Strike สไตรค์ ไล่ล่าข้ามจักรวาล

    ตอนที่ 31 อสูรจุติ

    ในท่ามกลางพื้นป่าที่ชุ่มชื่นไปด้วยนํ้าและโคลน เฟย เจินที่นอนหมดสติอยู่ได้ฟื้นขึ้นมาพร้อมกับอาการมึนงงและความเจ็บแปลบที่แขนขวาที่โดนตัดขาด

    “นี่ตัวข้าเป็นอะไรไป…แทบจะจำอะไรไม่ได้เลย”

    ตัวเขาส่ายหัวไปมาพยายามนึกให้ออก แล้วตัวเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าความทรงจำสุดท้ายคือตอนที่ตัวเขาสู้กับคาคาร์คแล้วโดนฟันนอนจมกองเลือดอยู่กับพื้น

    [นั่นเป็นความทรงจำสุดท้ายที่ตัวข้าจำได้ แล้วทำมั้ยบาดแผลที่โดนฟันมากมายที่ลำตัวจึงหายไปอย่างไร้ร่องรอยกัน..]

    ตัวเขามองดูที่ร่างกายของตนที่ไร้ร่องรอยบาดแผลใดๆ

    [แต่สิ่งที่หายไปเช่นกันดันกลายเป็นแขนขวาแทนงั้นเหรอ….]

    ตัวเขาได้ใช้มือซ้ายจับไปที่ส่วนท่อนแขนที่ยังเหลืออยู่

    [จะยังไงก็ไม่รู้หรอก แต่ที่รู้แน่ๆ ในตอนนี้คงต้องห้ามเลือดก่อนก็แล้วกัน]

    เฟย เจินได้ฉีกชุดของเขาแล้วเอาเศษผ้ามาพันเอาไว้ที่ท่อนแขนของตนเพื่อห้ามเลือดที่ไหร่ออกมา

    “ห้ามเลือดไปก็เสียเวลาป่าวน่า”

    นํ้าเสียงที่เจือปนด้วยความเกลียดชังและความสุขได้ดังออกมาจากป่ามืดตรงหน้าของเฟย เจินที่ค่อยๆ เหี่ยวเฉาลงเรื่อยๆจนกลายเป็นฝุ่นไปในที่สุด

    คนที่ปรากฏตัวออกมาจากดงต้นไม้ตายซากเหล่านั้นก็คือชายสวมหน้ากากลวดลายพยัคฆ์เขียวเฉิน เปา ที่ในตอนนี้อยู่ในร่างที่สวมใส่ชุดเกาะต้องสาปสีเขียวตะไคร่นํ้าลวดลายหัวกะโหลกที่กำลังกรีดร้องดูน่าสยดสยอง พร้อมกับในมือขวาที่ถือดาบต้องสาปที่มีออร่าเพลิงสีเขียวปกคลุมอยู่ทั่วทั้งคมดาบที่ในปัจจุบันคมของมันได้กลายเป็นสีเขียวไปจนหมดสิ้นแล้ว

    “เพราะอีกไม่นานชีวิตของแกจะต้องสิ้นสุดลงน่ะที่นี่”

    เฉิน เปาได้ชี้ดาบของเขาเข้าหาเฟย เจินที่ยื่นอยู่ไม่ไกลจากตัวเขามากนัก

    พร้อมกับในใจที่กำลังคิดเยาะเย้ยต่อโชคชะตาของตนเอง

    [น่าขำจริงๆ ตัวข้าที่อยากเป็นตัวตนที่เต็มไปด้วยความหวัง จะต้องยอมสยบต่อพลังต้องสาปที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้านี้เพื่อที่จะได้โค่นล้มตัวแกที่เป็นคนที่พรากทุกอย่างไปจากข้า คนที่ข้าเกลียดชังยิ่งกว่าผู้ใด]

    ตัวเขาได้หัวเราะอยู่ในใจ แต่ความรู้สึกนั้นก็ไม่อาจปิดบังได้หมดมันได้ถูกแสดงออกมาทางรอยยิ้มที่ได้ปรากฏขึ้นมาโดยที่เจ้าตัวไม่รู้

    และในขณะเดียวกันทางเฟย เจินก็ได้ครุ่นคิดอยู่ในใจเช่นกัน

    [เพราะสงครามในวันนั้น เพราะการฆ่าฟันเพื่อเกียรติยศของพวกเรา ต้องทำให้เด็กคนหนึ่งเติมโต้ขึ้นมาด้วยความเคียดแค้นและเกลียดชังมากมายถึงขนาดนี้เลยงั้นเหรอ]

    ตัวเขารู้สึกโกรธต่อโชคชะตาของโลกใบนี้ที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมาจบลงในสภาพที่เป็นอยู่ในตอนนี้

    “ตัวเจ้าโกรธแค้นข้าที่ฆ่าพ่อของเจ้าก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว…”

    เฟย เจินได้กำหมัดซ้ายเอาไว้แน่

    “แต่การที่ตัวเจ้านำความโกรธเหล่านั้นมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อฆ่าชีวิตผู้คนในหมู่บ้านที่ไม่เกี่ยวข้องนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง!...”

