ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 58 ตระกูลเซียวล่มสลาย

           “ลงมือได้”

            เซียวอ้าวที่นำทัพมาสมทบตามคำสั่งของเซียวจิวเฟยในที่สุดก็หักด่านแนวป้องกันได้สำเร็จกองกำลังฝ่ายตระกูลเซียวกว่าหลายพันคนสามารถข้ามสะพานมาได้แล้วการรบดำเนินมาจนถึงเวลาค่ำ

            เฟิ่งหยูสั่งให้เปิดประตูเมืองและบอกให้ทุกคนถอยกลับเข้ามาในเมืองก่อนเพราะใกล้จะมืดค่ำแล้วพร้อมกับสั่งพลธนูยิงสกัดกำลังพลฝ่ายตระกูลเซียวไม่ให้เข้าใกล้ประตูเมืองจากนั้นจึงเรียกประชุมเหล่าขุนนางพร้อมด้วยผู้บัญชาการทั้งหลาย

            ณ ห้องโถงตำหนักจินเฟิง

            “เอาละเมื่อทุกคนมากันครบหมดแล้ว ....ท่านผู้อาวุโสจางเหว่ย(ผู้อาวุโสสำนักเทพดารา) ช่วยแจกของให้กับทุกคนได้คืนนี้เราจะเผาหมู่บ้านนอกเมืองจินเฟิงของพวกเราให้สิ้นซาก”

            สิ้นเสียงคำสั่งของเฟิ่งหยูผู้อาวุโสจางเหว่ยและคนติดตามได้เข็นรถเข็นเข้ามายังที่ประชุมซึ่งของที่อยู่ภายในจะเป็นอะไรไม่ได้นอกเสียจาก “ระเบิดสังหาร”ที่สำนักเทพดาราช่วยกันคิดค้นขึ้นมา ระเบิดสังหารกว่าหลายหมื่นลุกถูกแจกจ่ายให้กับเหล่าแกนนำและสมาชิกหลักจนครบถ้วนอีกทั้งยังได้กระจายระเบิดสังหารนี้ไปยังเหล่าหัวหน้าหมู่ต่าง ๆที่อยู่กับเมืองจินเฟิงมานานอีกด้วย เหล่าผู้นำได้รับระเบิดสังหารมาไว้กับตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้อาวุโสจางเหว่ยได้แนะนำวิธีการใช้งานพวกมันจนละเอียดก่อนที่แต่ละคนจะแสดงสีหน้าหวั่นเกรงต่ออนุภาพของมันจนทั่วห้องประชุมในตำหนังจินเฟิงต่างเงียบกริบ

            หมู่บ้านที่พวกเขาจงใจให้ตระกูลเซียวยึดครองไปโดยไม่มีการขัดขืนหรือป้องกันใดๆ แต่เหตุใดเฟิ่งหยูยอมปล่อยมือจากหมู่บ้านที่เขาหวงแหนไปง่าย ๆ ถึงเพียงนี้มิหนำซ้ำยังคิดจะเผาทำลายมันลงไปอีกด้วย นี่คือจุดที่เหล่าแกนนำคิดสงสัยจึงได้เอ่ยถามขึ้น

            “ฮึฮึ...พวกท่านคิดว่าถ้าหากพวกท่านเป็นตระกูลเซียวแล้วบุกพวกเราโดยที่ไม่มีการสร้างค่ายพักเตรียมเอาไว้เพื่อรองรับจำนวนพลเรือนหมื่นขนาดนี้เป็นพวกท่าน ท่าจะเลือกพักกันที่ไหนกลับไปตระกูลเซียวที่อยู่ห่างไปเกือบครึ่งวันงั้นเหรอหรือว่าจะเป็นในเขตป่าที่มีพวกสัตว์อสูร”

            เฟิ่งหยูเงียบไปสักพัก เพื่อให้ทุกคนได้คิดตามพร้อมกับที่มุมปากของเด็กหนุ่มจะค่อยๆ เผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา

            “หมู่บ้านนอกเมืองจินเฟิง” จ้าวหยวนเป็นผู้ตอบ

            “ถูกต้อง หมู่บ้านของพวกเราถือเป็นสถานที่ที่ถูกสร้างให้เหมาะกับเป็นที่พักของกองกำลังจำนวนมากอยู่แล้วอีกทั้งตระกูลเซียวที่ก่อสงคราก็เพื่อต้องการที่จะบุกยึดทุกอย่างที่เป็นของพวกเราตั้งแต่แรกถึงเราจะรักษาหมู่บ้านไว้ได้ แต่เมื่อเราถอย พวกมันก็ต้องยึดไปอยู่ดีหากตระกูลเซียวต้องการที่จะครอบทุกอย่างของเมืองจินเฟิงไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านเมืองหรือทรัพย์สินอื่น ๆ ที่มี ซึ่งเท่ากับว่าแม้พวกมันจะโจมตีดังสายฟ้าฟาดพวกตระกูลเซียวก็ไม่มีวันที่จะสั่งให้คนของตนเองทำลายหมู่บ้านหรือเมืองจินเฟิงอย่างแน่นอน”

            ทั้งนี้นอกจากพวกมันจะไม่กล้าทำลายหมู่บ้านแล้วพวกตระกูลเซียวที่คิดว่าตนเองบุกยึดหมู่บ้านเอาไว้ได้แล้วยังได้จับจองบ้านเรือนต่าง ๆ ในหมู่บ้านเพื่อใช้เป็นที่พักแรมให้กับพวกมันอีกด้วยบ้านเรือนของชาวบ้าน ร้านค้า โรงตีเหล็ก ร้านอาหาร ของหมู่บ้านถูกนำมาใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือแม้แต่สิ่งเพาะปลูกของชาวนายังถูกพวกมันขนมาดื่มกินกันอีกด้วย

            กลางดึกคืนนั้นเฟิ่งหยูจัดทหารหนึ่งกอง จำนวนห้าร้อยคนเดินเท้าย่องออกจากป้อมปราการเมืองจินเฟิงด้วยความเงียบราวกับภูตผีทุกคนจะแต่งตัวชุดดำปกปิดใบหน้า และจะกระจายตัวแยกกันไปตามทางลับต่าง ๆ ที่ได้เตรียมไว้ก่อนภายในหมู่บ้าน

            เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยาม ผ่านไปเสียงระเบิดลูกแรกเริ่มดังสนั่น

            ...ตูมม!!...

            จากนั้นเสียงระเบิดก็ดังขึ้นตามจุดต่างๆ ในหมู่บ้าน ส่งเสียงกัมปนาทเป็นที่น่าหวาดกลัว ปลุกกองกำลังตระกูลเซียวที่กำลังนอนหลับพักผ่อน

            “เกิดอะไรขึ้น .... เวรยามไม่ได้เฝ้าหมู่บ้านเอาไว้อย่างนั้นหรือ?”

            เซียวอ้าวที่ถูกปลุกด้วยเสียงอันดังสนั่นได้ตื่นขึ้นมาอย่างหัวเสีย

            “ไม่ครับนายน้อย ผู้รับผิดชอบการเฝ้ายามในคืนนี้รับหน้าที่โดยท่านเซียวจินเฟยซึ่งท่านเซียวจินเฟยได้รายงานว่าด้านหน้าทางเข้าและด้านหลังของหมู่บ้านไม่มีสัญญาณของศัตรูก่อนจะมีการระเบิด เลยแม้แต่คนเดียวอาจเป็นไปได้ว่าทางเมืองจินเฟิงสร้างเส้นทางลับซ่อนเอาไว้ในหมู่บ้านแห่งนี้ก็เป็นไปได้ครับ”

            เซียวอ้าวรับฟังรายงานที่แจ้งเข้ามาเขายิ่งโกรธหนักขึ้นไปอีกแน่นอนว่าการตัดสินใจเลือกหมู่บ้านนี้เป็นความคิดของเขา แต่เซียวอ้าวก็ไม่ได้ประมาทเลินเล่อเขาเคยมีประสบการณ์การบุกค่ายยามวิกาลมาก่อนย่อมระแวดระวังวางกำลังป้องกันเอาไว้รอบ ๆ หมู่บ้านที่พักอยู่ก่อนแล้วหน่วยเวรยามที่ดักซุ่มอยู่ตามป่าเขา พุ่มไม้ นอกหมู่บ้าน ตรวจไม่พบล่องรอยของทหารเมืองจินเฟิงเลยแม้แต่คนเดียวและหน่วยสอดแนมที่อยู่เฝ้าที่ประตูด้านหน้าเมืองจินเฟิงยังได้รายงานอีกว่าตั้งแต่จบการปะทะเมื่อช่วงเย็น ประตูทุกบานภายในเมืองไม่มีการเปิดเลยสักครั้งเดียว

            “ไปดับไฟพวกนั้นก่อนเร็ว ... อย่าให้มันเผาหมู่บ้านที่จะเป็นของเราไปมากกว่านี้”เซียวอ้าวสั่งผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างรีบด่วน

            หน่วยลอบวางระเบิดต่างผุดบ้านโน้น โผล่บ้านนี้ ขึ้นไปตามบ้านเรือนต่างๆทั่วทั้งหมู่บ้านตลอดทั้งคืน บ้านหลายร้อยหลังคาเรือนถูกระเบิดสังหารระเบิดเผาทำลายจนราบคาบไม่เหลือที่ซุกหัวนอนให้แก่ตระกูลเซียวได้ใช้เป็นที่พักแรมต่อไปได้อีกหลังเสร็จสิ้นภารกิจ เฟิ่งหยูสั่งให้ทุกคนไปพักผ่อนให้เต็มที่ พร้อมรบในวันพรุ่งนี้โดยก่อนที่จะกลับเขาได้ใช้ธูปในการตั้งเวลาจุดชนวนระเบิดไว้อีกยี่สิบกว่าจุดโดยแอบไว้ตามพุ่มไม้ที่มองไม่เห็นโดยธูปแต่ละอันจะมีความยาวที่แตกต่างกันออกไปทำให้ระยะเวลาระเบิดแตกต่างกันออกไป เหมือนเป็นระเบิดตั้งเวลาโดยธรรมชาติ

            กลศึกของเฟิ่งหยูยังคงเป็นเป็นเหมือนเมื่อวานไม่ผิดเพี้ยนคือการตั้งจุดยุทธศาสตร์ไว้ด้านหน้าปากทางเข้าประตูของป้อมปราการเมืองจินเฟิงโดยมีแนวป้องกันที่ตั้งอยู่ปลายสะพานเป็นด่านแรก ศึกในวันที่สองนี้เฟิ่งหยูเชื่อว่ากองทัพของตระกูลเซียวคงต้องบุกถล่มพวกเขาแบบสุดตัวอย่างแน่นอนไม่นานพื้นที่บริเวณหน้าสะพานก็เต็มไปด้วยกำลังรบของทั้งสองฝ่ายยืนประจันหน้ากันโดยมีแม่น้ำสายหนึ่งขวางกั้นระหว่างพวกเขาเอาไว้เสียงกลองรบพลันตีระรัว

            “ตึง ตึง ตึง ตึง....... !!!!!”

            กองทัพตระกูลเซียวที่พกความอัดอั้นมาเต็มอกเคลื่อนทัพติดตามผู้นำเข้ามาประชิดทีละน้อย ทีละน้อย ก่อนที่พวกมันจะแปรขบวนทัพ

            หัวหน้าหมู่เห็นดังนั้นจึงไม่รอช้า พลธนูเตรียมตัว พลธนูพากันพาดลูกศรที่อาบชโลมไปด้วยน้ำมันและไฟบนปลายศรขึ้นประทับบ่า ยิงถล่มดุจสายฝนที่ร่วงมาจากท้องฟ้าเข้าใส่เป้าหมาย

            “ฉึกก!!!!!”

            ห่าฝนลูกธนูไฟปูพรมเข้าใส่เหล่ากองกำลังของตระกูลเซียวเสียงหวีดร้องดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            “ นักรบระดับนภา ไปจัดการ” เสียงคำสั่งของเซียวอ้าวดังออกมาด้วยความโกรธนักรบระดับนภาจำนวนหนึ่งพันนายบุกทำลายเหล่าทหารของเมืองจินเฟิงจนย่อยยับอย่างง่ายดายเซียวอ้าวแสยะยิ้มออกมาด้วยความพอใจ

            “คิดไม่ถึงหละสิว่าพวกเราจะมีกำลังพลระดับนภามากมายถึงเพียงนี้จงแหลกไปเสียเถอะ ฮ่า ฮ่า ฮ่าๆๆๆ”

            เซียวอ้าวหัวเราะด้วยความภาคภูมิ

            “เฟิ่งหยู พวกเรารักษาแนวสะพานเอาไว้ไม่ได้แล้ว จะทำอย่างไรกันดี!!!”

            “ถอยกลับเข้าแนวประตู ทิ้งสะพานไว้ให้กับพวกมันไป”

            “ถอย”

            “บุก!!”

            ฝ่ายหนึ่งตัดสินใจถอยกลับกันอีกฝ่ายหนึ่งถือโอกาสนี้โถมกำลังเรือนหมื่นข้ามสะพานมาโดยปราศจากแรกต้านใดๆ ซึ่งในทันทีที่กองกำลังตระกูลเซียวข้ามสะพานมาได้พวกมันเปิดฉากการรบด้วยการล่าฆ่าทหารรักษาเมืองที่แตกขบวนอย่างเลือดเย็นเสียงกรีดร้องของคนที่ไม่มีทางสู้ดังไปทั่วป้อมปราการ

            สร้างแรงปะทุให้กับเหล่าทหารที่ทำได้แต่ยืนมองดูเพื่อนร่วมรบของตัวเองถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตาอยู่ไม่น้อย 

            “ทน ทนไว้ เก็บความโกรธของพวกนายเอาไว้ รออีกนิด”เฟิ่งหยูกล่าวปลอบขวัญทหารที่อยู่ข้าง ๆ กายของเขา

            รอ แต่ รออะไรละ? ทุกคนมีคำถามนี้อยู่ภายในใจแต่ไม่มีคนใดเลยที่คิดสงสัยในคำสั่งของเฟิ่งหยู พวกเขายังเฝ้ารอด้วยความอดทนจนในที่สุด พลันได้ยินเสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวดังขึ้นมากจากด้านบนของกำแพง

            “คลื่น ๆๆๆๆ”

            ปีนใหญ่หล้าร้อยกระบอกถูกเข็นขึ้นมาบนกำแพงป้อมปราการ จากทุกทิศทุกทางพวกมันชี้ไปทางกองกำลังตระกูลเซียว ที่ถาโถมกำลังเข้ามาพร้อมกัน

            
                            ตู้มมมม
    !!

            ตู้มมมม !!

            ตู้มมมม !!

            ตู้มมมม !!

            เสียงยิงปืนใหญ่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องสร้างความหวาดกลัวให้กับกองกำลังของตระกูลเซียวกลับคืนไปบ้างความรุนแรงและความเสียหายที่ปืนใหญ่บนป้อมปราการทำได้นั้นทรงพลังเป็นอย่างยิ่งกระสุนยังคงถูกยิงอย่างต่อเนื่อง มันได้ดับชีพของกองกำลังที่ดาหน้าเข้ามา ....แบบที่ยังไม่ทันได้รู้สึกตัวเลยว่า ตัวเองนั้นได้ตายไปแล้ว ร่างทั้งร่างแตกสลาย

            สิ้นเสียงปืนใหญ่ ผู้คนจำนวนห้าหมื่นคนพลันวิ่งเข้าถาโถมเข้าใส่แนวป้องกันของฝ่ายตระกูลเซียวที่ตกตะลึงกับสภาพที่เห็นด้วยความบ้าคลั่งรุนแรง ดาบและอาวุธจำนวนมากเข้าประหัตประหาร อย่างมิเกรงกลัว

            เฟิ่งหยูไม่เคยมีความคิดที่จะปล่อยให้เหยื่อหนีพ้นจากเงื้อมมือของเขาอยู่แล้วดาบภายในมือของเฟิ่งหยูกลายเป็นลำแสงสว่างวาบ ฟาดฟันเข้าใส่ร่างของเซียวอ้าวจนดับดิ้นล้มตามต่อหน้า เซียวจินเฟย

            “เซียวอ้าววววว”

            “แก รนหาที่ตายนักข้าเองก็อยากจะทดสอบฝีมือของแกเหมือนกันว่ามันจะสักแค่ไหน ล้อมมันไว้อย่าให้มันหนีออกไปได้” เซียวจินเฟย สั่งการทันทีเมื่อเห็นเซียวอ้าวถูกสังหารต่อหน้าต่อตาเขา

            “พูดมากน่ารำคาญ ตกลงแกใช้ปากหรืออาวุธกันแน่ในการต่อสู้”

            ตู้มมม !!

            การโจมตีอันทรงพลังของเฟิ่งหยูทำให้เหล่ากองกำลังของตระกูลเซียวตายไปนับสิบคนภายในการโจมตีเดียวเฟิ่งหยูตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังสะพานที่เชื่อมระหว่างป้อมปราการกับหมู่บ้านเพื่อจะจัดการกับกองกำลังทั้งหมดของตระกูลเซียวให้หมดสิ้นไม่ให้ใครหนีไปได้

            กองกำลังทั้งหมดของตระกูลเซียวหลายหมื่นคนได้ข้ามสะพานมายังเขตป้อมปราการทั้งหมดแล้วส่งผลให้พื้นที่เขตหมู่บ้านล้วนว่างเปล่า

            “ตามมันไป”

            ผู้นำตระกูลเซียวและเหล่าผู้อาวุโสตระกูลเซียวนับร้อยคนไล่ตามกวดเฟิ่งหยูมาตรงสะพานแน่นอนว่าความเร็วของสัตว์พาหนะย่อมที่จะไวกว่าความเร็วของเฟิ่งหยูอยู่แล้เพียงไม่นาน ระยะห่างก็ค่อย ๆ สั้นลงจนกระชั้นชิดตามติดเฟิ่งหยูทันในที่สุด

            “ฟิ้วววว ฉึกก” เสียของลูกธนูฝ่ากองกำลังของตระกูลเซียวปักเข้ากลางศีรษะของเซียวจินเฟย  เซียวจินเฟยล้มทั้งยืนเหล่าผู้อาวุโสตระกูลเซียว รวมถึงผู้นำตระกูลเซียวต่างตกตะลึงทุกคนหันไปมองยังแหล่งที่มาของลูกธนู เป็นจ้าวหยวน จ้าวหยวนเป็นผู้ลงมือสังหารเซียวจินเฟยด้วยตนเอง

            “ทุกคนกระจายตัวออกไป บุกตะลุยเข้าไป แก้แค้นให้กับบรรดาพี่น้องของพวกเรา”

             เฟิ่งหยูพูดปลุกขวัญกำลังใจให้กับทหารฝ่ายของตนการสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด เมื่อได้เห็นสภาพของกองกำลังเมืองจินเฟิงที่มีจำนวนมากแววตาของกองกำลังฝ่ายตระกูลเซียวเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและหวาดกลัวเสียงระเบิดที่ฆ่าสังหารเหล่าผู้คนของตระกูลเซียวหลายหมื่นคนภายในพริบตามันทำให้พวกมันแทบเป็นบ้านกำลังพลของฝ่ายตระกูลเซียวเริ่มลดลงอย่างรวดเร็วจากจำนวนห้าหมื่นคนในตอนนี้เหลือกำลังทั้งหมดไม่ถึงหนึ่งหมื่นคนแล้วแต่ละคนที่ยังคงเหลือรอดล้วนแต่มีระดับพลังยุทธ์ที่สูงส่ง

            “มังกรน้อย ถึงเวลาจบสงครามแล้ว กำจัดให้สิ้นอย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว”

            ในขณะเดียวกัน บนยอดปราสาทป้อมปราการ ก็ได้มีสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่ง ค่อย ๆสยายปีกอันแข็งแกร่งของมัน บินร่อนลงมาก่อนจะอ้าปากที่มีไอความร้อนปะทุอยู่ภายในลำคอปลอดปล่อยเพลิงกัมปนาท แผดเผานักรับที่เข้ามาล้อมพี่ชายของมันให้มอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน

            “ไม่ ไม่ ไม่เป็นไปไม่ได้ ตระกูลเซียวของข้าต้องไม่มีวันแพ้” สิ้นเสียงผู้นำตระกูลเซียวกลับกลายเป็นเถ้าถ่านปลิวลอยไปกับสายลม

            “นั่นมัน มังกร มังกรใช่ไหม” ทุกคนต่างมองตามสัตว์ในตำนานด้วยความตื่นตะลึง มังกรตัวขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่โบยบินไปมาอยู่เหนือท้องฟ้าพร้อมกันนั้นเองมังกรที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้คนทั้งหลายก็ได้บินโฉบพร้อมกับปล่อยเพลิงเผาผลาญกองกำลังทั้งหมดของตระกูลเซียวภายในเวลาไม่นาน นับเป็นตระกูลใหญ่ตระกูลแรกที่ล่มสลายหายไปจากแผนที่และหายไปจากเมืองจินเฟิงแห่งนี้ไปตลอดกาล

            “เอาละการฝึกของทหารใหม่จบสิ้นแล้ว ผู้บัญชาการทุกกองตรวจสอบทหารที่บาดเจ็บแล้วไปเบิกโอสถมารักษาพวกเขาให้หายเป็นปกติ ใครที่เสียชีวิต ให้ตอบแทนและดูแลครอบครัวของพวกเขาให้ดีที่สุด”คำสั่งที่เรียบง่าย แต่กลับมีคุณค่าทางจิตใจกับเหล่าทหารทุกคนเพียงแต่ทหารทุกคนยังตะลึงกับคำพูดของเจ้าเมืองของพวกเขาการฝึก ฝึกทหารใหม่โดยใช้สงครามจริง ใช้สงครามจริงในการฝึกทหารใหม่ โอ้ท่านเจ้าเมืองท่านทำไปได้.......

            ทหารทุกคนต่างก็โห่ร้องด้วยความยินดีในชัยชนะครั้งนี้ถึงแม้เจ้าเมืองของพวกเขาจะบอกว่าเป็นเพียงการฝึก แต่ในความเป็นจริงพวกเขาพึ่งชนะสงคราม สงครามระหว่างเมืองจินเฟิงกับตระกูลเซียวตระกูลที่ฝังรากลึกมายาวนาน พวกเขาทหารใหม่ของเมืองจินเฟิงสามารถรบชนะชัยชนะที่แท้จริง ชัยชนะที่เป็นของพวกเขาเหล่าทหารทุกนายทุกระดับต่างพากันตบเท้าเข้าไปฉลองชัยในเมืองจินเฟิง

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน