เจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain)

    บทที่ 175: โจทก์เก่า (The Old Plaintiff)

            “เจ้าโตขึ้นมากเลยนะ บุตรชายของข้า ความแข็งแกร่งของเจ้า...ช่างไม่เป็นสองรองใครเลยจริงๆ ข้าขอโทษในทุกๆ สิ่งที่ข้าเคยทำเอาไว้กับเจ้า”

    โยชิฮิเมะกล่าวคำขอโทษกับมาซามุเนะ ผู้เป็นลูกชายที่นั่งคุกเข่าอยู่ใกล้ๆ นางผู้เป็นแม่ ในท่าม กลางสายฝนที่สาดลงมาอย่างต่อเนื่อง

            “ข้าขออโหสิให้กับทุกๆ สิ่งที่ผ่านมา ท่านแม่”

            “มาซามุเนะ จงรับสิ่งนี้เอาไว้ แล้วนำไปมอบให้กับหญิงสาวผู้นั้นเสีย”

            โยชิฮิเมะพลางมอบเขี้ยว 3 สีของเจ้านางอสูรฮันเนีย-อายาคาชิที่มีขนาดยาวให้แก่มาซามุเนะ ผู้เป็นบุตรชายของนาง

            “หญิงสาวผู้นั้น” มาซามุเนะยื่นมือหนาเข้ามารับเขี้ยวของเจ้านางอสูรฮันเนียทั้ง 3 ชิ้นที่อยู่ในมือเรียวยาวของโยชิฮิเมะ ผู้เป็นแม่ของเขา พลางเอ่ยถามสั้นๆ ออกมาด้วยความรู้สึกสงสัยขึ้นมาว่า หญิงสาวนางหนึ่งที่ผู้เป็นแม่ของเขากำลังเอ่ยถึงคนนั้นคือใครมาจากไหน

            “เจ้าหญิงฮิเมรากิ...องเมียวจิฮิเมะแห่งราชสำนัก...ผู้มาจากโลกในภายภาคหน้า...ที่แต่งกายด้วยชุดประหลาด...”

            ยังพูดไม่ทันจบ โยชิฮิเมะก็ได้สลบลงบนตักของผู้เป็นบุตรชายในสายเลือดโดยทันที และหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีกลุ่มขบวนทหารเพียงน้อยนิดจากฝ่ายตระกูลโมกามิที่นำโดยโมกามิ โยชิอากิ ผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายของโยชิฮิเมะ และเป็นลุงของมาซามุเนะนั้นได้เคลื่อนผ่านเข้ามาพอดี

            “นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมโยชิฮิเมะถึงได้มานอนสลบอยู่กลางฝนแบบนี้”

            “ท่านลุง เดี๋ยวข้าขอรบกวนให้ท่าน...ช่วยพาท่านแม่ไปพักฟื้นที่ปราสาทของท่านที ข้ามีเรื่องอย่างอื่นที่จะต้องทำ”

            โยชิอากิรีบตอบตกลง ก่อนที่ตัวเขานั้นจะรีบเอ่ยสั่งให้ทหารผู้ติดตามรีบพาตัวโยชิฮิเมะไปพักฟื้นที่ปราสาทของเขาในทันที ส่วนทางด้านมาซามุเนะก็รีบมุ่งหน้าตรงไปยังภูเขาโอเกฮาซามะไปพร้อมๆ กับเหล่าพวกพ้องฝ่ายอันจินในทันที

            โดยหากรู้ไม่ว่า มีใครบางคนที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำกับเนคไทสีน้ำเงินที่ทับด้วยเสื้อสูทสีดำ กางเกงขายาวสีขาว และรองเท้าคัทชูสีน้ำตาลนั้นกำลังยืนมองจากในเงามืด ก่อนที่เขาคนนั้นจะเดินหายไปในช่องว่างแห่งมิติ พลางแสยะยิ้มบนมุมปากด้วยความชั่วร้ายอย่างสุดๆ

            ส่วนทางด้านยูกินะ ยังไม่ทันที่เธอจะได้กระทำการอันใด จู่ๆ ก็ได้มีคลื่นดาบปริศนาสีดำทมิฬที่ไม่ทราบที่มาลอยพุ่งเข้ามาเฉือนที่กลางหัวใจของไดดาระโบชชิ-อายาคาชิเข้าอย่างจัง จนเกิดเป็นบาดแผลขนาดยาวที่ลึกเข้าไปจนถึงด้านในสุด พร้อมกับมีเลือดสดๆ ที่พุ่งกระฉูดออกมาราวกับสายน้ำ

            จากนั้น ชิ้นส่วนจากอายาคาชิทั้ง 7 ชิ้นก็ได้ลอยออกมาจากบาดแผลลึกที่ตรงบริเวณกลางหัวใจของมัน ก่อนที่ชิ้นส่วนเหล่านั้นจะลอยเข้าไปในหีบใบหนึ่งที่อยู่บนมือเรียวงามขององเมียวจิหญิงแห่งศาสตร์มืดนางหนึ่ง

            หลังจากที่ชิ้นส่วนจากอายาคาชิทั้ง 7 ชิ้นนั้นได้ถูกองเมียวจิหญิงแห่งศาสตร์มืดนางนั้นช่วงชิงไปหมดสิ้น ร่างโกเล็มหินยักษ์ของไดดาระโบชชิ-อายาคาชินั้นก็ได้ค่อยๆ ทรุดตัวลงอย่างอ่อนแรง ส่งผลทำให้พื้นที่ภายในร่างของมันนั้นได้เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นอย่างรุนแรง

            “ข้าว่ารีบออกไปจากที่นี่กันก่อนเถอะ อีกไม่นาน...ร่างของเจ้าไดดาระโบชชินั่นก็จะล้มลงสู่พื้นแล้ว”

            คิทสึเนบิรีบกล่าวเสนอความเห็นออกมา ยูกินะกับโอคัทสึนั้นไม่รอช้า จึงรีบอัญเชิญเท็นมะ ม้าปีกมีเขา กับโฮโอ หงส์ไฟมัจจุราช สองภูติพิทักษ์ประจำกายของพวกเธอทั้งสองในแต่ละคนออกมา

            จากนั้น พวกยูกินะทั้งหมดจึงรีบพากันบินหนีออกจากพื้นที่ตรงนั้นผ่านทางช่องปากของเจ้าอสูรไดดาระโบชชิ-อายาคาชิไปโดยทันที พวกเธอทั้งหมดนั้นสามารถบินหนีออกมาจากพื้นที่ภายในร่างยักษ์ของมันได้อย่างหวุดหวิด ร่างโกเล็มหินขนาดยักษ์ของมันนั้นก็ได้ค่อยๆ ล้มลงไปกับพื้นบนภูเขาโอเกฮาซามะ จนเกิดเสียงดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณ พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนที่ราวกับแผ่นดินไหวระดับอาฟเตอร์ช็อค

            หลังจากที่พวกยูกินะได้บินร่อนลงไปสู่พื้นบนภูเขาได้ไม่นาน อยู่ๆ ก็ได้มีใครบางคนพุ่งทะลุออกมาจากร่างยักษ์ของไดดาระโบชชิ-อายาคาชิที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นในบริเวณกว้าง พร้อมกับมีเลือดสดๆ ที่พุ่งกระฉูดออกมาจากตรงบริเวณจุดเดียวกัน จนกระทั่งร่างโกเล็มหินขนาดยักษ์ของไดดาระโบชชิ-อายาคาชินั้นก็ได้ค่อยๆ ดับสลายหายไปจากตรงหน้าของพวกยูกินะอย่างราบคาบ

            หลังจากนั้นไม่นาน คนๆ นั้นก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ที่ตรงหน้าพวกยูกินะ ซึ่งคนๆ นั้นก็คือองเมียวจิหญิงแห่งศาสตร์มืดคนเดียวกันกับที่ได้ทำการแย่งชิงชิ้นส่วนจากอายาคาชิทั้ง 7 ชิ้นที่อยู่ภายในร่างยักษ์ของมันมา

            องเมียวจิหญิงแห่งศาสตร์มืดนางนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นทาคิยาฉะ-ฮิเมะ ซึ่งในอดีดเธอเคยเป็นศัตรูคู่ปรับคนสำ คัญของเจ้าหญิงฮิเมรากิมาก่อน และยูกินะก็เคยเห็นผู้หญิงคนนี้ในภาพความทรงจำของเจ้าหญิงฮิเมรากิ ซึ่งเป็นตัวยูกินะในอดีตชาติมาแล้วด้วย

