เปลวเพลิงกำลังลุกไหม้อยู่ในเตาหลอมโอสถผิวของเตาเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ทำให้หัวใจของเต้าหลิงสั่นไหวก่อนกล่าวเสียงหลงออกมา “นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
สายตาของเขาจดจ้องไปยังลวดลายบนเตาหลอมเขารู้สึกว่ายิ่งเปลวเพลิงร้อนแรงมากเท่าไร ลวดลายก็จะยิ่งชัดเจนมากขึ้น
ด้านบนยังมีร่างเงารางๆปรากฏขึ้นมาราวกับบรรพบุรุษของยุคโบราณ
อีกทั้งร่างเงาที่น่ากลัวเหล่านี้ยังนั่งขัดสมาธิลอยอยู่เหนือฟ้าคล้ายกับกำลังหล่อหลอมโอสถทองคำเต๋า เหนี่ยวนำเปลวเพลิงทั้งห้า ดึงดูดพลังบริสุทธิ์สี่ทิศลวดลายแต่ละลวดลายเริ่มน่ากลัวมากยิ่งขึ้นเหมือนว่าภายในนั้นแฝงโลกใบเล็กทั้งใบเอาไว้
เต้าหลิงใจสั่นสายตาของเขาจ้องเขม็งไปยังลวดลายที่เลือนรางภายในนั้นมีปรมาจารย์นักปรุงโอสถกำลังหลอมโอสถทองคำอยู่ ด้วยวิธีการหลอมที่ซับซ้อนนั้นทำให้เขาถึงกับหัวหมุน
ภายในห้องหลอมโอสถเปลวเพลิงส่งเสียงดังไม่ขาดสาย วันเวลาสองวันได้ล่วงเลยไป เต้าหลิงไม่หลับไม่พักทั่วร่างของเขาเต็มไปด้วยพลังดุจพระพุทธรูปที่น่าเกรงขามและน่าเลื่อมใส
ในสองวันนี้เขาได้อะไรไปมากเขาดูปรมาจารย์นักปรุงโอสถหล่อหลอมโอสถ เหมือนกับว่าผ่านการหลอมมาแล้วหลายยุคสมัยทำให้เขาเริ่มเข้าใจวิธีการหลอมโอสถได้อย่างถ่องแท้มากขึ้น
นัยน์ตาของเขาประกายแสงสว่างในใจพลันชื่นชมวิธีการหลอมของเหล่าปรมาจารย์นักปรุงโอสถ นี่สินะถึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
เขาเม้มปากสายตากวาดสำรวจไปที่เตาหลอมซึ่งไม่รู้ว่าลวดลายที่อยู่บนเตาหลอมนั้นหายไปตั้งแต่เมื่อไรจากนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมา “โชคดีจริงๆที่ได้ดูลวดลายเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นการหลอมโอสถจะต้องล้มเหลวแน่”
เต้าหลิงจะรู้วิธีการหลอมโอสถได้อย่างไรเขาคิดว่าตนสามารถหลอมโอสถที่สมบูรณ์แบบออกมาได้ทว่าเขาไม่คิดเลยว่าการหลอมโอสถจะยากถึงขนาดนี้ในการหลอมโอสถจะต้องเข้าใจวิธีการต่างๆ จำนวนมากไม่ใช่แค่มีคัมภีร์โอสถโบราณแล้วจะสามารถหลอมได้
ในสองวันนี้ไม่รู้ว่าเขาดูเหล่าปรมาจารย์นักปรุงโอสถที่เก่งกาจหลอมโอสถไปแล้วกี่ครั้งพวกเขานับเป็นปรมาจารย์นักปรุงโอสถที่น่าเลื่อมใส เขามีโอกาสเช่นนี้หากพูดออกไปจะต้องมีคนอิจฉาตาร้อนเป็นแน่
“เตาโอสถนี้ไม่ธรรมดา มันจะต้องเป็นของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งภาพก่อนหน้านี้ เดาว่าจะต้องเป็นของเจ้าของเตาหลอมที่ได้สลักวิธีการเอาไว้บนผิวเตาเป็นไปได้ว่าเตาหลอมนี้จะเป็นเตาหลอมของยอดยุทธ์โบราณ”
เต้าหลิงกล่าวขึ้นมาในใจจากลวดลายที่ปรากฏขึ้นมาบนผิวเตาเขาก็รู้ได้เลยว่านี่จะต้องเป็นมรดกสืบทอดชั้นยอดที่ไม่สามารถประเมินค่าได้
“ไม่รู้ว่ามรดกสืบทอดของวิหารหลักถูกใครแย่งชิงไปของสิ่งนั้นจะต้องแข็งแกร่งมากแน่”
เต้าหลิงกระชับฝ่ามือเตาหลอมโอสถ เพลิงโอสถแก้ว คัมภีร์โอสถโบราณ ของทั้งสามอย่างนี้ล้วนไม่ธรรมดาไม่รู้ว่ามรดกสืบทอดของวิหารหลักนั้นจะเป็นสิ่งใด
“ช่างเถอะ อย่างไรเสียมันก็ไม่ใช่ของของข้า ถึงแข็งแกร่งแต่ก็ไม่อาจจะใช้ได้ข้าที่ได้เตาโอสถนี้มาก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว”หลังจากที่ครุ่นคิด สายตาของเขาก็มองไปที่เตาโอสถพลางแค่นเสียงออกมา “เปิดเตา”
ตูม เตาหลอมโอสถที่อยู่อย่างสงบเงียบพลันระเบิดเสียงดังลั่นออกมาฝาเตาถูกเปิดออก เปลวเพลิงพุ่งขึ้นฟ้าทะลวงมวลอากาศจนกลายเป็นหลุมดำ
มือทั้งสองของเต้าหลิงผสานกันอย่างรวดเร็วเพลิงโอสถแก้วได้เปลี่ยนเป็นดอกบัวแก้ว กลีบของดอกบัวบานออกในนั้นมีโอสถเม็ดสีดำลอยเคว้งขึ้นมากลางอากาศ
โอสถที่ปรากฏขึ้นเหมือนกับมีจิตวิญญาณพลังฟ้าดินถูกมันดูดกลืนเข้าไป ขั้นตอนนี้ถือว่าอันตรายมากหากโอสถรับพลังฟ้าดินไม่ไหวมันก็จะระเบิดออก
ดอกบัวแก้วห่อหุ้มโอสถเอาไว้แสงเปลวเพลิงส่องสว่างออกมา พลังงานฟ้าดินโดยรอบถูกเปลวเพลิงกลั่นหลอมจนกลายเป็นพลังบริสุทธิ์ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นหมอกสีขาวแล่นเข้าไปในโอสถ
หัวใจของเต้าหลิงบีบรัดแน่นจิตสวรรค์เอ่อล้นออกมา พลางมองสำรวจโอสถ เขาจะต้องระวังจะให้เกิดความผิดพลาดไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
ราวสิบกว่าลมหายใจผ่านไปเขาถอนหายใจอย่างโล่งอก ในตอนนี้โอสถขยายจิตได้หยุดดูดซับพลังโดยรอบแล้วมันร่วงลงมาจากกลางอากาศพลางตกใส่ในมือของเต้าหลิง
“สำเร็จ” เต้าหลิงฉีกยิ้มออกมาด้วยความดีใจเขามองไปที่โอสถขยายจิตพลางใช้มือลูบไล้มันไปมาอยู่หลายครั้งนี่เป็นโอสถเม็ดแรกที่เขาหลอมออกมาได้สำเร็จ
หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปเดาว่าจะแว่นแคว้นจะต้องสั่นสะเทือนเป็นแน่เขาที่เพิ่งจะหลอมโอสถครั้งแรกแต่ก็สามารถทำออกมาได้สำเร็จหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปจะต้องมีคนอิจฉาจนตาลุกเป็นไฟเพราะมีคนที่หลอมโอสถมาหลายร้อยครั้ง แต่ก็ทำไม่สำเร็จ
นี่คือประสบการณ์ที่เต้าหลิงได้รับจากปรมาจารย์นักปรุงโอสถประสบการณ์ที่เขาได้มานั้นเยอะมาก ทั้งยังเป็นประสบการณ์ขั้นสูงเสียด้วย
เต้าหลิงเก็บเตาหลอมลงไปพลางเตรียมหล่อหลอมโอสถเม็ดแรกที่เพิ่งจะทำเสร็จอย่างไม่ลังเลจิตสวรรค์ของเขาพรั่งพรูออกมาห่อหุ้มโอสถเม็ดนี้เอาไว้
โอสถหลอมละลายอย่างรวดเร็วพลังวิญญาณบริสุทธิ์ไหลออกมาเพื่อขยายพลังต้นกำเนิดของจิตสวรรค์เขาสัมผัสได้ว่าหลังจากที่จิตสวรรค์ซึมซับฤทธิ์โอสถเข้าไปจิตของเขาก็เริ่มแข็งแกร่งขึ้น
หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยามคลื่นพลังจิตสวรรค์ของเขาก็กวาดสำรวจออกไปโดยรอบในตอนนี้จิตสวรรค์แข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิมหนึ่งเท่า ทำให้เต้าหลิงอดอ้าปากค้างออกมาด้วยความอึ้งไม่ได้ผลของโอสถนี้สุดยอดจริงๆ
“ถึงเวลาดูความทรงจำแล้ว”
ใบหน้าของเต้าหลิงฉายสีความเศร้าขึ้นมาเปลือกตาทั้งสองปิดลง ภาพความทรงจำที่อยู่ภายในส่วนลึกปรากฏขึ้นมาซึ่งภาพเหล่านั้นเป็นความทรงจำที่เขาสูญเสียไป
ภาพย้อนกลับมาสมัยที่เขายังเล็กเขานอนหลับอยู่บนก้อนหินรอบๆ กายโอบล้อมไปด้วยพลังวิญญาณ ดูแล้วน่ารักน่าชังมาก
ที่นี่เหมือนกับดินแดนของเซียนทะเลสาบสีเขียวมรกตนิ่งสงบ ต้นไม้โบราณสูงทะลุเมฆโดยรอบแข็งแกร่งดุจมังกรมันปลดปล่อยพลังวิญญาณเข้มข้นออกมา นกหลายตัวสยายปีกบินกระพืออยู่บนท้องฟ้า
หญิงสาวสวมชุดขาวนางหนึ่งบินเข้ามาจิตวิญญาณของนางว่างเปล่าราวกับผสานรวมเป็นหนึ่งกับฟ้าดินสายตาอ่อนโยนมองไปที่เด็กตัวน้อยที่กำลังหลับใหล พลางอุ้มเขาขึ้นมากอดอย่างเบามือ
“นี่คือแม่ของข้าอย่างนั้นหรือ?” เต้าหลิงเผลอเอ่ยปากกล่าวออกมา
“เจ้ากระต่ายน้อยหลับอีกแล้วอย่างนั้นหรือ?ขวบกว่าแล้ว เหตุใดจึงยังนอนไม่รู้จักพอ”ชายหนุ่มรูปร่างสง่างามเดินเข้ามาพลางยิ้มแล้วกล่าวแกมตำหนิ
“นั่นพ่อนี่” เต้าหลิงอึ้งไปถึงท่าทีของเขาจะไม่เหมือนกับพ่อขาเป๋เลยแม้แต่น้อย ทว่าหน้าตานั้นคล้ายคลึงกันมาก
แม่ของเต้าหลิงพลางกล่าวออกมาอย่างไม่พอใจ“นั่นก็เป็นเรื่องที่ดี แบบนี้จะได้ไม่ต้องเป็นกังวลข้าไม่อยากให้ลูกเข้าไปอยู่ในโลกจอมยุทธ์ที่มีคนจิตใจต่ำช้า”
“ที่แท้ ข้าก็ชอบนอนมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วหรือนี่” เต้าหลิงพูดไม่ออกหลังจากนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่าความเป็นมาของตนเริ่มไม่ธรรมดามากขึ้นเรื่อยๆ
สถานที่แห่งนี้กว้างใหญ่มากราวกับโลกใบเล็กอีกใบหนึ่ง ทั้งยังเต็มไปด้วยวิหารที่ตลบอบอวลไปด้วยเสียงเต๋าทั้งน่าเกรงขามและศักดิ์สิทธิ์
คนของที่นี่ก็น่ากลัวมากเช่นเดียวกันคลื่นพลังที่ปลดปล่อยออกมาทำเอาฟ้าดินต้องสั่นสะเทือนแต่ละคนล้วนแล้วแต่มีพลานุภาพที่สามารถสยบใต้หล้านี้ได้
ปรากฏกลุ่มคนชรากลุ่มหนึ่งที่มีชายวัยกลางคนโอบล้อมเอาไว้พวกเขาแข็งแกร่งมาก คนชราผู้นำกลุ่มเหมือนกับบรรบุรษเต๋าตรงกลางระหว่างคิ้วมีอักษรคำว่าเต๋า ทั้งยังโอบล้อมไปด้วยคลื่นพลังลึกลับทำให้คนที่เห็นต้องตัวสั่นอย่างอดไม่ได้
“เสี้ยวเทียน เหตุใดเด็กคนนี้ถึงได้นอนตลอดเวลา?” คนชราร่างสูงใหญ่ขมวดคิ้วพลางกล่าวออกมาพลังที่ปลดปล่อยเหมือนกับพลังของสัตว์อสูรร้ายที่ดุดัน
เต้าหลิงน้อยสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาดวงตาสีดำสนิทกะพริบปริบๆ พลางมองไปที่คนชราที่ยืนอยู่รอบๆแล้วหัวเราะร่าอย่างบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
คนชราที่อยู่โดยรอบรู้สึกเป็นกังวลอย่างมากนี่ไม่ใช่เรื่องดี ปกติแล้วเต้าหลิงอายุเท่านั้นก็ควรเริ่มเรียนรู้คัมภีร์และอักขระเต๋า สะสมประสบการณ์เอาไว้ปูทางเดินต่อไปในภายภาคหน้าและได้กลายเป็นอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงโด่งดังเพื่อประมือกับอัจฉริยะของตระกูลใหญ่อื่นๆ
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น” สีหน้าของเต้าเสี้ยวเทียนเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มเขาเองก็ไม่รู้ว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไร
“เกิดเรื่องยุ่งแล้วสิเสี้ยวเทียน เจ้าเป็นผู้หยั่งรู้ปฐพี ขนาดเจ้ายังจนปัญญาแล้วพวกเราจะทำอะไรได้” ชายวัยกลางคนร่างใหญ่กล่าวออกมา “แล้วเจ้าเรียกพวกเรามาทำอะไร?”
ผู้คนโดยรอบต่างพยักหน้าภายในใจรู้สึกประหลาดใจมาก ด้วยความสามารถของเต้าเสี้ยวเทียนทำไมถึงได้มีบุตรที่เป็นเด็กขี้เกียจเอาแต่นอนทั้งวันเช่นนี้ เขาเป็นถึงผู้หยั่งรู้ปฐพีเชียวนะในโลกใบนี้จะมีผู้หยั่งรู้ปฐพีซักกี่คนกัน
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้นเต้าเสี้ยวเทียนก็ส่งเสียงฮึเย็นขึ้นมาในใจ คนคนนี้ก็คือเต้าจวิ้นซง เขากับเต้าเสี้ยวเทียนนั้นไม่ถูกกันมาแต่ไหนแต่ไรภายในใจของเขาเต็มไปด้วยปิติ หากเต้าหลิงไร้ซึ่งพรสวรรค์ ลูกชายของเขาเต้าหย่งชางก็จะได้รับทรัพยากรที่เป็นส่วนแบ่งของเต้าหลิงทั้งหมดไป
เขากล่าวออกมาเรียบๆ“ข้าได้ยินมาว่าตระกูลเต้าของพวกเรามีความสัมพันธ์อันดีกับปรมาจารย์นักปรุงโอสถของวิหารยุทธ์ท่านหนึ่งข้าอยากจะให้เขาตรวจสอบคุณสมบัติกายให้ลูกของข้า”
“ว่าไงนะ เจ้าจะให้ปรมาจารย์นักปรุงโอสถดูคุณสมบัติกายให้เจ้าอย่างนั้นหรือเจ้าคิดว่ากำลังทำอะไรอยู่?” สีหน้าของเต้าจวิ้นซงดูไม่ดีนักปรมาจารย์นักปรุงโอสถเป็นบุคคลที่อยู่สูงสุดในโลกของนักปรุงโอสถซึ่งการที่จะมาดูคุณสมบัติกายให้เด็กเพียงคนเดียวนั้นไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
“นั่นสิ เสี้ยวเทียน คนเช่นนั้นไม่ใช่คนที่พวกเราจะเอื้อมถึงเจ้าจะต้องคิดให้ดี” มีคนส่ายหัวอย่างไม่เห็นด้วยปรมาจารย์นักปรุงโอสถท่านนั้นได้ติดหนี้ตระกูลเต้าเอาไว้ครั้งหนึ่งซึ่งการใช้บุญคุณครั้งนั้นกับเด็กเพียงคนเดียว เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะไม่ยอม
“เต้าหลิงน้อยก็เป็นคนในตระกูลเต้าของเรา เป็นสายเลือดของตระกูลเต้าในภายหลังจะต้องนำพาตระกูลเต้าให้ขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดได้แน่”
หญิงสาวสวมชุดสีเขียวคนหนึ่งเดินเข้ามาอย่างช้าๆใบหน้าเต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม นางอุ้มเต้าหลิงเอาไว้พลางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้าง
ได้ยินดังนั้นเสียงคัดค้านเมื่อครู่ก็พลันสลายไปกลุ่มคนมองไปที่ผู้หญิงสวมชุดสีเขียวด้วยความยำเกรง เต้าเสี้ยวเทียนมองไปที่นางด้วยความขอบคุณจากใจจริงเดิมทีนางไม่ใช่คนของตระกูลเต้า นางเป็นเพียงสาวรับใช้ข้างกายของปู่เท่านั้น
ทว่าด้วยพรสวรรค์ที่นางมีมาตั้งแต่เกิดนางได้ฝึกฝนวิชาโบราณตั้งแต่อายุยังน้อยก็สามารถประมือกับเหล่าผู้ทรงอำนาจในตระกูลเต้าได้แล้ว ทำให้คำพูดของนางนั้นมีอิทธิพลต่อตระกูลเต้ามาก
เต้าหลิงน้อยหยีตากำปั้นเล็กๆ ยื่นออกไปจับใบหน้าขาวดุจหยกของหลิงเยี่ยนพลางหัวเราะดังคิกคิกออกมาอย่างซุกซน
หลิงเยี่ยนกะพริบตาปริบๆใส่พลางยิ้มให้กับเขา
เมื่อเห็นดังนั้นกลุ่มคนที่คัดค้านพลันขมวดคิ้ว พวกเขารู้ดีว่าหลิงเยี่ยนเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดสักเท่าไรแต่นางกลับดูสนิทสนมกับเด็กคนนี้มาก เกรงว่าเรื่องนี้คงจะจบได้ยาก
หลิงเยี่ยนแข็งแกร่งมากอย่างไม่ต้องสงสัยอีกทั้งเต้าเสี้ยวเทียนก็ยังเป็นผู้หยั่งรู้ปฐพี ซึ่งมีตำแหน่งสูงมากในตระกูลเต้าถ้าเขาคิดจะทำเช่นนั้น พวกเขาก็ไม่มีสิทธิคัดค้านอะไรอยู่แล้ว
“เช่นนั้น เสี้ยวเทียน อีกไม่กี่วันเจ้าค่อยไปก็แล้วกันข้าจะไปเอาจดหมายมาให้”ชายชราคนหนึ่งเอ่ยปากกล่าวยุติเรื่องนี้ออกมา ท่ามกลางสถานการณ์ที่เงียบสงัด
เต้าเสี้ยวเทียนพยักหน้าพลางลุกยืนขึ้นเดินไปที่ที่พักของตนซึ่งเป็นช่วงจังหวะเดียวกับที่แม่ของเต้าหลิงเดินเข้ามาพลางถามอย่างร้อนใจ “เป็นยังไงบ้าง ที่ตระกูลตอบรับหรือไม่?”
“พวกเขายินยอม” เต้าเสี้ยวเทียนยิ้ม “ดีที่หลิงเยี่ยนมาช่วยเอาไว้ ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะต้องไม่ยอมรับง่ายๆ แน่”
“หลิงเยี่ยน ขอบใจเจ้าจริงๆ” นางละสายตามองไปที่หลิงเยี่ยนพลางกล่าวออกมาด้วยความซาบซึ้ง
“ไม่ต้องเกรงใจ” หลิงเยี่ยนยิ้มสายตามองไปที่เต้าหลิงน้อยพลางถอนหายใจออกมา “หวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องคุณสมบัติกายให้กับเจ้าตัวน้อยได้นะเจ้าหนูสู้ๆ นะ”
เต้าหลิงส่งเสียงงึมงำๆพลางเข้าสู่สภาวะการหลับใหล มุมปากของหลิงเยี่ยนกระตุกขึ้นเล็กน้อยพลางนำเจ้าตัวน้อยส่งคืนให้กับผู้เป็นแม่