สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 36 คำสาปที่มาจากนรก

            หลังจากผู้เฒ่าฮั่วเดินเข้ามาก็มีทีท่าลังเลอย่างเห็นได้ชัดคล้ายกับกำลังคิดหนักว่าจะเอ่ยถามอย่างไรดี หลังจากที่ช่วยอันเจิงออกมาจากเทือกเขาชางหมานได้แล้วเขาก็เป็นแบบนี้ตลอด เหมือนกับมีเรื่องทุกข์ในใจ แววตาเต็มไปด้วยความสับสนลังเล

     

            “ผู้อาวุโส มีเรื่องอะไรท่านก็ถามมาตรง ๆเถิด”

     

            อันเจิงพยายามหยัดตัวขึ้นนั่ง “ข้ารอฟังอยู่”

     

           ผู้เฒ่าฮั่วมองอันเจิงสลับกับมองสร้อยลูกประคำบนข้อมือของเขาหลายครั้ง

     

            “อันเจิง...รู้หรือไม่ว่าที่ใส่อยู่บนข้อมือเจ้านั้นคือสิ่งใด?”

     

            อันเจิงพยักหน้ารับหลายครั้ง “ข้าได้มาโดยบังเอิญขอรับลูกประคำพวกนี้คล้ายกับมีจิตวิญญาณเป็นของพวกมันเองมันสามารถบอกกับเจ้าของผู้สวมใส่ได้ว่า ตัวมันมีคุณสมบัติอย่างไรข้าถึงได้รู้ว่ามันมีชื่อเรียกว่าสร้อยลูกประคําโลหิตเป็นสมบัติวิเศษระดับสีม่วงขั้นสูง ผู้อาวุโสท่านก็รู้จักของสิ่งนี้เช่นกันหรือ?”

     

            ผู้เฒ่าฮั่วเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วพูดกับอันเจิงด้วยสีหน้าจริงจัง “ใช่มันจริง ๆ ด้วย เป็นสร้อยลูกประคําโลหิตจริงๆ ข้าเคยได้ยินคนพูดถึงมันมาก่อนแต่ไม่เคยเห็นกับตา ถ้าหากเจ้าไม่ว่าอะไรบอกรายละเอียดของมันให้ข้าฟังได้หรือไม่ ข้าอยากให้เจ้าเชื่อใจข้า เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของเจ้าด้วย”

     

            เมื่อเห็นว่าสีหน้าที่ผู้เฒ่าฮั่วแสดงออกมาเลวร้ายเพียงใดในใจของอันเจิงก็เต็มไปด้วยความหดหู่ อย่างไรก็ตาม เขายังคงละเรื่องซากศพพวกนั้นไว้ไม่ได้เล่าออกไปทั้งหมดอันเจิงพูดเพียงแต่ว่า เขาได้เข้าไปในหุบเขาแห่งหนึ่งภายในหุบเขาแห่งนั้นเต็มไปด้วยสมุนไพรล้ำค่ามากมาย กลางสวนมีกระท่อมมุงจากเล็ก ๆหลังหนึ่งตั้งอยู่ เขาเดินเข้าไปในกระท่อมแล้วก็พบสร้อยลูกประคําโลหิตที่นั่นรู้สึกว่ามันสวยดีจึงได้ลองหยิบขึ้นมาสวมดูแต่พอสวมเข้าไปมันก็รับเขาเป็นเจ้านายทันที อยากจะถอดก็ถอดไม่ออกแล้ว

     

            ผู้เฒ่าฮั่วฟังจบสีหน้าก็ผ่อนคลายลงมาหน่อย“แค่เจ้าเก็บได้เอง ไม่ใช่ผู้อื่นมอบให้ก็ดีมากแล้ว”

     

            อันเจิงฟังแล้วก็หัวใจสั่นสะท้านกระนั้นใบหน้ายังคงเรียบเฉยดังเดิม “หมายความว่าอย่างไรขอรับ?”

