ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

ตอนที่ 228 ประลอง (5)

        “ก็ดีที่เจ้าไม่ตายง่ายเกินไปแต่ก็อย่าได้ทะนงตนคิดมาเทียบชั้นกับข้า!”

         

        กานฮ่าวตวาดด้วยโทสะไม่คาดคิดว่าหนิงเฟยหลงที่อยู่เพียงขั้นเก้าแก่นแท้พลังจะทำลายการโจมตีของตนได้อย่างง่ายดายแม้ว่าตนจะไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดก็เถอะแต่เพียงเท่านั้นก็เพียงพอจะสังหารเข้าสู่พิภพขั้นหนึ่งได้แล้วแต่หนิงเฟยหลงกลับรอดมาได้ นี่มันเป็นการตบหน้าเขาชัดๆ !

         

        “เจ้าต้องตาย!”

         

        “เฮ้อ...เจ้าพูดคำอื่นไม่เป็นแล้วหรืออย่างไร?”หนิงเฟยหลงนึกรำคาญจึงถอนหายใจ เขารู้สึกเบื่อกับคำว่าตายอย่างไรชอบกลมุมปากกานฮ่าวก็พลันกระตุกไม่คาดคิดว่าหนิงเฟยหลงจะตอบกลับมาเช่นนี้

         

        “ฮึ่ม!”

         

        กานฮ่าวแค่นเสียงอย่างเย็นชาพลองทองเหลืองก็หวดกระหน่ำใส่คู่อริหนิงเฟยหลงไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อน เขายกกระบี่ขึ้นมารับสลับกับโจมตีเขาค่อนข้างชอบใจการได้ยั่วโทสะผู้คนดูเหมือนจะเป็นเรื่องสนุกอยู่เหมือนกัน

         

        ไม่ทันที่จะได้บทสรุปเสียงกระแทกหนึ่งก็ดังสนั่นผงฝุ่นปลิวร่างคนผู้หนึ่งร่วงหล่นจากเวทีประลองหยวนซื่อเฟิงหล่นออกจากการแข่งขันเป็นคนแรกจึงกลายเป็นอันดับสิบสามไปโดยปริยาย

         

        หวังหลิ่งกำจัดคู่ต่อสู้ไปได้หนึ่งแล้วช่างน่าทึ่งนักเสียงผู้คนโห่ร้องดังกระหึ่ม บัณฑิตหน้าขาวลงมือได้หมดจดนัก

         

        “วิชาท่องสายลมตะวันออกช่างโดดเด่น” ผู้อาวุโสทั้งหลายเห็นจะพึงพอใจเป็นพิเศษ

         

        ...

         

        เมื่อเห็นว่าหวังหลิ่งล้มคนไปแล้วหนึ่งคู่อื่นๆก็พากันตื่นตัว โดยเฉพาะเฟิงเหลยกับกงซุนหลิงเอ๋อร์ปราณวารีที่แปลกประหลาดเข้าล้อมรอบเฟิงเหลยทุกทิศทาง จู่ๆก็ปรากฏมัจฉาตัวใหญ่อ้าปากพ่นน้ำ ก่อนจะกระโจนเข้าใส่เขาหวังจะบดทำลาย

         

        คลื่นพลังจิตลึกล้ำก็ทะลักราวน้ำหลากก่อเป็นโล่ต้านทานมัจฉาไว้ทว่าพลังของมันนั้นมากเกินไปโล่พลังจิตแตกออก เพียงแต่การเคลื่อนจิตมิใช่เล่นๆเมื่อแตกออกจึงสร้างใหม่อยู่อย่างนั้นมัจฉาวารีจึงสิ้นฤทธิ์

         

        เฟิงเหลยโจมตีกลับทะยานตัวขึ้นฟ้าสันมือฟาดลงคลื่นจิตรวมเป็นขวานยักษ์ใหญ่เสียยิ่งกว่าคราวก่อน ดวงตาแสดงความเย็นชาอย่างที่สุด

         

        “ขวานแยกสมุทร!”

         

        ขวานเล่มโตก็จามใส่สาวน้อยอย่างรุนแรงจนห้วงอากาศขาดสะบั้นสีหน้าของนางซีดขาวกระตุ้นพลังปราณวารีสร้างขึ้นเป็นโล่หนุนเสริมด้วยพลังหยวนที่หนาแน่น

         

        ปัง!

         

        แกร๊ก!

         

        โล่แตกออกกงซุนหลิงเอ๋อร์ตีลังกาถอยหลังไปเสียหลายก้าวก่อนที่ขวานจะผ่าเวทีประลองขาดออกเป็นสองส่วนท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของผู้คนดูเหมือนว่าการโจมตีพลังจิตของเฟิงเหลยจะรุนแรงมาก

         

        ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะเฟิงเหลยต้องการล้างอายให้โต่วเยี่ยนฉวี่ทางหนึ่งและอยากจะใช้กำลังสุดฝีมือ เขารู้ตัวดีว่าไม่อาจเทียบคนระดับสูงคนอื่นได้จึงเลือกจะตัดสินกับสาวน้อยผู้นี้แทน

         

        นับว่าเป็นโชคร้ายของนางอย่างแท้จริง

         

        เฟิงเหลยเชิดหน้าขึ้นลอยตัวราวกับเทพสงครามสันมือยกขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าของกงซุนเอ๋อร์ก็ยิ่งย่ำแย่

         

        “ช้าก่อน...ข้ายอมแพ้”นางรีบพูดอย่างตะกุกตะกักก่อนจะทะยานร่างน้อยๆ ลงจากเวที

         

        กงซุนเอ๋อร์ได้อันดับที่สิบสอง!

         

        เฟิงเหลยรั้งมือกลับใบหน้าซีดเผือดเขาอดกลั้นมาสักพักก็ร่วงหล่นอย่างรวดเร็ว ไม่คาดคิดว่าคู่เขาจะจบเร็วที่สุดเฟิงเหลยไม่ดื้อด้านอยู่ต่อเดินลงจากเวทีในทันที

         

        เฟิงเหลยอันดับที่สิบเอ็ด!

         

        ...

         

        บัดนี้บนเวทีประลองเหลือเพียงสิบคนสุดท้ายเท่านั้น

         

        ดูเหมือนว่าหวังหลิ่งจะเริ่มพลาดพลั้งอยู่บ้างก็เกิดเซถลาไปหาหนิงเฟยหลงที่กำลังตะลุมบอนอยู่กับกานฮ่าว

         

        “สหายช่วยข้าที”หวังหลิ่งเอ่ยขอความช่วยเหลืออย่างไม่ลังเล อย่างไรเสียการต่อสู้กับยอดอัจฉริยะสามคนก็อาจจะเกินตัวไปเสียบ้างและยิ่งเห็นการต่อสู้ที่ดูเหมือนจะดุเดือดแต่สีหน้าของสหายเหวินยังคงสงบก็ไม่รู้ว่าจะต้องเอ่ยสิ่งใดมากกว่าขอความช่วยเหลือ

         

        หนิงเฟยหลงยิ้มมุมปากกระบี่ก็พลันเร็วขึ้นดุจสายฟ้าฟาดจู่โจมเข้าไปใบหน้ากานฮ่าวก็เหยเกถอยหลังพรวดหนิงเฟยหลงจึงใช้จังหวะนี้ใช้กระบวนท่าสะบั้นสายลมตรงเข้าใส่หานชิงเหยาผู้บ่มเพาะพลังจิตผู้นั้นด้วยความที่ไม่ทันสังเกตจึงยากจะต้านรับแผ่นโล่พลังจิตที่สร้างขึ้นอย่างเร่งรีบก็แตกกระจายเป็นชิ้นๆนางกรีดร้องด้วยความตกใจ เกรงว่าลำตัวจะขาดออกจากกัน

         

        แต่โชคดีที่หนิงเฟยหลงรั้งพลังไว้ได้ทันหวังหลิ่งใช้โอกาสนี้โจมตีหานชิงเหยาซ้ำเติมจนตกเวทีไปอย่างงุนงงเมื่อครู่นางกำลังไล่ต้อนหวังหลิ่งอยู่ จู่ๆก็มีคลื่นกระบี่ปริศนาจะเข้ามาหั่นตัวนาง ต่อมากลับไม่เป็นไรเพียงแต่จู่ๆก็ลงมาอยู่ที่พื้นเบื้องล่างแล้ว

         

        หวังหลิ่งหัวเราะร่าการประสานงานของทั้งคู่ช่างยอดเยี่ยม แม้แต่ผู้อาวุโสยอดสำนักยังอดยิ้มไม่ได้

         

        แต่สักพักก็รู้สึกว่าบนศีรษะเกิดแรงกระเพื่อมอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างฉับพลันจึงแหงนหน้ามองดวงตาของหวังหลิ่งแทบเหลือกถลน ภาพกานฮ่าวเหวี่ยงพลองทองเหลืองที่เต็มไปด้วยเพลิงอัคคีขนาดหลายสิบจั้งฟาดลงมามองดูแล้วก็ยิ่งตกใจ

         

        หนิงเฟยหลงมีสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อยทะยานตัวขึ้นไปรับพลองนั้นไว้ด้วยหมัดพิฆาตเพลงกระบี่สายลมสลับกับหมัดดูแล้วเป็นท่วงท่าที่พิลึกชอบกล

         

        หวังหลิ่งรอดหวุดหวิดแต่ก็ไม่นึกกังวลอีกเขายกกระบี่สำแดงพลังปราณสายลมก็มารวมตัวที่เขาราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ

         

        “ท่องสายลมตะวันออก”

         

        วูบวาบหวังหลิ่งไปปรากฏตัวที่ด้านหน้าหลินฟงพร้อมกับกระบี่ที่หวังจะพาดผ่านลำคอของอีกฝ่ายหลินฟงใบหน้าเหี้ยมเกรียมก็ปล่อยหมัดออกเกิดเสียงสะท้อนก้องกังวานทั้งคู่ถอยถลาออกจากกันหลายสิบก้าวจึงหยุดลง แววตาสะท้อนความไม่อยากจะเชื่อ

         

        “หมัดก้องสะท้อนคลั่ง?”ฝูงชนซุบซิบขึ้น วิชานี้เป็นวิชาหมัดขึ้นชื่อเป็นยอดวิชาขั้นปฐพีหลินฟงผู้นี้กลับสามารถฝึกฝนมันได้ก็สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้คนยิ่งแล้วเดิมทีแทบไม่มีใครสนใจหลินฟง แต่เมื่อลงมือแล้วจึงบังเกิดความน่าอัศจรรย์

         

        “ที่แท้ก็ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยใครกันที่เข้ามารอบสุดท้ายแล้วยังนับว่าโชคช่วยได้?”หลายคนพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนี้

         

        ทุกคนจำต้องประเมินหลินฟงใหม่หมดแม้แต่กานฮ่าวยังกลับมามองอย่างช่วยไม่ได้

         

        “หลินฟงเจ้าจัดการหวังหลิ่งซะข้าจะจัดการเหวินเหลียงเอง”

         

        กานฮ่าวกล่าวแล้วก็ไม่ได้สนใจหลินฟงอีกเขาตั้งใจจะจบศึกนี้ให้รวดเร็วแล้วไปช่วยเจียงเหม่ยหลินที่กำลังต่อสู้กับองค์หญิงฉู่เยว่ต่อไม่คิดเข้าไปตะลุมบอนกับกลุ่มองค์ชายแล้วเพียงแค่หนิงเฟยหลงก็รู้สึกเหนื่อยเต็มกลืน

         

        ตูม!

         

        พลังยุทธ์ของกานฮ่าวพุ่งทะยานถึงขั้นที่สี่เข้าสู่พิภพฝูงชนล้วนพากันเบิกตากว้าง ชายผู้นี้ไปถึงขั้นที่สี่แล้ว!

         

        น่าตกใจยิ่ง!

         

        ต้องรู้ก่อนว่าการทะลวงขอบเขตแดนพิภพไม่ใช่เรื่องง่ายแต่กลับมีคนก้าวขึ้นไปถึงขั้นที่สี่ทั้งที่อายุเพียงสิบเจ็ดปีเนี่นนะมันจะไม่เกินไปหน่อยหรือ? หากมองทั้งเวทีประลองนี้เห็นทีจะมีเพียงสามคนที่หยุดยั้งมันได้แต่ทั้งสามก็ล้วนเป็นยอดฝีมือที่แท้จริงสามคนนั้นก็ยังประชันฝีมือกันอยู่ด้วยในตอนนี้

         

        องค์ชายฉินองค์ชายเว่ยและองค์ชายฉีทั้งสามไม่ได้ปกปิดเรื่องที่ตนมีพลังยุทธ์สูงล้ำกว่าขั้นที่สี่

         

        ผู้อาวุโสสตรีจากสมาพันธ์ก็พลันยิ้มหัวเราะขึ้น“นี่คือพลังที่แท้จริงของฮ่าวเอ๋อร์ เจ้าเด็กสารเลวนั่นคงไม่รอดแล้ว”

         

คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน