ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 34 ปาร์ตี้ริมสระ

              บรรยากาศบริเวณหน้าซันพลาซ่ามีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องผู้คนจำนวนมากช่วยกันสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่ ๆบ้างก็กำลังติดตั้งเต็นท์หรือจัดเตรียมพื้นที่เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย เสียงค้อนตอกไม้และเสียงพูดคุยปนเปไปกับเสียงหัวเราะบางเบาของเด็กๆ ที่วิ่งเล่นอยู่ข้าง ๆ กลิ่นอาหารที่ถูกปรุงจากเตาตั้งพื้นลอยอบอวลไปทั่วบริเวณทำให้พื้นที่ดูมีชีวิตชีวาแม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากก็ตาม


              ‘มีคนกล่าวเอาไว้ว่า 'สิ่งสำคัญคือการปรับตัว' เมื่อมนุษย์เผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ก็มักจะคิดว่า'ต้องมีใครมาอธิบายให้ฟังแน่' พวกเขาหยุดกระบวนการคิดทั้งหมดลงและนั่งเฉยๆ ในสถานการณ์นั้นเอง... แต่ว่าฉันไม่ใช่’


              “ชื่อของฉัน ‘นากายามะ มุโรยะ’ด้วยศักดิ์ศรีของสุดยอดนักข่าวภาคสนามคนนี้จะบันทึกเรื่องราวทุกซอกทุกมุมในโลกปริศนาความจริงเบื้องหลังโลกแห่งนี้จะต้องค้นพบให้ได้”


              นากายามะกล่าวก่อนจะถือกล้องไล่สัมภาษณ์คนที่อยู่ในชุมชนเพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐานว่าพวกเขาเคยมีชีวิตอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้


              "นายพยายามหา 'คำตอบ' มาอย่างยากลำบากเลยงั้นสิ น่าเศร้าชะมัด คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วอย่างนายไม่รู้สักเรื่องมันทำให้อยู่ไม่ได้งั้นเรอะ—หรือว่าจะยอมรับเรื่องแบบนี้ไม่ได้? แต่บางครั้งโลกมันก็แบบนี้ล่ะในสังคมสงครามอาจอุบัติขึ้นมาได้ทุกเวลารู้ตัวอีกครั้งอาจจะกำลังวิ่งหนีระเบิดอยู่โน่นก็ได้”


              ชายคนหนึ่งกล่าวเขาพิงราวเหล็กสูบบุหรี่เข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนหันหน้าจ้องมองมาทางกล้องอีกครั้ง สายตาเขาแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าและขมขื่นเสียงหายใจออกผสมกับควันบุหรี่ที่ลอยออกมาเป็นเส้นบาง ๆทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาดูหม่นหมอง


              “ไม่พึงพอใจสถานที่นี้รึไง?พวกเราอยู่กับปัจจุบันการละสายตาจากสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้ไม่คิดว่าล้มเหลวในฐานะสัตว์โลกเลยรึ?"


              ภาพโคลสอัพไปที่ใบหน้าชายคนดังกล่าว


              "กฎระเบียบทางสังคมถ้ามันถูกทลายไปมนุษยชาติจะอยู่ได้ยังไง!การค้นพบความจริงมันสำคัญและมีความหมายมากแค่ไหน ต้องมีใครสักคนทำมันให้ลุล่วงสิ!"


              เสียงของนากายามะผู้อยู่หลังเลนส์กล้องตอบโต้อย่างไม่เห็นด้วย


              "น่าน่า...อย่าพึ่งฉุนกันสิพ่อนักข่าว"


              "ขอโทษด้วยนะแต่ฉันไม่สนใจ 'คำตอบ' ที่ว่านั่นสำหรับฉันแล้ว ที่นี่คือสรวงสวรรค์แห่งความสงบอันหาได้ยากยิ่งท่ามกลางพายุโลกใบนี้เหมาะสมกับฉันมากกว่า พวกที่ควานหามันไม่ใช่คนที่ใช้ชีวิตอย่างมนุษย์"


              ชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านเข้ามาในเลนส์กล้องแล้วเอ่ยขึ้นบ้าง


            “นี่ในหัวของนายยังยึดติดกับวิทยาศาสตร์ยุคเก่าอีกรึไงรู้สึกร้อนใจที่มนุษย์หาความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกนี้ไม่ได้? บางครั้งความจริงบางอย่างไม่ต้องรู้อาจจะดีกว่าก็ได้แค่ต้องเอาชีวิตรอดไปวัน ๆ ก็ลำบากพอแล้ว ไม่มีเวลาไปหาความจริงห่าเหวอะไรนั่นหรอก”


              "จะอะไรก็ช่างมีแต่คนโง่เท่านั้นที่ยอมรับแต่สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าและไม่คิดอะไรลึกซึ้งไปกว่านั้น ฉันจะต้องรู้ 'คำตอบ'ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเราให้ได้!"


              นากายามะกล่าวในฐานะที่มีจิตวิญญาณของนักข่าวอยู่เต็มเปี่ยมพลางหันกล้องไปถ่ายเด็ก ๆ ที่กำลังเล่นอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเสียงหัวเราะสดใสของเด็ก ๆ ช่วยสร้างความหวังและกำลังใจให้กับผู้ใหญ่ที่มองเห็นมันเป็นภาพที่ตัดกับความยากลำบากของสถานการณ์ปัจจุบันอย่างชัดเจนแต่ก็เป็นสิ่งที่เตือนให้ทุกคนระลึกถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่และการปรับตัว


              “แล้วเธอล่ะ คิดเหมือนยังไงกับเรื่องพวกนี้”


              กล้องค่อย ๆ ซูมออกแพนไปยังเด็กหนุ่มผู้ถือดาบคาตานะ ซึ่งกำลังยืนฟังพวกผู้ใหญ่ทุ่มเถียงกันอยู่ใกล้ๆ


              “เอ่อ...”


              ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะถูกตั้งคำถามอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวจึงเกิดความลังเลที่จะเอ่ย


              “เอาน่าลองพูดออกมาเถอะ”


              เสียงคะยั้นคะยอของนากายามะดังขึ้นจากหลังกล้อง


              “…สำหรับผมคิดว่าสิ่งมีชีวิตทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อพบจุดจบเหมือนที่ตอนนี้เราติดอยู่ในกับดักของวัฏจักรชีวิตและความตาย...ถ้าเราฝืนไม่ให้จุดจบนั้นมาถึงก่อนเวลาได้ สักวันก็คงได้รับ ‘คำตอบ’ นั้น... ล่ะมั้งครับ”


              จุดจบ...แม้ว่าแนวคิดเชิงนามธรรมนี้จะปรากฏต่อหน้าผู้คนส่วนใหญ่ แต่ก็ยังยากที่จะเข้าใจสำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์แล้ว สิ่งที่มองเห็นแต่ไม่อาจเข้าใจได้นั้นน่ากลัวที่สุด



     

              “ร้อยห้าสิบเอ็ดร้อยห้าสิบสอง ร้อยห้าสิบสาม—”


              บรรยากาศในห้องพักของโรงแรมซันพลาซ่าดูเงียบสงบและมีความเรียบง่ายห้องพักถูกตกแต่งอย่างสวยงามด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้สดในแจกันที่วางอยู่บนโต๊ะ


              เรย์กำลังออกกำลังกายยามเย็นภายในห้องพักเขาวิดพื้นด้วยมือข้างเดียวเพื่อเพิ่มกำลังแขน เหงื่อมากมายไหลหยดย้อยชโลมกาย


              เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง สะท้อนผ่านผนังที่มีวอลล์เปเปอร์สีครีมตามด้วยเสียงเรียกของเคนจิ


              “เฮ้เพื่อนเลิฟวันนี้คุณโทชิโร่เรียกให้หน่วยสำรวจไปรวมตัวกันที่บนดาดฟ้าแหนะ”


              เคนจิเอ่ยทักทันทีเมื่อเขาบอกให้อีกฝ่ายเปิดประตูเข้ามา


              เรย์จึงหยุดวิดพื้นยืนขึ้นแล้วยืดกล้ามเนื้อให้คลายตัว เสียงกระดูกที่ยืดออกดังเบา ๆพร้อมกับความรู้สึกผ่อนคลายที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง


              “ทีมอื่น ๆ ล่ะ?”


              เขาถามพลางยืดกล้ามเนื้อส่วนไหล่


              “อยู่ที่บนดาดฟ้ากันเกือบหมดแล้วเหลือแต่นายนี่แหละ”


              “งั้นเหรอ—ขอโทษที คุณโทชิโร่มีเรื่องด่วนอะไรถึงเรียกรวมตัวกันตอนนี้”


              เขาถามอย่างสงสัยเพราะเมื่อสองวันก่อนหลายทีมเพิ่งผนึกกำลังกันไล่กวาดล้างพวกซามูไรปีศาจที่ยึดครองพื้นที่แถบโรงเรียนมัธยมหญิงล้วนเอกชนโอสึมะไปหมาด ๆ เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับหาเสบียงเพิ่มเติม


              “ก็ไม่เชิงว่าด่วนหรอกเห็นว่าอยากจัดปาร์ตี้ฉลองเนื่องในโอกาสอะไรสักอย่างของเขาน่ะ— เฮ้ ๆ นี่มันชุดชั้นในผู้หญิงนี่หว่า โอ้โห... รสนิยมดีเสียด้วยเป็นของผู้ใดกันนะ”


              เคนจิเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก้มลงไปหยิบชุดชั้นในลายลูกไม้ดูหรูหราที่วางหมิ่น ๆ อยู่ข้างเตียงขึ้นมาชูให้อีกฝ่ายดู


              “...”


              เรย์ย่นคิ้วเดินไปคว้าหมับออกจากมือเคนจิแล้วโยนข้ามเตียงลงตะกร้าหวายอย่างแม่นยำ


              “เห็นชิโฮะบอกว่าพักนี้นายชอบแวะไปที่ห้องพยาบาลบ่อยๆ ร้ายไม่เบาเหมือนกันนี่”


              เคนจิชำเลืองมองมาทางเขาเอ่ยถามยิ้มๆ


              “ไร้สาระมันไม่ใช่อย่างที่นายคิดหรอกน่า”


              เรย์ที่ถูกทักเช่นนั้นย่อมรู้ดีว่าตัวเขานั้นแวะไปที่นั่นบ่อยจริงๆ เหตุผลนั่นก็เพราะช่วงที่เขาต้องออกไปหาเสบียงกับทีมเขามักจะแวะไปที่ร้านหนังสือเพื่อหานวนิยายที่หมอคัตสึรางิชอบนำกลับมาฝากให้เธอบ่อยๆ เพียงเท่านั้น


              แต่เรื่องนี้ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรให้มากความปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดไปแบบนั้นจะเป็นการดีกว่า เพื่อกลบเกลื่อนเรื่องบางอย่าง


              “เอาล่ะ...นายไปก่อนได้เลย ฉันคงออกไปในสภาพนี้ไม่ไหว ขออาบน้ำก่อนแล้วเดียวตามไป”


              เขาตัดบทดันเคนจิออกจากห้องพักก่อนที่เพื่อนของเขาจะมโนคิดไปไกล


              “ฮะฮ้าเดียวนี้หัดมีความลับกับฉันอีกแล้วนะพวก”


              เคนจิฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์แต่ก็ไม่ได้พยายามขืนตัวเมื่อถูกเพื่อนไล่ออกจากห้อง เรย์ปิดประตูตามหลังเพื่อนก่อนถอนหายใจเบา ๆ แล้วเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวเตรียมตัวชำระร่างกายเสียงน้ำไหลจากฝักบัวดังขึ้นพร้อมกับไออุ่นที่ค่อย ๆ กระจายออกมาทั่วห้องน้ำเสมือนพยายามชะล้างความเหนื่อยล้าและความกังวลทั้งหมดออกไป

     



              “ฉันคิดว่าทำแบบนี้มันเสียเวลาเปล่านะคะรุ่นพี่”


              มัตสึบาระป้ายซอสลงไปบนลูกชิ้นเนื้อย่าง


              “ปีศาจกำลังมาโจมตีเราแทนที่จะเอาเวลาไปเตรียมตัว งั่ม... กลับมานั่งฉลองแค่ชั่วระยะเวลาสั้นๆ ที่นี่เดียวรอศัตรูมันบุกเข้ามาได้... อึก ถึงตอนนั้นมันก็สายไปแล้ว”


              “ค่อยๆ กินไม่ต้องรีบ”


              โทชิโร่เอาบาร์บีคิวไม้ใหม่ส่งให้เธอดูออกเลยว่าเธอค่อนข้างชื่นชอบเป็นอย่างมาก


              “การทำงานกับการพักผ่อนมันต้องสมดุลกันมันถึงจะมีประสิทธิภาพ การเอาชนะพวกปีศาจมันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพักผ่อนวันนี้แค่วันเดียวยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ต้องตายอย่างน้อยก็เท่ากับว่าเราได้เคยมีความสุขกับการใช้ชีวิตยังไงล่ะ”


              “ไร้สาระ!”


