บทที่ 27
อาหารอุ่นๆสำหรับทุกคน
สองอาทิตย์ผ่านไป….
เอวาเริ่มปรับตัวได้ดีกับทุกคนบนเรือถึงแม้อาการวิงเวียนหัวจะเกิดขึ้นบ้างเป็ระยะ แต่นั่นก็เป็เพียงอาการเมาเรือแบบปกติทั่วไป เสื้อผ้าที่พอจะหาได้นั้นเป็ชุดของคนรับใช้สตรีถึงมันจะดูเก่าแต่เธอก็ไม่ได้รังเกียจมัน เวลานี้เธอรู้สึกมีความสุขเมื่อได้พูดคุยใกล้ชิดกับทุกคน
หน้าที่หลักของเอวาบนเรือนอกจากปัดกวาดเช็ดถูแล้ว เธอยังใช้ประโยชน์จากพลังของเธอในการถนอมเสบียงอาหารไว้อีกด้วย ถึงแม้ว่าใครต่อใครจะติดปากเรียกเธอว่าองค์หญิงก็ไม่ได้สำคัญในความคิดของเธอเสียเท่าไหร่ ภายใต้แดดแรงกล้าผมสีฟ้าสะท้อนแสงแดดเมื่อมองแล้วมันทำให้ทุกคนรู้สึกสดชื่น ด้านความงดงามหมดจดทั้งเรือนร่างคอยเติมพลังให้บรรดาชายหนุ่มบนเรือมีแรงแข็งขัน
"ไคเลอร์มันเป็แบบนี้ดีแล้วใช่ไหม?" น็อกซ์เกาะขอบระเบียงชั้นสองมองลงมายังชั้นหลัก ดูเหมือนองค์หญิงของเขามีชีวิตชีวามากกว่าครั้งไหนๆ
"ฉันว่ามันอาจจะดีก็ได้..." ไคเลอร์นั่งหมดแรงพิงขอบระเบียง เนื่องจากหลายวันมานี้เขาเฝ้าเวรยามจนดึกดื่นพอพระอาทิตย์ขึ้นก็ทำให้เขานอนไม่หลับ เขาจึงใช้เวลาว่างขัดถูดาบสีเงินฆ่าเวลาไปเรื่อยจนมันเป็มันวาวสวยงาม
"นี่...ทั้งสองคน กินอะไรหน่อยไหม?" เอวาส่งยิ้มขึ้นมาให้พร้อมชูถาดอาหารที่เธอไปหยิบออกมาจากครัวเพื่อแจกจ่ายให้เหล่าลูกเรือทั้งหมด กลายเป็ว่าไม่ว่าอะไรที่เธอพอจะช่วยได้เธอยินดีช่วยเหลือไม่ว่างานหนักหรืองานเบา
มนุษย์ส่วนใหญ่ต่างเกรงกลัวในพลังอำนาจของสตรีที่มีพลังเหนือพวกตน แต่กับทุกคนบนเรือเหมือนจุดนั้นมันถูกมองข้ามไป ในเมื่อเอวาออกจะสวยและใจดีขนาดนี้ใครเล่าจะไปกลัวเธอลง
"เดี๋ยวพวกเราลงไปองค์หญิง" น็อกซ์ะโลงมาพร้อมโบกมือให้
"อย่านานนักล่ะ เดี๋ยวมันจะเย็นหมด..."
ลูกเรือผู้หิวโหยต่างรุมล้อมพูดคุยกับเอวาอย่างสนุกสนาน เหมือนกับว่าเธอเป็เด็กตัวน้อยในร่างของผู้ใหญ่ โลกใบนี้มีอะไรหลายอย่างที่รอให้เธอได้เรียนรู้ ไม่ว่าชีวิตก่อนหน้าของเธอเป็อย่างไรก็ไม่สำคัญเท่าปัจจุบันที่เธอรู้สึกและััได้
เมื่อต้นหนจำเป็ชี้ชัดวันเวลาเข้าฝั่งครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ ทุกคนดีใจเป็อย่างมากโดยเฉพาะเอวา เธอรอเหยียบชายฝั่งจนแทบทนไม่ไหว จากคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมเดินทางโลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ อะไรก็ตามที่มันเกิดขึ้นล้วนดูแปลกใหม่สำหรับเธอ เมืองชายฝั่งที่กำลังไปถึงมันมีความน่าสนใจสำหรับเธอเป็อย่างมาก มีเพียงกัปตันชราที่เริ่มเก็บตัวอยู่ในห้องแทบไม่พบปะผู้ใดเลย
ภายในห้องส่วนตัวของกัปตันครูซ ชายชราเดินวนไปวนมาอยู่หลายรอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจนเห็นได้ชัด ในมือของเขามีหนังสือเล่มใหญ่อยู่เล่มหนึ่งเนื้อหาภายในเล่มจดรายการสินค้าเอาไว้ทั้งหมด
"ก๊อกๆ" เสียงเคาะประตูจากด้านนอกดังขึ้น
"กัปตันครูซ ฉันนำอาหารมาให้..." เสียงสดใสของเอวาดังมาจากด้านนอก
"อะ...อื้มเข้ามาสิ" ประตูค่อยๆเปิดแง้ม เอวาเดินเข้ามาพร้อมถาดใส่อาหารชายชราวางหนังสือไว้บนโต๊ะ รีบเดินเข้าประคองถาดอาหารในทันที
"ความจริงแล้ว...ท่านไม่จำเป็ต้องทำแบบนี้ก็ได้องค์หญิง" กัปตันรู้สึกเกรงอกเกรงใจเป็อย่างมากเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน เขายังมองเธอจากใต้บัลลังก์ด้วยความหวั่นเกรงอยู่เลย
"ไม่ได้หรอก...ฉันสร้างความเดือดร้อนกับทุกคนไว้เยอะ ให้ฉันได้ชดเชยอะไรบ้าง" แววตาของเอวามีความจริงจังอยู่ในนั้น
"ว่าแต่องค์หญิง...อาการของท่าน...ท่านพอจะจำอะไรได้บ้างหรือยัง?"
เอวาได้แต่พยายามนึกคิดถึงคำตอบของคำถามที่เธอเห็นว่าไม่ได้สำคัญ เพราะในเวลานี้เธอยังคงมีความสุขดีอยู่
"ไม่เลย...แต่ฉันว่ามันไม่สำคัญหรอก บางทีนะตัวฉันเองคงไม่อยากให้ฉันจำอะไรได้ ตามตรงแล้วฉันแทบไม่เชื่อว่าฉันเคยเป็ถึงองค์หญิง มันไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย" แววตาเอวาหรี่ลงครุ่นคิด
"ว่าแต่ท่านเถอะ...ทำไมไม่ออกไปพบปะผู้คนบ้าง อย่างน้อยออกไปรับลมบ้างก็ยังดี" เอวาเริ่มกวาดสายตามองไปรอบห้องหลายส่วนดูไม่ได้ทำความสะอาดมาพักใหญ่ ซึ่งมันขัดกับอุปนิสัยกัปตันเ้าระเบียบ
“เอาแบบนี้ไหม ท่านออกไปรับแดดรับลมบ้าง แล้วระหว่างนั้นฉันจะเป็คนทำความสะอาดให้เอง”
“มะ...มิกล้าองค์หญิง...” กัปตันครูซรีบกล่าวปฏิเสธกับสิ่งที่เขามิอาจเอื้อม
“ดูเหมือนท่านกำลังวุ่นๆอยู่ งั้นฉันไม่รบกวนดีกว่า...”
