ตอนที่ 93
“ด้วยการเพิกเฉยต่อกฎในบัญญัติข้อนี้ก็น่าจะทำให้ศิษย์สามารถเข้าร่วมกับทั้งสองแผนกพร้อมกันได้แล้ว มิใช่หรอกหรือ?!” เด็กหนุ่ม เผยแววตาที่ใสซื่อมีประกายวูบวาบออกมา
สี่ชายชรา รู้สึกราวกับถูกซัดโครมโหมกระแทกด้วยละลอกคลื่นยักษ์ที่มองไม่เห็นหนังศีรษะด้านชาในชั่วพริบตา!! เข้าใจได้โดยพลันหลังสบตากันว่าเป้าหมายแท้จริงของ เหยาซาน มิใช่เพียงแค่ต้องการเงื่อนไขการประชันของกำนัลตนเองให้สูงขึ้นตามลำดับเท่านั้นแต่ยังคาดหวังที่จะกวาดสิ่งของจากทั้งสองแผนกโดยไม่เลือกเพียงแผนกใดแผนกหนึ่ง!!
“นะ...นี่เจ้า?!” ผู้อาวุโสจางถึงกับคำพูดติดขัดในลำคอ อยากจะกล่าวก็กล่าวไม่ออก อยากจะเงียบก็เงียบมิได้...ความคาดหวังที่จะดึงตัวศิษย์ระดับพิเศษแห่งความภาคภูมิใจเช่นนี้เข้าร่วมได้รับการตอบสนองก็จริง แต่ไหนเลยจะคาดคิดว่ามันกลายเป็นการแบ่งสลับพร้อมกับทั้งสองแผนก!! หากเป็นเช่นนี้การแข่งขันของทั้งสองผู้อาวุโสจะมีความหมายอันใดกัน?!
เด็กหนุ่ม ราวกับอ่านสีหน้าของทุกคนออก...
เผยรอยยิ้มเขินอายขึ้น ก่อนจะประสานมือสุภาพ...
“ผู้ศิษย์นั้นเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง ในเมื่อรับปากจะเข้าร่วมกับทั้งสองแผนกแล้วแม้จะเสียขวัญกับเหตุการณ์ความเป็นตายที่เกิดขึ้นเป็นอันมาก หวาดกลัวต่อความมุ่งร้ายแห่งสายลมสีเขียวปานใดแต่ก็จะสะกดสิ่งเหล่านั้นไว้สำนัก!! ทำตามความคาดหวังของสองผู้อาวุโสอย่างสุดความสามารถ!!” เหยาซาน ประกาศกล้าออกมาน้ำเสียงแน่นหนัก ทั้งยังเน้นย้ำความเป็นลูกผู้ชายในถ้อยประโยคว่าเมื่อรับปากแล้วจะต้องทำให้ได้
แน่นอนว่าวาจาเน้นย้ำไปเช่นนั้น เท่ากับเป็นการตอกย้ำ ผู้อาวุโสเถิงและผู้อาวุโสจาง ให้ใบหน้าเขียวคล้ำ!! ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดการที่ลั่นวาจาโพล่งออกไปแล้วว่าจะมอบสิ่งของที่เสนอยื่นให้ เหยาซาน เมื่อเข้าร่วมแผนกตนไหนเลยที่จะบิดเบือนคำพูดคำกล่าวนั้นได้ หากทั้งสองพยายามกลับกลอกหรือแปรเปลี่ยนเป็นเงื่อนไขใหม่นั่นจะมิเท่ากับว่าทั้งสองผู้อาวุโสมิใช่ลูกผู้ชายหรอกหรือ?!
วาจาที่คล้ายกำลังจะเปล่งออกจากลำคอ พลันถูกกลืนหายลงท้องไปในพริบตา...
เจ้าสำนักอวิ๋น และ รองเจ้าสำนักเตีย ทำได้เพียงแค่กระแอมไอเสียงแห้งออกมาไหนเลยที่จะกล่าวอันใดออกมาได้ เพราะสองผู้อาวุโสสูงสุดเป็นผู้หยิบยื่นข้อเสนอเหล่านั้นให้กับเหยาซาน ด้วยตนเอง อีกทั้งเด็กหนุ่มก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขทั้งหมดเหล่านั้นจริง ๆโดยไร้ข้อกังขา แม้จะค่อนข้างเป็นวิธีการที่คดโกงอยู่บ้างก็ตามที...
สุดท้าย อวิ๋นหยางหลิ่ง ก็ได้ตัดสินใจลุกยืนขึ้น ในฐานะเจ้าสำนักจำเป็นต้องออกหน้าเพื่อสรุปเรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด...
“เอาล่ะ... เช่นนั้นก็ให้เป็นไปตามนั้น เหยาซาน ได้รับการเสนอสิทธิ์พิเศษนอกเหนือกฎ จากสองผู้อาวุโสสูงสุด ดังนั้นข้าในฐานะเจ้าสำนักก็ไม่อาจทัดทานได้จากไปนี้ไป เหยาซาน จะไม่ถูกผูกติดกับแผนกใดแผนกหนึ่งสามารถเข้าร่วมกับทั้งสองแผนกได้อย่างอิสระ แม้จะเลื่อนเป็นศิษย์สายในหรือศิษย์หลักก็ตามที...
แต่เพื่อป้องกันความวุ่นวาย หากเจ้าสลับแผนกไปมามั่วซั่วทุกวี่วันก็อาจถูกครหาได้ทั้งยังจะทำให้การสอนสั่งหรือเรียนรู้จากแผนกนั้น ๆ ไม่มีความต่อเนื่องเชื่อมโยง...ดังนั้นในแต่ละเดือนเจ้าต้องกำหนดให้แน่ชัดไปเลยว่าจะฝึกฝนกับแผนกใด แล้วตลอดเดือนนั้นก็ไม่อาจสลับแผนกได้จนกว่าจะถึงต้นเดือนถัดไปตกลงหรือไม่?”
เหยาซาน ประสานมือสุภาพขึ้น...
“ผู้ศิษย์ก็ตั้งใจเช่นนั้น...”
สองผู้อาวุโสถอนหายใจหนักหน่วง ทำได้เพียงยอมรับตามเงื่อนไขไหลตามสายธาร...
“ตกลงตามนั้น ข้าน้อมรับเงื่อนไขดังกล่าว...”
“ข้าก็เช่นกัน ยังจะสามารถกล่าวอันใดได้อีก...”
อวิ๋นหยางหลิ่ง พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเพ่งมองไปยังเด็กหนุ่มอีกครั้งหนึ่ง...
“เหยาซาน... เรื่องของ ความมุ่งร้ายแห่งสายลมสีเขียวอะไรนั่นของเจ้าจงวางใจได้ เพราะสิ่งนั้นไม่อาจออกไปจากเขตหวงห้าม ไม่สิ!หากกล่าวให้ถูกคือสิ่งนั้นไม่มีทางยอมออกมาเสียมากกว่า เจ้าจงจดจำไว้เพียงแค่ว่าสิ่งนั้นคือภูติผู้พิทักษ์สำนักสายลมประจิมของเรา...
การที่เผอิญเล่นงานเจ้าไปครั้งนั้น น่าจะเป็นเหตุที่เจ้าส่งวิญญาณข้ารับใช้เข้าไปรบกวนความสงบด้านใน ดังนั้นจากนี้ไปเจ้าก็ไม่ต้องไปหวาดกลัวอันใด แล้วก็ห้ามเข้าไปยุ่มย่ามที่นั่นอีกโดยเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่?!”
สายตาและน้ำเสียงของชายชรา เป็นการกำชับที่แฝงไว้ทั้งการขอร้องและการออกคำสั่งในเวลาเดียวกัน...ราวกับว่า อวิ๋นหยางหลิ่ง ก็ลำบากใจเช่นกัน ในเรื่องที่เด็กหนุ่มไปบังเอิญรู้ความลับนี้เข้าแต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็ย่อมไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไข...
