เล่มที่2 บทที่34 ครึ่งปีให้หลังจะมาจัดการ
คนที่เหลือได้แต่ยืนตกตะลึง คิดไม่ถึงว่าจั่วเฉินจะมีท่าทีเช่นนี้
ต่อหน้าศิษย์สายตรง แม้จะเป็นศิษย์สายในที่มีภูมิหลังไม่ธรรมดาก็ยังต้องหวั่นเกรงควรจะต้องก้มหัวให้อย่างนอบน้อมจึงจะถูก ทว่าจั่วเฉินผู้นี้กลับไม่เห็นเซียวหลิงฟงอยู่ในสายตาเลยสักนิดแค่แข็งกร้าวก็ว่าไปอย่าง ทว่าเขายังกล้ารีดไถค่าผลงานถึงสองหมื่นแต้ม เรื่องเช่นนี้ทั้งสำนักคงมีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าทำกระมัง
กลิ่นอายพลังอันน่ากลัวระเบิดออกจากตัวเซียวหลิงฟง เพียงพริบตาก็กระจายไปรอบๆปิดล้อมจั่วเฉินเอาไว้
“ทำไม แค้นงั้นหรือ?”
จั่วเฉินมองเซียวหลิงฟงด้วยสายตาเย็นชา มุมปากยกยิ้มเย้ยหยันพลางก้าวเท้าออกไปข้างหน้ากลิ่นอายพลังที่อัดแน่นปะทะกับพลังของเซียวหลิงฟงอย่างไม่ยอมถอย
พลังของเซียวหลิงฟงเข้าถึงระดับเรียกวิญญาณขั้นสองแล้วจึงไม่ใช่ระดับที่จั่วเฉินในตอนนี้สามารถต้านทานได้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น จั่วเฉินก็ไม่มีทีท่าหวาดกลัวหรือคิดที่จะถอยสักนิด
น่าขำนัก เซียวหลิงฟงเกิดจิตสังหารแล้ว มีหรือจั่วเฉินจะทนได้
เซียวหลิงฟงโจมตีออกมาอย่างรุนแรง ทันใดพลังฝ่ามืออันน่าสะพรึงกลัวก็แทรกผ่านเข้ามาในร่างของจั่วเฉินจนทำให้เขาถูกอัดและเซถอยไปด้านหลังหลายสิบเมตรพร้อมกับเลือดสีแดงสดที่ซึมออกจากมุมปาก
ความต่างของระดับพลังยังคงมีมาก แม้จั่วเฉินจะพัฒนาเป็นระดับหลอมรวมขั้นห้าแล้วก็ตามเขาก็ยังไม่สามารถต้านทานการโจมตีของเซียวหลิงฟงได้
ทว่าครู่ต่อมา จั่วเฉินก็ระเบิดพลังปราณธาตุสายฟ้าและไฟในตัวออกมาทั้งหมดพริบตานั้นพลังก็พุ่งขึ้นถึงขีดสูงสุด ก่อนที่เขาจะส่งเคล็ดวิชาบงการอัสนีออกไปเพื่อโจมตี
“ช่างไม่เจียมแท้”
เซียวหลิงฟงเหลือบมองด้วยความดูแคลน ก่อนจะกางมือขวาและกำแน่นเพื่อผนึกพลังที่เคล็ดวิชาบงการอัสนีสำแดงออกมา
“อะไรน่ะ!?”
พริบตาถัดมา ร่างของจั่วเฉินก็สลายกลายเป็นลำแสงสายหนึ่งพุ่งเข้าโจมตีเซียวหลิงฟง
จั่วเฉินเคลื่อนไหวร่างกายเป็นท่วงท่าที่สองจากหินหยกเข้าสู้ การพัฒนาเป็นระดับหลอมรวมขั้นห้าทำให้พลังของเขาแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมดังนั้น ต่อให้ท่าที่สองที่ร้ายกาจที่สุดนี้จะไม่สามารถเอาชนะเซียวหลิงฟงได้ อย่างน้อยๆก็เพียงพอที่จะทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บสาหัส
ผู้ฝึกยุทธระดับหลอมรวมขั้นห้าคิดจะทำร้ายผู้ฝึกยุทธระดับเรียกวิญญาณขั้นสองไม่ว่าใครได้ยินเรื่องนี้ก็คงมองเป็นเรื่องที่น่าขัน ทว่าจั่วเฉินนั้นมั่นใจ คนนอกไม่มีทางรู้ได้เลยว่าท่วงท่านี้มีพลังน่ากลัวขนาดไหน
ทว่าชั่วขณะที่จั่วเฉินกำลังจะลงมือ หลงซินเย่กลับเอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อนนางก้าวออกมาขวางคนทั้งคู่เอาไว้
“พอได้แล้ว!” หลงซินเย่เอ่ยเสียงดัง
พลังที่จั่วเฉินสั่งสมจนถึงระดับสูงสุดเมื่อครู่ถูกกดเอาไว้ เขารู้ดีว่าหากหลงซินเย่เข้ามาขัดขวางแล้วการต่อสู้นี้ก็ไม่อาจดำเนินต่อได้อีก ไม่เพียงแค่จั่วเฉินเท่านั้น เซียวหลิงฟงเองก็เก็บพลังของตัวเองกลับไปเช่นกันเขาแค่นหัวเราะออกมาพลางเหลือบมองจั่วเฉินอย่างไม่ยี่หระ
“ไม่ได้เรื่อง หากไม่ใช่เพราะศิษย์น้องหลงขวางไว้ ตอนนี้เจ้าคงได้กลายเป็นศพไปแล้ว”
“ก็แค่ฝึกฝนนานกว่าข้าหลายปีเท่านั้น เจ้ากลับไร้ยางอายถึงเพียงนี้เชียว ระดับเรียกวิญญาณขั้นสองของเจ้าน่าภูมิใจมากนักหรือ หากอยู่ระดับเดียวกัน ข้าคุณชายใช้แค่มือเดียวก็จัดการเจ้าได้แล้ว”
จั่วเฉินเองก็โต้ตอบอย่างไม่ยี่หระเช่นกัน ไม่พอ เขายังกล่าวเสริมต่อ
“อย่างมากข้าก็ใช้เวลาอีกแค่ครึ่งปีเท่านั้น ถึงตอนนั้นพออยู่ต่อหน้าข้าเจ้าก็คงเทียบไม่ได้แม้แต่สุนัขกระมัง”
สิ้นเสียง ศิษย์หญิงคนอื่นๆ ก็เบิกตาโต
ครึ่งปีหรือ!? ต่อให้เซียวหลิงฟงจะไม่พัฒนาขึ้นอีกก็ตาม ทว่าจั่วเฉินจะต้องพัฒนาเป็นระดับเรียกวิญญาณขั้นสองภายในครึ่งปีจึงจะมีสิทธิดวลกับเซียวหลิงฟงได้ นี่กำลังล้อเล่นอยู่หรืออย่างไร
เวลาเพียงครึ่งปี จากระดับหลอมวิญญาณขั้นสี่... ไม่สิ จากระดับหลอมวิญญาณขั้นห้าพัฒนาเป็นระดับเรียกวิญญาณขั้นสองเนี่ยนะทุกคนที่อยู่ที่นี่คงมีเพียงหลงซินเย่เท่านั้นที่พอจะเป็นไปได้
แม้ว่าจั่วเฉินจะไม่ธรรมดา แต่ระหว่างอัจฉริยะที่แท้จริงนั้นความแตกต่างขนาดนี้นับว่ามากมายทีเดียว ดังนั้นทุกคนจึงคิดว่าจั่วเฉินไม่น่าจะท้าดวลกับเซียวหลิงฟงได้ภายในครึ่งปีแน่
“อย่ามั่นใจให้มากนัก ระวังจะหน้าแตกเอา”
เซียวหลิงฟงโกรธมากจนหลุดขำ ตอนนี้เขารู้สึกสงบลงมากแล้วสายตาที่มองจั่วเฉินก็คล้ายกับกำลังมองคนสติไม่ดีอยู่
พูดตามตรงแล้ว เขาฝึกฝนมายี่สิบกว่าปีทว่านี่กลับเป็นครั้งแรกที่เห็นศิษย์ที่ไม่รู้จักฟ้าต่ำดินสูงอย่างจั่วเฉิน คิดจะพัฒนาจากระดับหลอมรวมขั้นห้าให้เป็นระดับเรียกวิญญาณขั้นสองภายในครึ่งปีเพื่อท้าดวลกับเขาคงกำลังเพ้อฝันอยู่กระมัง อีกอย่าง ครึ่งปีหลังจากนี้ ตัวเขาก็คงไม่ได้มีพลังระดับเดียวกับวันนี้แล้ว
“เช่นนั้นก็ลองดูสิ” จั่วเฉินมองเซียวหลิงฟงด้วยสายตายั่วยุ
คนที่เหลือมีเพียงหลงซินเย่เท่านั้นที่ยังรักษาสีหน้าสงบนิ่งไว้ได้นางเข้าใจจั่วเฉินดี ก่อนหน้านี้นางก็เคยเห็นท่าทีแข็งกร้าวของเขามาก่อนแล้ว ตอนอยู่ที่สำนักสลายดาราจั่วเฉินเพิ่งจะปลุกพลังสำเร็จได้ไม่นานก็กล้ามีเรื่องกับสกุลเจียง คงไม่ต้องพูดถึงจั่วเฉินในตอนนี้
“พวกเราไปเถอะ” หลงซินเย่เอ่ยกับจั่วเฉินและคนที่เหลือก่อนจะหันไปเอ่ยกับเซียวหลิงฟงต่อ “ศิษย์พี่ฟงก็มีภารกิจเหมือนกันไม่ใช่หรือ เช่นนั้นพวกเราไม่รบกวนแล้ว”
“ได้ พวกเจ้าระวังกันด้วยนะ”เซียวหลิงฟงหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย แม้จะไม่อยากจากไปเท่าไรนัก แต่ก็จำต้องพยักหน้ารับ
ทุกอย่างนั้นชี้ชัดว่าหลงซินเย่ต้องการจะทลายความบาดหมางนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาลั่นวาจาท้าดวลอะไรกันต่อทว่านั่นก็ทำให้เซียวหลิงฟงอึดอัดไม่น้อย เพราะความหมายที่นางเอ่ยออกมาคือให้เขาเป็นฝ่ายจากไปแทนที่จะเป็นจั่วเฉิน
หรือจั่วเฉินผู้นี้จะไม่ใช่แค่โล่กำบังอย่างที่คิด ทั้งสองคนมีความสัมพันธ์กันจริงๆหรืออย่างไรกัน
หลังจากเซียวหลิงฟงจากไป จั่วเฉินกับคนที่เหลือก็มุ่งไปทางอื่นและเริ่มทำภารกิจอื่นกันต่อตลอดทางมานี้จั่วเฉินก็ได้รับการปฏิบัติพิเศษมากมาย หลี่หลิงเอ๋อก็เอาแต่วนเวียนอยู่รอบตัวเขาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบต่างๆ นานาไม่หยุด อีกทั้งยังประเคนยาลูกกลอนรักษาอาการบาดเจ็บให้ศิษย์หญิงอีกสามคนที่เห็นท่าทีของนางต่างก็รู้สึกประหลาดใจ
ผ่านไปหลายวัน ภาจกิจที่รับมาก็สำเร็จไปประมาณหนึ่ง พวกเขาจึงตัดสินใจเดินทางออกจากส่วนลึกของขุนเขาเพื่อกลับสำนัก
...
ที่ตำหนักภารกิจ พวกเขานำทรัพยากรทั้งหมดที่ได้ไปแลกเป็นค่าผลงานได้มากมายจากนั้นหลงซินเย่ก็มอบแผ่นผลึกใสแผ่นหนึ่งให้จั่วเฉินพร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ก็บอกแล้วว่ามีส่วนของเจ้าด้วย นี่เป็นค่าผลงานสามส่วนรับไปสิ”
“ขอบคุณ”
หลังจากรับมา จั่วเฉินก็กวาดตามองแผ่นผลึกใสก่อนจะพบว่าภายในมีค่าผลงานอยู่หนึ่งพันห้าร้อยแต้ม
ที่จริงแล้ว จั่วเฉินได้สังหารวัวเขาอัสนีที่เป็นสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นห้าไปโดยบังเอิญหากนำไปแลกเป็นค่าผลงานแล้วก็น่าจะได้สักเก้าพันแต้มพอรวมกับค่าผลงานสองหมื่นแต้มที่ได้จากเซียวหลิงฟง ถือว่าครั้งนี้เขาเป็นคนที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดค่าผลงานหนึ่งพันห้าร้อยแต้มนี้จึงไม่นับว่ามากมายอะไร
ทว่าแลกกับการที่เสี่ยงชีวิตช่วยทุกคนออกมาจากบึงวารีเย็นแห่งนั้นจั่วเฉินก็สมควรได้รับค่าผลงานหนึ่งพันห้าร้อยแต้มนี้แล้ว
เมื่อได้รับค่าผลงานมาแล้ว จั่วเฉินก็ขอตัวจากไป
พวกหลงซินเย่กับศิษย์หญิงที่เหลือก็เดินตามออกมาจากตำหนักภารกิจพอเห็นแผ่นหลังที่จากไปของจั่วเฉิน ทุกคนต่างก็มีความรู้สึกมากมายในใจ
ภารกิจครั้งนี้ เดิมทีจั่วเฉินไม่ได้มีความสำคัญอะไรแถมในสายตาเจียงเม่ยเขายังถือว่าเป็นภาระเสียอีก คิดไม่ถึง ว่าพวกนางจะรอดตายมาได้เพราะจั่วเฉินผู้นี้ตรงกันข้าม เซียวหลิงฟงที่รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะคุ้มกันให้กลับเห็นแก่ความปลอดภัยของตัวในช่วงเวลาคับขัน
ในตอนนี้เองที่ทุกคนรับรู้ได้ถึงอารมณ์ของหลี่หลิงเอ๋อ นางจ้องมองแผ่นหลังของจั่วเฉินอย่างเหม่อลอยไม่ขยับเขยื้อนตัวสักนิด หลงซินเย่ที่เห็นดังนั้นจึงอดที่จะหยอกล้อไม่ได้
“ให้ตายเถอะ ทำหน้าเลื่อนลอยเช่นนี้อย่าบอกนะว่าศิษย์น้องหลิงเอ๋อหวั่นไหวกับจั่วเฉินเข้าแล้ว”
“ไร้สาระ...” หลี่หลิงเอ๋อหน้าแดง ก่อนจะพึมพำออกมาเสียงเบาราวกับเสียงแมลง “...อีกอย่าง จั่วเฉินเป็นคู่บำเพ็ญของศิษย์พี่หญิงหลงไม่ใช่หรือ”
...
พอจากมาแล้ว จั่วเฉินก็มุ่งตรงไปทางหอคัมภีร์ของสำนักทันที
ตอนนี้ หากนับค่าผลงานทั้งหมดรวมกันแล้วก็มีมากถึงสองหมื่นสามพันแต้มซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะแลกเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตได้สี่วิชาแล้วจั่วเฉินต้องการพิสูจน์ข้อสงสัยของตนเองว่าเขาจะสามารถฝึกเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตทั้งเจ็ดธาตุได้หรือไม่
หลังจากเข้ามาที่หอคัมภีร์จั่วเฉินก็เลือกที่จะแลกเคล็ดวิชาวารีวิญญาณที่เป็นเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตธาตุน้ำอย่างเดียวก่อนเพราะหากแลกทีเดียวทั้งหมดแต่ไม่สามารถฝึกฝนได้ แบบนั้นจะถือว่าสิ้นเปลืองไม่น้อย
หลังจากที่จ่ายค่าผลงานห้าพันแต้มแลกเคล็ดวิชาวารีวิญญาณแล้วจั่วเฉินก็ไปที่หอสมบัติต่อ และเตรียมจะใช้ค่าผลงานที่มีเพื่อแลกยาลูกกลอน
ขณะฝึกฝน จั่วเฉินก็ยังไม่ลืมอาการบาดเจ็บที่ขาของอาเล็ก เขาจึงอยากแลกยาลูกกลอนหรือสมบัติมารักษาอาการบาดเจ็บที่ขาของนางด้วยทว่าเมื่อมาถึงหอสมบัติและเข้าใจเรื่องทุกอย่างแล้ว จั่วเฉินก็ต้องจากไปด้วยรอยยิ้มขมขื่น
ยาถอนพิษกระดูกที่สามารถรักษาท่านอาเล็กได้นั้นตัวที่มีคุณภาพแย่ที่สุดก็อยู่ที่ระดับดินขั้นกลางแล้วและค่าผลงานที่ต้องการก็มากถึงสามหมื่นแต้ม ซึ่งไม่ใช่จำนวนที่จั่วเฉินในตอนนี้จะแลกได้
ดูท่าคงต้องพับความคิดในการแลกยาลูกกลอนไปก่อนหลังจากนี้พอสะสมค่าผลงานได้มากพอแล้วค่อยมาแลกใหม่แล้วกัน
...
หลังจากได้เคล็ดวิชาวารีวิญญาณมาแล้วจั่วเฉินก็ไม่ได้กลับที่พักทันที เขาเลือกที่จะไปหอประลองของสำนัก
หอประลองของตำหนักนภาปราณยุทธคล้ายกับลานประลองของสำนักสลายดารานอกจากเหล่าศิษย์จะสามารถประลองฝีมือกันที่นี่ได้แล้วยังมีห้องฝึกฝนส่วนตัวอีกไม่น้อย
จั่วเฉินมาที่นี่เพราะต้องการฝึกเคล็ดวิชาวารีวิญญาณเป็นการส่วนตัวหากมีคนรู้ว่าเขามีพลังปราณธาตุสายฟ้าและไฟยังพอไหว แต่หากเขามีพลังปราณธาตุที่สามด้วยคงจะเป็นที่ฮือฮากันแน่ถึงตอนนั้น เกรงว่าเขาจะถูกคนมากมายหมายตา ซึ่งจั่วเฉินไม่อยากให้มีเรื่องยุ่งยากตามมาอีก
หลังจากเข้ามาในหอประลอง จั่วเฉินก็พบเข้ากับฉากที่อลังการณ์ ที่หอประลองแห่งนี้แบ่งออกเป็นสามชั้นซึ่งในแต่ละชั้นก็มีศิษย์ออกันอยู่เต็มไปหมด ที่แท่นประลองมีคนมากมายกำลังประลองฝีมือกันอยู่
ตลอดทางที่เดินผ่านก็มีทั้งเสียงโห่ร้องและก่นด่ามากมาย ซึ่งนั้นนับว่าเปิดหูเปิดตาจั่วเฉินไม่น้อยต้องยอมรับว่าบรรยากาศที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น ตอนที่เดินอยู่ภายใน แม้ว่าจะไม่ได้ต่อสู้ด้วยตนเองแต่จั่วเฉินก็ถูกบรรยากาศรอบข้างปลุกเร้าจนเกิดความรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา
เมื่อมาถึงห้องฝึกฝนที่ว่างเปล่า จั่วเฉินก็สงบใจลง ก่อนจะเริ่มศึกษาเคล็ดวิชาวารีวิญญาณนอกจากข้อพึงระวังแล้ว เคล็ดวิชาวารีวิญญาณนี้ก็มีข้อความอยู่ไม่กี่พันตัวอักษรเท่านั้นใช้เวลาอ่านไม่นานจั่วเฉินก็ได้เริ่มต้นการฝึก