ชายายอดพิษ พิชิตใจอ๋องมัจจุราช [นิยายแปล]

    บทที่ 59 ใครกันที่ลุกจากเตียงไม่ไหว (เปิดฟรีวันที่ 20 มกราคม 2569)

    เรือนทิงเส่ว์

    ภายในห้องยังคงมีเสียงร้องโหยหวนเป็นระยะ

    บาดแผลจากแส้บนร่างฉู่จิ้งเสียนหนักเกินไป จำต้องตัดเสื้อผ้าออกเพื่อทำความสะอาดบาดแผล แต่เสื้อผ้ากลับติดแน่นกับบาดแผล พอขยับนิดเดียว ฉู่จิ้งเสียนก็เจ็บปวดทรมานนัก ชุนเหมยและบ่าวหญิงอีกสองสามคนต้องใช้ความพยายามอย่างมาก กว่าจะถอดเสื้อผ้าออกหมด

    “ท่านแม่…” ฉู่จิ้งเสียนร่ำไห้ไม่หยุด “เจ็บเหลือเกิน…”

    พระชายาหลิงอ๋องร้อนใจจนกระทืบเท้า หัวใจของนางปวดราวกับถูกน้ำมันเดือดเผาไหม้ “อดทนหน่อย ทายาแล้วก็จะไม่เจ็บแล้ว”

    แต่บาดแผลจากแส้บนร่างฉู่จิ้งเสียนมีไม่น้อย ต่อให้ผ่านพ้นคราวนี้ไปได้ ร่างกายของฉู่จิ้งเสียนก็จะมีแผลเป็นไปตลอด

    เช่นนั้นแล้วบุตรสาวของนางจะเข้าพิธีสมรสกับเชื้อพระวงศ์ได้อย่างไร คิดให้ตายก็ต้องล้มเลิกความฝันนั้นเสียแล้ว!

    ระหว่างทายา ฉู่จิ้งเสียนก็ร้องโหยหวนอีกครั้ง พระชายาหลิงอ๋องยิ่งปวดใจนัก

    นางไม่อาจทนฟังต่อไปได้ จึงหมุนตัวออกจากห้อง เมื่อเห็นว่าชุนเหมยกลับมาคนเดียว ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วด้วยความโกรธ “ข้าไม่ได้ให้เจ้าไปเชิญท่านอ๋องมาหรือ”

    ชุนเหมยมีสีหน้าลำบากใจ “บ่าวไปแล้ว แต่...แต่เสิ่นอี๋เหนียงบอกว่ารู้สึกไม่ค่อยสบาย ท่านอ๋องจึงไปที่เรือนของนางแทน”

    พระชายาหลิงอ๋องใบหน้าบิดเบี้ยว “นังแพศยา!”

    แต่นางก็เข้าใจดีว่า แส้นั้นเป็นฉู่จี้เฟิงที่ลงมือฟาด ต่อให้หลิงอ๋องมา ก็ไม่กล้าบุกไปก่อเรื่องที่เรือนชูอวิ๋นอยู่ดี

    คิดแล้วก็ยิ่งเกลียด นางแต่งกับคนขี้ขลาดเช่นนี้ได้อย่างไร!

    นางจนปัญญา พระชายาหลิงอ๋องทำได้เพียงสั่งให้คนไปเชิญหมอชื่อดังในเมืองมาที่เรือน พร้อมส่งจดหมายเข้าวัง เชิญหมอหลวงมาด้วย

    บาดแผลจากแส้นั้น รักษาได้เพียงให้ดื่มยาต้มช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและลดรอยฟกช้ำ จากนั้นจึงทายาผงเพื่อช่วยให้แผลสมานตัวได้เร็วขึ้น เพียงอดทนผ่านไปได้ก็จะดีขึ้นเอง

    เพียงแต่ยิ่งอากาศร้อนขึ้น ก็ยิ่งเสี่ยงที่แผลจะติดเชื้อ

    พระชายาหลิงอ๋องฟังคำของหมอหลวงแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงรำคาญ “แล้วหลังจากแผลหายเล่า ท่านหมอมีตัวยาดีสำหรับลบรอยแผลเป็นหรือไม่”

    หมอหลวงรู้ดีว่าแส้นี้เป็นฝีมือผู้ใด และยิ่งรู้ว่าหลิงอ๋องเป็นเพียงตำแหน่งเปล่าเปลือก ไร้อำนาจแท้จริง จึงมิได้ให้ความเคารพนัก “พระชายา แส้นี้ลงด้วยกำลังภายใน บาดแผลลึก การจะให้หายดีภายในหนึ่งเดือนก็ถือว่าดีมากแล้ว ส่วนเรื่องลบรอยแผลเป็น...คงอย่าหวังเลย”

    พระชายาหลิงอ๋องตบโต๊ะลุกขึ้น “เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร! ร่างกายบุตรสาวของข้าจะมีแผลเป็นได้อย่างไร! ท่านหมอ ในสำนักหมอหลวงต้องมียาดีแน่ ขอให้ท่านช่วยหน่อย”