            “ในที่สุด เราก็ได้เจอกันสักทีนะ เจ้าหญิงฮิเมรากิ”

            ทาคิยาฉะ-ฮิเมะเริ่มกล่าวในเชิงทักทายกับยูกินะที่อยู่ตรงหน้าเธอด้วยสีหน้าที่ร้ายกาจ เหมือนกับว่าเธอนั้นเคยรู้จักกับยูกินะมาก่อนในอดีตชาติ

            “คุณก็คือ...” ยูกินะเหมือนจะรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตากับทาคิยาฉะ-ฮิเมะที่อยู่ตรงหน้าอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าในอดีต ชาตินั้น พวกเธอทั้งสองเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน

            “อะไรกัน นี่เจ้าเกิดมาหลายภพชาติในสังสารวัฏ จนจำข้าไม่ได้แล้วหรือยังไง”

            ทาคิยาฉะ-ฮิเมะกล่าวกับยูกินะด้วยสีหน้ากับน้ำเสียงที่คล้ายกับกวนประสาท

            “แล้วใครจะไปจำเรื่องราวในอดีตชาติของตัวเองได้หล่ะ แล้วฉันจะรู้ไหมว่าคุณหน่ะเป็นใคร”

            ยูกินะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองอย่างสุดๆ เธอพลางนิ่วหน้าพร้อมกับขมวดคิ้วบางบนใบหน้างามเข้าหากันเพียงเล็กน้อย

            “แต่ก็เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าจำอะไรไม่ได้แล้ว งั้นข้าจะรื้อฟื้นความทรงจำให้ก็แล้วกัน”

            หลังจากที่กล่าวจบ ทาคิยาฉะก็เริ่มทำการเปิดฉากด้วยการโปรยแผ่นยันต์สีดำขึ้นไปบนกลางอากาศทั้ง 7 แผ่น ก่อนที่เธอนั้นจะทำการร่ายมนต์ดำด้วยความรวดเร็ว เพื่อเสกแผ่นยันต์สีดำทั้ง 7 ใบให้กลายเป็นลำแสงพิฆาตสีม่วงอมดำ แล้วยิงใส่อีกฝ่ายทันที แต่พวกยูกินะนั้นสามารถหลบหลีกการโจมตีของอีกฝ่ายไว้ได้ทันอย่างหวุดหวิด

            “นี่ทำบ้าอะไรของเจ้าเนี่ย ห๊ะ”

            โทโมเอะตะโกนเอ่ยถามออกมาเสียงดังลั่น ด้วยสีหน้าที่โกรธเคืองอย่างสุดๆ เธอพลางนิ่วหน้า พร้อมกับขมวดคิ้วบนใบหน้างามเพียงเล็กน้อย

            “พวกคุณรีบถอยออกมาก่อนดีกว่าค่ะ เพราะดูเหมือนว่านี่จะเป็นเรื่องระหว่างเขากับตัวฉันในอดีต”

            พวกพ้องที่เหลืออีก 4 คนนั้นต่างก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากมาย จึงพากันหลีกทางให้ยูกินะกับทาคิยาฉะ-ฮิเมะได้ต่อสู้กันแบบตัวต่อตัว พร้อมกับคอยยืนเฝ้าจับตามองศึกการต่อสู้กันระหว่างพวกเธอทั้งสองด้วยสีหน้าที่เป็นห่วง หลังจากนั้น ทาง ด้านยูกินะกับทาคิยาฉะ-ฮิเมะก็ได้เริ่มต่อสู้กันอย่างดุเดือด ในท่ามกลางสายฝนอันเย็นเฉียบที่สาดลงมาอย่างต่อเนื่องและโหมกระหน่ำด้วยความบ้าคลั่ง และในทันใดนั้น อันจิน และเหล่าพวกพ้องอีก 8 คนก็ได้เดินทางมา ถึงที่ภูเขาโอเกฮาซามะพอดี

    คล้ายกับเรื่องเจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain) ที่คุณอ่าน