"งั้นฉันขอตัวก่อน..." เอวามีทีท่าจะเดินออกจากห้อง เหมือนว่าชายชราจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขารีบจ้ำไปยังหนังสือบนโต๊ะพลิกหน้าหนังสือชี้นิ้วไล่หาอะไรบางอย่าง เขาจำได้ว่าจดเอาไว้เป็อย่างดี
"องค์หญิงประเดี๋ยวก่อน..." กัปตันครูซเรียกเธอเอาไว้
"มีอะไรอย่างนั้นหรือ?" เอวาเอียงคอมาทางด้านหลังผมสีฟ้ายาวสลวยโบกพลิ้วไปอีกทาง
"ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับประโยคนี้..."
'ก้อนหินหนึ่งเดียวบนท้องนภา ฉันจะเป็ผืนฟ้าอันหนาวเหน็บบนผืนดินให้เธอเอง'
“………….”
กัปตันครูซมองผู้ที่อยู่ตรงประตูด้วยใบหน้าอิดโรยส่วนเอวาได้แต่ยืนนิ่งอยู่พักใหญ่ เขาตบปากรับคำว่าจะเผยแพร่ประโยคดังกล่าวออกไปตามที่ได้ตกลงกับเธอเอาไว้
"จูเลี่ยน..." เอวาหันมามองชายชราที่ยังเฝ้ารอคำตอบของเธออยู่
"ว่าอย่างไรนะองค์หญิง?" เขาพยายามเอียงหูฟัง เริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองบนใบหน้าเอวา แต่ที่เห็นชัดเจนจะเป็แววตาของเธอที่คล้อยลงต่ำจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิด
"องค์หญิง...สีหน้าท่านดูไม่ค่อยดีเป็อะไรหรือเปล่า" กัปตันเบี่ยงตัวออกจากโต๊ะตัวใหญ่หมายเข้ามาดูอาการ
"อย่าเข้ามา!!" พลังน้ำแข็งหมุนวนซัดออกไป ทำให้กัปตันครูซเซล้มลงด้านข้าง อีกเพียงนิดเดียวพลังสายนั้นต้องทะลวงร่างเขาเป็แน่ ผลึกน้ำแข็งแหลมคมปักอยู่บนภาพขนาดใหญ่ เขาแหงนขึ้นมองมันปักกลางศีรษะบนภาพจำลองตัวเขาพอดิบพอดี
"ฉันขอโทษ..." เอวารีบวิ่งออกไปด้านนอกทุกคนในที่นั้นดูแตกตื่น ทุกย่างก้าวมีผลึกน้ำแข็งโผล่ออกมาจากพื้นตามตัวเธอมาติดๆ มือบอบบางกุมศีรษะซีกซ้ายจิกเส้นผมสีฟ้าไว้แน่นจนเส้นผมบางส่วนร่วงหล่นลงบนพื้น
"ทุกคนถอยไป!!!" เอวาเดินโซเซมากลางลำเรือ มือขวาพยามเกาะทุกสิ่งเพื่อพยุงร่างเอาไว้ ลูกเรือชายผู้หวังดีรีบเข้ามาประคองหวังช่วยเหลือ แต่เมื่อเขาััร่างชายผู้โชคร้ายก็ถูกแช่แข็งั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ลูกเรือที่เห็นเหตุการณ์ต่างตื่นตระหนก
"องค์หญิง!!" น็อกซ์ร้องเรียกดังลั่นเขารีบวิ่งลงมาจากชั้นสองแต่ไม่สามารถเข้าไปใกล้เธอได้ สะเก็ดน้ำแข็งค่อยๆก่อตัวขึ้นหมุนวนรอบตัวเธอพลังรุนแรงจนพื้นไม้ถูกฉีกกระชากออก เหล่าลูกเรือต่างหนีตายวิ่งกรูไปหลบตามมุมบ้างะโลงน้ำบ้างกับพลังที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
