กำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง]

    SS2_No.1 ลืมตาตื่น.....

    1 ปีต่อมา.....
    ในพื้นที่โล่งกว้างที่ถูกปกคลุมไปด้วยชั้นน้ำแข็งที่ไม่มีวันแตกสลาย ด้วยฝีมือของตัวตนที่ยิ่งใหญ่ รอบนอกพื้นที่มีอาคารบ้านเรือนที่ดูเรียบง่าย ทว่ามันกลับถูกสร้างจากน้ำแข็งเช่นเดียวกัน ตรงจุดศูนย์กลางปรากฏตำหนักขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ราวกับว่ามันมีเพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนสำหรับตัวตนที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น ภายในพื้นที่โล่งกว้างนี้ มีเหล่าเด็กรุ่นราวประมาณ 8-18 ปีกำลังฝึกฝนอยู่ตามมุมต่างๆ ตรงใจกลางของพื้นที่นี้กลับมีเด็กเพียงเด็กสาวสองคนที่กำลังประมือกัน ทว่าความรุนแรงในการปะทะนั้นรุนแรงเป็นอย่างมาก
    พื้นที่รอบๆ การต่อสู้ของสองสาวนั้นถูกม่านอักขระสีทองคลอบคลุมเอาไว้ จากสองผู้คุมกฏตำหนักจันทราเหมันต์ที่เป็นฝาแฝดกัน คือ อี้หลินกับอี้ซวง ทำให้พลังในการปะทะกันของทั้งสองไม่อาจหลุดรอดออกมาได้ และเด็กหนุ่มที่อยู่ภายในม่านอักขระที่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการประลอง แต่กลับต้องคอยป้องกันตัวเองการการปะทะกันของสองสาว เสมือนการฝึกฝนของพวกเขาที่ต่างกันออกไป
    "เซียงเซียง ดูเหมือนจิตใจเจ้าจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยนะ" หนิงเอ๋อร์กล่าวหยอกล้ออย่างขบขัน ก่อนจะซัดฝ่ามือออกไปอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นคลื่นพลังโถมเข้าโจมตีใส่
    "เปล่านี่!!?" เซียงเซียงกล่าวตอบปฏิเสธ พร้อมหน้าที่ขึ้นสีเล็กน้อย ก่อนจะตวัดมือเบี่ยงพลังที่พุ่งเข้าใส่ร่างของนาง และโจมตีสวนกลับทันที
    "นี่!!? ก็รู้ว่าพวกเจ้ากำลังดีใจกันอยู่นะ แต่ว่าช่วยฝึกฝนกันอย่างจริงจังหน่อยได้ไหม ถึงเวลาก็ได้เจอเองนั่นแหละ" ไป๋หยุนเฟยที่อยู่ภายในม่านป้องกัน กล่าวเตือนสองสาวในทันที แม้ในใจของเขาจะอดดีใจไม่ได้เช่นกัน ทว่าเขาก็ยังพยายามเก็บอาการอย่างสมบูรณ์แบบ
    "รู้แล้วล่ะน่า" เซียงเซียง กับ หนิงเอ๋อร์ เอ่ยขึ้นแทบจะพร้อมเพรียงกัน
    ก่อนจะเริ่มการต่อสู้อย่างจริงจังขึ้น ในการต่อสู้ของสองสาวใช้เพียงกระบวนท่าเท่านั้น แม้จะคล้ายคลึงกันแต่ความเข้าในแต่ละวิชานั้น เซียงเซียงเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทว่าหนิงเอ๋อร์เองก็ได้เปรียบในเรื่องของระดับพลังที่เหนือกว่า ทั้งสองผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างรวดเร็ว ส่วนไป๋หยุนเฟยเอง ก็คอยหลบคลื่นพลังที่กระจัดกระจายออกมา และคอยตั้งรับอย่างดีเยี่ยม การต่อสู้เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ และยังช่วยเรียกสายตาของบรรดาลูกศิษย์อื่นๆ ของตำหนักหันมามองกันอย่างสนใจ
    ในเวลานี้ศิษย์ของตำหนักเหมันต์จันทรา ไม่มีใครไม่รู้จัก เซียงเซียง หนิงเอ๋อร์ และไป๋หยุนเฟย เพราะพวกเขาทั้งสาม กลายมาเป็นศิษย์หลักที่ขึ้นตรงกับเจ้าตำหนัก และรองเจ้าตำหนัก ในคราแรกก็มีศิษย์หลายๆ คนไม่พอใจ กระทั่งได้ประมือกับทั้งสามจึงได้รู้ถึงความแข็งแกร่งของพวกเขา และยังมีข่าวลือว่าพวกเขาทั้งสามสามารถเอาชีวิตรอดมาจาก อสูรกนรกได้อีก แม้จะบาดเจ็บปางตายก็เถอะ แต่การรอดชีวิตนั้นหมายถึงว่าพวกเขาจะต้องมีความสามารถที่พอตัวเช่นเดียวกัน
    "ปัง!!? ครืน!!? ตู้มมม!!?"
    การประลองของสองสาวทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และไม่นานนักก็เป็นหนิงเอ๋อร์ที่เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำพ่ายแพ้ไป โดยที่ฝ่ามือของเซียงเซียงจ่อที่คอของนาง หนิงเอ๋อร์ได้แต่ส่ายหัวอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้
    "ข้าแพ้อีกแล้ว ทำไมกัน ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาข้าถึงไม่เคยเอาชนะเจ้าได้เลย?"
    "เจ้าจะสนใจไปทำไม ก็แค่การประลองเท่านั้น" เซียงเซียงเอ่ยตอบด้วยท่าทีเย็นชา
    "พรึ่บ!!?"จู่ๆ เหนือศีรษะของทั้งสาม ก็ปรากฏร่างของหญิงสาววัยกลางคนที่มีใบหน้าที่เย็นชาขึ้น ทันทีที่เซียงเซียง หนิงเอ๋อร์ และไป๋หยุนเฟย เห็นเข้าทั้งสามจึงรีบคุกเข่าลงทันที ก่อนจะรีบเอ่ย
    "คาราวะท่านเจ้าตำหนัก ค่ะ/ครับ"
    "พวกเจ้าทั้งสามเตรียมตัวให้พร้อม อีกครึ่งชั่วยามไปพบข้าที่ตำหนัก" เจ้าตำหนักเพียงพยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนจะสั่งงานและพลันหายตัวไปทันที
    หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกฝนของทั้งสาม ผู้คุมกฏก็สั่งยุติการฝึกฝนในวันนี้ทันที ก่อนจะทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
    เซียงเซียงที่มีใบหน้าที่เย็นชาประดุจน้ำแข็งมาตลอด 1 ปีมานี้เริ่มมีรอยยิ้มแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม ก่อนจะเหม่อมองไปยังทิศทางนึง และก็ต้องสะดุดกับคำพูดของหนิงเอ๋อร์ที่เอ่ยแซว พร้อมด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีของเซียงเซียงอย่างเห็นได้ชัด
    "เจ้ายิ้มออกมาแล้ว ไหนบอกไม่ได้คิดอะไรกับเขาคนนั้นไง"
    "บะ...บ้า ขะ..ข้าแค่อยากขอบคุณเขาเท่านั้นเอง" เซียงเซียงที่พูดด้วยน้ำเสียงติดๆขัดๆ ก่อนจะรีบทะยานตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
    "หนิงเอ๋อร์ เจ้าก็ชอบไปแกล้งนางเหลือเกินนะ" ไป๋หยุนเฟย
    "ข้าก็แค่หมั่นไส้นางที่ชอบปากแข็งเท่านั้นแหละ ช่างเถอะ พวกเราก็รีบไปเตรียมตัวกันเถอะ" หนิงเอ๋อร์เอ่ยจบก็รีบทะยานออกไป
    "เห้อออ!!? เจ้าเองก็ชอบเขาคนนั้นเหมือนกันสินะ" ไป๋หยุนเฟยเอ่ยอย่างแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆ ทะยานกลับไปยังที่พักของตน
    ภายในตำหนัก
    เจ้าตำหนักวารีพิสุทธิ์ เจ้าตำหนักเทพวายุอสนี เจ้าตำหนักเพลิงโลกันต์ และเจ้าตำหนักเหมันต์จันทรา พร้อมด้วยศิษย์หลักของแต่ละตำหนัก มากันพร้อมหน้าพร้อมตา
    ไม่นานนักเซียงเซียง หนิงเอ๋อร์ และไป๋หยุนเฟยก็มาถึง เมื่อทำความเคารพเจ้าตำหนักทั้งหมด ก็ไปยืนรวมตัวกัน ก่อนที่เจ้าตำหนักเหมันต์ จะเริ่มเอ่ยขึ้น
    "ในเมื่อมากันพร้อมแล้ว พวกเจ้าทั้งหมดจะไปพร้อมกับข้า หรือรอให้ข้าพาเด็กนั่นมาที่นี่"
    "แหม!! คำสั่งจากบรรพบุรุษทั้งที ข้าก็ต้องไปรอพบอยู่แล้ว" เจ้าตำหนักเพลิงโลกันต์
    "ตามนั้น!!?" เจ้าตำหนักเทพวายุอสนี
    "ข้าก็อยากรู้ว่ามันเกี่ยวข้องอะไรกับตำหนักของข้า" เจ้าตำหนักวารีพิสุทธิ์
    "ถ้ายังนั้นก็อย่าเสียเวลา ไปกันเลยละกัน" สิ้นเสียงของเจ้าตำหนักเหมันต์
    นางก็ลุกเดินนำทางเข้าไปยังห้องลับ ของภายในตำหนักทันที ตลอดทางเดินด้านในสลับซับซ้อน เต็มไปด้วยกลไก และอักขระรูปแบบต่างๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูเหล็กบานนึง ก่อนที่นางจะวางมือประทับลงไป อย่างนิ่มนวล
    "ครืนนนน!!!?"
    ทันทีที่มือของเจ้าตำหนักเหมันต์สัมผัสถูกประตูเหล็ก อักขระที่ถูกลงไว้ที่ประตูก็พลันสลายหายไป และเสียงประตูที่ค่อยๆ ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ ภายในห้องนี้เป็นเพียงห้องธรรมดา แต่พื้นด้านบนด้านล่างและผนังรอบๆ ถูกวางอักขระป้องกันอย่างหนาแน่น ตรงกลางห้องมีรังไหมขนาดพอดีกับตัวคนอยู่ ทว่ากลับมีออร่าบางๆ แผ่ออกมาตลอดเวลา พวกเขาทั้งหมดที่มาถึง มองดูภาพเบื้องหน้าอย่างใคร่รู้ และอดแปลกใจไม่ได้ แต่กลับไม่มีคำถามใดใดหลุดออกมาแม้แต่ประโยคเดียว จนกระทั่ง.....
    "แกร๊ก แกร๊บ เปรี๊ยะ!!?"
    รังไหมขนาดตัวคนค่อยๆ ปริแตกออกทีละเล็กละน้อย ผู้คนรอบนอกเฝ้ามองด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป เมื่อเสียงเริ่มเงียบลงไป
    "บรึ้มมมม!!?"
    ก็เกิดระเบิดขึ้นทันที พร้อมด้วยฝุ่นควันจำนวนมากพวยพุ่งออกมา เจ้าตำหนักทั้งสี่โบกสะบัดมือไปมา ฝุ่นควันที่คละคลุ้งอยู่เบื้องหน้าก็พลันสลายหายไป ก่อนจะปรากฏร่างของเด็กหนุ่มวัยประมาณ 18 ปีขึ้น ผิวกายของเขาขาวประดุจหยก ผมที่ยาวขึ้นประบ่า เปล่งแสงสีทองอ่อนๆ ปกคลุมร่าง นั่นคือแสงของพลังวิญญาณที่สมบูรณ์ ทว่าผู้คนรอบนอกที่กำลังเฝ้ามองอยู่นั้น บางคนก็ถึงกับต้องเบือนหน้าหนีไปในทันที ส่วนกลุ่มคนที่ยังจับจ้องมองอยู่นั้น ก็เริ่มตกตะลึงอ้าปากค้าง จะมีก็แต่เพียงเซียงเซียงเท่านั้นที่จ้องมองภาพเบื้องหน้า แล้วส่ายหัวเล็กน้อย ก่อนจะสบถในใจเบาๆ
    "เปิดตัวได้อลังการมาก หลิงเทียน"
    เด็กหนุ่มนามว่าหลิงเทียนนั้นค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ ในใจของเขายินดีเป็นอย่างมาก เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อ 1 ปีก่อนนั้น เขาที่ซึ่งอ่อนแอไม่อาจปกป้องใครได้ จนทำให้กลุ่มของเขาต้องเกือบตายทั้งหมด แม้เขาจะยังไม่ได้มีความผูกพันธ์กับคนในกลุ่มมากนัก ทว่ากับเซียงเซียงที่ได้ชื่อว่าเป็นคู่หมั้นของเขา ก็เกือบตายจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นด้วย แต่เมื่อได้เห็นทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตาก็อดดีใจไม่ได้
    ไม่นานนักเขาก็เริ่มรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะสายตาแต่ละคู่ที่จับจ้องมองมาที่เขานั้นแปลกออกไป ราวกับหน้าของเขามีอะไรติดอยู่ และที่น่าตกใจกว่านั้นกลับมีสายตาหลายคู่เบือนหน้าหลบหนีไปมองทางอื่น ยังกับว่าหน้าตาเขาน่าเกลียดน่ากลัวอะไรประมาณนั้น ก่อนที่หลิงเทียนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ และเอ่ยถามด้วยน้ำเสียง กล้าๆ กลัวๆ
    "นี่ข้าเสียโฉมไปแล้วหรือไง ถึงได้มองข้าแบบนั้นกัน!!?"
    ทันทีที่ทุกคนได้ยินเสียงของเด็กหนุ่ม ได้แต่ร้องตะโกนในใจอย่างพร้อมเพียงกัน
    "ไม่ใช่โว้ยยยยยย!!?"
    หลิงเทียนที่เห็นคนอื่นๆ เงียบไปก็พลันหดหู่ขึ้นมา และพยายามเอามือมาลูบหน้าไปมาเพื่อเช็คทันที ก่อนที่เซียงเซียงจะเดินเข้ามาหา แล้วค่อยๆ ถอดผ้าคลุมของนางออก พร้อมกับคำพูดที่ทำให้ผู้คนรอบนอก และหลิงเทียนที่ได้ยินถึงกับแทบจะกลายเป็นร่างไร้วิญญาณเลยก็ว่าได้
    "เอาผ้านี่ไปคลุมตัวก่อนเถอะ แล้วก็ช่วยจัดการ...ให้มันสงบด้วยนะ เอามันไปชี้หน้าคนอื่นมันดูไร้มารยาทเป็นอย่างมาก"
    หลิงเทียนที่ได้สติ รีบก้มดูตัวเองทันที เมื่อเห็นบางอย่างเข้าถึงกับเข้าใจในทันที ก่อนจะรีบคว้าผ้าในมือของเซียงเซียงมาพันรอบตัว พร้อมกับสบถในใจอย่างหดหู่
    "ชิบหายล่ะ!!? นี่ตื่นมาก็แก้ผ้าต่อหน้าผู้คนเลยหรอวะเนี่ย แล้วข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนฟร่ะ ไอ้บรรพบุรุษเฮงซวยเอ้ยยย!!?"

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง] ที่คุณอ่าน