูกดำ ยังสั่งจองให้ไปสร้างที่จวนตนเองเป็นร้อยๆห้อง ทำเอาเถ้าแก่ฟงยิ้มกว้างแทบหุบไม่ลงเลยทีเดียว

             

            ‘ร้านหมื่นโอสถ’

            เย็นวันนั้น หลังจากสุ่ยจงเสียนพาคนของตนเองกลับไปแล้ว เจ้าเมืองชินและฮูหยิน เจ้าสำนักมังกรฟ้า บรรดาผู้อาวุโสและแขกผู้มีเกียรติต่างขอตัวกลับเช่นกัน ชินไป่หลงที่วันนี้แทบไม่ได้เอ่ยปากกับคนที่เขาตั้งใจมาหา จำใจยอมกลับไปพร้อมกับพรรคพวกอย่างหงอยเหงา

            เมื่อแขกทุกคนแยกย้ายกันกลับไปจนหมด ซิ่วอิงเรียกทุกคนมาประชุมที่ลานกว้างหลังร้านโอสถ เพื่อแจกแจงผลการเปิดร้านวันแรก ทั้งยังต้องการปลุกขวัญกำลังใจคนของตน 

            ลานกว้างหลังร้านหมื่นโอสถ ตอนนี้เต็มไปด้วยคนของตระกูลจ้าว ที่ยืนเข้าแถวเรียงกันไปตามตำแหน่งอย่างเป็นระเบียบ ด้านหน้าของพวกเขาเป็นกลุ่มผู้นำระดับสูง

            ในแถวกลุ่มผู้นำระดับสูง ซิ่วอิงยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลาง ขวามือเป็นจ้าวเว่ยผู้เป็นบิดา ถัดไปเป็นตงห่าวกับซุ่นจิน ซ้ายมือเป็นเว่ยฉางโจวกับรองหัวหน้าทั้งสี่ เป็นการยืนที่แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการบังคับบัญชา ของกลุ่มผู้นำในตระกูลจ้าวอย่างชัดเจน

            ซิ่วอิงที่ชอบทำทุกอย่างเป็นระเบียบแบบแผน เห็นการแสดงออกของทุกคนรู้สึกพอใจยิ่งนัก จึงกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า

             “ ขอขอบคุณทุกคน ที่ช่วยกันจนทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี.. เฉพาะวันนี้วันเดียว ร้านโอสถของเรามีรายได้เกือบ10ล้านเหรียญทองเลยทีเดียว..”

            ซิ่วอิงกล่าวถึงตอนนี้ก็หยุดลง แล้วกวาดสายตามองไปยังทุกคน

            ‘10 ล้านเหรียญทอง.. วันเดียวขายได้มากเช่นนี้’

            ‘โอ.. พวกเราต้องหากันอีกกี่ชาติถึงจะได้ขนาดนึ้’

            ‘นายน้อยสุดยอดจริงๆ.. ข้าคิดไม่ผิดเลยที่ติดตามนาง’

            เสียงพูดคุยเสียงฮือฮาของทุกคนดังขึ้น เมื่อซิ่วอิงกล่าวแค่นั้นแล้วหยุดไว้ เป็นวิธีปลุกความฮึกเหิมของผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งซิ่วอิงชอบใช้ในโลกที่จากมา

            เมื่อเสียงฮือฮาของทุกคนซาลงไป ซิ่วอิงจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้นมาอีกครั้ง

            “ ทุกคนที่อยู่ในที่นี่แห่งนี้.. ในภายภาคหน้า พวกท่านคือกองกำลังระดับผู้นำของตระกูลจ้าว.."

            คำกล่าวของซิ่วอิงเรียกเสียงฮือฮาจากกลุ่มคนอีกครั้ง โดยเฉพาะคนที่เป็นเพียงทหารรับจ้างระดับต่ำสุด เพราะไม่คิดว่านายน้อยจะมองพวกเขามีค่าถึงขนาดนั้น

            ซิ่วอิงเห็นท่าทีและแววตาสับสนของคนส่วนใหญ่ จึงกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า

            " เหตุที่ข้ากล่าวเช่นนี้.. เพราะต่อไปภายหน้า ข้าจะขยายการค้าไปทั่วทั้งทวีปมังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เพราะฉะนั้นในแต่ละที่ แต่ละเมืองที่จะทำการค้า ต้องมีผู้ดูแลที่ข้าไว้ใจได้ ซึ่งคนๆนั้นก็คือพวกท่าน.. ทุกคนทำได้หรือไม่..”

            “ ทำได้ขอรับ.."

            " ทำได้้เจ้าค่ะ..”

            คนร้อยกว่าคนตอบพร้อมกันเสียงดังสนั่นไปทั้งบริเวณ พวกเขารู้สึกฮึกเหิมอย่างที่สุด ใครจะคิดว่าทหารรับจ้างเดนตายเช่นพวกเขา กลับมีโอกาสได้เป็นตัวแทนของนายน้อย(ผู้ยิ่งใหญ่) เดินทางไปทุกเมืองทั่วทั้งทวีป บางคนถึงกับน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

            " เอาละ.. ต่อไปข้าจะมอบรางวัลให้กับพวกท่าน.. หัวหน้าเว่ย ท่านลุงตงและท่านลุงซุ่นจิน คนละ 20,000 เหรียญทอง รองหัวหน้าทั้งสี่คนละ 15,000 เหรียญทอง กลุ่มอินทรีเหินคนละ 15,000 เหรียญทอง.. ทุกคนที่เหลือคนละ 5,000 เหรียญทอง.. กลุ่มจิ้งจอกทมิฬข้าจะมอบไว้ที่ท่านลุงเว่ย กลุ่มอินทรีเหินมอบไว้ที่ท่านลุงตง กลุ่มเขี้ยวหมาป่ามอบไว้ที่ท่านลุงซุ่นจิน.. ทุกคนพอใจหรือไม่..”

            “ พอใจขอรับ.."

            " พอใจเจ้าค่ะ..”

            เสียงตอบรับพร้อมกันดังกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง

            เมื่อแจงแจงทุกอย่างเรียบร้อย ซิ่วอิงมอบเงินให้ตามยอดที่กล่าวไว้ แล้วให้กลุ่มเขี้ยวหมาป่าไปช่วยอวี้เหมยดูแลจวนดอกไม้ โดยให้ตงห่าว หลานอิงและเหม่ยหลิน พักที่ร้านโอสถเช่นเดิม ส่วนฟู่หมิงกับพวกกลับไปดูแลเขามรกตนอกเมือง

            สุดท้ายเพื่อความไม่ประมาท ซิ่วอิงให้หัวหน้าเว่ยส่งคนออกสืบข่าวในเมืองไปด้วย กว่าจะจัดการเรื่องราวเสร็จสิ้นก็เย็นมากแล้ว ซิ่วอิงกับบิดาจึงกลับไปยังจวนสกุลจ้าว

             

            ‘เมืองมังกรฟ้า’

            ค่ำคืนนี้ทุกกลุ่มทุกตระกูลในเมืองมังกรฟ้า ต่างเรียกประชุมบุคคลสำคัญของตน โดยมีเรื่องของตระกูลจ้าวและนายน้อยจ้าวซิ่วอิง เป็นประเด็นหลักในการประชุม 

            ส่วนใหญ่เสนอให้ผูกมิตรกับตระกูลจ้าว พวกเขาสั่งลูกหลานห้ามไปมีเรื่องกับคนตระกูลจ้าวอย่างเด็ดขาด บางตระกูลถึงกับสั่งให้บุตรหญิงชาย พยายามเข้าหาคบค้านายน้อยจ้าว ไม่ว่าจะเป็นสหายหรือคู่ค้าได้ทั้งนั้น หากบุตรหลานคนใดสามารถคบหา หรือเป็นคนรู้ใจของนายน้อยจ้าวก็ยิ่งดีไปใหญ่

             

            ‘จวนตระกูลหลี่’

            ณ ห้องประชุมจวนตระกูลหลี่ หลี่เจิ้นสงผู้นำตระกูลนั่งอยู่หัวโต๊ะ ซ้ายขวาเป็นผู้อาวุโสคนสำคัญของตระกูล ทุกคนดื่มชาพูดคุยกันถึงเรื่องตระกูลจ้าวเช่นกัน

            “ พวกท่านคิดเห็นเช่นไรกันบ้าง..”

            หลี่เจิ้นสงเอ่ยถามขึ้นมา

            “ เรียนท่านผู้นำ.. ตระกูลเราค้าขายแพรพรรณ เครื่องประดับและอัญมณี.. ตามความเห็นข้า.. สิ่งที่ตระกูลจ้าวทำนั้นเป็นประโยชน์กับพวกเราอย่างมาก ยิ่งผู้คนหลั่งไหลเข้ามายังเมืองมังกรฟ้ามากเท่าไหร่ เมืองของเราจะยิ่งเจริญขึ้น.. เมื่อคนมากขึ้นมีเงินทองมากขึ้น การค้าของเราต้องเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นอย่างแน่นอน..”

            ผู้อาวุโสคนนึงกล่าวอย่างมีหลักการ ทุกคนในห้องประชุมพยักหน้าอย่างเห็นด้วย หลี่เจิ้นสงผู้นำตระกูลลูบเครายาวของตนอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

            “ อืม.. แล้วเรื่องที่บุตรชายข้า เคยมีเรื่องขัดแย้งกับนายน้อยจ้าวคนนั้น.. จะทำเช่นไรดี”

            “ เรื่องนี้ข้าว่าแก้ไขไม่ยาก.. จากที่สังเกตุนายน้อยจ้าวคนนี้ จะเรียกว่าจิตใจดีมีความเที่ยงธรรมก็ว่าได้.. ดูจากที่นางว่าจ้างคนงานเป็นจำนวนมาก ทั้งยังดูแลเป็นอย่างดีที่เขามรกตนอกเมืองของนาง”

            “ ข้าเห็นด้วย.. เท่าที่รับฟังมา.. นางนั้นเป็นคนชอบค้าขายมากกว่าอำนาจ ดูได้จากห้องสุขาของร้านเถ้าแก่ฟง เป็นการค้าที่เขาร่วมมือกับนาง อีกทั้งสิ่งของทุกอย่างมาจากความคิดของนางทั้งสิ้น”

            ผู้อาวุโสอีกคนกล่าว

            “ แต่ว่า.. นางเป็นคนที่มีฝีมือสูงส่งและโหดเหี้ยมอย่างมากเช่นกัน หลายวันก่อนนางร่วมมือกับบุตรชายเจ้าเมือง และศิษย์ของสำนักมังกรฟ้า กวาดล้างกลุ่มโจรภูเขาไม่เหลือสักคนเดียว.. วันนั้นนางคนเดียวเข่นฆ่าสังหารพวกโจรไปร้อยกว่าคน”

            “ เรื่องนั้นจะโทษนางไม่ได้.. เพราะโจรกลุ่มนี้เคยปล้นฆ่าคนในหมู่บ้านนางมาก่อน ทั้งยังทำร้ายบิดานางบาดเจ็บสาหัสตลอดสี่ปีที่ผ่านมา.. เรื่องนี้คงเป็นความแค้นฝังใจนางมาตลอด4ปี”

            ผู้อาวุโสอีกคนกล่าวออกมา

            “ เช่นนั้นอาจสรุปได้ว่า.. นางเป็นคนชัดเจน บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระสินะ”

            หลี่เจิ้นสงผู้นำตระกูลหลี่ กล่าวสรุปออกมาถึงตัวตนของจ้าวซิ่วอิง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกว่า

            “ พรุ่งนี้.. ข้าจะให้คนส่งเทียบไปยังตระกูลจ้าว เพื่อขอเข้าเยี่ยม.. พวกท่านคิดว่าดีหรือไม่”

            “ พวกข้าเห็นด้วยกับท่านผู้นำ.. "

            ผู้อาวุโสทุกคนตอบรับอย่างพร้อมเพรียง

             

            …………………………………

    คล้ายกับเรื่องCEO สาวแห่งโลกลมปราณ ที่คุณอ่าน