“ท่านเจ้าสำนักโปรดวางใจ...ข้าคงไม่มีงานอดิเรกโดดลงมาจากหน้าผาเสียดฟ้า ทำเรื่องเสี่ยงตายเพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็นเป็นแน่...”เด็กหนุ่มกล่าวออกไปตามตรง แม้จะยังค้างคาใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่คิดจะเอาชีวิตไปเสี่ยงทำอะไรโง่ๆ อีกแน่นอน
จากนั้นก็มีการสนทนาอีกเล็กน้อย เกี่ยวกับเรื่องของเงื่อนไขที่ เหยาซานจะได้รับ... สำหรับอาวุธอักขระ 3 ชิ้น จากผู้อาวุโสเถิงเด็กหนุ่มจะได้รับก็ต่อเมื่อได้เริ่มหยิบจับฝึกฝนศาสตราต่าง ๆ ให้คล่องมือสียก่อนเพื่อที่จะได้อาวุธอักขระที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด
ส่วนเรื่องของสิทธิ์การใช้โอสถในตำหนักหมื่นโอสถ จากผู้อาวุโสจางนั้นเหยาซาน ได้รับเป็นป้ายสิทธิ์ชั่วคราวในการขอเบิกโอสถในปริมาณสำหรับใช้งานจริงทุกๆ 10 วัน ใช่ว่าจะสามารถได้รับในปริมาณมากมายคราเดียว ป้องกันมิให้เด็กหนุ่มนำไปจำหน่ายต่อได้
จากนั้น เหยาซาน ก็ได้รับป้ายโลหะแปลกตาอีกป้ายหนึ่ง... ซึ่งเหยาซาน ได้ทราบภายหลังว่านี่คือ ป้ายกำกับอสูร เป็นป้ายที่ผูกติดกับจิตวิญญาณของวิหคพาหนะโดยชายชราได้ชี้แนะวิธีการใช้งานมันอย่างคร่าว ๆที่เหลือก็ต้องขึ้นอยู่กับการฝึกฝนเรียนรู้ของ เหยาซาน เอง
เด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ ประสานมือขอบคุณอย่างสุภาพก่อนจะถูกปล่อยตัวออกจากตำหนักสายลมเหนือ จากนั้นเจ้าสำนักอวิ๋น ก็ได้มีคำสั่งเรียกตัวเหล่าผู้อาวุโสประจำหอธาตุและหอศาสตราทั้งหมด เข้ามาประชุมเรื่องราวอันเป็นข้อสรุป เกี่ยวกับเส้นทางหลังจากนี้ของเหยาซาน ให้ทุกคนได้รู้กันเกี่ยวกับ สิทธิ์พิเศษนอกเหนือกฎที่ได้รับ...
ที่ด้านนอก...
เด็กหนุ่ม ก้าวเดินเนื่องช้าพลันครุ่นคิด ตนยังมีเวลาอยู่ในแผนกวรยุทธประยุกต์อีกร่วมครึ่งเดือนก่อนจะได้สลับไปแผนกวรยุทธดั้งเดิม... เหยาซาน จึงกล่าวพึมพำกับตนเองในใจตั้งมั่นขึ้น
“ในช่วงครึ่งเดือนจากนี้ ต่อให้มิอาจเรียนรู้เคล็ดวิชาปราณธาตุต่างๆ แต่อย่างน้อยข้าจะต้องสำเร็จตำราเคล็ดวิชาพื้นฐานทั้ง 8 ธาตุหลักให้จงได้...”
ระหว่างเส้นทางที่กำลังก้าวเดิน เหยาซาน สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่แปลกประหลาดบางอย่าง...ตลอดเส้นทางที่ผ่านหมู่ศิษย์ ไม่ว่าจะเป็นศิษย์สายนอกหรือศิษย์สายใน เด็กหนุ่มต่างก็พบเจอกับสายตาที่มิอาจอธิบายเป็นคำพูดได้ทั้งยังเมื่อเดินผ่านเด็กหนุ่มไปสักระยะแล้ว ก็จะสังเกตเห็นหมู่ศิษย์เหล่านั้นซุบซิบนินทากันภายในกลุ่มท่าทีออกรสออกชาติอย่างยิ่ง
ช่วงแรก ๆ ยังไม่นับเป็นอย่างไร คิดว่าคงเพราะตนนั้นเป็นที่จดจำในการตกจากหน้าผาเสียดฟ้า800 จั้งลงมาถึงทะเลสาบได้โดยที่ไม่ตาย ตอนนั้นเด็กหนุ่มมองเห็นผู้คนมากมายที่ริมทะเลสาบกลุ่มศิษย์เหล่านี้อาจจะเป็นหนึ่งในจำนวนผู้ที่เฝ้ามุ่งดู
คิดได้เช่นนั้นแล้ว เหยาซาน ก็มีรอยยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะยืดอกขึ้นเดินอย่างสง่างาม...
“เฮ้อ... ในเมื่อความร้ายกาจของข้ามันเป็นที่โด่งดังแพร่กระจายไปแล้วการจะหยุดยั้งข่าวลือก็ใช่ว่าจะทำได้ ดังนั้นก็คงทำได้เพียงยืดอกรับความยิ่งใหญ่อย่างภาคภูมิใจเท่านั้น...เป็นผู้มีความสามารถนี่ช่างน่าเหนื่อยหน่ายต่อชะตากรรมยิ่งนัก...”
เหยาซาน มีความคิดเอนเอียงไปยังทิศทางนั้น...
แต่ทว่า...
สองสามกลุ่มแรกยังไม่นับเป็นอย่างไร... หากแต่พอเริ่มมีมากขึ้นเป็นกลุ่มที่เจ็ดกลุ่มที่แปด หลังจากนี้ทั้งหมดล้วนแล้วแต่แสดงสีหน้าประหลาดขึ้น ทั้งยังเป็นกันทุกผู้ทุกคนไม่มีศิษย์แม้แต่กลุ่มเดียวที่เดินผ่านแล้วไม่มองมายังเหยาซาน ด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
น่าตกใจยิ่งกว่านั้น คือการที่อากัปกิริยาที่ทุกคนแสดงล้วนมีความแตกต่าง...บางคนประสานมือให้กับ เหยาซาน ประหนึ่งเป็นศิษย์พี่น่าเกรงขามผู้หนึ่ง...แต่บางคนกลับแสดงสีหน้าหวาดกลัว จนหันหลังวิ่งหนีไป!!บ้างก็หลบเลี่ยงเส้นทางห้อทะยานประหนึ่งเจอสัตว์ร้าย
เหตุการณ์เหล่านี้มีอย่างต่อเนื่องระหว่างทางที่ เหยาซาน ก้าวเดิน...
“นี่มันอะไรกัน?! ชักจะแปลกขึ้นทุกที...”
มีสิ่งหนึ่งที่ เหยาซาน สังเกตได้... นั่นคือเสียงหัวเราะสะใจอย่างสนุกสนานของดวงวิญญาณเฒ่าชีเปลือย ราวกับว่ามันพบเจอเรื่องขบขันที่มิอาจอดกลั้น แน่นอนว่าสัมผัสของเฒ่าชีเปลือย เฉียบคมกว่าของ เหยาซาน นับร้อยนับพันเท่า เฒ่าชีเปลือย ย่อมได้ยินคำซุบซิบนินทาได้อย่างถนัดหูแม้หมู่ศิษย์จะห่างออกไปไกลหลายร้อยก้าวแล้ว...
ยิ่งสร้างความประหลาดใจ จนใบหน้าของ เหยาซาน เริ่มมืดดำ…เป็นความบังเอิญอย่างยิ่ง ที่เบื้องหน้าของ เหยาซาน มีศิษย์สายในกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมาและเมื่อสังเกตให้แน่ชัด ก็พบว่ากลุ่มศิษย์สายในที่มานั้น คือกลุ่มของ เปียวเฟยฟงศิษย์สายปราณอัคคีที่เคยถูก เหยาซาน เล่นงานไปเมื่อวันก่อน...
พริบตาที่ เปียวเฟยฟง หันเหลือบมองมาเจอ เหยาซาน... ใบหน้าของชายหนุ่มก็ซีดเผือดราวกับเจอภูติผีวิญญาณที่น่าหวาดกลัวก่อนที่ เปียวเฟยฟง จะระเบิดท่าร่างวิ่งหนีไปในทันที!! โดยไม่สนใจแม้แต่เหล่าผู้ติดตามที่รายล้อมรอบกาย
เหยาซาน เห็นเช่นนั้นพลันจิตใจกระตุกวูบ... กัดฟันแยกเขี้ยวขึ้นในบัดดล...
“หน่อย!! ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น!!”
หากเป็นระยะประชิด เหยาซาน คงสามารถระเบิดความเร็วพุ่งทะยานจัดการกับ เปียวเฟยฟง ได้อย่างง่ายดาย แต่เวลานี้ทั้งสองอยู่ในระยะที่ห่างกันไกลนับร้อยก้าว...เหยาซาน ย่อมไม่มีเคล็ดวิชาตัวเบา ที่จะสามารถไล่ตามศิษย์สายในพื้นฐานแข็งแกร่งอย่างเปียวเฟยฟง ได้
หากแต่ก็นับเป็นโอกาสอันดีที่เด็กหนุ่มจะหยิบใช้ของเล่นใหม่ที่เพิ่งได้รับมา...ป้ายกำกับอสูร ถูกหยิบยกขึ้น ก่อนที่เด็กหนุ่มจะทำการส่งลมปราณเข้าไปกระตุ้นในแผ่นโลหะเชื่อมโยงจิตของตนเองกับจิตของวิหคพาหนะ ที่ถูกอำนาจสะกดลงบนแผ่นป้าย
เพียงอึดใจเดียว ก็ได้ยินเสียงกู่ร้องของสัตว์ปีกจากบนยอดเขาลูกที่3 ทันใดนั้นก็มองเห็นเงาร่างของวิหคหัวล้านขนาดใหญ่ตนหนึ่ง ถลาบินลงมาจากยอดเขาด้วยความเร็วที่น่าตกตะลึง!!เด็กหนุ่มดวงตามีประกายเจิดจรัสด้วยความตื่นเต้น พลันกระโดดทะยานขึ้นสูงจิตวิญญาณที่เชื่อมต่อกันผ่าน ป้ายกำกับอสูร ทำให้เด็กหนุ่มมีความคิดในทิศทางเดียวกับวิหคหัวล้านตนนี้เหยียบย่างไปบนแผ่นหลังของวิหคด้วยความแม่นยำ...
ท่ามกลางสายตาของหมู่ศิษย์โดยรอบที่จับจ้อง ทุกคนเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงทั้งยังมีเสียงตะโกนอีกมากมายแว่วตามทิศทางลม จากข่าวลือมากมายก่อนหน้านี้ที่ถูกแพร่สะพัดเวลานี้จึงยิ่งเกิดการจุดประกายให้หัวข้อล่ำลือใหม่ ปรากฎขึ้น!!
“ดูนั่นสินะ!! สมกับเป็นแมวสวรรค์!!มันสามารถควบคุมได้แม้แต่นกตัวนั้น!!”
“ไม่ผิดแน่... ด้วยความโหดเหี้ยมของ แมวสวรรค์ อันเป็นที่ครั่นคร้ามมันจะต้องจับเอาลูกของนกตัวนั้นเอาไว้เป็นตัวประกัน และบีบบังคับให้แม่ของมันกลายมาเป็นลูกสมุนใช้งาน!!”
“เหอะ!! นั่นไม่ใช่ลูกสมุน... นกตัวนั้นเป็นอาหารสำรองของเจ้าแมวปีศาจตนนั้นต่างหาก!!”
“ดูนั่นสิ!! ทิศทางที่ติดตามไปนั้นมีศิษย์สายในระดับสูงสุดเปียวเฟยฟง กำลังวิ่งหนีอยู่!! ที่แท้เจ้าแมวปีศาจกำลังจะเล่นงานเปียวเฟยฟง ที่กล้าปรากฏตัวต่อหน้ามันอีกเป็นครั้งที่สอง อย่างงั้นสินะ!!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังกระหึ่มขึ้นเบื้องล่าง ไม่มีทางที่เหยาซาน ซึ่งขึ้นไปอยู่บนหลังวิหคหัวล้านจะได้ยิน... จะมีก็แต่ เฒ่าชีเปลือยที่ได้ยินทุกสิ่งอย่างแจ่มชัด อดไม่ได้ที่จะแผดเสียงหัวเราะราวกับฟ้าผ่า มือกุมท้องเกลือกกลิ้งกลางอากาศด้วยความชอบอกชอบใจ...
...................................................
**วันนี้อัพแค่ 1 ตอนนะครับ ไรท์ไม่สบายนิดหน่อย ขออภัยสำหรับผู้ติดตาม**