"เราต้องหยุดเธอไม่งั้นแย่แน่" ไคเลอร์พยายามมองหาอะไรเพื่อขว้างปาใส่ เขาแค่คิดไปเองว่ามันอาจจะหยุดพลังของเธอได้ ถึงร่างกายของเธอจะมีาแแต่เดี๋ยวมันก็ผสานตัวดังปกติ
กัปตันครูซก้าวเดินออกมาจากห้องในมือของเขาถือปืนหน้าไม้ขนาดพกพา แต่มันมีขนาดเล็กเกินกว่าจะสังหารสิ่งใดได้ดูแล้วเหมาะกับตั้งโชว์มากกว่าใช้ประโยชน์จริง
"เอามานี่!! แกจะทำอะไร" น็อกซ์คว้าปืนหน้าไม้มาไว้ในมือ ส่วนชายชราได้แต่มองสภาพเรือของตนด้วยความสิ้นหวัง ลูกเรือผู้โชคร้ายบางคนร่างแตกละเอียดกองอยู่กับพื้นโดยมีเอวานั่งคุดตัวอยู่ยังใจกลางของความบ้าคลั่ง
"องค์หญิง! ตั้งสติเอาไว้อย่าเข้าไปใกล้ใครพวกเรากำลังหาทางอยู่" น็อกซ์ดูมีสติเขามองหาความเป็ไปได้เพื่อหยุดเธอแต่ไม่พบความหวังใดใด เขาพยายามเล็งหน้าไม้ไปยังเธอหวังว่าความเ็ปจะหยุดเธอได้ ยิ่งปล่อยไว้นานเท่าไหร่ความหนาวเย็นค่อยๆแผ่ไปทั่วลำเรือ มันเริ่มลามเกาะกินไปยังส่วนต่างๆ
ไอน้ำแข็งเกรี้ยวกราดเหมือนรู้ทันพุ่งมายังร่างของน็อกซ์ปัดหน้าไม้ในมือกระเด็นออกไปไกล เสากระโดงเรือสูงใหญ่บิดเอนไปมาจนมันหักลงมาพาดทับเป็แนวยาว ชายทั้งสามเบี่ยงตัวหลบได้ทันท่วงที
เรือพายหลายลำถูกปลดออกผู้คนต่างกรูหนีตายต่อพลังอันน่าเกรงขามของสตรีที่เคยอยู่ร่วมเรือลำเดียวกันอย่างมีความสุข ตอนนี้บริเวณกึ่งกลางไม่มีมนุษย์ผู้ใดอยู่อีกต่อไปทั้งหมดเลือกจะสละเรือเพื่อหลบหนี แต่หลายชีวิตช่างโชคร้ายเพียงััไอพลังน้อยนิดร่างของพวกเขากลายเป็น้ำแข็งแล้วแตกสลายออก
"ใครก็ได้หยุดฉันที!! ฉันไม่ได้้าให้เป็แบบนี้!" เอวาไม่กล้าแม้จะเคลื่อนตัวไปไหนหรือแม้แต่ลืมตาขึ้น พลังมันเอ่อล้นออกมาจากตัวเธออย่างไร้จุดสิ้นสุด
บริเวณโดยรอบเวลานี้ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง แท่งผลึกเรียวแหลมพุ่งขึ้นเป็เส้นตรงไปยังฟากฟ้า พื้นน้ำโดยรอบลำเรือกลายเป็น้ำแข็ง เอวากำลังฝืนร่างกายเพื่อควบคุมพลัง สติเริ่มดับวูบวาบขาด่ยิ่งพยายามฝืนซักเท่าไหร่ไอน้ำแข็งก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ดวงตาสองข้างของเอวาเหลือกขึ้นร่างชักกระตุกรุนแรงก่อนจะฟุบหมดสติลงไปนอนกองกับพื้น
ในห้วงความคิดมืดบอดปรากฏภาพสตรีผมหยักศกอีกครั้ง สลับกับภาพความเป็จริงเลือนราง
"เธอเป็ใครกัน!" เอวากรีดร้องด้วยความบ้าคลั่ง
ลิ่มเืสีแดงสดจากสตรีผมหยักศกเคลื่อนเข้ามาใกล้ตัวเธอมากขึ้นเรื่อยๆ รอยยิ้มรู้สึกสะใจที่กำลังจะได้ทำลายเธอมันแฝงไปด้วยความสิ้นหวัง
"ออกไปจากหัวฉันเดี๋ยวนี้!!!" สติเอวากำลังดับวูบไปพร้อมกับพลังเอ่อล้นที่ค่อยๆหมดลง
"ฉันคือ...จูเลี่ยนยังไงล่ะ..." ใบดาบสีแดงแทงทะลุร่างของเธอบนร่างอันบอบบางรู้สึกเย็นเฉียบ เืสีแดงสดทะลักออกมา
"เธอเป็ของฉัน ของฉันเพียงคนเดียว..." รอยยิ้มดุจปีศาจในร่างมนุษย์ตอบกลับมา รอยจุมพิตประกบเข้าที่ริมฝีปากเอวา ก่อนที่ฟันแหลมคมจะกัดกระชากริมฝีปากร่างที่ไม่เต็มใจจนเป็แผลเหวอะ ด้วยจิตใจดิ้นรนไม่ยอมแพ้เอวาพยายามกัดฟันสู้กับความเ็ป สายโลหิตจำนวนมากพันธนาการร่างอันบอบช้ำเอาไว้ สตรีผมหยักศกใช้ฝ่ามือเปื้อนเืลูบไล้ไปตามสรีระร่างกายขาวเนียนที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ถึงแม้เอวาจะดิ้นขัดขืนแต่สตรีตรงหน้าก็ไม่มีทีท่าแม้จะหยุด
"ฉันเพียงคนเดียว ที่จะดูแลเธอ ไม่มีใครนอกจากฉัน ไม่มีใครอีก! เธอต้องเป็ของฉัน!"
ร่างนั้นเผลอตัวจนหน้ากากสีแดงสดถูกถักทอขึ้นมาจากเส้นเืปกคลุมซีกขวาของใบหน้า
"ก้อนหินหนึ่งเดียวบนท้องนภา ฉันจะเป็ผืนฟ้าอันหนาวเหน็บบนผืนดินให้เธอเอง" เอวากล่าวประโยคเดิมดั่งคนไร้สติ ในขณะที่สามัญสำนึกกำลังเลื่อนลอย ภายในหัวมีเพียงประโยคนี้เท่านั้นที่ทำให้เธอยังครองสติอันน้อยนิดไว้ได้ ร่างอันโชคเืนั้นกระหน่ำฟาดฟันใบดาบทำร้ายเธอ ดั่งอสูรกายผู้หิวโหยกำลังทึ้งฉีกร่างอันสวยงาม มันไม่สนใจสิ่งใดนอกเหนือจากความหิวกระหายโดยมีเธอเป็เหยื่ออันโอชะ
"มันไม่ใช่!...บางสิ่งมันผิด...."
กว่าที่เอวาจะรู้ตัวดอกไม้สีฟ้าอันงดงามก็ถูกทำลายจนย่อยยับ มันถูกกัดกินจนไม่เหลือแม้ความคิดความรู้สึก
"เธอมันไม่ใช่!...ได้โปรด...ปล่อยฉันไป..."
สติสุดท้ายกำลังหมดลง มันเป็ความมืดมิดอีกครั้งที่เธอรู้สึกเริ่มคุ้นชิน จิตใจของเธอกำลังเล่นตลกหรือพยายามเปิดเผยข้อเท็จจริงบางอย่างกับเธอกันแน่ถึงบางสิ่งอันเลวร้ายที่ถูกหลงลืม มีเพียงความทรงจำส่วนลึกที่สุดพยายามบอกกล่าวกับตัวตนของเธอด้วยความเ็ป
"ใครก็ได้...บอกฉันที...ฉันเป็ใคร...ทั้งหมดนี้...เพื่ออะไรกัน..."
“…………..”
“………..”
“……”