แสงตะวันยามเช้าสาดส่องลอดหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามาในห้องโถงอาหาร ทว่าบรรยากาศกลับอึดอัดดั่งมวลอากาศที่หนักอึ้งก่อนพายุจะพัดกระหน่ำ เว่ยเสวี่ยเหลียน ก้าวเดินอย่างแช่มช้ามายังโต๊ะอาหารในชุดไว้ทุกข์สีขาวบริสุทธิ์ชั้นเลิศ ทว่าความขาวสะอาดนั้นกลับเป็เพียงภาพลวงตาที่ฉาบเคลือบความโสมมไว้เบื้องล่าง
ทุกครั้งที่ขยับกาย กลิ่นคาวข้นอันเป็เอกลักษณ์ของบุรุษเพศจะโชยสวนขึ้นมาจากใต้ชุดชั้นใน ผ้าเกาะอกที่รัดรึงอยู่เหนือทรวงอกนั้นบัดนี้ชุ่มไปด้วยน้ำกามของสุนเก่อที่เริ่มจะเหนียวเหนอะและแห้งกรังดั่งกาว กลิ่นนั้นโชยวนอยู่รอบกายจนนางเองยังรู้สึกสะอิดสะเอียน นางลอบสังเกตเห็นเหล่าสาวใช้ที่ยืนคอยรับใช้อยู่ห่างๆ ต่างพากันย่นจมูกและมองสบตากันด้วยความฉงน พวกนางแสร้งทำเป็จัดเตรียมสำรับอาหาร แต่สายตากลับลอบมองหาที่มาของกลิ่นคาวโลกีย์ที่รุนแรงเกินกว่าจะเป็กลิ่นเครื่องหอมใดๆ
“เฉิงเอ๋อร์... ทานข้าวเถิดลูก วันนี้เ้าต้องใช้แรงอีกมาก”
เสวี่ยเหลียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยขณะนั่งลงตรงข้ามกับ เว่ยเฉิง ลูกชายตัวน้อยที่เอาแต่นั่งก้มหน้านิ่ง เด็กน้อยนั้นสนิทสนมกับบิดาเสมอจนเมื่อบิดาจากไปก็ซึมอย่างนี้มาตลอด ขอบตาของเขาแดงช้ำและผิวหน้าซีดเผือด ยามที่ลมพัดผ่านร่างของมารดามาถึงเขา กลิ่นคาวจัดนั้นก็พุ่งเข้าปะทะจมูกอย่างจัง เว่ยเฉิงย่นจมูกเงยหน้าขึ้นมองมารดา
“มารดาได้กลิ่นอะไรไหม”
นางปั้นหน้าสงสัย
“กลิ่นอะไรเหรอทำแม่ไม่เห็นได้กลิ่น”
เสวี่ยเหลียนจึงพยายามเบี่ยงเบนความสนใจลูกชายด้วยการเอาใจลูกด้วยการใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาและผักน้ำมันหอยชิ้นที่งามที่สุดใส่ลงในชามของเขาอย่างนุ่มนวล
“ทานนี่นะลูก... ของโปรดของเ้าทั้งนั้น แม่รู้ว่าเ้าเสียใจ แต่เ้าต้องเข้มแข็งเพื่อพ่อของเ้านะ”
นางเอ่ยคำพูดสวยหรูทั้งที่ในใจกำลังกรีดร้อง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนอยู่ในอก เมื่อนึกถึงว่ายอดปทุมถันที่นางเพิ่งใช้มันรองรับน้ำกามของฆาตกร ตอนนี้กำลังซ่อนตัวอยู่ใต้ชุดขาวที่ดูบริสุทธิ์ต่อหน้าลูกชายผู้น่าสงสาร เสวี่ยเหลียนต้องข่มกลั้นน้ำตาและพยายามทำตัวให้ปกติที่สุด โดยหารู้ไม่ว่ากลิ่นคาวที่โชยออกมานั้น กำลังตอกย้ำความแตกสลายในใจของลูกชายทีละน้อยในทุกๆ ลมหายใจเข้าออก
ขบวนเคลื่อนศพของตระกูลเว่ยเคลื่อนออกจากคฤหาสน์อย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติเศรษฐีแห่งหยางโจว เสียงกลองและฉาบดังประสานกับเสียงนักบวชที่สวดส่งิญญาดังระงมไปทั่วท้องถนน ผู้คนในเมืองต่างพากันหยุดยืนดูขบวนผ้าสีขาวที่ทอดยาวราวกับัหิมะ เว่ยเสวี่ยเหลียน เดินประคองป้ายิญญาด้วยใบหน้าที่นองน้ำตา ทว่าภายใต้ชุดขาวที่ดูสูงส่งนั้น นางกำลังเผชิญกับนรกที่มองไม่เห็น
แสงแดดอ่อนๆ ยามสายเริ่มแผดเผา ทำให้อุณหภูมิในร่างกายของนางสูงขึ้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความทรมาน คราบน้ำอสุจิของสุนเก่อที่เคยชุ่มโชกบัดนี้เริ่ม แห้งกรัง จนกลายเป็แผ่นฟิล์มเหนียวตึงเกาะอยู่บนผิวหน้าอกและยอดปทุมถัน ทุกครั้งที่นางสูดลมหายใจหรือก้าวเดิน แผ่นคราบกามนั้นจะดึงรั้งผิวเนื้อนุ่มจนเจ็บแปลบประหนึ่งถูกตีตราด้วยเหล็กนาบ ความร้อนทำให้กลิ่นคาวที่ถูกปกปิดไว้เริ่ม “ระเหย” โชยผ่านสาบเสื้อออกมาอย่างรุนแรงจนนางรู้สึกเหมือนตนเองเป็ซากศพที่เน่าเปื้อนด้วยกามราคะ
ในจังหวะที่ขบวนหยุดชะงักเพื่อรอเปลี่ยนทาง สุนเก่อ ที่เดินคุมบ่าวไพร่อยู่ข้างกายก็ขยับเข้ามาประชิดนาง แสร้งทำเป็ประคองนายหญิงที่ดูอ่อนแรง แต่มันกลับใช้มือที่หยาบกร้านราวกับหนังคางคก ล่วงละเมิด เข้าไปใต้ผ้าคลุมบีบขยำก้นงอนงามของนางอย่างแรงจนนางแทบจะกรีดร้องออกมา
“ฮูหยิน... กลิ่นของท่านวันนี้ช่าง ‘เย้ายวน’ ยิ่งนัก”
มันก้มลงมาใกล้จนจมูกอัปลักษณ์ของมันแทบจะซุกอยู่ที่ต้นคอของนาง มันทำจมูก ฟุดฟิด สูดดมกลิ่นคาวที่ระเหยออกมาจากอกนางอย่างจงใจ ก่อนจะแสยะยิ้มเยาะเย้ยที่เห็นนางตัวสั่นเทิ้มด้วยความอัปยศ “ดูท่าสามีของท่านคงจะชอบกลิ่นนี้นะ ข้าได้กลิ่นมันลอยไปถึงโลงศพโน่นแน่ะ”
เสวี่ยเหลียนอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี เมื่อสังเกตเห็นว่าแเื่ที่เดินอยู่ใกล้ๆ เริ่มทำหน้าแปลกๆ และหันไปกระซิบกระซาบกันยามที่ลมพัดเอากลิ่นคาวจากตัวนางไปปะทะจมูกพวกเขา ทว่าสิ่งที่ตลกร้ายที่สุดคือ ร่างกายที่วิปริต ของนางเอง ยามที่ถูกสายตาคนรอบข้างจับจ้องด้วยความสงสัย และยามที่มือของพ่อบ้านบีบเค้นทำลายเกียรติยศ กึ่งกลางกายของนางกลับเริ่มอุ่นซ่านและ เยิ้มแฉะ ออกมาจนรู้สึกได้ถึงความชื้นที่ง่ามขา
นางสับสนระหว่างความโกรธแค้น ความอายที่ต้องแบกคราบอสุจิฆาตกรไปงานศพสามี และความเงี่ยนที่ถล่มเข้ามาอย่างไม่รู้จักกาลเทศะ เสวี่ยเหลียนได้แต่ก้มหน้านิ่งปล่อยให้น้ำตาไหลพรากเพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าเป็น้ำตาแห่งความโศกเศร้า ทั้งที่ความจริงมันคือน้ำตาแห่งความสูญเสียในศิลาแห่งจริยธรรมที่กำลังพังทลายลงไปพร้อมกับดินที่กำลังจะฝังกลบสามีของนางในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า
เมื่อดินก้อนสุดท้ายถูกฝังกลบหลุมศพของฟางหรงจนมิด บรรยากาศรอบหลุมศพที่ตั้งอยู่บนเนินเขาชานเมืองหยางโจวก็เต็มไปด้วยความหดหู่ เหล่าแเื่ผู้ทรงเกียรติเริ่มเดินเข้ามาล้อมรอบตัว เว่ยเสวี่ยเหลียน เพื่อกล่าวคำลาและปลอบโยน ทว่าความร้อนจากแสงแดดที่แผดเผาลงบนชุดสีขาวกลับทำหน้าที่เป็ตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดี กลิ่นคาวอสุจิที่แห้งกรังอยู่ภายใต้เกาะอกเริ่มระเหยโชยออกมาอย่างรุนแรงและชัดเจนขึ้นทุกขณะ
“ฮูหยินเว่ย โปรดถนอมสุขภาพด้วย...” คหบดีโจว พ่อค้าาุโที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดชะงักคำพูดไปกลางคัน จมูกของเขาขยับฟุดฟิดก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น “เอ๊ะ... กลิ่นคาวอะไรกัน? หรือแถวนี้จะมีซากสัตว์ตายอยู่ใกล้ๆ?”
“ข้าก็ได้กลิ่นเช่นกันท่านคหบดี” ใต้เท้าเฉิน ที่ยืนอยู่อีกด้านสมทบพลางใช้แขนเสื้อปิดจมูก “กลิ่นคาวจัดเหมือนพวกบ่าวไพร่ที่เพิ่งเสร็จกิจกาม... ช่างเสียดายนัก พิธีที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้กลับมีกลิ่นอัปมงคลลอยมาทำลายบรรยากาศ”
เสวี่ยเหลียนยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ใจของนางเต้นรัวโครมครามด้วยความหวาดระแวงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ทุกครั้งที่มีคนบ่นเื่กลิ่นหรือทำท่าทางรังเกียจ ก้อนเนื้อในอกของนางจะบีบรัดด้วยความอับอายถึงขีดสุด ทว่าในทางกลับกัน ร่างกายส่วนล่างของนางกลับตอบสนองต่อคำวิพากษ์วิจารณ์เ่าั้อย่างวิปริต
“พวกเขากำลังดมกลิ่นของข้า... กลิ่นอสุจิของพ่อบ้านที่อยู่บนตัวข้า” ความคิดนั้นวนเวียนอยู่ในหัว และทุกครั้งที่เสียงบ่นเื่ "กลิ่นคาวโลกีย์" ดังขึ้น น้ำหวานเบื้องล่างของนางก็ยิ่งไหลเยิ้มออกมาจนรู้สึกได้ถึงความแฉะชื้นที่ซึมผ่านกางเกงชั้นในเนื้อบาง นางรู้สึกถึงหยาดน้ำแห่งความเงี่ยนที่ไหลรินออกมามากกว่าทุกครั้งที่เคยประสบมาในชีวิต กลิ่นที่นางหวาดกลัวว่าผู้อื่นจะจับได้ กลับเป็สิ่งที่ปลุกปั่นอารมณ์ใคร่ที่ถูกกดทับไว้ให้ปะทุขึ้นมาอย่างน่าอดสู
“สงสัยจะเป็กลิ่นน้ำเน่าเสียจากลำคลองเบื้องล่างกระมังท่านแเื่” สุนเก่อ ก้าวเข้ามาแทรกกลางขบวนสนทนาด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ มันจงใจเดินเข้ามาประชิดตัวนางเอกจนไหล่เบียดกัน เพื่อให้แขกเ่าั้ได้รับกลิ่นคาวจากตัวนางชัดขึ้นไปอีก “ฮูหยินของข้าก็ดูจะทนไม่ไหวกับกลิ่นนี้แล้ว เห็นไหมว่านางสั่นไปทั้งตัวทีเดียว”
สุนเก่อแอบใช้ศอกกระทบกับสีข้างของนางเอกเบาๆ ย้ำเตือนให้รู้ว่ามันกำลังสนุกกับความทรมานของนาง เสวี่ยเหลียนได้แต่ก้มหน้าหลบตา แสร้งทำเป็สะอื้นไห้ซบหน้าลงกับผ้าเช็ดหน้าเพื่อปกปิดสีหน้าที่แดงซ่านจากความรัญจวนที่ไม่อาจควบคุม นางสบสนจนแทบเสียสติ... รังเกียจตัวเองที่มียางอาย แต่ร่างกายกลับรุ่มร้อนแฉะชื้นไปกับคำประจานถึงกลิ่นคาวที่ติดกาย
ความมืดมิดเข้าปกคลุมคฤหาสน์ตระกูลเว่ยในคืนที่ลมพัดกรรโชก ภายในห้องโถงิญญาที่เพิ่งประดิษฐานป้ายชื่อของสามีได้ไม่กี่ชั่วยาม แสงเทียนสลัวเผยให้เห็นเงาร่างสองร่างที่ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นั้นจนหมดสิ้น สุนเก่อ ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าป้ายิญญาของฟางหรง มันควักอาวุธั์ที่ดำคล้ำและขยายตัวจนเส้นเืปูดโปนออกมาจ่อหน้าป้ายไม้สีดำ ราวกับจะประกาศชัยชนะเหนือผู้ตาย
ที่แท้เท้าของมัน เว่ยเสวี่ยเหลียน ในชุดไว้ทุกข์ที่ยังไม่ได้ผลัดเปลี่ยน กำลังคุกเข่าใช้ปากและลิ้นปรนเปรออสุรกายแท่งนั้นอย่างบ้าคลั่ง นางใช้มือเรียวทั้งสองข้างรวบกำรอบโคนควยที่หนาจนล้นมือ รูดรั้งขึ้นลงอย่างหนักหน่วงขณะที่ริมฝีปากนุ่มโอบล้อมส่วนปลายที่บวมเป่ง ลิ้นสีชมพูละเลียดลากผ่านรอยหยักและร่องลึกอย่างรู้งาน เสียงดูดกลืนดังคาวหูสะท้อนก้องห้องโถงอันเงียบสงัด
“อา... ดูสิฮูหยิน สามีท่านกำลังเบิกตามองดูเมียรักรับน้ำกามข้าอยู่บนแท่นิญญานั่น!” สุนเก่อแค่นหัวเราะพลางจิกทึ้งผมของนาง “ตอนเช้าที่ข้าฉีดอสุจิรดหน้าอกเ้า แล้วบังคับให้เ้าแบกกลิ่นคาวนั่นไปยืนข้างหลุมศพมัน... เ้ารู้สึกอย่างไรบ้างล่ะ? เ้าชอบมันใช่ไหม หีเ้าถึงได้แฉะจนส่งกลิ่นโชยไปทั่วพิธีขนาดนั้น!”
คำพูดหยาบช้าที่ตอกย้ำความอัปยศเมื่อ่กลางวันกลับกลายเป็ดั่งเชื้อไฟ เสวี่ยเหลียนรู้สึกถึงแรงกระตุ้นวิปริตที่แล่นพล่านไปทั่วกาย นางถลึงตามองพ่อบ้านด้วยแววตาอาฆาตแค้นราวกับจะฆ่าคนเบื้องหน้าให้ตายคามือ ทว่าร่างกายที่ทรยศกลับทำงานสวนทาง นางเผลอเร่งจังหวะปากและลิ้นดูดรัดแท่งเนื้อนั้นรุนแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ปรนเปรอฆาตกรที่ฆ่าสามีอย่างสุดแรงเกิดด้วยสัญชาตญาณความร่านที่ถูกปลุกให้ตื่น
เมื่อเห็นนางเอกเริ่มเข้าสู่ภวังค์แห่งกามรส สุนเก่อก็คำรามก้อง มันใช้มือใหญ่บีบหัวนางไว้แน่นก่อนจะกระแทกสะโพกโยกเอาจนสุดลำ ปากของนางถูกอาวุธั์อุดจนมิด ลึกเข้าไปถึงหลอดลมจนนางเกือบขาดใจตาย ตัวสั่นกระตุกเหมือนปลาขาดน้ำ ก่อนที่พ่อบ้านจะแช่ความแข็งขืนไว้และฉีดพ่นน้ำกามข้นคลั่กพุ่งเข้าสู่ลำคอของนางระลอกแล้วระลอกเล่า
น้ำคาวร้อนระอุพุ่งย้อนขึ้นสู่โพรงจมูกจนเสวี่ยเหลียนสำลักอย่างรุนแรง เมื่อสุนเก่อถอนควยออกมา นางก็ทรุดลงไอโขลกอยู่บนพื้น น้ำอสุจิทะลักออกมาทั้งทางปากและรูจมูกจนเปรอะเปื้อนใบหน้าสวยล่มเมือง กลิ่นคาวจัดคละคลุ้งเต็มจมูกและลำคอจนนางแทบจะอาเจียน
“ฮ่าๆๆ ไอจนน้ำหูน้ำตาไหลเชียวรึ... หรือว่าชอบจนหยุดไม่อยู่ล่ะฮูหยิน?” สุนเก่อก้มลงถามพลางใช้ปลายเท้าเขี่ยคางของนางขึ้นมาสบตาที่ยังคงฉายแววอาฆาต “เมื่อคืนเ้าก็สำแดงความร่านข้างโลงศพให้ร่างมันเห็นไปแล้ว... คืนนี้ฝังศพเสร็จ ิญญามันเพิ่งกลับมาสถิตที่ป้าย ข้าว่าเ้ามา ‘แสดง’ ให้ป้ายิญญามันเห็นดีกว่า ว่าร่างกายเ้าโหยหาความดิบเถื่อนของข้าขนาดไหน!”
เสวี่ยเหลียนหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ภาพการเย็ดป่าเถื่อนบนฝาโลงเมื่อคืนย้อนกลับมาหลอกหลอนจนนางสั่นไปทั้งตัว