     

            ผู้เฒ่าฮั่วเดินไปหยุดอยู่ริมหน้าต่างนิ่งไปครู่ใหญ่ก่อนจะตอบกลับมา “เกี่ยวกับสร้อยลูกประคําโลหิต จริง ๆแล้วยังมีเรื่องเล่าถึงความโหดร้ายของมันอยู่ ตามตำนานว่ากันว่า มันไม่ใช่สิ่งของบนโลกมนุษย์แต่มาจากนรก ตอนที่ข้ายังอยู่ที่หอสถิตดาราเคยอ่านบันทึกโบราณเกี่ยวกับศาสตราวุธยุคบรรพกาลมามากมาย หนึ่งในนั้นกล่าวถึงที่มาของสร้อยลูกประคําโลหิตไว้ว่าสร้อยลูกประคําโลหิตคือสมบัติวิเศษที่มีต้นกำเนิดมาจากต้นผูถีต้นหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่ท่ามกลางแอ่งโลหิตในนรกที่หลอมรวมหยาดโลหิตจำนวนมาก”

     

            “วันหนึ่งมีผู้ฝึกตนตบะแกร่งกล้าผู้หนึ่งเผลอหลุดเข้าไปในแดนนรกทันทีที่เขาเห็นต้นผูถีและสัมผัสได้ว่ามันน่าอัศจรรย์เพียงใดเขาก็เด็ดกิ่งมันออกมาแล้วนำมาหลอมเป็นอาวุธวิเศษทันทีบังเกิดเป็นสร้อยลูกประคำโลหิตอานุภาพสะท้านฟ้า”

     

            “แต่หลังจากผู้ฝึกตนผู้นี้กลับขึ้นมายังโลกมนุษย์เรื่องร้ายก็พลันเกิด เขาถูกตามล่าสังหารโดยศัตรูที่แข็งแกร่ง ไม่นานก็ถูกปลิดชีพลงภายหลังลูกหลานของเขาเป็นผู้สืบทอดมรดกชิ้นนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครที่ได้ถือครองสร้อยลูกประคำโลหิตล้วนไม่ตายดีทั้งสิ้นตระกูลของเขาทั้งตระกูลก็จบสิ้นลงด้วยประการฉะนี้”

     

            “เพราะเหตุใดกัน?” อันเจิงถาม

     

            “ตามบันทึกโบราณว่ากันว่าสร้อยลูกประคำโลหิตเส้นนี้ชั่วร้ายเป็นอย่างมากเพราะมันถูกหล่อเลี้ยงขึ้นมาจากเลือด ดังนั้นหากมันเลือกเจ้านายเจ้านายของมันจะถูกบังคับมอบเลือดให้แก่มันไปโดยปริยาย เจ้าบอกว่าหลังจากเจ้าสวมมันมันก็ดูดเลือดเจ้าไปทันที...เห็นทีตำนานนี้คงจะเป็นจริงแน่แล้ว”

     

            “เนื่องจากสร้อยลูกประคำโลหิตเป็นของวิเศษที่จำต้องได้รับเลือดเพื่อหล่อเลี้ยงอย่างต่อเนื่องดังนั้นผู้ที่สวมใส่มันก็จะถูกสูบพลังออกไปอย่างต่อเนื่องเช่นกันหากสุดท้ายผู้สวมใส่ไม่สามารถรักษาพละกำลังความแข็งแกร่งของตัวเองเอาไว้ได้ก็จะถูกมันสูบเลือดสูบเนื้อไปจนหมด กลายเป็นเพียงซากศพแห้ง ๆ ศพหนึ่ง”

     

            ฟังถึงตรงนี้หัวใจของอันเจิงก็พลันหนักอึ้ง อดไม่ได้นึกถึงสภาพศพของผู้อาวุโสท่านนั้น

     

            ผู้เฒ่าฮั่วกล่าวต่อ “นี่ก็แค่กรณีที่เจ้าได้มาเองโดยไม่มีผู้ใดมอบให้ซึ่งนับว่าดีไม่น้อยแล้ว แต่หากเจ้ารับมันมาจากผู้อื่น นี่ต่างหากถึงจะเรียกว่าหายนะอย่างแท้จริงเพราะผู้ถือครองคนก่อนจะลงคำสาปไว้ก่อนที่เขาจะตาย ทันทีที่ผู้ถือครองคนใหม่สวมใส่และให้เลือดแก่มันคำสาปทั้งหมดจะเริ่มต้นทันที ตอนนี้ไม่เพียงต้องใช้เลือดของตัวเองเพื่อหล่อเลี้ยงลูกประคำโลหิตเท่านั้นแต่ยังต้องใช้เลือดหล่อเลี้ยงผู้ถือครองคนก่อนด้วย หรือก็คือต้องใช้เลือดตนเองหล่อเลี้ยงศพแห้งนั่นเอง”

     

            “เมื่อผู้ถือครองคนก่อนได้รับพลังมากพอเขาจะค่อย ๆ ฟื้นคืนขึ้นมาจากความตาย นี่คือคำสาปอันตรายที่ติดตัวมาของสร้อยลูกประคำโลหิตบันทึกโบราณกล่าวเอาไว้ว่า คำสาปนี้เป็นศาสตร์ต้องห้ามที่คิดค้นขึ้นมาโดยท่านผู้เป็นราชันแห่งแดนนรกไม่ว่าผู้ใดก็ตาม หากสวมใส่มันก็ต้องใช้เลือดของตัวเองเลี้ยงมันด้วย”

     

            หัวใจของอันเจิงตกไปอยู่ที่ตาตุ่มทันทีเขาไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองถูกซากศพนั่นวางแผนใส่ถึงแม้จะรู้สึกว่าศพนั้นแปลกอยู่ไม่น้อย แต่บางทีอาจจะเป็นอย่างที่ผู้เฒ่าฮั่วว่า ซากศพแห้งๆ นั่นคงต้องการอาศัยเขาเพื่อคืนชีพ

     

           อย่างไรก็ตามอันเจิงยังอดคิดในแง่ดีไม่ได้ตอนที่เขาพบศพนั้นสร้อยเส้นนี้ไม่ได้อยู่บนตัวศพ อีกทั้งสภาพของสร้อยแตกต่างจากสร้อยลูกประคำโลหิตตอนนี้อย่างสิ้นเชิงตอนนั้นมันเป็นเพียงสร้อยคอเส้นยาวคล้ายเครื่องประดับทั่วไป ไม่มีอะไรพิเศษ ไม่ใช่สร้อยข้อมือแบบนี้แน่ๆ น่าจะเป็นความบังเอิญมากกว่า?

     

             อันเจิงพยายามปลอบใจตัวเองแต่กลับพบว่าทำไม่ได้ เรื่องนี้มีจุดบังเอิญหลายจุดมากจนเกินไป ผู้เฒ่าฮั่วไม่รู้ว่าเขาได้เจอกับซากศพมาก่อนดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างเรื่องโกหกแบบนี้ขึ้นมาหลอกเขา

     

            ชาติภพก่อนอันเจิงเคยดำรงตำแหน่งเป็นถึงผู้อาวุโสสูงสุดของกรมตุลาการแน่นอนย่อมต้องเคยพบเจอเรื่องอัศจรรย์ต่าง ๆ มามาก กับเรื่องอาวุธวิเศษ เขาค่อนข้างมั่นใจทีเดียวว่าตนเองมีความรู้มากในด้านนี้ทว่าเท่าที่เห็นในวันนี้ ชัดเจนแล้วว่าตัวเขาด้อยกว่าคนของหอสถิตดาราอย่างผู้เฒ่าฮั่วมากยิ่งหากพูดถึงความเชี่ยวชาญในด้านงานหลอม ตัวเขายิ่งไม่มีทางสู้ได้เหมือนกับเขาในสมัยก่อนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดและเป็นผู้มากฝีมือในด้านการต่อสู้ผู้เฒ่าฮั่วเองก็เป็นบุคคลทรงคุณค่าในด้านอาวุธวิเศษเหมือนกันความรู้ความเข้าใจที่เขามีต่ออาวุธวิเศษ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้อื่นจะมาเทียบเคียงได้เลย

     

            “ต่อไปเจ้าก็ระวังให้มากหน่อย”

     

            หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งผู้เฒ่าฮั่วก็พูดขึ้น “ถ้าหาก...ถ้าหากวันหนึ่งเจ้าเกิดรู้สึกว่าเลือดในกายของเจ้าอยู่ในสภาวะขาดแคลนร่างกายอ่อนล้าอยู่เสมอ เจ้าต้องรีบเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเพราะลูกประคำโลหิตจะแข็งแกร่งขึ้นเมื่อระดับการบ่มเพาะของผู้สวมใส่เพิ่มมากขึ้นแน่นอนว่าปริมาณเลือดที่มันสูบไปก็จะมากขึ้นด้วย ยิ่งถ้ามีคำสาปของผู้ถือครองคนก่อนติดมาอัตราการสูญเสียเลือดก็จะยิ่งมากขึ้นเป็นเท่าทวี”

     

            อันเจิงพยายามถามอย่างใจเย็นที่สุด “มีวิธีแก้หรือไม่ขอรับ?”

     

            ผู้เฒ่าฮั่วมองที่อันเจิงพลางพูด “ไม่มี ต่อให้เจ้าตัดแขนแล้วโยนสร้อยลูกประคำโลหิตไปยังอีกฟากหนึ่งของโลกมันก็จะยังดูดเลือดของเจ้าได้ทุกเวลาทุกขณะอยู่ดีไม่เกี่ยวว่าสร้อยลูกประคำเส้นนี้จะสวมอยู่บนตัวเจ้าหรือไม่หรือจะอยู่ห่างจากเจ้ามากขนาดไหน ระยะทางไม่ใช่ปัญหาสำหรับมันนับจากวินาทีนั้นที่มันดื่มเลือดของเจ้าพันธสัญญาระหว่างมันกับเจ้าก็ได้ถูกสร้างขึ้นแล้ว...ตัดไม่ขาดอีกตลอดชีวิตนอกเสียจากว่าเจ้าจะถูกมันสูบเลือดจนหมดกลายเป็นศพแห้งศพหนึ่งมันถึงจะยอมปล่อยมือแล้วไปหาผู้ถือครองคนใหม่”

     

            “แล้วก็ยังมีอีก”

     

            ผู้เฒ่าฮั่วหยุดไปครู่หนึ่ง มองอันเจิงอย่างให้กำลังใจแล้วกล่าวอย่างหมดแรง“รีบยกระดับการบ่มเพาะของเจ้าเสียหมั่นรักษาเลือดในกายให้พร้อมและอยู่ในสภาวะที่เพียงพอต่อความต้องการของมันเสมอกล่าวคืออัตราในการเพิ่มความแข็งแกร่งของเจ้าจะต้องเร็วกว่าสร้อยลูกประคำโลหิต!ตราบใดที่เจ้าสามารถตอบสนองความต้องการโลหิตของมันได้โดยไม่ทำให้ร่างกายตัวเองเสียหายนั่นถึงจะเรียกว่าวิเศษ จะว่าไปก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งวิธีนี้ต่อให้ระดับการบ่มเพาะของเจ้าไม่กระเตื้องขึ้นเจ้าก็ยังรักษาชีวิตของตัวเองไว้ได้”

     

            “วิธีใดหรือขอรับ?”

     

            “รักษาระดับการบ่มเพาะของเจ้าให้เป็นเช่นนี้ต่อไปตราบใดที่เจ้าไม่พัฒนาศักยภาพของตัวเอง ระดับความต้องการของลูกประคำโลหิตต่อเลือดของเจ้าก็จะยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแน่นอนนี่คือในกรณีที่ไม่มีคำสาปของผู้ถือครองคนก่อน หากมีเจ้าก็จะยังถูกสูบเลือดออกไปจนแห้งตายอยู่ดีอันเจิงตอบข้ามาตามตรง เจ้าได้เห็นศพแห้งอยู่ใกล้ ๆ ลูกประคำโลหิตหรือไม่?”

     

            “ไม่เห็นขอรับ”

     

            ผู้เฒ่าฮั่วจ้องอันเจิงอย่างหาคำตอบประกายความสงสัยวิ่งผ่านดวงตาไป ในที่สุดจึงถอนหายใจออกมาช้า ๆ “ไม่มีก็ดีแล้วเจ้าดูแลตัวเองด้วย ในเมื่อไม่สามารถถอดสร้อยลูกประคำโลหิตออกจากข้อมือได้ทางเดียวคือต้องรักษาระดับการบ่มเพาะของเจ้าให้ดี แบบนี้ความต้องการโลหิตของมันจากเจ้าอาจจะไม่มากนัก”

     

            อันเจิงฝืนยิ้ม “บางทีอัตราในการเพิ่มความแข็งแกร่งของข้าอาจจะเร็วกว่าสร้อยลูกประคำโลหิตก็เป็นได้”

     

            ผู้เฒ่าฮั่วเงียบไปนานผ่านไปครู่ใหญ่จึงหมุนตัวแล้วเดินจากไป

     

            อันเจิงรู้ว่าผู้เฒ่าฮั่วไม่อาจสรรหาคำใดๆ มาปลอบใจเขาได้ ด้วยศักยภาพในการบ่มเพาะเพียงแค่ครึ่งดาราอย่างเขา จะเอาอะไรไปยกระดับความแข็งแกร่งของตัวเองให้มากและรวดเร็วยิ่งกว่าสร้อยลูกประคำโลหิต?

     

            ก็เป็นได้แค่ความคิดเพ้อฝันเท่านั้น

     

            หลังจากที่ผู้เฒ่าฮั่วจากไปได้พักใหญ่อันเจิงก็เอาแต่จมอยู่กับความคิดของตัวเอง เขารู้ว่าผู้เฒ่าฮั่วไม่ได้โกหกเขาเพราะมันไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องทำอะไรแบบนั้นอันเจิงไม่มีทางสงสัยชายชราที่ยอมสละสมบัติล้ำค่าอย่างตราประทับท้าทายสวรรค์ ยอมมอบสมบัติวิเศษระดับสีม่วงให้กับเขาเช่นเดียวกับที่เขาไม่อยากจะเชื่อว่า ซากศพของผู้อาวุโสท่านนั้นพยายามดูดเลือดเขาเพื่อใช้ในการคืนชีพ

     

            หรือต่อให้เป็นเช่นนั้นจริงแล้วจะอย่างไร?

     

            อันเจิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆพยายามระงับอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ให้สงบลง

     

            ผู้อาวุโสท่านนั้นได้มอบสมบัติวิเศษระดับสีม่วงให้กับเขาทั้งยังให้สวนสมุนไพรล้ำค่าอีกหลายร้อยไร่ ส่วนเขาใช้เลือดของตัวเองเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนแบบนี้ก็ยุติธรรมดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าคำสาปที่ติดมากับสร้อยลูกประคำโลหิตไม่มีทางทำลายลงได้แทนที่จะมานั่งคิดมากหวาดกลัว มิสู้ใช้ของที่ได้มาให้เป็นประโยชน์รีบเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองให้มากขึ้นแบบนี้ต่อให้ต้องเลี้ยงทั้งสร้อยลูกประคำโลหิตและก็ผู้ถือครองคนก่อน ก็ไม่เป็นปัญหาแล้ว

     

            อันเจิงก้มหน้าลงมองดูลูกประคำโลหิตทั้งสิบสามเม็ดบนข้อมือซ้ายที่มีรูปแบบและลวดลายแตกต่างกันไปอย่างใจลอยเล็กน้อย

     

           คิดเสียว่าเป็นการกระตุ้นตัวเองทางหนึ่งก็แล้วกัน

     

            เวลามักจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอโดยที่เราไม่รู้ตัวโดยเฉพาะเวลาที่เรานอนหลับ แต่เดิมอันเจิงคิดเอาไว้ว่าจะหาอะไรเล่นสักหน่อยเพื่อเป็นการคลายเครียดก่อนนอนแต่พอรู้ตัวอีกทีเวลานอนก็เหลืออีกไม่มากแล้ว รอจนกระทั่งเช้า หากไม่ฝืนร่างกายก็อาจจะเบียดเวลาที่ใช้ทำอย่างอื่นมาพักผ่อนสักหน่อยอย่างไรก็ตาม อันเจิงไม่กล้าปล่อยเวลาให้เสียเปล่าเนื่องจากมีสร้อยลูกประคำโลหิตคอยกระตุ้นอยู่กลาย ๆอันเจิงจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะเถลไถล ต่อให้เวลาที่ใช้เถลไถลนั้นจะเพื่อนอนพักผ่อนก็ตามที

     

            แม้จะยังนอนพักฟื้นอยู่บนเตียงแต่เขาก็ยังบ่มเพาะอย่างขยันขันแข็ง คำว่าการชำระล้างไขกระดูกอันที่จริงไม่เพียงแต่จะเป็นการเปิดจุดลมปราณ ขยายเส้นลมปราณให้ใหญ่ขึ้นหรือยกระดับความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อและกระดูกเท่านั้นจุดที่สำคัญยิ่งกว่าอยู่ที่การสร้างทะเลปราณขึ้นมาต่างหาก!ทุกคนล้วนมีทะเลปราณอยู่ในตัวไม่ว่าจะคนธรรมดาหรือผู้ฝึกตนล้วนแล้วแต่เหมือนกันทั้งนั้นนี่คือสิ่งที่สวรรค์ประทานให้ติดตัวมาแต่กำเนิด เป็นเสมือนดังบ่อเกิดพลังชีวิตของมนุษย์

     

            อย่างไรก็ตาม ระดับการเปิดของทะเลปราณก็เป็นสิ่งที่ใช้วัดความแตกต่างระหว่างอัจฉริยะกับคนธรรมดาด้วยเหมือนกันเหตุที่เรียกอัจฉริยะว่าเป็นอัจฉริยะนั่นเพราะพวกเขามีระดับการเปิดของทะเลปราณสูงมาแต่กำเนิดอัตราความสำเร็จในการบ่มเพาะถึงได้สูงตาม ตรงกันข้ามกับคนธรรมดาทั่วไป ทะเลปราณของพวกเขามักจะอยู่ในสภาวะปิดหากคิดจะเปิดทะเลปราณ จำเป็นต้องอาศัยพลังของหยกแห่งวิญญาณและพลังของผู้ฝึกตนขอบเขตสุมารุขึ้นไปในการช่วยกรุยทางชำระล้างไขกระดูกให้

     

           ศักยภาพร่างกายของอันเจิงปัจจุบันมีอยู่แค่ครึ่งดาราเท่านั้นพูดให้เข้าใจอีกหน่อยก็คือระดับการเปิดของทะเลปราณของเขาในตอนนี้มีเพียงแค่รอยแยกเล็ก ๆ รอยหนึ่งซึ่งก็เหมือนกับการเปิดปิดประตู ยิ่งประตูเปิดกว้างมากเท่าไหร่สิ่งที่ผ่านเข้าไปก็จะยิ่งมากขึ้นตาม ตรงกันข้าม หากประตูแง้มเปิดเพียงเล็กน้อยสิ่งที่เข้าไปได้ก็มีอยู่จำกัด นี่คือนิยามของคำว่าดูดซับหรือปลดปล่อย

     

           การดูดซับหมายถึงอัตราการรองรับพลังของทะเลปราณขณะทำการบ่มเพาะส่วนการปลดปล่อยหมายถึงอัตราการปลดปล่อยพลังขณะทำการต่อสู้พูดอีกอย่างก็คือระดับความแข็งแกร่งในการโจมตีนั่นเอง

     

            ประตูยิ่งเปิดกว้างพลังที่ใช้ในการโจมตีก็จะยิ่งมากเนื่องจากสามารถนำพลังปราณออกมาใช้ได้เยอะ

     

            การแบ่งขอบเขตของพลังปราณในปัจจุบันไม่ได้เข้มงวดมากนักเพราะหากเปรียบเทียบผู้ฝึกตนสองคนในขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นหนึ่งเหมือนกัน เอาง่าย ๆลองเปรียบเทียบระหว่างอันเจิงกับเสี่ยวชีเต้า...พลังโจมตีของเสี่ยวชีเต้าไม่แน่ว่าอาจจะสูงกว่าอันเจิงถึงสิบเท่าด้วยซ้ำและยิ่งเสี่ยวชีเต้าบ่มเพาะต่อไปเรื่อย ๆ ยกระดับขอบเขตของพลังให้สูงขึ้นความแตกต่างระหว่างพลังของทั้งสองก็จะยิ่งมากขึ้นเป็นเท่าตัว อาจจะต่างกันถึงยี่สิบเท่าหนึ่งร้อยเท่า หรืออาจจะถึงหนึ่งพันเท่าก็เป็นไปได้เหมือนกัน......

     

            สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือหากรอยแยกของประตูค่อนข้างแคบ ขอบเขตที่จะไต่ไปถึงก็ยิ่งมีจำกัดเพราะหากไม่สามารถดูดซับพลังเข้าทะเลปราณได้เพียงพอกับการยกระดับผู้ฝึกตนอาจติดอยู่แค่ที่ขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นหนึ่ง ไปไม่ถึงขั้นที่สองตลอดชีวิต

     

           ดังนั้นปัญหาที่อันเจิงต้องรีบจัดการอย่างเร่งด่วนก็คือ เปิดประตูทะเลปราณของตนเองให้กว้างขึ้นอีก

     

           แต่ว่าการปรับเปลี่ยนศักยภาพร่างกายมิใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่ายระดับความยากของมันถึงขั้นเรียกได้ว่าเลือดตาแทบกระเด็นเลยทีเดียว มันไม่เหมือนกับการชำระล้างไขกระดูกที่อาศัยเพียงหยกแห่งวิญญาณกับผู้ฝึกตนขั้นสูงคนหนึ่งก็สามารถจัดการเปิดประตูทะเลปราณได้การปรับเปลี่ยนศักยภาพร่างกายคือการขยายขนาดของประตูให้กว้างขึ้น

     

            อันเจิงพักฟื้นอยู่บนเตียงถึงเดือนกว่าจึงกลับมาหายได้อย่างสมบูรณ์สำหรับเขานี่ไม่ใช่ข่าวดีที่สุด แต่เป็นเพราะอันเจิงค้นพบว่า ความต้องการของลูกประคำโลหิตต่อเลือดของเขาดูเหมือนจะไม่ได้มากอย่างที่คิดไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ฟื้นตัวเร็วขนาดนี้ แน่นอนอันเจิงย่อมตระหนักดีว่า หากไม่ใช่เพราะมีลูกประคำโลหิตคอยสูบเลือดสูบพลังเขาไปเขาก็คงหายขาดไปนานแล้ว

     

            อย่างไรเสียตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาก็มีชวีหลิวเอ๋อคอยป้อนสมุนไพรระดับขั้นสีขาวให้เขาอยู่ตลอด

     

            หากเป็นอัจฉริยะ ทุกวันกินสมุนไพรระดับขั้นสีขาวต่างอาหารระดับการบ่มเพาะของเขาคงทะยานขึ้นฟ้าไปนานแล้ว น่าเสียดายที่อันเจิงไม่ใช่สมุนไพรล้ำค่าพวกนั้นมีผลเพียงแค่ทำให้ร่างกายของเขากลับมาเป็นเหมือนเดิมเท่านั้นตลอดหนึ่งเดือนระดับการบ่มเพาะของเขาไม่กระเตื้องขึ้นสักนิด

     

            ลองคำนวณเวลาดู อีกแค่สี่เดือนจะถึงเวลานัดประลองกับหอสมุดมายาแล้วคิดอาศัยเวลาเพียงเท่านี้เพื่อเอาชนะ แทบจะไม่มีหวังเลย

     

            แต่อันเจิงไม่ยอมแพ้

     

            เพราะเขาคืออันเจิงคือบุคคลที่ไม่เคยยอมรับการลิขิตของโชคชะตา!

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.02M 3752
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    450K 1842
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    นิยาย แฟนตาซี
    150K 136
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810