              มัตสึบาระกลอกตาใส่คนปากเสียขณะมือรับเอาบาร์บีคิวมาจุ่มลงน้ำซอสรอบหนึ่ง ก่อนจะเอาไปย่างบนเตา


              โทชิโร่ยักไหล่ก่อนจะนำเนื้อย่างที่ถูกหั่นเป็นชิ้นหยิบใส่ปากบ้าง


              ภาพเบื้องหน้าเป็นงานปาร์ตี้เล็ก ๆที่จัดขึ้นรอบ ๆ สระว่ายน้ำในร่มที่เป็นหนึ่งในสิ่งอำนวยความสะดวกของโรงแรม ตั้งอยู่ในศูนย์ฟิตเนสของอาคาร ท่ามกลางแสงไฟนวล ๆ ที่สะท้อนกับผิวน้ำเสียงหัวเราะและการพูดคุยของคนที่เข้าร่วมงานสอดประสานกับเสียงกระโดดน้ำดังตู้ม แสดงถึงความผ่อนคลายของผู้คนแก้วเบียร์ถูกนำมาเรียงตั้งกันเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป


              “นี่ก็ผ่านมาตั้งหนึ่งเดือนแล้วหลังจากที่เจ้าอินูอิทรยศพวกเราดูเหมือนเจ้าพวกนั้นจะเคลื่อนไหวน้อยลงจนฉันรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดียังไงไม่รู้สิคะ”


              เสียงหัวเราะของทีมสำรวจสั่นไหวไปตามอากาศในยามค่ำคืนที่เย็นกำลังดีภายใต้ดวงจันทร์ซึ่งฉายแสงท่ามกลางหมู่เมฆผ่านหน้าต่างบานกระจกที่เปิดรับลม ในบรรยากาศแห่งความสุขและความหวังท่ามกลางความไม่แน่นอนของอนาคตที่รออยู่ข้างหน้า


              “ยังกังวลอยู่รึ”


              “แหงสิในนี้ไม่มีใครไม่กังวลบ้างล่ะค่ะ”


              มัตสึบาระมองค้อนน้อย ๆปากเขี้ยวอาหารจนแก้มตุ่ย


              “ถ้าสิ่งที่พวกนั้นต้องการคือกุญแจคงอยู่เงียบกันได้อีกไม่นานหรอก เท่าที่รู้ทางเราตอนนี้มีสองดอกกลุ่มผู้รอดชีวิตที่เอโกตะหนึ่งดอก และที่อิเกบูกูโระอีกสองดอก”


              “ตามข่าวที่สืบมาเจ้าพวกนั้นยังคงมีสามดอกเท่าเดิมเหลือเพียงดอกสุดท้ายที่ยังหาไม่พบสินะคะ... รุ่นพี่คิดว่าถ้ารวบรวมกุญแจได้ครบไอ้เจ้าสิ่งที่เรียกว่าราชาปีศาจนั่นจะปรากฏกายออกมาจริง ๆ หรือเปล่า”


              วินาทีนั้นพวกเขาเริ่มคำนึงถึงความเป็นไปได้ในเชิงเหนือธรรมชาติพลันคิดถึงอีกว่าเหตุที่โตเกียวต้องเผชิญกับวิกฤตล่มสลายทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะเรื่องเหนือธรรมชาติทั้งนั้นมิใช่หรือ


              “เธอก็เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเราสองเดือนที่ผ่านมาแล้วนี่จะเกิดอะไรขึ้นมากกว่านี้ฉันก็คงไม่ประหลาดใจอีกแล้วล่ะ”


              “รุ่นพี่คิดว่าพวกเราจะรอดไหมคะ”


              หญิงสาวถามด้วยสีหน้าจริงจัง


              “มัตสึบาระ...เธอเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ไหม?”


              โทชิโร่เอียงศีรษะถามซึ่งมัตสึบาระลังเลอยู่สามวินาทีก่อนตอบออกไป


              “...ฉันเชื่อ”


              “ทั้งฉันและคนที่นี่ต่างก็เชื่อ...คนที่เชื่อในปาฏิหาริย์ตัวเองก็คือปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งแล้วรู้ไหม”


              โทชิโร่เผยรอยยิ้มราวกับแสงตะวัน


              พรึบ!


              จู่ ๆไฟทั้งชั้นก็ดับลงพร้อมเสียงดนตรีซึ่งเงียบสงัดไปมัตสึบาระคว้าปืนที่เหน็บไว้ข้างเอวขึ้นมาปลดเซฟตี้อย่างตื่นตัวเตรียมพร้อม


              “ศัตรูบุกงั้นเหรอคะ!?”


              “ใจเย็น ๆทุกคนอย่าแตกตื่น ใช้มาตรการรับมือที่ซ้อมเอาไว้ แยกย้ายไปประจำตำแหน่งได้”


              โทชิโร่เอ่ยเสียงเครียดในขณะที่มัตสึบาระกำลังเดินออกไปก็เห็นทาดิชิเดินถืออะไรบางอย่างพร้อมแสงเทียนวูบไหวเดินสวนเข้ามา


              “แฮปปีเบิร์ดเดย์ทูยูแฮปปีเบิร์ดเดย์ทูยู—”


              แล้วเสียงปรบมือร้องเพลงอวยพรของทุกคนก็ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง


              “นี่ทุกคนรู้เห็นเป็นใจกันหมดยกเว้นฉันงั้นเหรอคะหัวหน้า”


              มัตสึบาระพึมพำให้อีกฝ่ายได้ยินด้วยความมืดโทชิโร่ไม่อาจเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจนว่ากำลังรู้สึกเช่นไรผ่านน้ำเสียงที่แสดงออก


              “อย่าบอกนะว่าเธอลืมวันเกิดตัวเองไปแล้วน่ะยัยบ้า”


              “…”




     

              “หลังเรื่องทุกอย่างจบลงพวกเราไปเที่ยวต่างประเทศกันเถอะ”



              เคนจิกล่าวพร้อมกับยกแก้วเหยือกบรรจุเบียร์เต็มอัตราขึ้นกระดกอึกใหญ่และเรอหนึ่งรอบจนชิโฮะเบ้หน้าใส่ด้วยความรังเกียจ


              ท่ามกลางงานเลี้ยงที่เพิ่งเริ่มต้นค่ำคืนนี้ไม่มีใครพูดคุยกันเรื่องหนัก ๆ บรรยากาศสนุกสนานชื่นมื่นยิ่งกว่าปกติเสียงหัวเราะงอหายดังเป็นพัก ๆ


              “อารมณ์ไหนของนายเนี่ยเคนจิ”


              ฮารุโตะเอ่ยถามด้วยสีหน้างงงวยเมื่ออีกฝ่ายก็โพล่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ขณะพวกเขาทั้งสี่ยืนพิงระเบียงมองวิวทิวทัศน์อันอ้างว้างของเมืองด้วยกันแม้ว่ายังคงมีแสงสีไม่ต่างจากวันวาน แต่หลายเขตในเมืองส่วนใหญ่แทบร้างผู้คน


              “ฉันน่ะฝันอยากไปเอกเขนกจิบมาร์การิตาโดยมีสาว ๆหุ่นนางแบบห้อมล้อมอยู่ริมหาดไหนสักแห่งที่มีปะการังกับต้นปาล์มแล้วก็หาดทรายขาว... พวกนายล่ะ ไม่คิดกันไว้เลยหรือไง”


              สีหน้าที่พวกเขาแสดงออกบ่งบอกให้รู้ว่าไม่เคยคิดถึงจุดสิ้นสุดของมันมาก่อนเลยความตึงเครียดในชีวิตแต่ละวันที่ได้รับ จึงผ่อนคลายในไม่กี่อึดใจก่อนแทนที่ด้วยบทสนทนาอันหาสาระไม่ได้


              “หนอย... ไอ้สาว ๆห้อมล้อมนั่นมันอะไรกัน ถ้ารุ่นพี่อยู่ตรงนี้ด้วย นายจะกล้าพูดแบบนี้ไหมเคนจิ!”


              เคนจิหัวเราะร่าอย่างไม่สำนึก


              “อ่อนหัดจังเลยนะที่มาคิดถึงเรื่องนั้นในเวลาแบบนี้”


              ฮารุโตะกล่าวพลางยักไหล่ให้กับความไร้สาระของอีกฝ่าย


              “เชอะคนที่เอาแต่ยืนตัวสั่นงก ๆ ตอนเกิดเรื่องอย่างนาย กล้าว่าฉันอ่อนหัดงั้นรึเจ้าบ้า”


              “คะ...ใครตัวสั่นเมื่อไหร่กันฟะถอนคำพูดเดียวนี้เลยนะ”


              ฮารุโตะหน้าระเรื่อแยกเขี้ยวใส่อีกฝ่าย เรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อน ๆ


              ถึงจะอยู่คนละหน่วยย่อยแต่ทุกคนต่างสังกัดกลุ่มของโทชิโร่เหมือนกันกระนั้นทั้งสี่คนก็ไม่ได้อยู่พร้อมหน้ากันมานานพอดูสาเหตุที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะพวกเขารับผิดชอบปฏิบัติการป้องกันภัยเคลื่อนที่จึงมีสัญญาณขอความช่วยเหลือและคำสั่งฉุกเฉินเข้ามาเป็นประจำและออกปฏิบัติงานคนละช่วงเวลา


              “ส่วนฉันน่ะ...ยังไม่เคยคิดอย่างจริงจังมาก่อนว่าตัวเองอยากทำอะไร ต้องการอะไร—ถ้าหลังจากนี้ยังมีชีวิตอยู่... ก็อยากลองไปเที่ยวรอบโลกดูสักครั้งเพราะเคยมีคนบอกฉันว่า ‘ขอแค่มีความพยายามวันหนึ่งก็จะพบสิ่งที่ตัวเองอยากทำ’ ซึ่งบางทีฉันอาจได้คำตอบจากการเดินทางนั่นก็ได้จริงไหม?”


              ท้ายประโยคเรย์หันมาทางชิโฮะ


              มีเรื่องที่อยากทำบ้างไหม คำถามนั้นเขายังตอบไม่ได้แม้กระทั่งตอนนี้แต่ว่าสักวันหนึ่งเขาเชื่อว่าต้องได้พบมันเหมือนที่เพื่อนสาวตรงหน้าได้กล่าวไว้อย่างแน่นอน


              “ฮิฮินายจำได้”


              “นี่นายก็เป็นไปกับเขาด้วยเหรอเนี่ยเรย์”


              ฮารุโตะมุ่ยปากไม่คิดว่าเขาจะเป็นอย่างเคนจิ


              “นายล่ะฮารุโตะไม่มีสิ่งที่อยากทำ อยากไปที่ไหน หรืออยากเห็นอะไรเป็นพิเศษเลยงั้นหรือ”


              เรย์ตอบคำถามอีกฝ่ายด้วยคำถาม


              “มาถามกันแบบนี้ฉันก็ไม่รู้สิ ฉะ... ฉันคง...”


              “…คงอะไรฟะไม่เห็นต้องอ้ำอึ้ง มีสิ่งที่อยากทำก็พูดออกมาเลยไม่เห็นต้องกลัว”


              “สารภาพรักกับคนที่ชอบล่ะมั้ง!”


              ฮารุหลับตาปี๋กล่าวออกมา


              “….”


              “อะไรกันเงียบทำไมนึกว่าพวกนายจะหัวเราะเยาะฉันซะอีก...”


              ฮารุโตะที่อุตส่าห์เตรียมใจไว้แล้วลืมตาเอ่ยถามขึ้นอย่างระแวดระวัง


              “ก็เจ๋งดีนี่หว่าฉันจะหัวเราะไปทำไมกัน”


              เคนจิชูเหยือกแก้วให้อีกฝ่ายยิ้มๆ แสดงความนับถือก่อนกระดกเบียน์ขึ้นดื่มอีกหนึ่งอึกใหญ่


              “เดียวนะฮารุโตะนายไปแอบหลงรักสาวที่ไหนล่ะเนี่ย ทำไมฉันถึงไม่รู้”


              ชิโฮะหรี่ตาถามด้วยความสงสัยจนเคนจิพ่นเบียร์ออกมาหนึ่งพรวดก่อนหัวเราะก๊ากเสียงดังลั่น


              “หัวเราะแบบนี้นายก็รู้ว่าเป็นใครงั้นเหรอบอกฉันมาเดี๋ยวนี้นะ!”


              เคนจิที่ได้ยินเช่นนั้นยิ่งหัวเราะดังยิ่งกว่าเดิมยิ้มอย่างมีเลศนัย ทำเอาเรย์อดหัวเราะตามไปด้วยไม่ได้ ปล่อยให้ฮารุโตะทำหน้ายืนเหมือนกลืนยาขมหลีกเลี่ยงการสบตากับชิโฮะ แม้ว่าเธอจะพยายามคาดคั้นแค่ไหนก็ตาม


              เรย์มองหน้าเพื่อน ๆที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ชีวิตอันสงบสุขถูกพรากไปนานจนเริ่มรู้สึกห่างเหิน เขาคิดถึงการไปโรงเรียนหัวเราะพร้อมกับทุกคน ปวดหัวกับเรื่องเล็กน้อยอย่างเรื่องอนาคต ความรักหรือสุดสัปดาห์จะไปเที่ยวที่ไหนดีแค่อยากกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอีกครั้งก็พอแล้ว ไม่ปรารถนาสิ่งใดไปมากกว่านี้


              “แล้วเธอล่ะชิโฮะถ้ารอดออกไปได้อยากจะทำอะไรเป็นอันดับแรก”


              เคนจิเอ่ยถามเพื่อนสาวขึ้นบ้าง


              “เหอะฉันน่ะไม่มีเวลาไปคิดเรื่องพวกนั้นหรอก... ก็พวกนายสองคนน่ะชอบเอาตัวเข้าไปอยู่ในสถานการณ์อันตรายเรื่อยเลย แค่มองก็ทำเอาฉันเครียดแล้วล่ะ”


              “ตอบ ๆ มาเหอะน่าไม่ต้องมาบ่ายเบี่ยง”


              ชิโฮะนิ่งเงียบไปสักพักเหม่อมองไปยังฟ้าไกล


              “ฉันคงไปสมัครเรียนร้องเพลงหรือไม่ก็เล่นเครื่องดนตรีอย่างไวโอลินเป็นอันดับแรก”


              “…”


              เมื่อเห็นทุกคนเงียบไปชิโฮะจึงละสายตาจากท้องฟ้ากลับมามองบ้าง แต่นั่นก็ทำให้เธอต้องหน้าแดงอย่างมีน้ำโหยกยื่นริมฝีปากด้วยความไม่พอใจ เมื่อทุกคนพยายามกลั้นขำกันสุดชีวิต


              “…หน็อย! ทีอย่างนี้ไม่ชมว่าฉันเจ๋งบ้างล่ะ เจ้าพวกบ้า!”


              เคนจิหันใบหน้าสุดกลั้นอารมณ์เข้าหากันก่อนระเบิดหัวเราะออกมาเป็นบ้าเป็นหลังเมื่อได้ฟังความฝันอันเกินคาด


              “พรืด— อย่างเธอเนี่ยนะแค่ไอยังผิดคีย์เลยแท้ ๆ ฮ่าฮ่า”


              เคนจิซึ่งหลุดหัวเราะเอิ๊กอ๊ากจนตัวงอเป็นคนแรกอดแหย่อีกฝ่ายเล่นไม่ได้จริง ๆ


              “เคนจิคนดี...หุบปากไปเลยนะ!”


              ชิโฮะกล่าวเสียงหวานตรงข้ามกับใบหน้าบูดบี้งเวลานี้


              “ฉันไปเติมเบียร์หน่อยดีกว่าอยู่ตรงนี้ต่อไปเดี๋ยวท้องแข็งตายกันพอดี”


              เคนจิกล่าวหลังควบคุมให้หยุดหัวเราะได้สำเร็จแม้กระนั้นยังเห็นน้ำตาเล็ดตรงหางตา


              “เดียวสิรอฉันด้วย”


              ฮารุโตะพยายามหาทางเอาตัวรอดวิ่งตามอีกฝ่ายไปติด ๆภาพเอะอะโวยวายเบื้องหน้าทำให้เรย์รู้สึกผ่อนคลายจากสถานการณ์ตึงเครียดที่ต้องเผชิญมาตลอดเดือน


              “เชอะแล้วนายล่ะจะกลั้นไว้ทำไม หัวเราะออกมาเลยเซ่!”


              ชิโฮะหันมาทำตาขวางพูดเสียงสูงอย่างงอน ๆ ใส่เขาซึ่งยังยืนอยู่ไม่ไปไหน


              “ฉันหัวเราะไปก่อนหน้านั้นแล้วเธอจำไม่ได้หรือไง”


              เขายิ้มขันเอ่ยโยงไปถึงเรื่องราวซึ่งเคยคุยกับชิโฮะเรื่องนี้แล้วเมื่อครั้งก่อนที่โรงเรียนเหมือนกับคาดปฏิกิริยาของชิโฮะเอาไว้แล้ว


              “ยังจำได้ไหมว่าตอนที่ฉันเจอเธอครั้งแรกเธอพยายามอธิบายความหมายของเลข 17 ให้ฉันฟัง”


              เขาเปลี่ยนเรื่องถามกึ่งกระเซ้า


              "ฮะๆเรื่องนั้น่ะเหรอ—"


              "—ใช่ดูเหมือนเธอพยายามจะอธิบายอย่างจริงจังว่า ทำไมรูป 17 เหลี่ยมถึงวาดขึ้นมาด้วยวงเวียนและไม้บรรทัดได้"


              "...เฮ้อ พอนึกย้อนดูแล้ว ตอนนั้นฉันก็แค่หาเรื่องชวนคุยเท่านั้นเองน่าขายหน้าชะมัด"


              "หืมแต่ฉันว่ามันเป็นความทรงจำที่ดีนะ"


              ชิโฮะหน้ามุ่ยเตรียมสลับบทบาทเป็นฝ่ายรุกบ้าง


              “เหอะ! เอาเรื่องของนายปัจจุบันก่อนดีกว่าฉันเห็นนะว่าพักนี้แวบไปที่ห้องพยาบาลบ่อย ๆเหมือนนายจะชอบคนที่มีอายุมากกว่าตลอดเลยใช่ไหมเนี่ย”


              “ไร้สาระน่าฉันไม่ได้คิดแบบนั้นกับคุณหมอสักหน่อย เธอล่ะสิที่เป็นคนบอกเคนจิเรื่องนี้น่ะ”


              “อย่าลืมสิว่าตอนนี้ฉันเป็นผู้ช่วยของคุณหมอนะ”


              เรย์ได้แต่ส่ายหัวปฏิเสธป่วยการจะอธิบาย ชิโฮะเห็นเช่นนั้นจึงชะงักไปสักเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยสีหน้าจริงจังขึ้น


              “ตั้งแต่คุณครูคุโฮวอินแล้วถ้าได้กลับไปเจอกันอีกครั้ง ทำไมไม่ลองบอกความรู้สึกตัวเองออกไปสักครั้งล่ะ”


              เรย์เงียบไปเมื่อได้ยินชื่อไม่คาดคิดเขาไม่แปลกใจเลยที่เธอรับรู้


              “ฉันมองออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ”


              “มันออกมาทางแววตาของนายตลอดเลยนี่นาเวลาได้อยู่กับคุณครูทีไร”


              เรย์นิ่วหน้ามองใบหน้าระบายยิ้มกระจ่างของอีกฝ่ายด้วยความหมั่นไส้


              “เรื่องของฉันมันซับซ้อนกว่านั้นไม่มีทางเป็นไปได้เพราะว่าเธอคนนั้นน่ะเป็น...”


              เขาเลือกจะเงียบไปในท้ายประโยค


              “เป็น?”


              “เป็นอะไรก็ช่าง...แต่นับได้ว่าคล้ายเหตุผลเดียวกับเธอที่ไม่สามารถบอกความรู้สึกของตัวเองกับเคนจิจนทุกอย่างมันสายไปนั่นแหละ”


              ชิโฮะเบิกตากว้างหันขวับกลับมาด้วยความลนลาน


              “มะ...มะ... ไม”


              เธอตั้งท่าจะแย้งพลันปิดปากเงียบ หลุบสายตากลืนคำพูดลงคอ


              “ฉัน...มองออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ”


              ชิโฮะยื่นริมฝีปากเล็กน้อยพลางพูดพึมพำเสียงค่อยขอยืมคำอีกฝ่ายมาใช้บ้าง


              “ฉันอาจลองสื่อความรู้สึกตัวเองออกไปดูสักครั้งก็ได้แม้รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม... แล้วชิโฮะล่ะ ไม่บอกออกไปจะดีเหรอ”


              “…บางที ฉันอาจจะไม่มีสิทธิ์พูดคำนั้นออกไปได้นายก็รู้...แต่ถ้ามีโอกาสรอดออกไปได้ ฉันอาจลองเก็บไปคิดดูแล้วกัน”


              เธอเอ่ยถึงตรงนั้นด้วยสายตารำพึงรำพันแล้วเผลอส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ ให้กับตัวเอง


              “พวกนายคุยเรื่องรอด ๆเริ่ด ๆ อะไรกันฟะ พอได้ยินคำนั้นแล้วเหี่ยวเฉาเป็นบ้า”


              เคนจิเดินวกกลับมาพร้อมกับเบียร์เหยือกใหญ่เต็มสองมือมีฮารุโตะถือกับแกล้มหลายอย่างตามหลังมาติด ๆ


              “มันแหงอยู่แล้วไม่ใช่เหรอพวกเราต้องรอดไปให้ได้!ไม่อย่างนั้นความฝันของพวกเราก็ได้หายไปตลอดการน่ะสิ”


              เรย์ต่างสบตากับชิโฮะแล้วหัวเราะออกมาพร้อมกัน


              “ตัวนายในตอนนี้ต่อให้ฉันไม่ดึงหูเตือนสติ หรือไม่มีเรย์คอยใช้จิตวิทยานายก็จะยังคงทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ หรือน่าจะบอกว่า...นายกระตือรือร้นเกินไปจนน่ากลัวด้วยซ้ำนะเคนจิ ถ้าอยากจะรอดละก็ช่วยฟังพวกฉันหน่อยเถอะ!”


              “โธ่เอ๊ยบรรยากาศกำลังดีแท้ ๆ ไม่บ่นสักวันหนึ่งได้ไหมครับคุณแม่”


              “ไม่บ่นก็ได้งั้นขอฉันดื่มบ้างสิ!วันนี้อยากจะลองเมาให้สุดเหวี่ยงไปเลยสักครั้งในชีวิต”


              เคนจิเลิกคิ้วอย่างงุนงงเมื่ออีกฝ่ายยอมง่ายกว่าที่คิด


              “อารมณ์ไหนของเธอเนี่ยยัยบ้า—เดียว! นั่นมันของฉัน อยากดื่มก็ไปหยิบเองที่บาร์สิเฟ้ย!”


              เสียงหัวเราะของพวกเขากลายเป็นสิ่งยึดเหนียวมิตรภาพอันแน่นแฟ้นนี้ไว้

     

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน