เขากล่าวว่าให้นางไปตำหนักทรงงานด้วย เขาก็ทำอย่างที่ปากว่าจริงๆ
เมื่อเขาตื่นนอนเขาก็หนีบเอานางไปตำหนักทรงงานด้วย เป็เวลาสามวันแล้วที่นางมาตำหนักทรงงานของเขาด้วย เขานั่งอ่านฎีกาที่สูงกว่าหัวเขาเองที่ขันทีนำมาเปลี่ยนให้ทุกวัน ขณะที่นางนั่งมองตำราตาปริบๆ อยู่ข้างๆ เขาเริ่มจากให้นางจำตัวอักษร
จินฮวาจำได้ไม่เท่าไหร่นางก็เริ่มง่วง แต่ตอนที่นางกำลังจะฟุบหลับลงมีเสียงดังโป๊ะ ก่อนจะตามมาด้วยอาการเจ็บ
“โอ๊ยเจ็บ”
“…” เหรินจวินไม่ได้สนใจนางที่กำลังลูบหัวตัวเอง พร้อมกับอ้าปากหาวจนน้ำตาไหล เขายังคงนั่งอ่านฎีกาในมือต่อไป
จินฮวาหน้าง้ำหน้างอแต่สุดท้ายนางก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากก้มหน้าก้มตาจำตัวหนังสือต่อไป ในตอนนั้นเองมีเสียงโวยวายบางอย่างจากหน้าตำหนักทรงงาน
“ข้าจะเข้าไปรายงานฝ่าาก่อน”
“แต่นี่เป็เื่เร่งด่วน”
มีเสียงตึงตังจากหน้าประตู จนสุดท้ายประตูก็ถูกกระแทกเปิดออก
ก่อนที่ร่างนางกำนัลจะโผล่พรวดเข้ามาในห้องนั่งคุกเข่าร้องห่มร้องไห้ปานว่าฟ้าถล่มดินทลาย
“ฝ่าาเจินซูเฟยของนู๋ปี้คิดจะผูกคอตาย ได้โปรดไปห้ามเจินซูเฟยด้วยเพคะ หากเป็พระองค์กล่าวถ้อยคำปลอบขวัญท่านเสียหน่อยท่านต้องฟังแน่ ได้โปรดเถอะเพคะ ช่วยชีวิตเจินซูเฟยของนู๋ปี้ด้วย”
“...” เหรินจวินยังคงเงียบดังเดิม ไม่ได้ทุกข์ร้อนกับเื่นี้
เื่ที่พระสนมในวังหลังของเขาเรียกร้องความสนใจ ด้วยการฆ่าตัวตายก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยมี
แต่เื่นั้นไม่ใช่กับจินฮวาที่ดูแล้วสนอกสนใจเหลือเกิน อย่างน้อยนางคิดว่าไปดูคนผูกคอตายก็คงจะสนุกกว่านั่งจำตำรา
“หากฝ่าาทรงงานไม่ว่างไป ข้าจะไปดูเอง”
“อ่ะ...ตะ...แต่…”
เหรินจวินที่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสนใจเล็กน้อย เขาอยากจะรู้ว่าหญิงสาวตรงหน้าจะมีปฏิกิริยากับเื่นี้อย่างไร
“ได้เช่นนั้นเราไปดูด้วยกัน”
เมื่อฮ่องเต้และฮองเฮาเสด็จมาถึงตำหนักของซูเฟย ก็ได้พบว่าทั้งตำหนักกลหลปานว่าไฟกำลังไหม้ตำหนักก็ไม่ปาน
“พระสนมอย่าพ่ะย่ะค่ะ”
“ได้โปรดเถอะเพคะ...ฮือ...อย่าทำเช่นนี้เลย”
“อย่าทำเช่นนี้เลย...ฮือ...”
“ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว ในวังหลังนี้โหดร้ายเกินไป เปล่าเปลี่ยวเกินไป เพียงแค่คิดเื่นี้ข้าก็รู้สึกทุกข์ระทม จนไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้แล้ว การหายใจ สำหรับข้ามันเหนื่อยนัก...ฮือ...ให้ข้าไปเถอะ ข้าต้องทุกข์ระทมมากเพียงใด พวกเ้าเข้าใจหรือไม่! ข้าทรมาน!!!” นางกล่าวพร้อมกับสะอึกสะอื้นราวกับคนจะขาดใจ พร้อมกับใช้มือปาดน้ำตาที่ไม่มีบนหน้าสักหยด
เหรินจวินเห็นแล้วก็รู้สึกละเหี่ยใจกับพระสนมตนเองยิ่ง
แต่ทว่าจินฮวากลับมองไม่เห็นน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงนั้น ในคำกล่าวนี้นางรู้สึกเวทนาสงสารหญิงสาวตรงหน้าจากใจจริง นางทุกข์ระทมถึงขนาดอยากจะฆ่าตัวตาย ความทุกข์ของนางคงแสนสาหัส ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะทำให้เ้าพ้นทุกข์
“พวกเ้าหากนางอยากตาย เหตุใดไม่ปล่อยให้นางตายเล่า”
“…” เมื่อได้ยินคำกล่าวของฮองเฮา ทั้งตำหนักต่างตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเหรินจวินยิ้มราวกับถูกอกถูกใจกับคำกล่าวของนางเหลือเกิน
“เ้าเข้าใจหรือไม่ นางทุกข์ระทมถึงขนาดอยากฆ่าตัวตายหมายความว่านางต้องทุกข์ระทมอย่างแสนสาหัส พวกเ้ายังจะขอให้นางอยู่อีกหรือ พวกเ้ารู้หรือไม่บางครั้งการตายก็เป็การพ้นทุกข์อย่างหนึ่งให้นางตายเถอะ พวกเ้าเป็ข้าราชบริพาร หากเ้านายประสงค์สิ่งใดพวกเ้าก็ควรจะสนองความ้าอย่างเต็มภาคภูมิไม่ใช่หรือ”
จินฮวาเห็นทุกคนเงียบนางก็ไม่เข้าใจสถานการณ์เลยแม้แต่น้อย ในเมื่อทุกคนไม่ทำเช่นนั้นนางก็ทำเองคิดได้ดังนั้นนางก็ถีบเก้าอี้ที่เจินซูเฟยยืนอยู่ เมื่อไม่มีเก้าอี้ให้เหยียบจึงกลายเป็ร่างของนางห้อยต่องแต่งอยู่บนผ้าที่นางผูกคอ เท้านางกวัดแกว่งไปมาลิ้นนางเริ่มจุกปาก
จากนั้นจินฮวาก็มองหน้าอีกฝ่ายด้วยความเวทนา จนน้ำตาไหลออกมาสองหยด “เ้าทนอีกสักครู่ ไม่นานเ้าก็จะพ้นทุกข์แล้ว”
และเป็ขันทีที่ได้สติก่อนรีบยกขาซูเฟยเอาไว้ นางจึงใช้มือปลดเชือกออกจากคอนาง
ซูเฟยนั่งหอบหายใจเข้าปอดอย่างแรงอยู่ครู่ใหญ่ๆ จากนั้นนางจึงคลานเข้ามากอดขาเหรินจวิน ร้องห่มร้องไห้จนชายฉลองพระองค์เปียก
“เมื่อครู่นี้ใน่ที่ข้ากำลังจะตาย เมื่อข้าเห็นหน้าท่านข้าก็ไม่อาจจะทนจากไปได้ ข้าไม่ขอสิ่งใด ข้าขอเพียงท่านแวะเวียนมาพูดกับข้าสักคำสองคำ หรือประทานอนุญาตให้ข้าเข้าเฝ้าสักเล็กน้อย ข้าก็พอใจแล้ว”
นางเงยหน้าที่นองไปด้วยน้ำตามองหน้าเขา
แต่ทว่าชายหนุ่มกลับขมวดคิ้ว ราวกับไม่เข้าใจสิ่งที่นางพูดเลยแม้แต่น้อย “เมื่อเ้าตายแล้วเ้าก็ไม่รู้สึกสิ่งใดอีกแล้ว ข้าเห็นด้วยกับหวงโฮ่ว หากเ้าเป็ทุกข์มากนักเ้าก็พ้นทุกข์ไปเถิด”
ทันทีที่ได้ลิ้มรสลิ้นพิษของฮ่องเต้ เจินซูเฟยก็ถึงกับกระอักเืดังโอ๊ก
จินฮวามองอีกฝ่ายด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตใจเมตตาสงสาร นอกจากนางจะเจ็บช้ำน้ำใจแล้ว นางยังป่วยด้วยหรือ “ข้าเห็นด้วยกับหวงตี้ หากโลกนี้มันโหดร้ายกับเ้ามาก เ้าก็อย่าอยู่อีกเลยการตายไม่เจ็บมากดอก และการเกิดใหม่มีอยู่จริงข้าพิสูจน์มาแล้ว จินฮวากุมมือเจินซูเฟยด้วยความเมตตาและความเข้าอกเข้าใจ
เจินซูเฟยมองหน้าฮ่องเต้ ฮองเฮาสลับกัน และไม่ทราบเหตุใดอึดใจต่อมานางจึงสิ้นสติลง
จินฮวาที่เห็นซูเฟยเป็เช่นนั้น นางก็เกาหัวอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร นางจึงหันหน้าไปหาเหรินจวิน “หวงตี้เช่นนั้นเรายังต้องฆ่านางอยู่หรือไม่”
“รอให้นางตื่นขึ้นมา ก็ให้นางตัดสินเองเถอะว่าจะตายดีหรือไม่”
ขณะที่นางกำนัลแบกเอาร่างที่สิ้นสติของซูเฟยกลับเข้าห้องบรรทม
เหรินจวินก็พาเอาหวงโฮ่วของเขากลับตำหนักทรงงาน
“อ้ายมาว...ข้าคิดว่าเ้าจะตามมารยาพวกนางไม่ทันเสียอีก” เหรินจวินกล่าวขึ้นขณะที่เดินออกจากตำหนักซูเฟยไปขึ้นเกี้ยว
“มารยาท่านกล่าวถึงเื่ใดกันหรือ”
เหรินจวินมองใบหน้าที่มองเขาด้วยแววตาใสซื่อ ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วหัวเราะขึ้นจมูก “เ้าคงอยู่เส้นแบ่งระหว่างฉลาดล้ำและโง่บริสุทธิ์”
จินฮวานิ่งใคร่ครวญในคำตอบของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคิดได้ว่าเขาว่านางโง่ “ท่านว่าข้าโง่หรือ ข้าโง่ที่ใดกัน”
“เ้าโง่ทุกที่”
“ข้าไม่ได้โง่ ข้าฉลาดมาก ข้าเข้าอกเข้าใจผู้อื่นอยู่เสมอ”
“เ้าไม่ได้โง่เพียงแค่ลืมนำปัญญามาเกิด ไปฝึกอ่านตำราต่อได้แล้ว”
“…” จินฮวาหน้างอ คอตกทันทีที่ได้ยินว่านางต้องไปอ่านตำราต่อ
“อ้ายมาวตามมาเร็ว ไม่เช่นนั้นข้าจะให้เ้าเดินกลับตำหนักเอง”
สุดท้ายนางก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่วิ่งตามเขา ปานว่านางเป็แมวตัวน้อยวิ่งตามเ้าของอย่างนั้นแหละ
หลังจากที่ฮองเฮาผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาไม่นาน ฮ่องเต้ก็เฝ้าอยู่ตำหนักนางและพานางไปห้องทรงงานด้วยเสมอ
พวกนางจึงเกิดความคิดจะพยายามเรียกร้องดึงความสนใจด้วยวิธีเดียวกันนี้ ทั้งที่วิธีนี้พวกนางหลายคนเคยลองใช้มาแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ
แต่เมื่อทราบข่าวเื่ที่ซูเฟยเกือบตายจริงๆ เพราะน้ำมือฮองเฮาความคิดเ่าั้จึงกระเด็นออกจากหัวพวกนาง
เื่การกระทำในครั้งนั้นของจินฮวาไปเข้าหูหงอวี้หวงไทเฮา ก็ยิ่งทำให้นางปลาบปลื้มลูกสะใภ้คนนี้มากยิ่งขึ้น และรู้สึกวางใจขึ้นบ้างที่จะฝากวังหลังเอาไว้ให้นางดูแล