    ตัวเขาได้ตั้งท่าเตรียมพร้อม

    “สิ่งที่ไม่อาจโยกโทษให้ได้มากที่สุดก็คือ…”

    ตัวเขาได้นึกถึงภาพของลูกสาวอันเป็นที่รักที่จากไปไม่วันหวนคืน

    “การที่แกมาฆ่าชีวิตของลูกสาวของข้าไป!”

    “โธ่!ทำมาเป็นพูดดี แกเองก็ฆ่าชีวิตพ่อของข้าไปเหมือนกันนั่นแหละ!”

    ทั้งสองได้ตะโกนใส่กันด้วยความแค้นทั้งหมดที่มีมากพอๆ กัน ก่อนที่จะเงียบลงไปครู่นึ่งราวกับว่าเป็นความสงบก่อนเกิดพายุใหญ่ไม่มีผิด

    ตึ้ง! เสียงของการพุ่งตัวที่หนักแน่นได้ทำลายความเงียบนั้นลง

    ฝ่ายที่เริ่มก่อนก็คือฉาง เปาที่ได้พุ่งตัวพุ่งเข้าหาเฟย เจิน อย่างรวดเร็วและทรงพลัง

    ตัวเขาได้ง้างดาบในมือขวาแล้วฟาดฟันลงไปใส่เฟย เจินที่อยู่ตรงหน้า

    เฟย เจินที่เห็นการโจมตีนั้นได้โยกตัวหลบไปทางด้านหลัง หลบคมดาบมาได้อย่างฉิวเฉียด

    ฉาง เปาที่เห็นแบบนั้นได้รุกเข้าใส่ฟาดฟันอย่างต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง

    แต่ถึงตัวเขาจะฟาดฟันคมดาบมามากแค่ไหนก็ไปไม่ถึงตัวของเฟย เจินเลยแม้แต่ดาบเดียว

    นั่นก็เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นการฟาดฟันที่ต่อเนื่องและหนักแน่นมากแค่ไหนก็ตามวิธีการลงดาบแต่ละครั้งกับตรงไปตรงมาไม่มีการหลอกล่อเลยแม้แต่น้อย

    นั่นทำให้การฟันแต่ล่ะครั้งนั้นสามารถคาดเดาได้อย่างง่ายดาย

    เฟย เจินใช้สิ่งนั้นรวมเข้ากับประสบการณ์ที่ผ่านการต่อสู้มามากมายในการคาดเดาการโจมตีครั้งต่อไปของอีกฝ่ายและหลบการฟาดฟันอย่างต่อเนื่องของอีกฝ่ายได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

    การต่อสู้ดำเนินต่อไปสักพักแต่ทั้งสองฝ่ายยังคงไม่มีใครโดนโจมตีเลยแม้แต่ครั้งเดียว

    แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นฝ่ายที่เสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัดเจนมากที่สุดนั่นก็คือเฟย เจินที่เสียแขนขวาไปก่อนหน้านี้และที่ท่อนแขนขวาที่ห้ามเลือดเอาไว้ด้วยผ้ามันก็เริ่มไหลออกมาอีกครั้งและยิ่งไหลออกมามากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลย

    ในทางกลับกันฉาง เปาที่ได้ชุดเกาะต้องสาปค่อยดูดพลังชีวิตจากต้นไม้ใบหญ้ารอบตัวเข้ามากลายเป็นพลังให้แกตนเองนั้นไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยล้าเลยแม้แต่นิดเดียว

    ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปฝ่ายที่จะต้องล้มลงไปกองอยู่กับพื้นก่อนเพราะเสียเลือดจะต้องเป็นฝ่ายเฟย เจินอย่างแน่นอน

    ตัวเขาเองก็รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงตัดสินใจเลิกที่จะหลบแล้วเริ่มที่จะตอบโต้กลับบ้าง

    ตัวเขาได้ใช้จังหวะที่ฉาง เปาง้างดาบกำลังจะฟาดฟันสะบัดท่อนแขนขวาของตนที่ชุ่มชื่นไปด้วยเลือดเขาใส่อย่างรวดเร็ว

    หยดเลือดจำนวนมากได้พุ่งเข้าใส่ดวงตาทั้งสองข้างของฉาง เปาอย่างรวดเร็วจนทำให้ตัวเขาเผลอหลับตาลงครู่นึ่ง

    เฟย เจินที่ได้ใช้โอกาสนี้เตะเข้าไปที่ด้ามจับดาบในมือของฉาง เปาอย่างแรงทำให้ดาบหลุดออกจากมือของเขากระเด็นลอยขึ้นฟ้าไป

    เฟย เจินใช้โอกาสนี้กระโดดขึ้นไปคว้าจับดาบเล่มนั้นด้วยมือซ้ายที่เหลืออยู่ของเขา แล้วใช้วินาทีนั้นฟันดาบลงมาเข้าใส่ฉาง เปาที่ยังไม่ได้ตั้งตัว

    กึก ฉาง เปาที่ตั้งสติได้ในวินาทีก่อนที่ดาบจะฟันเข้าที่ศีรษะของเขาได้โยกตัวหลบทำให้คมดาบฟันลงมาเข้าไปใส่ที่ชุดเกาะอย่างจัง

    ดาบและชุดเกาะต้องสาปเข้าปะทะกันทำให้พลังต้องสาปที่มีพลังพอๆ กันของทั้งสองได้หักล้างกันจนเกิดเป็นแรงกระแทกที่ทำให้ทั้งสองนั้นกระเด็นออกจากกัน

    ไปกองอยู่บนพื้นห่างจากกันประมาณสิบก้าวได้

    [ทำไมกัน! ตัวข้าที่มีทั้งดาบและเกาะต้องสาปมีพลังที่เหนือกว่ามันแท้ๆ แล้วทำไมถึงยังสู้มันไม่ได้กัน…]

    ฉาง เปาได้ใช้กําปั่นทุบพื้นด้วยความหงุดหงิดแล้วใช้มือทั้งสองในการยืนขึ้นมา เช่นเดียวกันกับเฟย เจินที่ใช้เท้าทั้งสองข้างพยุงตัวเองแล้วลุกขึ้นมาด้วยเช่นกัน

    [สภาพร่างกายของเราในตอนนี้คงสู้ได้อีกไม่นาน จะต้องจบการต่อสู้นี้ลงในการโจมตีครั้งนี้ให้ได้]

    เฟย เจินที่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดนั้นไม่รอช้าได้พุ่งตัวเขาจู่โจมในทันทีโดยที่ฉาง เปานั้นยังไม่ทันได้ตั้งท่า

    ตัวเขาได้ฟาดดาบลงมาจากทางด้านซ้าย ฉาง เปาที่เห็นแบบนั้นจึงยกแขนซ้ายขึ้นมาเพื่อที่จะได้ใช้เกาะต้องสาปที่แขนซ้ายหักล้างพลังของดาบต้องสาปเหมือนกันกับเมื่อครู่นี้

    แต่เฟย เจินนั้นก็คาดการเอาไว้แล้วว่าฉาง เปานั้นจะต้องทำแบบนี้เพื่อป้องกันคมดาบของเขา ตัวเขาจึงได้หมุนตัวกลับหลังกะทันหันอย่างรวดเร็วเพื่อเปลี่ยนทิศทางของดาบจากตอนแรกมาทางด้านซ้ายกลับกลายเป็นมาทางด้านขวาแทน

    คมดาบกำลังพุ่งเข้าหาคอของฉาง เปาแต่ตัวเขานั้นไม่เหมือนกับเฟย เจินตรงที่ตัวเขานั้นยังคงมีแขนขวาอยู่จึงได้ยกมันขึ้นมาเพื่อป้องกันคมดาบนั้น

    แต่เฟย เจินก็ได้คาดการเอาไว้แล้วจึงได้ปล่อยมือให้ดาบในมือนั้นร่วงหล่นลงสู่พื้น

    แล้วใช้ปลายเท้าของเขาเตะปลายด้ามจับดาบอย่างแรงให้ตัวดาบนั้นพุ่งตรงออกไปตรงเข้าใส่ไปที่คอของฉาง เปาอย่างรวดเร็ว

    ในตอนนี้ฉาง เปานั้นไม่มีทางเปลี่ยนท่าทางมาป้องกันคมดาบที่กำลังพุ่งตรงเข้ามาได้ทันอย่างแน่นอน ชัยชนะนั้นกำลังจะตกลงสู้มือของเฟย เจินในไม่ช้า

    แต่ทว่าเฟย เจินนั้นไม่รู้เลยว่าฉาง เปายังมีไพ่ตายสำหรับพริกสถานการณ์นี้เหลืออยู่

    เกาะส่วนคอได้เปลี่ยนรูปร่างของมันอย่างรวดเร็วกลายมาเป็นคมดาบที่ป้องกันคอของฉาง เปาจากคมดาบที่พุ่งเข้ามาได้อย่างฉิวเฉียด

    ตัวดาบได้กระเด็นลอยขึ้นเหนือหัวของทั้งสอง

    “อะไรกัน!”

    เฟน เจินที่ได้พูดออกมาด้วยความตื่นตระหนกเพราะแผ่นการที่ว่าเอาไว้ล้มเหลวไม่เป็นท่า จึงเตรียมที่จะถอยห่างออกมา แต่ทว่าไม่ทันแล้ว

    ฉาง เปาได้คว้าจับดาบที่กำลังร่วงลงมาด้วยมือขวาแล้วใช้มันฟาดลงมาเข้าใส่เฟย เจินอย่างรวดเร็ว

    “จบกันแค่นี้แหละ!”

    ฉาง เปาได้ตะโกนออกมาอย่างสุดเสียงพร้อมกับคมดาบที่ได้ฟาดลงมาฟันเข้าที่ไหล่ขวาของเฟย เจินอย่างจัง

    คมดาบขนาดใหญ่ได้ฟันติดค้างอย่างที่ไหล่ของเฟย เจินที่ได้คุกเข่าอยู่กับพื้นตรงหน้าของฉาง เปาที่กำลังยืนจับด้ามดาบเล่มนั้นอยู่

    “ในที่สุดวินาทีที่ความแค้นของข้าจะสิ้นสุดลงก็มาถึงแล้ว”

    ฉาง เปาได้ยิ้มออกมาอย่างมีสุขพร้อมกับค่อยๆ กดดาบในมือใส่ร่างของเฟย เจินอย่างช้าๆ

    “อา…”

    เฟย เจินที่รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แสบไปจนถึงกระดูกดำได้พยายามเก็บความรู้สึกเอาไว้ไม่ให้อีกฝ่ายได้รับรู้

    ตัวเขาในตอนนี้นั้นสติค่อยๆ เลือนรางลงเรื่อยๆ จนแทบจะไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไป

    แต่ในตอนที่ชีวิตกำลังจะสิ้นสุดก็ได้มีเสียงกระซิบดังขึ้นมาภายในจิตใต้สำนึกของเขา

    เสียงนั้นเป็นเสียงของดวงวิญญาณแค้นที่สถิตอยู่ภายในดาบต้องสาปที่เสียบอยู่ที่ร่างกายของตัวเขา

    เสียงนั้นได้กรีดร้องอย่างเจ็บปวดออกมา มันเป็นเสียงที่เสียดแทงเข้าไปในจิตใจของเฟย เจินอย่างรุนแรงจนทำให้ตัวเขานั้นแทบจะเสียสติ

    [หยุดเถอะ…หยุดได้แล้ว!...]

    ตัวเขาได้กรีดร้องออกมาภายในจิตใจพยายามข้อร้องไห้เสียงนั้นหยุดลง

    แต่เมื่อเหล่าวิญญาณนั้นสัมพัสได้ถึงความอ่อนแอภายในจิตใจของเฟย เจินมันจึงใช้โอกาสนี้แสดงภาพๆ หนึ่งให้ตัวเขาได้เห็น

    มันเป็นภาพช่วงเวลาแห่งความสุขที่ตัวเขาเคยได้รับมาจากภรรยาและลูกสาวของตน เป็นภาพที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความสุขที่ช่วยเยียวยาจิตใจของตัวเขาให้รู้สึกมีความสุขจนไม่เสียดายที่จะจากไปอย่างสงบ

    แต่แล้วภาพแห่งความสุขเหล่านั้นก็ได้แปลเปลี่ยนไปเป็นสิ่งตรงกันข้ามภายในพริบตา

    ภาพการตายของภรรยาและลูกสาวได้ถูกแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนราวกับเกิดขึ้นตรงหน้า

    ภาพเหล่านั้นได้ถูกฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปมาไม่มีวันสิ้นสุด จนตัวเขานั้นแทบจะเป็นบ้า

    [หยุดเถอะ!....ข้อร้องล่ะหยุดได้แล้ว!...]

    ตัวเขาได้กรีดร้องออกมาภายในจิตใจอีกครั้งแต่ครั้งนี้ตัวไปด้วยความเจ็บปวดและความสิ้นหวังมากกว่าเดิม

    ในขณะที่สิ้นหวังจนถึงขีดสุดเหล่าวิญญาณแค้นก็ได้แสดงภาพคนๆหนึ่งออกมาให้เฟย เจินได้เห็น

    นั้นก็คือภาพของฉาง เปาที่ในมือได้ถือศีรษะเปื้อนเลือดของผู้หญิงสองคน คนหนึ่งดูเป็นสาวสวยและอีกคนหนึ่งดูเป็นเด็กน้อย และตัวเขานั้นก็กำลังยืนอยู่บนกองซากศพมากมายของภรรยาและลูกสาวของเฟย เจินที่กองทับถมกันจนกลายเป็นเนินที่ดูน่าสยดสยอง

    ในวินาทีนั้นเองความสิ้นหวังที่มีมากเกินจะบรรยายได้แปลเปลี่ยนไปเป็นความแค้นที่มากพอๆ กัน

    [ข้า…จะไม่มีวันยกโทษให้แก!เด็ดขาด]

    [ถ้างั้นก็จงมอบร่างกายเเละวิญญาณของเจ้าให้กับพวกข้าซะสิ]

    เหล่าวิญญาณที่เห็นเฟย เจินได้จมดิ่งไปสู่ห่วงลึกแห่งความแค้นจนตามืดบอดไม่อาจมองเห็นความเป็นจริงตรงหน้าได้แล้วนั้นได้ส่งเสียงกระซิบออกมาอีกครั้ง

    [ถ้าเจ้ามอบวิญญาณและร่างกายนั้นมาให้พวกเราแล้วล่ะก็ พวกเราจะมอบพลังที่สามารถชำระแค้นให้กับเจ้าได้]

    เหล่าวิญญาณแค้นได้ยื่นข้อเสนอที่ไม่มีใครที่มีสติดีจะตอบรับ แต่ทว่ากับเฟย เจินในตอนนี้ที่ไร้สตินั้นไม่ใช้

    [ตัวข้ายอมรับ…]

    ตัวเขาตอบรับอย่างไม่มีความลังเลใดๆ

    [ถ้าเช่นนั้นจงเอ๊ยนามของข้าออกมา]

    ตัวเขาได้ตื่นขึ้นมาจากโลกภายใต้จิตสำนึกกลับสู่โลกแห่งความจริงที่พึ่งจะผ่านไปไม่กี่วินาทีแต่สำหรับตัวเขาแล้วราวกับผ่านไปหลายสิบปีไม่มีผิด

    ตัวเขาได้แหงนหน้าจ้องมองไปที่ฉาง เปาตรงหน้าที่กำลังดันดาบลงมาใส่ร่างกายของเขา

    ดวงตาของเฟย เจินในตอนนี้นั้นได้ปรากฏความแค้นที่มากเกินบรรยายออกมาจนฉาง เปานั้นยังรับรู้ได้

    [นี่มันเกิดอะไรขึ้น…ทำไมเวลาแค่ไม่กี่วินาทีแววตาของมันถึงได้เปลี่ยนไปกลายเป็นแววตาที่ดูน่าสยดสยองถึงขนาดนี้ได้กัน…]

    ตัวเขารับรู้ถึงความอันตรายจึงรีบใส่แรงพยายามที่จะกดดาบลงมาสังหารเฟย เจินก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป

    แต่ทว่ามันไม่ทันเสียแล้ว

    “ตัวข้าเฟย เจิน! ข้อถวายร่างกายและดวงวิญญาณนี้ แก่เหล่าดวงวิญญาณทั้งหมดที่สถิตอยู่ภายในดาบต้องสาปเทร่าริพ!”

    วินาทีที่สิ้นเสียงของเฟย เจินนั้นดาบต้องสาปที่เสียร่างของตัวเขาอยู่ก็ได้เปล่งแสงออร่าสีเขียวที่ดูน่าสยดสยองออกมา

    “อะไรกัน…”

    ฉาง เปาที่ตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นพยายามใช้แรงทั้งหมดดันดาบลงไปเพื่อฆ่าเฟย เจิน แต่ไม่ว่าตัวเขานั้นจะพยายามใช้แรงมากแค่ไหนดาบก็ไม่ขยับไปไหนเลยแม้แต่น้อย

    ไม่เพียงแค่นั้นดาบเล่มนั้นยังส่งคลื่นพลังออกมาผลักตัวของฉาง เปาให้ปล่อยมือออกจากมันแล้วเหวี่ยงตัวเขากระเด็นออกไปอย่างแรง

    “อ่า…”

    ฉาง เปาได้กระเด็นกลิ้งไปมาแล้วหยุดลงบนพื้นห่างออกไปจากเฟย เจินประมาณสิบห้าก้าว

    ตัวเขาได้ลุกขึ้นมาในทันทีแล้วมองไปที่เฟย เจินเพื่อเตรียมตัวรับมือกับอะไรก็ตามที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้า

    เฟย เจินในตอนนี้นั้นได้หลอมรวมเขากับดาบต้องสาปที่ปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงแห่งจิตวิญญาณสีเขียวที่กำลังลุกโชน

    เปลวเพลิงนั้นได้สร้างแขนขวาใหม่ให้กับตัวเขา

    เปลวเพลิงนั้นได้ปิดบาดแผลแล้วสร้างร่างกายที่สูงใหญ่และแข็งแกร่งให้กับตัวเขา

    เปลวเพลิงนั้นได้สร้างเขี้ยวเล็บที่คมราวกับคมดาบให้กับตัวเขา

    เปลวเพลิงนั้นได้ช่วงชิงสติทั้งหมดของตัวเขาไปและแทนที่ด้วยความบ้าคลั่งที่เหนือยิ่งกว่าใคร

    ตัวเขาในตอนนี้ที่ร่างกายได้แปลเปลี่ยนไปจนดูราวกับอสูรร้ายที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความเกลียดชัง ที่ไม่หลงเหลือจิตใต้สำนึกของเฟย เจินอีกต่อไป

    “ทำไมกัน! ทำไมถึงมอบพลังให้กับมันไม่ใช้ข้า!”

    ฉาง เปาได้ตะโกนออกมาด้วยความโกรธ

    “นั่นก็เพราะว่าความแค้นของแกมันช่างน้อยนิด ไม่สามารถเทียบกับเจ้านี้ได้ยังไงล่ะ”

    อสูรร้ายได้พูดออกมาพร้อมกับชี้นิ้วไปที่ฉาง เปาที่กำลังสับสน

    “น้อยนิด…ความแค้นของข้ามันน้อยนิดตรงไหนกัน!”

    ฉาง เปารู้สึกโกรธจัดที่ถูกหาว่าเหตุผลที่ทำให้ตนเองมีชีวิตเรื่อยมาเป็นสิ่งที่เล็กน้อยไม่มีความสำคัญใด

    “เล็กน้อยสิ ความเจ็บแค้นของแกที่สูญเสียคนสำคัญไปมันช่างเล็กน้อย นั่นก็เพราะว่าตัวแกนั้นถึงแม้ว่าจะสูญเสียคนสำคัญไปก็ยังคงความเป็นตัวเองเอาไว้ได้แล้วใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างมุ่งมั่นจนมาถึงทุกวันนี้”

    อสูรร้ายได้ชี้นิ้วกลับมาที่ตนเอง

    “แต่ว่าเจ้านี้นั้นไม่ใช้ ตัวมันที่สูญเสียคนสำคัญไปได้สูญสิ้นคำสัญญาที่ได้ให้ไว้กับคนสำคัญ แปลเปลี่ยนจิตใจของตนเองจนกลายเป็นผู้ที่จะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการล้างแค้นเท่านั้น”

    อสูรร้ายได้ชี้นิ้วกลับไปหาฉาง เปาอีกครั้ง

    “เห็นมั้ย แค่เหตุผลเพียงแค่นี้ก็มากเพียงพอที่จะตัดสินใจได้แล้วว่าความแค้นของแกนั้นมันช่างเล็กน้อยซะจริงๆ ”

    อสูรร้ายได้แสยะยิ้มออกมา

    ในขณะที่ฉาง เปานั้นยื่นนิ่งไม่สามารถตอบโต้กลับไปได้ นั่นก็เพราะว่าตัวเขานั้นก็เริ่มรู้สึกขึ้นมาแล้วว่าสิ่งที่ตัวเขาทำมาอาจเป็นแค่เรื่องที่เล็กน้อยจริงๆ ก็เป็นได้

    [ก็จริงอย่างที่มันว่า…ตัวข้าที่ผ่านมาใช้ชีวิตเพื่อที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองเพื่อที่จะได้เป็นเกียรติต่อพ่อของข้าที่ตายไป ไม่เคยคิดที่จะตามหาหรือไล่ล่าฆ่าคนที่ฆ่าชีวิตของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว]

    ตัวเขาได้เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ไม่รู้ว่าเป็นเวลาใด ที่ในตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยเมฆดำมากมายที่ลอยไปมาด้วยสายลมอ่อนๆ ที่พัดผ่าน

    [ที่ตัวข้ากลับมาแค้นอีกครั้ง นั่นก็เพราะว่าได้เห็นใบหน้าที่มีความสุขของคนที่ช่วงชิงชีวิตของพ่อข้าไปงั้นเหรอ…เปล่าไม่ใช้…ที่จริงแล้วสาเหตุที่ตัวข้าตัดสินใจทำลายหมู่บ้านและฆ่าชีวิตผู้คนมากมายไปเพื่อล้างแค้นนั่นก็เพราะว่า…]

    ตัวเขาได้นึกภาพของเด็กสาวที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มในวันนั้น

    [อ่า ใช้แล้ว…ที่ตัวข้าทำไปทุกอย่างในวันนั้นไม่ใช้เพราะความแค้นหรอก…แต่ตัวข้ารู้สึกไม่สบอารมณ์ต่อใบหน้าที่ยิ้มแย้มนั่น ใบหน้าที่ตัวข้าเห็นในวันนั้น…มันเป็นใบหน้าที่ตัวข้าไม่อาจได้สัมผัสมันได้อีกต่อไปไม่เหมือนกับเด็กสาวคนนั้นที่ได้สัมผัสกับใบหน้านั้นในทุกวัน ใบหน้าที่เกิดจากความรักที่ได้รับจากคนที่ตนเองรักที่สุด…]

    ตัวเขาได้กำมือทั้งสองข้างเอาไว้แน่นจนเลือดไหล่ออกมา

    “มันไม่ใช้ความแค้นหรอก…ก็แค่ความรู้สึกอิจฉาเท่านั้นแหละ…”

    ตัวเขาที่รับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองได้ร้องไห้ออกมา ด้วยนํ้าตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดมากมายที่หลังไหล่ออกมาจากหัวใจที่แตกสลายของตัวเขา

    “นี่ตัวข้าทำอะไรลงไป…”

    ตัวเขาได้ทรุดตัวลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น

    [สูญเสียพวกพ้อง…สูญสิ้นสักสีและเกียรติยศไปจนหมดสิ้น…ไม่เหลือสิ่งใดอีกต่อไป…]

    ตัวเขาที่หมดสิ้นทุกอย่างแล้วได้หลับตาลงไปสักพัก ก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

    “ตัวข้าไม่เหลืออะไรอีกแล้ว…”

    ตัวเขาพยายามรุกขึ้น

    “แต่ถึงจะไม่เหลืออะไรเลยก็ตาม…”

    ตัวเขาที่ยืนขึ้นมาได้กำหมัดเอาไว้แน่น

    “ก็ยังคงเหลือชีวิตนี้อยู่!...”

    ตัวเขาได้ตั้งท่าเตรียมพร้อมจู่โจม

    “ข้าจะใช้มันเพื่อกำจัดอสูรร้ายอย่างแกลงให้ได้!”

    เมื่อพูดจบฉาง เปาก็ได้พุ่งตัวเข้าใส่อสูรร้ายในทันที

    ตัวเขาได้ตั้งท่าแล้วปล่อยหมัดออกไปเข้าใส่ร่างกายของอสูรร้าย หนึ่งหมัด สองหมัด สามหมัดตัวเขาได้ปล่อยหมัดออกมาเรื่อยๆ แล้วแต่ล่ะหมัดนั้นมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

    แต่ไม่ว่าตัวเข้าจะซัดหมัดเข้าใส่ร่างกายของอสูรมากแค่ไหนก็ไม่สามารถสร้างบาดแผลให้กับตัวมันได้เลยแม้แต่น้อย

    “มีดีแค่นี้เหรอ…”

    อสูรร้ายพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่นิ่งสงบพร้อมกับมองลงมามองฉาง เปาที่กำลังชกมันอยู่จากด้านบน

    “ยังหรอกน่า!...”

    ฉาง เปาได้กระโดดถอยหลังออกมาตั้งหลัก

    “ข้าจะใช้พลังทั้งหมดของชุดเกาะนี้ในการจัดการกับแก!...”

    ตัวเขาใช้มือเตะพื้นแล้วปลดปล่อยพลังของชุดเกาะต้องสาปออกมาดูดกลืนพลังชีวิตของต้นไม้ใบหญ้าและพื้นดินแถวนั้นจนทุกอย่างรอบตัวนั้นกลายเป็นเศษซากที่ไร้ชีวิตไปจนหมด

    ตัวเขาได้ส่งผ่านพลังทั้งหมดที่ดูดกลืนมาเอาไปไว้ในเกาะแขนขวาทั้งหมด จากนั้นตัวเขาก็ได้วิ่งสุดแรงเข้าใส่อสูรร้ายพร้อมกับได้ง้างหมัดขวาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังนั้นสุดแรง

    “จงรับพลังทั้งหมดของข้าไปซะ!”

    สิ้นสุดคำพูดตัวเขานั้นได้ปล่อยหมัดสุดท้ายที่แรงที่สุดออกไปเข้าใส่ร่างกายอันใหญ่โต้ของอสูรตรงหน้า

    หมัดนั้นได้เข้าปะทะกับร่างของอสูรอย่างจังจนเกิดเป็นคลื่นเสียงที่ดังสนั่นไปทั่วทั้งบริเวณ

    “เป็นไรเล่า โดนแบบนี้เข้าไปยังจะปากดีอยู่อีกมั้ย…”

    ตัวเขาที่คิดว่าตนเองชนะแล้วได้พูดออกมา แต่คำพูดนั้นก็ต้องหยุดลงเมื่อตัวเขาหันมองเข้าไปที่ร่างกายของอสูรตรงหน้า สิ่งที่ตัวเขาได้เห็นนั้นก็คือหมัดของตัวเขาที่ถูกหยุดเอาไว้ด้วยเปลวเพลิงสีเขียวก่อนที่มันจะเขาถึงร่างกายของอสูรได้

    “อะไรกัน…ไปไม่ถึงงั้นเหรอ…”

    “ของมันแน่อยู่”

    อสูรร้ายพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่นิ่งสงบเช่นเคย พร้อมกับได้ยืนมือออกมาจับเข้าไปแขนของฉาง เปาที่ถูกหยุดเอาไว้

    “แกใช้พลังของเกาะต้องสาปซึ่งถูกสร้างมาจากพลังของตัวข้า มันจึงไม่สามารถทำลายตัวข้าได้ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว”

    หลังจากที่อสูรพูดจบมันก็ได้ใช้มือที่จับแขนของฉาง เปาอยู่ยกตัวเขารอยขึ้นเหนือพื้นพร้อมกับใช้เปลวเพลิงสีเขียวดูดกลืนพลังต้องสาปที่ตกค้างอยู่ภายในชุดเกาะคืนทั้งหมดจนมันกลายเป็นชุดเกาะธรรมดาไป

    “อะไรกัน…”

    ฉาง เปาพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่ไร้ชีวิต เพราะตัวเขาในตอนนี้นั้นได้หมดสิ้นทุกอย่างไปอย่างแท้จริงแล้วนั่นเอง

    “ตัวแกในตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังช่างน่าลิ้มรสซะจริงๆ”

    อสูรได้พูดออกมาพร้อมกับได้เรียกดาบต้องสาปที่เป็นร่างจริงของมันออกมาจากมืออีกข้างที่ว่าง แล้วใช้มันเสียบแทงเข้าไปที่กลางร่างกายของฉาง เปาจนมิดด้ามภายในครั้งเดียว

    “อ่า…”

    ฉาง เปาได้กระอักเลือดออกมาพร้อมกับที่ในเวลาเดียวกันดาบที่เสียบทะลุตัวเขาอยู่ได้ปลดปล่อยเปลวเพลิงสีเขียวออกมาเผาผลาญร่างกายและวิญญาณของตัวเขา

    และในวินาทีก่อนที่ร่างกายจะหายไปตัวเขานั้นได้พูดออกมาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยนํ้าเสียงที่แผ่วเบา

    “ชีวิตของข้ามันมีอยู่เพื่อสิ่งใดกัน…”

    ร่างกายได้สูญสลาย…

    วิญญาณถูกกลืนกินด้วยเปลวเพลิงของดาบต้องสาป…

    สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่นั้นมีเพียงแค่เศษซากของชุดเกาะธรรมดาที่ไร้ซึ่งพลัง กับหน้ากากลายพยัคฆ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขาที่ยังคงหลงเหลืออยู่ที่ได้ตกลงสู่พื้นอย่างเงียบงัน

    “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”

    อสูรร้ายได้หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง

    “รสชาติของความสิ้นหวังเนี่ย มันช่างอร่อยจริงๆ เลยนะ”

    อสูรร้ายได้เดินเข้าไปในป่าลึกตรงหน้า

    “ข้ารอไม่ไหวแล้วที่จะได้ลิ้มรสชาติที่น่าอร่อยแบบนี้อีกมากๆ เลย”

    ตัวมันที่ยิ้มกว้างอย่างน่าสยดสยองได้มุ่งหน้าลงไปสู่เส้นทางที่จะออกไปจากหุบเขาแห่งนี้เพื่อมุ่งตรงไปยังภายนอกหุบเขาที่ที่เต็มไปด้วยดวงวิญญาณมากมายให้มันได้ลิ้มรสชาติ

    แต่ตัวมันไม่รู้เลยว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นมีคนๆ กำลังเฝ้ามองอยู่

    [หัวหน้าตายแล้ว…]

    คนคนนั้นก็คือกังที่ยังรอดชีวิต ตัวเขานั้นหลบซ่อนอยู่โดยที่ไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะออกไปช่วยพวกพ้องของตนเองเลยแม้แต่น้อย

    [ตัวข้าไม่มีความกล้ามากพอที่จะออกไปช่วยหัวหน้า…ทำได้เพียงแค่ยืนมองเขาต่อสู้และตายไปอยู่ห่างๆ เท่านั้น…]

    กังได้ร้องไห้ออกมา

    [แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ตัวข้าก็ยังมีหน้าที่สำคัญที่สามารถทำได้อยู่…]

    ตัวเขาที่คิดได้แบบนั้นได้วิ่งออกไปอย่างรวดเร็วในทิศทางตรงกันข้างกลับที่อสูรกำลังมุ่งหน้าไป

    [ข้าจะต้องไปเตือนทุกคนเรื่องอสูรและเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่นี่ให้ทุกคนได้รับรู้เพื่อเตรียมการรับมือกับมัน…]

    ตัวเขาได้ใช้เส้นทางอีกเส้นในการออกไปจากหุบเขาแห่งนี้

    ตัวเขาได้เล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในหุบเขาแห่งนี้ให้กับจักรพรรดิได้รับรู้ถึงเรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนั้นจะมีทั้งความจริงและคำโกหกอยู่ด้วยก็ตาม

    จักรพรรดิที่รับรู้เรื่องราวทั้งหมดจึงได้ออกคำสั่งรวมพลกองทัพทั้งที่สามารถหาได้ในทันที

    กองกำลังที่ถูกนำทัพโดยกังผู้ซึ่งกลายเป็นวีรบุรุษไปแล้ว

    กองทัพทั้งหมดได้ปิดล้อมพื้นที่บริเวณหุบเขาเพื่อรอการมาถึงของอสูร

    แต่มันก็ไม่ปรากฏตัวออกมาไม่ว่าจะผ่านไปหลายต่อหลายวันแล้วก็ตาม

    กังจึงออกคำสั่งให้ส่งหน่วยย่อยเข้าไปในหุบเขาเพื่อสำรวจ แต่ไม่มีใครกลับออกมาเลยแม้แต่คนเดียวมันจึงแสดงให้เห็นว่าอสูรยังคงอยู่ภายในหุบเขานั้นแต่ไม่รู้ทำไมมันยังไม่ยอมออกมาจากหุบเขานั้นสักที

    กองทัพจึงตัดสินใจรอต่อไป…ต่อไป…จนกระทั่งผ่านไปนับสิบปี แต่อสูรนั้นก็ไม่ยอมออกมาจากหุบเขาเลยแม้แต่เงา

    จักรพรรดิที่รู้แน่ชัดแล้วว่าอสูรร้ายนั้นมันไม่สามารถออกมาจากหุบเขาได้จึงเรียกกองทัพทั้งหมดกลับมา เหลือเอาไว้แค่หน่วยเฝ้าระวังเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

    จักรพรรดิได้ประกาศให้หุบเขานั้นเป็นเขตหวงห้ามไม่ให้ใครผ่านเขาไปพร้อมกับได้เปลี่ยนชื่อหุบเขานั้นเป็นหุบเขาอสูร

    และแล้ววันเวลาก็ได้ผ่านไป 100 ปีเรื่องราวของอสูรนั้นก็ได้กลายไปเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าขานสำหรับนักเดินทางไปในที่สุด



    คล้ายกับเรื่องStrike สไตรค์ ไล่ล่าข้ามจักรวาล ที่คุณอ่าน