เด็กชายทั้งสี่เดินไปในห้องกว้างที่รายล้อมไปด้วยชั้นหนังสือจิวฟงมองลึกเข้าไปส่วนใน พอเห็นป้ายคำว่า‘ลมปราณ’ติดอยู่บนชั้นไม้สูงๆเขาจึงเดินตรงไปยังชั้นหนังสือหมวดนั้นโดยไม่รอช้า ในขณะที่ชูฉงต้าไคและหลางชี่เชี่ยก็เดินไปยังมุมที่ตัวเองชอบ
จิวฟงเดินผ่านชั้นหนังสือหลายสิบชั้นที่ตั้งเรียงเป็ระเบียบอยู่สองข้างทางเดินพอเดินมาถึงชั้นไม้สีดำสนิทที่มีป้าย‘ลมปราณ’ติดอยู่เขาก็เริ่มสำรวจหนังสือเกี่ยวกับลมปราณที่วางอยู่บนชั้นซึ่งสูงกว่าตัวเขามากเด็กชายตัวน้อยเขย่งเท้าพร้อมเอื้อมมือคว้าเอาหนังสือภาคผนวกการเดินลมปราณของสำนักวายุจำรัสที่อยู่บนชั้นบนสุดมาอ่านพออ่านจนจบเล่มจิวฟงก็พบว่าไม่มีเื่ราวเกี่ยวกับการเดินปราณย้อนกลับบันทึกไว้จิวฟงเก็บหนังสือขึ้นชั้นแล้วหยิบตำราเล่มอื่นมาอ่านต่อ
วันนี้ชุนจางมินก็มายังหอคัมภีร์เช่นกันนางมาที่นี่ั้แ่เช้าเพื่ออ่านตำราตามนิสัยใฝ่รู้และเอาจริงเอาจังของนางนางตั้งใจว่าอีกหนึ่งสัปดาห์ เมื่ออาจารย์ประจำบ้านประกายหมอกถ่ายทอดวิธีการเดินลมปราณครั้งแรกนางจะตักตวงความรู้เพื่อความก้าวหน้าในการบำเพ็ญเพียร เด็กหญิงวัยสิบสี่ปีผู้ผ่านการทดสอบเป็อันดับหนึ่งของบ้านประกายหมอกก้มหน้าอ่านตำราฝึกปราณจนไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยมานานเท่าไรเมื่อเงยหน้าขึ้นมาชุนจางมินก็เห็นว่าหลางชี่เชี่ยกำลังยืนอยู่ที่ขอบหน้าต่างบริเวณที่ไม่ไกลออกไปนางจำได้ว่าเขาเป็เพื่อนร่วมบ้านจึงลุกขึ้นแล้วเดินไปทักทาย
“เ้าก็มาอ่านตำราเหมือนกันหรือ ข้าชื่อชุนจางมินยินดีที่ได้รู้จัก” นางส่งยิ้มสดใสแล้วชูป้ายประจำตัวเพื่อแสดงว่านางอยู่บ้านประกายหมอกเช่นกัน
“...”
หลางชี่เชี่ยยังคนหันหลังให้นางดวงตาของเขาเหม่อลอยและมองท้องฟ้าอย่างไม่มีจุดหมายชุนจางมินไม่แน่ใจว่าเ้าเฉื่อยไม่ได้ยินนางหรือแกล้งทำเป็ไม่ได้ยินกันแน่
“เอ่อ...ข้าชื่อชุนจางมิน” นางพูดเสียงเบากว่าครั้งก่อนนางไม่ได้หวังจะให้เ้าคนเฉื่อยที่กำลังยืนเหม่อหันมาสนใจแต่คราวนี้หลางชี่เชี่ยกลับหันมามองนาง
สายตาของหลางชี่เชี่ยคล้ายกับคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงความฝันแม้จะมองมาที่นางแต่ดวงตาของเขาดูล่องลอยอย่างไรชอบกลแววตาของหลางชี่เชี่ยไม่เหมือนคนปกติทั่วไปที่นางเคยพบเห็น ชุนจางมินมองเข้าไปในตาของเ้าเฉื่อยครู่เดียวก็รู้สึกขนลุกซู่ ยังไม่ทันที่เ้าเฉื่อยจะพูดอะไรนางก็รีบถอยหลังหนีออกมาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเดินห่างจากเ้าเฉื่อยมาได้สักพักนางก็เป่าปากด้วยความโล่งใจชุนจางมินคิดว่าเพื่อนร่วมบ้านผู้นี้ช่างแปลกประหลาดเสียจริง เดินมาได้สักพักนางก็เห็นเ้าหนอนหนังสือนั่งจดตำราอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่งจึงเดินเข้าไปหาเมื่อเข้าไปใกล้นางก็เห็นว่าบนโต๊ะมีตำราวางกระจัดกระจายเต็มไปหมดนางค่อยๆเดินเข้าไปด้านหลังของชูฉงและเห็นว่าเ้าหนอนหนังสือกำลังคัดลอกข้อความจากตำราเล่มต่างๆอย่างย่อๆด้วยมือที่สะบัดไปมาอย่างรวดเร็ว
เด็กหญิงแซ่ชุนเพ่งอ่านข้อความที่เ้าหนอนหนังสือบันทึกอยู่นานแต่ก็อ่านตัวอักษรพวกนั้นไม่ออกแม้แต่ตัวเดียวตัวอักษรยึกยือของชูฉงดูคล้ายกับรหัสลับก็ไม่ปาน ชุนจางมินขมวดคิ้วด้วยความสงสัยนางตั้งใจจะสอบถามชูฉงถึงเื่ดังกล่าว ขณะที่กำลังจะทักเ้าหนอนหนังสือนั่นเองนางก็เห็นชูฉงมองพู่กันที่อยู่ในมือแล้วยิ้มอยู่คนเดียวรอยยิ้มของเ้าหนอนหนังสือทำให้นางขนลุก
“หึ หึ หึ...” เ้าหนอนหัวเราะอยู่ในลำคอเบาๆเขายังคงยิ้มที่มุมปาก จากนั้นก็ประคองพู่กันวิเศษด้วยสองมือแล้วนำมาทาบไว้แนบอกราวกับว่าพู่กันด้ามเล็กเป็ของรักของหวงของเขา
ชุนจางมินทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้นางรีบย่องถอยหลังก่อนที่เ้าหนอนจะรู้สึกตัว เดินถอยหลังได้ห้าก้าวนางก็รีบเผ่นให้ห่างจากชูฉงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ไม่ไหวแล้ว เพื่อนร่วมบ้านแต่ละคนไม่ปกติกันทั้งนั้น”ชุนจางมินพึมพำแล้วส่ายหน้าไปมา ดวงตาของนางยังคงมีแววหวาดผวานางเดินกลับไปยังโต๊ะอ่านหนังสือที่อยู่ใกล้กับชั้นตำราหมวดลมปราณในทันที
เมื่อมาถึงโต๊ะนางก็สังเกตเห็นเด็กชายผิวขาวตัวเล็กนั่งอยู่ที่พื้นข้างๆชั้นหนังสือในมือของเขาถือตำราอยู่เล่มหนึ่ง ชุนจางมินจำได้ทันทีว่าเด็กคนนั้นคือจิวฟง
จิวฟงไม่รู้ว่าตัวว่าเขาโด่งดังไปทั่วสำนักวายุจำรัสถ้อยคำที่เขาประกาศก้องไปทั่วสนามกว้างกลางสำนักทำให้ผู้คนจดจำเขาได้ไม่เพียงแค่ศิษย์ใหม่เท่านั้นบรรดาศิษย์พี่และเ้าหน้าที่ของสำนักต่างก็รู้จักชื่อของจิวฟงแทบทุกคน
ชุนจางมินที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากจิวฟงในวันนั้นจำหน้าตาและเสียงแหลมๆของเขาได้อย่างแม่นยำครั้งนั้นนางรู้สึกไม่ชอบหน้าจิวฟงอยู่บ้างทุกคนพยายามแทบเป็แทบตายกว่าที่จะได้เข้ามาสังกัดสำนักวายุจำรัสแต่จิวฟงที่ไม่ต้องรับการทดสอบกลับพูดจาไม่ให้เกียรติสำนักที่ยิ่งใหญ่
ตอนที่ชุนจางมินรู้ว่าเขาอยู่บ้านประกายหมอกเช่นเดียวกับนางเด็กหญิงก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อยนางคาดหวังว่าผู้ฝึกตนบ้านประกายหมอกจะเป็ผู้ที่มีพร์ มีระเบียบวินัยและใฝ่หาความรู้เพื่อที่จะก้าวไปสู่จุดสูงสุดของการฝึกตนซึ่งเท่าที่นางเห็นคุณลักษณะดังกล่าวไม่มีอยู่ในตัวเด็กชายตัวเปี๊ยก
เด็กหญิงวัยสิบสี่ลังเลใจที่จะเข้าไปพูดคุยกับจิวฟงใจหนึ่งนางก็คิดว่าการทำความรู้จักเพื่อนร่วมบ้านเป็เื่ที่สมควรแต่อีกใจหนึ่งนางก็ไม่อยากจะเสวนากับคนที่มีนิสัยประหลาดๆ นางเดินไปข้างหน้าแล้วชะงักฝีเท้าก้าวเดินไปอีกสองสามก้าวก็หยุดอีก
ชุนจางมินยืนมองจิวฟงอยู่นาน นางเห็นว่าจิวฟงกำลังศึกษาตำราอย่างขะมักเขม้นจึงคิดว่าเขาคงจะเปลี่ยนไปพอสมควรในที่สุดนางก็ตัดสินใจเข้าไปทักทายเขา
ชุนจางมินก้าวเท้าเข้าไปหาจิวฟงอย่างช้าๆด้วยฝีเท้าอันแ่เบาไม่นานนักนางก็มาหยุดอยู่ที่ด้านหลังเด็กชาย
“ดูเหมือนว่าเ้าเด็กหน้าขาวคนนี้จะใช้ได้เลยทีเดียวตั้งใจอ่านหนังสือจนไม่รู้ว่าข้าเดินเข้ามาด้านหลังดูท่าข้าต้องประเมินเขาใหม่เสียแล้ว” ชุนจางมินมองจิวฟงด้วยแววตาที่ชื่นชมนางเดินเข้ามาใกล้เขามากขึ้นอีกนิดจนเห็นวิธีการอ่านหนังสือของเขาอย่างชัดเจนและทันใดนั้นสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป
จิวฟงกวาดสายตาอ่านหนังสือเล่มหนาเขาจดจ่ออยู่กับตัวอักษรจนถึงขีดสุดจนไม่รู้ว่ามีคนอยู่รอบกายการรับรู้ของเขาพุ่งไปที่ตัวอักษรที่ปรากฏอยู่ในครรลองจักษุเท่านั้น
“ไม่มี เล่มนี้ก็ไม่มี...” จิวฟงอ่านหนังสือจากหลังมาหน้าสายตาของเขากวาดจากล่างขึ้นบนอย่างรวดเร็วครู่เดียวเขาก็พลิกหน้ากระดาษไปยังหน้าก่อนหน้า
กระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าถูกพลิกอ่านจากหลังมาหน้าความเร็วในการอ่านหนังสือกลับด้านของเขาเร็วกว่าการอ่านของคนปกติถึงห้าเท่าครู่เดียวจิวฟงก็อ่านหนังสือจบเล่ม
เขาลุกขึ้นแล้วเก็บตำราเดินลมปราณโดยพิสดารเข้าชั้นจากนั้นเขาก็หยิบเอาหนังสือเล่มถัดไปแล้วลงมานั่งกับพื้นพร้อมกับทำแบบเดิมหนังสือหลายต่อหลายเล่มถูกอ่านจบอย่างรวดเร็วด้วยวิธีพิสดารจนชุนจางมินที่ยืนมองอยู่ถึงกับอ้าปากค้างตอนนี้สีหน้าของนางดูแย่ไม่แพ้กับตอนที่นางตั้งใจจะเข้าไปคุยกับชูฉงและหลางชี่เชี่ยนางตระหนักแล้วว่าไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับคนทั้งสาม
“จิวฟง คนช่างจดบันทึกคนจอมเหม่อลอย...ข้าไม่มีวันคบค้าสมาคมกับพวกเขาเป็อันขาด!”ชุนจางมินตัดสินใจแน่วแน่แล้วหันหลังให้จิวฟง ขณะที่นางกำลังจะก้าวเท้าเดินนั่นเองเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ครอกก ฟรี้ ครอก ฟรี้ๆๆๆๆๆๆ ครอกกกก ฟรี้ๆๆๆๆๆๆ”เสียงนั้นลากยาวและดังไปทั่วหอคัมภีร์ จนผู้คนที่อยู่บนชั้นสองได้ยิน
ชุนจางมินชะงัก นางสอดส่ายสายตาหาต้นเสียงชูฉงที่กำลังจดบันทึกอย่างเมามันถึงกับวางพู่กันลงแล้วทะลึ่งตัวขึ้นยืนเ้าเฉื่อยละสายตาจากวิวทิวทัศน์ด้านนอกหน้าต่างแล้วมองไปยังมุมหนึ่งในขณะที่จิวฟงรีบวางตำราแล้วดีดตัวขึ้นในทันที
“แย่แล้ว!”สามสหายผู้เป็ศิษย์น้องของหวังหลี่เม่าอุทานออกมาพร้อมๆกัน
จิวฟงปรี่ไปยังทิศทางของเสียงที่เขาได้ยินโดยไม่สนใจกับชุนจางมินที่ยืนอยู่ใกล้ๆขณะนี้จิวฟงคิดเพียงอย่างเดียวว่าทำอย่างไรจึงจะไปถึงต้นเสียงให้เร็วที่สุด
“จิวฟง ห้ามวิ่งในห้องสมุด” ชุนจางมินรีบร้องบอกนางเองก็ไม่กล้าส่งเสียงดังเพราะกลัวจะถูกตัดคะแนนแน่นอนว่าเสียงเบาๆของนางส่งไปไม่ถึงเด็กชายตัวน้อยที่วิ่งไปไกล
“ครอกกกกกก ฟรี้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
ผ่านไปแค่ไม่กี่ลมหายใจเสียงนั้นก็ดังขึ้นเรื่อยๆซ้ำยังแฝงไปด้วยพลังสั่นะเื
พอชูฉงเห็นร่างเล็กๆเคลื่อนไหวคล้ายเงาอยู่ที่เบื้องหน้าก็รู้ว่าเป็เ้าเปี๊ยกเ้าหนอนรีบออกวิ่งตามเพื่อยตัวจ้อย ส่วนหลางชี่เชี่ยที่อยู่ไกลสุดก็วิ่งห้อตามหลังชูฉงมาเช่นกัน
“ครอกกกกกก ฟรี้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
ยิ่งจิวฟงวิ่งเข้าไปใกล้ต้นเสียง เสียงนั้นก็ดังขึ้นเรื่อยๆเขารู้สึกว่าชั้นหนังสือข้างๆตัวกำลังสั่นน้อยๆจิวฟงออกแรงทั้งหมดที่มีเพื่อวิ่งไปด้านหน้าพริบตาเดียวเขาก็มาหยุดอยู่ข้างหน้าต่างที่มุมห้องมุมหนึ่ง
“เ้าอ้วนตื่นได้แล้ว ตื่นๆๆ”จิวฟงเขย่าตัวต้าไคที่นอนอยู่บนพื้นอย่างแรงแต่เ้าอ้วนก็ไม่ยอมลุกขึ้นต้าไคพลิกตัวไปอีกด้านแล้วเริ่มกรนต่อ เห็นดังนั้นจิวฟงจึงะโขึ้นทับต้าไคแล้วรีบเอามือปิดปากเ้าอ้วนไว้เสียงกรนของเ้าอ้วนถึงกับทำให้มือน้อยๆของจิวฟงสั่นระริก
“เ้าอ้วน ตื่น!”จิวฟงยื่นหน้าแล้วส่งเสียงแหลมกรอกเข้าไปที่หูของต้าไคจนร่างของเ้าอ้วนกระตุก
เ้าอ้วนลุกขึ้นนั่งแล้วขยี้ตาอย่างงัวเงียเมื่อลืมตาขึ้นมาก็เห็นว่าจิวฟงนั่งคร่อมเขาอยู่ ต้าไคมองจิวฟงอย่างงงๆสักพักก็นึกได้ว่าตัวเองเผลอหลับไป
“อากาศในหอคัมภีร์ช่างเย็นสบายอย่างที่เ้าหนอนบอกไว้จริงๆ”เ้าอ้วนหัวเราะแหะๆแล้วลุกขึ้น อึดใจเดียวเ้าหนอนหนังสือและเ้าเฉื่อยก็มาถึงจิวฟงมองซ้ายมองขวา จากนั้นเขาก็รีบชวนเพื่อนๆออกไปจากหอคัมภีร์ในทันที
สี่สหายออกเดินได้ไม่ทันเท่าไร ก็มีร่างของชายผู้หนึ่งตรงมาทางพวกเขาชายผู้นั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วดั่งสายลมแล้วมาหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าเด็กชายทั้งสี่ชายผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นหากคือผู้ดูแลหอคัมภีร์นั่นเอง
บรรณารักษ์มองจิวฟงและเพื่อนๆอย่างโมโหโกรธาใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธ ชายผมขาวผู้มีเครายาวพูดด้วยเสียงดังว่า
“ตัดคะแนนคนละสิบคะแนน!”
ศิษย์น้องของหวังหลี่เม่าต่างใจนทำอะไรไม่ถูกเข้ามาเป็ศิษย์สำนักวายุจำรัสได้เพียงไม่กี่วัน พวกเขาก็ถูกตัดคะแนนเสียแล้ว คะแนนนี้มีผลต่อเงินที่จะได้รับในแต่ละสัปดาห์คะแนนที่ลดลงสิบคะแนนย่อมกระทบความเป็อยู่ของพวกเขา
“เอาป้ายประจำตัวมาให้ข้า!” เสียงของบรรณารักษ์ดังจนคนที่อยู่ในหอคัมภีร์ต่างหันมามองเมื่อศิษย์ใหม่บางคนเห็นว่าเป็จิวฟงที่ก่อเื่ พวกเขาก็ถึงกับถอนหายใจ
ขณะที่ต้าไค หลางชี่เชี่ยและชูฉงกำลังยืนตัวแข็งอยู่นั่นเองจิวฟงก็แอบขยับมือส่งสัญญาณให้พวกเขาเคลื่อนไปด้านหลังอย่างช้าๆชูฉงเห็นสัญญาณก่อนใครจึงรีบกระตุกชายเสื้อเ้าอ้วนและเ้าเฉื่อยให้ถอยหลังและปล่อยให้เ้าเปี๊ยกของพวกเขายืนเผชิญหน้ากับผู้ดูแลหอคัมภีร์ต่อไป
“พวกเ้าจะไปไหน!”บรรณารักษ์ถามเสียงกระชากเมื่อเห็นว่าพวกเด็กๆเตรียมตัวหนี
“ชู่ววววว...ที่นี่คือหอคัมภีร์หลักของสำนักวายุจำรัสอันยิ่งใหญ่ไม่ควรเลยที่ใครจะมาส่งเสียงดังเช่นนี้”จิวฟงเอานิ้วแตะปากแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและแ่เบา ในขณะที่มืออีกข้างก็โบกไปด้านหลังน้อยๆเพื่อให้เพื่อนๆเคลื่อนตัวไปทางประตู
“เ้า!...ข้าไม่คิดว่าเ้าจะกล้าพูดคำคำนี้ออกมา ไม่กระดากปากบ้างหรือไร”บรรณารักษ์เห็นสายตาของผู้ฝึกตนที่มองมาจึงลดระดับเสียงลงแต่กระนั้นระดับเสียงของเขาก็ยังดังกว่าปกติอยู่ดี
จิวฟงยิ้มมุมปาก เขาส่ายหน้าน้อยๆแล้วเอามือแตะปากอีกครั้ง
“ชู่วววว...”
“เ้าเด็กตัวแสบ” บรรณารักษ์กัดฟันกรอด ร่างของเขาสั่นเทาเขาหลับตาแล้วพยายามนับหนึ่งถึงสิบเพื่อสะกดกั้นอารมณ์โกรธพลันเมื่อลืมตาขึ้นมาก็เห็นว่าเด็กทั้งสี่ย่องหนีไปไกลแล้วผู้ดูแลหอคัมภีร์ไม่รอช้า เขารีบพุ่งเข้าไปหาจิวฟงที่เดินรั้งท้ายขณะนั้นเองจิวฟงก็กลับหลังหันแล้วกางแขนออกในทันใด
“ห้ามวิ่งในห้องสมุด ไม่ใช่นั้นจะโดนตัดคะแนน”จิวฟงกระซิบกระซาบ แววตาของเขาเผยให้เห็นถึงความซุกซนที่มุมปากของจิวฟงก็ปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ
ผู้ดูแลหอคัมภีร์กำหมัดแน่น ั์ตาของเขาราวกับมีไฟลุกโชนเขาค่อยๆย่างก้าวเข้าไปหาเด็กชายตัวน้อย พร้อมกับพูดเบาๆด้วยเสียงสั่น
“เอาป้ายประจำตัวมาให้ข้า”
“อะไรนะ ข้าไม่ได้ยิน” พูดพลางก็ถอยหลังพลางอย่างรวดเร็วจิวฟงเพิ่งค้นพบว่าเขาเดินถอยหลังได้เร็วเท่ากับเดินไปข้างหน้าเลยทีเดียว
“ข้าบอกว่าป้ายประจำตัว!”เส้นเืที่ขมับของบรรณารักษ์ปูดขึ้นเป็เส้นๆ เสียงของเขาดังขึ้นอีกครั้ง
“ชู่วววววววว”
...
“ป้ายประจำ...” “ ชู่ววววว” “ป้าย...” “ ชู่วววววว” “ป้า...”“ชู่ววววววววว”
“โว้ยยยยย!”
“ชู่วววว!”
ขณะนั้นเองจิวฟงก็หันหลังกลับในทันใดเขาะโออกจากประตูของหอคัมภีร์แล้ววิ่งลงบันไดตามพวกเ้าอ้วนที่วิ่งนำไปก่อนหน้าแล้ว
สี่สหายวิ่งไปหัวเราะไปอย่างสนุกสนาน บรรณารักษ์ส่งเสียงะโตามมาด้านหลังแต่พวกเขาก็ไม่สนใจ
“จิวฟงเ้าไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในหอคัมภีร์อีกต่อไป!”