    นางส่งสายตาให้ แล้วสาวใช้ก็ยื่นถุงเงินให้หมอหลวง

    หมอหลวงชั่งน้ำหนักของถุงเงิน ก่อนกล่าว “พระชายา บ่าวจนปัญญาจริงๆ”

    พระชายาหลิงอ๋องใบหน้าชะงัก

    รับเงินไปแล้ว แต่ยังบอกว่าสิ้นหนทาง แต่หมอหลวงกำถุงเงินแน่น ไม่อาจดึงคืนจากมือเขาได้อีก

    คงเป็นเพราะรู้ตัวว่าทำเกินไป หมอหลวงจึงกล่าวว่า “พระชายา ในจวนของท่านมิใช่ว่ามีพระชายาซื่อจื่อที่มีวิชาแพทย์เป็นเลิศหรือ นางถึงกับได้รับคำชมจากฝ่าบาท พระชายาควรไปขอให้พระชายาซื่อจื่อมาดู อาจมีวิธีช่วยได้”

    เมื่อเอ่ยถึงซูอิ่นเย่ว์ พระชายาหลิงอ๋องโกรธขึ้นมาทันที

    นางเป็นคนทำให้บุตรสาวของตนเป็นเช่นนี้ ยังจะต้องไปขอให้นางช่วยอีกหรือ ไม่เท่ากับปล่อยให้นางหัวเราะเยาะหรอกหรือ!

    ความคิดนี้ถูกกดลงไป

    บาดแผลของฉู่จิ้งเสียนแม้จะรุนแรง แต่พระชายาหลิงอ๋องยังกังวลเรื่องครรภ์ของเสิ่นซื่อมากกว่า

    เสิ่นซื่อทำทีเคารพเชื่อฟัง แต่นางกลับใช้เล่ห์กลอยู่เสมอ ยามนี้หลิงอ๋องใส่ใจแต่นาง หากนางให้กำเนิดบุตรชายขึ้นมา เช่นนั้นจะเป็นอย่างไร

    พระชายาหลิงอ๋องคิดได้ดังนั้น ก็สั่งให้คนส่งข่าวออกไป รอจนทุกอย่างเตรียมพร้อมดีแล้ว จึงวางใจลงได้

     

    ฉู่จี้เฟิงกลับถึงเมืองหลวง ในวังส่งคนมาเชิญ แต่ล้วนถูกฉางอู๋อิ่งปฏิเสธไปด้วยข้ออ้างว่าซื่อจื่อร่างกายไม่สบาย

    ฮ่องเต้ฉี่อู่ชินกับนิสัยของฉู่จี้เฟิงเช่นนี้ดีอยู่แล้ว จึงมิได้ถือสาอันใด อย่างไรเสียแม้เขาจะดูเป็นคนเจ็บออดๆ แอดๆ แต่งานกลับทำได้ไม่ขาดตกบกพร่อง กบฏจากแคว้นเหลียงถูกทำลายไปกว่าครึ่ง นี่ล้วนเป็นความดีความชอบของฉู่จี้เฟิง

    ส่วนหยวนหง รองผู้บัญชาการแห่งหน่วยชื่อหลงที่ถูกส่งไปจับกุมช่างทำเข็มพิษ ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการจับกุม ซ้ำยังถูกเข็มพิษทำให้ตาบอด เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ฮ่องเต้ฉี่อู่ก็เห็นว่าเขาไร้ประโยชน์ยิ่งนัก จึงมีราชโองการลดตำแหน่งของเขาลง

    นับแต่นี้ หน่วยชื่อหลงจึงไม่มีรองผู้บัญชาการอีกต่อไป

    ทั่วทั้งราชสำนักต่างเข้าใจทันทีว่า ฮ่องเต้ฉี่อู่ยังคงให้ความสำคัญกับฉู่จี้เฟิง คนเหล่านั้นจึงพากันส่งของกำนัล หรือยื่นเทียบขอเข้าพบ เพื่อเอาใจเขา

    จี้หมัวมัวคุ้นชินกับเรื่องเช่นนี้ดีแล้ว นางส่งของกำนัลทั้งหมดกลับคืนไป

    แต่ส่วนใหญ่แล้วเทียบขอเข้าพบนั้นถูกส่งถึงซูอิ่นเย่ว์ นางเปิดดูเล็กน้อย ล้วนเป็นคำเชิญจากบรรดาฮูหยินและคุณหนู ให้เข้าร่วมงานเลี้ยงชมบุปผาและสังสรรค์

    เมื่อครั้งที่นางยังอยู่ในตระกูลซู เหล่าภรรยาขุนนางเหล่านั้นไม่เคยเชิญนางเลย เพราะในสายตาของพวกนาง บุตรีอนุภรรยาไม่มีสิทธิ์ได้นั่งร่วมโต๊ะดื่มชาและชมบุปผากับพวกนาง

    บัดนี้นางได้รับเกียรติเช่นนี้ก็เพราะได้อานิสงส์จากฉู่จี้เฟิงแท้ๆ

    เพียงแต่ซูอิ่นเย่ว์เพียงคิดก็เข้าใจได้ว่าคนเหล่านี้กำลังวางแผนสิ่งใด นางไม่มีอารมณ์จะไปเข้าสังคมกับพวกนั้น จึงสั่งให้จี้หมัวมัวส่งจดหมายปฏิเสธกลับไป

    บรรดาภรรยาขุนนางเชิญนางไม่ได้ อีกทั้งยังมีคนจากตระกูลซูคอยเสริมแต่งเรื่องราวให้เลวร้ายลง ซูอิ่นเย่ว์จึงกลายเป็นศัตรูของกลุ่มสตรีผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวงในทันที พวกนางเห็นว่านางเป็นเพียงบุตรีอนุภรรยา แต่กลับไม่รู้จักวางตัวให้เหมาะสม

    จากนั้นก็มีคนกล่าวว่า แน่นอนว่าฉู่จี้เฟิงต้องทรมานนางในจวน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ซูอิ่นเย่ว์ไม่กล้าออกจากจวน

    ทุกคนย่อมเอนเอียงไปเชื่อคำกล่าวนี้ ไม่เช่นนั้นพวกนางจะรักษาหน้าไว้ได้อย่างไร

    ฉินมู่มักจะไปมาหาสู่ในแวดวงนั้นอยู่เสมอ นางจึงได้ยินข่าวลือต่างๆ และตัดสินใจตรงไปยังจวนหลิงอ๋องทันที

    นางนั่งรออยู่ในศาลาดอกไม้เพียงครู่เดียว ซูอิ่นเย่ว์ก็เดินเข้ามา

    เดือนหกแล้ว อากาศร้อนอบอ้าวนัก ซูอิ่นเย่ว์สวมชุดกระโปรงแพรโปร่งสีเขียว เครื่องแต่งกายเรียบง่ายดูสง่างาม ให้ความรู้สึกเย็นสบายยิ่งนัก

    แขนขาครบถ้วนดี 

    ฉินมู่เบ้ปาก 

    คนข้างนอกช่างอิจฉาผู้อื่นจริงๆ เรื่องอะไรล้วนแต่งขึ้นมาได้

    นางจิบน้ำบ๊วยเย็นชื่นใจ รสชาติไม่เหมือนที่นางเคยดื่มมาก่อน ให้ความรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก นางยิ่งรู้สึกว่าซูอิ่นเย่ว์เป็นคนที่ไม่ธรรมดา

    “น้องฉินมาได้จังหวะพอดี ข้าทำเครื่องประทินผิวไว้สองกระปุก กำลังคิดจะให้คนส่งไปให้เจ้าอยู่พอดี” ซูอิ่นเย่ว์กล่าว

    ฉินมู่โบกพัดกลมในมือกล่าวว่า “เรื่องเครื่องประทินผิวเป็นเรื่องเล็ก พี่ซู ท่านรู้หรือไม่ว่าข้างนอกพูดถึงท่านอย่างไร”

    ซูอิ่นเย่ว์จิบน้ำบ๊วย ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น “พูดว่าอย่างไรเล่า”

    ฉินมู่เล่าข่าวลือต่างๆ จนครบ ใบหน้ากลมของนางแดงระเรื่อขึ้นเพราะความโกรธ

    ซูอิ่นเย่ว์แค่นเสียงหัวเราะ “ซื่อจื่อกลับมาก็หลับยาว จะไปทรมานข้าได้อย่างไร”

    “นอนหลับตลอด?” ฉินมู่เบิกตากว้าง “คนคนหนึ่งจะนอนได้นานถึงเพียงนี้? นี่ก็หลายวันแล้วใช่หรือไม่”

    “ร่างกายเขาอ่อนแอ ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะฟื้น” ซูอิ่นเย่ว์กล่าว

    ฉินมู่คิดถึงตอนที่ฉู่จี้เฟิงเคยหมดสติไปถึงสามเดือน ทุกคนล้วนคิดว่าเขาใกล้ตายแล้ว แม้แต่จวนหลิงอ๋องก็เริ่มเตรียมการจัดพิธีศพของเขาไปแล้ว ตอนนี้แค่นอนหลับไปไม่กี่วัน ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

    นางแค่นเสียง “ก็โทษแต่ชื่อเสียงของซื่อจื่อเองที่ไม่ค่อยดี คนนอกลือกันว่าเขาทุบตีท่านจนลุกจากเตียงไม่ได้ แต่แท้จริงแล้วเป็นเขาเองที่ลุกจากเตียงไม่ได้!”

    ซูอิ่นเย่ว์ได้ยินเช่นนั้นก็หลุดหัวเราะออกมา

    นางยิ่งชอบฉินมู่เข้าไปอีก เพราะนิสัยตรงไปตรงมา จริงใจ และอยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ

    ทั้งสองสนทนากันอีกเล็กน้อย ก่อนที่ฉินมู่จะกล่าวว่า “ที่จริงวันนี้เป็นวันเกิดของฮูหยินอัครเสนาบดี พี่ซู ท่านจะไปกับข้าได้หรือไม่”

    คล้ายกับเรื่องชายายอดพิษ พิชิตใจอ๋องมัจจุราช [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน