อาวุโสเจิ้งหู่รู้สึกโกรธและอับอายต่อเหตุการณ์ที่ลูกศิษย์สำนักกระบี่เมฆาสวรรค์ของตนก่อเรื่องให้เดือดร้อนเสียหายครั้งนี้มาก..เพราะมันได้รับคำสั่งโดยตรงมาจากท่านเจ้าสำนักมาเชิญชวนตัวเฉินซูย่วนเข้าไปเป็นผู้อาวุโสนักปรุงยาเพื่อยกระดับความสามารถให้คนสำนักกระบี่เมฆาสวรรค์ในอนาคตต่อไป..
อาวุโสเจิ้งหู่ถลึงตาแหลมคมมองไปยังเหลียงซือห้าวศิษย์ในสำนักของตนที่นอนอยู่กล่าวด่ามันในใจ“ถ้าเจ้าไม่ใช่หลานของหนึ่งในผู้อาวุโสของสำนักข้าล่ะก็..ข้าจะกระทืบเจ้าให้ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลย!”
เหล่าสองสำนักใหญ่ได้รู้แล้วว่าเซี่ยซูเหยาผู้อาวุโสสูงสุดสำนักบุปผาเหมันต์เป็นสหายกับตระกูลเฉิน..ความหวังที่เฉินซูย่วนจะเข้าร่วมกับสำนักของพวกมันก็พลันริบหรี่ลง..แล้วกับสำนักกระบี่เมฆาสวรรค์ที่สร้างปัญหาให้บุตรสาวนางเดือดร้อนด้วยก็ยิ่งไม่มีโอกาสเข้าไปใหญ่!
“บัดซบ!..ข้าไม่น่าพูดแบบนั้นออกไปกับพวกนางเลย!”อาวุโสเจิ้งหู่ก่นด่าตัวเองเสียงเบาที่ทำงานสะเพร่าขาดความรอบคอบ..มันมองข้ามไม่สังเกตเห็นเฉินซูย่วนที่อยู่แค่ระดับพลังแก่นแท้มนุษย์ลมปราณขั้น2 ในสายตาเลยเพราะมัวแต่จดจ่อครุ่นคิดเรื่องเซี่ยซูเหยาอยู่..
บรรยากาศเริ่มตลบอบอวลไปด้วยความน่าอึดอัด..ที่ตัวอาวุโสเจิ้งหู่ปล่อยออกมา..
“ท่านเฉินซูย่วน..ข้าเป็นผู้อาวุโสแห่งสำนักสุสานทมิฬ..นามว่า..จิ๋นอิ่ง..ข้ายินดีที่ได้พบกับผู้มีความสามารถปรุงยาขั้นสูงอย่างท่านมากในวันนี้”อาวุโสจิ๋นอิ่งไม่สนใจอาวุโสเจิ้งหู่มันยังคงกล่าวแนะนำตัวออกไป..จิ๋นอิ่งนั้นคิดว่าแม้จะมีโอกาสเชิญชวนเฉินซูย่วนนางมาเข้าสำนักสุสานทมิฬค่อนข้างน้อยแต่ยังไม่อยากยอมแพ้ง่ายๆรอคอยหาโอกาสอยู่..และไม่คิดจะโทษศิษย์จางหยวนที่ตัดสินใจผิดพลาดในครั้งนี้..เพราะวันนี้ได้ดูโชว์ดีๆที่เป็นความเสื่อมเสียของสำนักกระบี่เมฆาสวรรค์ที่ตนเกลียดไปแล้วจึงรู้สึกพึงพอใจมากและมันเตรียมใจฟังผลลัพธ์เอาไว้แล้ว..
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสมากที่กล่าวชม..ข้าน้อยเฉินซูย่วนก็ยินดีที่ได้พบท่านผู้อาวุโสจิ๋นอิ่งเช่นกัน..”เฉินซูย่วนตอบกลับอย่างเรียบเฉย..นางรู้ว่าพวกมันคือใครจากเครื่องแบบชุดดำมีผ้าปิดปากรูปหัวกะโหลกที่มันใส่อยู่นานแล้ว..เช่นเดียวกับสำนักกระบี่เมฆาสวรรค์ที่มีชุดเครื่องแบบลวดลายเมฆเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
อาวุโสจิ๋นอิ่งยิ้มรับแล้วหันไปมองยังบุรุษวัยกลางคนข้างๆสงสัยว่าเป็นใคร..มันไม่อยากที่จะพลาดเรื่องทำความรู้จักกับคนตระกูลเฉินไปแบบเมื่อครู่อีก..
“สวัสดีท่านผู้อาวุโส..ข้าน้อยเป็นเจ้าเมืองเซียงหนานและผู้นำตระกูลเฉินนาม..เฉินเหว่ยหง..ข้ารู้สึกเป็นเกิยรติที่ได้พบกับพวกท่านอย่างยิ่ง!..” เฉินเหว่ยหงก็ไม่พลาดโอกาสที่จะได้กล่าวคารวะทักทายแนะนำตัวเองไป..เฉินเหว่ยหงตัวมันรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้ต้อนรับสำนักใหญ่ทั้งสองในวันนี้และยังได้เป็นสหายกับผู้อาวุโสสูงสุดอย่างเซี่ยซูเหยาด้วยจึงทำให้ภายในใจมันตอนนี้มีความสุขมากจริงๆถึงจะไม่ได้แสดงท่าทางออกมาก็ตาม..แม้จะผิดคาดไปหน่อยที่เกิดเรื่องไม่ดีแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร..
“อืม..ข้าก็ยินดีเช่นกัน..” อาวุโสจิ๋นอิ่งคารวะตอบรับกลับไปอย่างมีมารยาทให้เฉินเหว่ยหงต่างกับที่ทำต่อหลิวชิ่งลิบลับ..
“เฮ้อ..ข้าผู้อาวุโสเจิ้งหู่แห่งสำนักกระบี่เมฆาสวรรค์..ข้าต้องขอโทษด้วยที่กล่าวแบบนั้นไปและเรื่องศิษย์สำนักข้าทำความเดือดร้อนให้บุตรสาวของท่านเฉินซูย่วนในครั้งนี้..ถ้าข้ารู้เร็วกว่านี้ข้าคงสั่งสอนห้ามปรามมันอย่างจริงจังไปแล้ว!..ข้าต้องขอโทษที่เข้าใจผิดต่อพวกท่านอีกครั้ง..” อาวุโสเจิ้งหู่ทำน้ำเสียงกล่าวคารวะด้วยความจริงใจหวังว่าเฉินซูย่วนจะยกโทษให้โอกาสต่อสำนักพวกมันบ้างและมันเปลี่ยนใจไม่คิดจะพาเหลียงซือห้าวไปรักษาก่อนจะได้ฟังคำตอบของเฉินซูย่วน..ส่วนแขนซ้ายที่ขาดก็ยังอยู่กับนางด้วยจึงยังไปไหนไม่ได้ตอนนี้..
“ท่านผู้อาวุโสเจิ้งหู่ข้าไม่คิดเอาผิดอันใดต่อท่านหรอก..แต่ว่าสำหรับเรื่องที่ศิษย์ชายในสำนักท่านผู้นั้นทำต่อเหม่ยเย่ของข้า..ข้าคงไม่อาจอภัยให้มันได้ง่ายๆ..ข้าต้องให้มันตื่นมาขอโทษนางก่อน!..แล้วข้าถึงจะคืนแขนนี้ให้!”เฉินซูย่วนคารวะกลับให้อาวุโสเจิ้งหู่ด้วยเสียงที่แฝงโทสะเล็กน้อย..นางเป็นคนที่ถือเรื่องความถูกต้องมากๆจึงไม่คิดจะคืนแขนซ้ายที่ขาดนี้ไปอย่างไม่ใส่ใจอะไรเลย..
“เอ่อ..แต่ว่าแม่นางเฉิน..เรื่องนี้..”อาวุโสเจิ้งหู่ขมวดคิ้วกล่าวอย่างติดขัดทันทีหลังได้ยินสิ่งที่เฉินซูย่วนต้องการ
“หืม!?..ท่านอาวุโสคิดจะกล่าวปฎิเสธท่านพี่ซูย่วน..สหายของข้างั้นเหรอ!?..” เซี่ยซูเหยาเงยหน้ากล่าวเสียงเย็นชา..ตนยังคงใช้คำสุภาพอยู่เพราะเห็นว่าเจิ้งหู่นั้นอาวุโสกว่า..แต่ถ้าทำให้หมดความอดทนเมื่อไหร่ล่ะก็จะ..ไม่มีทางจะพูดดีด้วยอีกเป็นแน่!
“ไม่ๆ..ไม่ใช่อย่างงั้น..เพียงแต่..”อาวุโสเจิ้งหู่กล่าวไม่จบ..มันหันลงไปมองเหลียงซือห้าวที่ยังนอนสลบอยู่บนพื้น..ต่อหน้าเซี่ยซูเหยาผู้นี้มันมิอาจกล้าปฎิเสธได้!..
อาวุโสจิ๋นอิ่งยิ้มมุมปากเมื่อเห็นอาวุโสเจิ้งหู่ทำท่าทางตื่นกลัวตนพลันรู้สึกยินดีดูการแสดงต่อไปอย่างเพลิดเพลิน..รวมถึงศิษย์ในสำนักของมันเอง..ต่างรอดูเหตุการณ์นี้อย่างสงบ..
“หึ!” เซี่ยซูเหยาสะเหยะยิ้มปล่อยพลังสีฟ้าความเย็นสุดขั้วไปที่ศิษย์สำนักกระบี่เมฆาสวรรค์..ปลุกมันให้ตื่นขึ้น!
ฟ้าววว “เหวอออ..หลบเร็ว!!..”เหล่าศิษย์สหายที่ยืนล้อมคอยปฐมพยาบาลเหลียงซือห้าวอยู่ต่างรีบวิ่งถอยห่างหนีกระเจิง..
แกรก!..“เฮือก!..อ๊ากกก..เจ็บบบโว้ยยยย!!..” เหลียงซือห้าวตื่นขึ้นมาทันทีพร้อมร้องเสียงโหยหวนอย่างทรมาน..
เฉินอี้ทำสีหน้าเย็นชามองดูเหลียงซือห้าวที่เพิ่งตื่นกล่าวในใจ“มันยังไม่รู้จักสำนึกสินะ!..”
“แฮ่กๆ..” เหลียงซือห้าวนั่งหอบหายใจอดทนต่อความเจ็บปวดก้มมองลงไปดูแขนซ้ายที่ขาดหายไปของตัวเองมีแต่ผ้าพันแผล..พอมันเห็นสภาพที่น่าสมเพชเวทนานี้แล้วจึงกัดฟันกู่ร้องคำรามด้วยความโกรธแค้นสุดขีด“ว๊ากกก!..นังสารเลวข้าจะฆ่าเจ้..” เพี๊ยะ! กลุกๆๆ..ก่อนเหลียงซือห้าวกล่าวจบมันถูกใครบางคนตบหน้าจนกลิ้งไปมาอยู่หลายรอบ..
“เจ้าลูกศิษย์โง่!..ตื่นแล้วยังไม่รีบขอขมาแม่นางเฉินอีก!..เจ้าอยากจะตายมากใช่มั้ยห๊า!?” คนที่ง้างมือตบมันปลิวไปคืออาวุโสเจิ้งหู่นั่นเอง..มันสั่นสอนศิษย์กล่าวด้วยสีหน้าดุร้ายสุดๆ..แต่ที่จริงแล้วอาวุโสเจิ้งหู่ได้กำลังช่วยชีวิตเหลียงซือห้าวเอาไว้โดยการห้ามมันก่อเรื่องขึ้นอีก!
“โอ๊ย!..อา..อาจารย์เจิ้งหู่..ทะ..ทำไมท่าน!?..”เหลียงซือห้าวกล่าวถามงุนงงเอามือขวาที่เหลืออีกข้างมาจับแก้มซ้ายจากการถูกผู้อาวุโสในสำนักของตัวเองตบเต็มแรงอย่างปวดแสบปวดร้อนพลางหันไปมองรอบๆ..
“อึก!!..” เหลียงซือห้าวเริ่มได้สติมากขึ้นจึงเห็นสตรีชุดสีฟ้าผู้งดงามแต่พลังลมปราณสูงส่งมีรังสีกลิ่นอายอันตรายมากปล่อยมายังตัวมัน!
“ฮึ่ยยย!..มะ..ไม่จริง..ทะ..ท่านผู้อาวุโสสูงสุดเซี่ยซูเหยา..สำนักบุปผาเหมันต์..ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้!!?..”
เหลียงซือห้าวกล่าวอย่างหวาดกลัวตะกุกตะกักน้ำตาไหลซึมค่อยๆคลานถอยหลังออกห่าง..มันล้วนเคยได้ฟังชื่อเสียงของเซี่ยซูเหยามาก่อน..และเริ่มเข้าใจว่าผู้ใดเป็นคนทำร้ายตัวเองก่อนหน้านี้!
“เจ้าศิษย์เศษสวะสำนักกระบี่เมฆาสวรรค์ที่ยังไม่สำนึกผู้นี้..มันคงเตรียมใจตายมาแล้วสินะ!..” เซี่ยซูเหยากล่าวสีหน้าเย็นชากำลังยกมืออันขาวเรียบเนียนใช้พลังเคล็ดวิชาบุปผาเยือกแข็งส่งมันไปยมโลก..นางคร้านแม้จะจำชื่อของมันเสียด้วยซ้ำ!
“ไม่นะๆอย่าๆได้โปรดเถิดท่านผู้อาวุโสสูงสุดโปรดมีเมตตาไว้ชีวิตข้าด้วย!!..ข้ายังไม่อยากตายตอนนี้!!..ฮือออ” เหลียงซือห้าวร้องไห้รีบคุกเข่าหัวติดพื้นกราบขอขมาแขนข้างเดียวให้ไว้ชีวิตทันที..กับเซี่ยซูเหยาผู้โหดเหี้ยมมันไม่กล้าหือเลยแม้แต่ท่านลุงผู้อาวุโสในสำนักของมันเองก็ตาม..
“ท่านเซี่ยซูเหยาข้าก็ขอไว้ชีวิตมันด้วยคน..ต่อไปข้าจะอบรมศิษย์ข้าให้ดีกว่านี้..ข้าขอร้องไว้ชีวิตมันแค่หนนี้เห็นแก่หน้าผู้อาวุโสอย่างข้าเถิดนะ!..” อาวุโสเจิ้งหู่ก้มคารวะกล่าวขอเซี่ยซูเหยาไปเพราะตนไม่อยากมีจะปัญหากับลุงของเหลียงซือห้าวมันทีหลัง..
“อะ..อาจารย์..ฮือออ” เหลียงซือห้าวร้องไห้อย่างเสียใจจริงๆที่ไม่ฟังคำเตือนของท่านอาจารย์เจิ้งหู่ตั้งแต่แรก..
เซี่ยซูเหยายกมือค้างไว้เหล่ตามองรอความเห็นตัดสินจากเฉินอี้ว่าจะไว้ชีวิตมันดีมั้ย?..
เฉินอี้หลับตาทำสีหน้าเรียบเฉยส่ายหัวปฏิเสธเป็นนัยว่า“อย่าเพิ่งฆ่ามันตอนนี้..”เพราะตระกูลเฉินยังไม่สามารถรับมือกับสำนักกระบี่เมฆาสวรรค์ซึ่งเป็นสำนักใหญ่ได้ถึงจะมีเซี่ยซูเหยาคอยช่วย..
เซี่ยซูเหยาเห็นแล้วจึงหลับตาลดมือลงกล่าวเสียงเย็น“จงไปขอขมาลาโทษจากคนที่เจ้าเพิ่งจะทำผิดซะ..ถ้าพวกนางสหายข้ายกโทษให้..ข้าจะปล่อยเจ้า!”
“ขะ..ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสสูงสุดเป็นอย่างมาก..ข้าจะรีบทำตามเดี๋ยวนี้!” เหลียงซือห้าวสะดุ้งขึ้นรีบหันหน้าคลานไปหาเฉินเหม่ยเย่อย่างเร็ว..เริ่มรู้ตัวว่ามันดันแตะต้องคนที่ไม่สมควรจะไปยุ่งด้วยเลย..
เฉินเหม่ยเย่ยังนั่งอยู่กับพื้นโดยมีเหล่าน้องๆกอดอยู่รวมถึงเฉินอี้ที่อยู่ข้างๆคอยคุ้มกันพี่น้องเผื่อเกิดอันตรายด้วย..
“แม่นางข้าขอโทษ!..ข้าผิดไปแล้วได้โปรดไว้ชีวิตด้วยเถิด..แล้วข้าจะไม่รังควานอะไรเจ้าอีกเลย..ข้าให้สัญญา!”เหลียงซือห้าวกล่าวออกไปเพื่อให้มีชีวิตรอด..ถ้ารู้ก่อนว่าหญิงสาวผู้นี้เป็นสหายกับเซี่ยซูเหยา..ตนจะไม่มีทางไปก่อเรื่องให้แน่!
เฉินเหม่ยเย่ขมวดคิ้วมองสภาพที่น่าสมเพชนี้ของเหลียงซือห้าวแล้วค่อยหันไปพยักหน้าให้ท่านแม่เฉินซูย่วนเพียงเท่านั้น..ไม่อยากจะกล่าวพูดอะไรกับมัน..
เฉินซูย่วนเห็นบุตรสาวไม่คิดเอาเรื่องต่อแล้วจึงกล่าว“ครั้งนี้พวกข้าจะยกโทษให้กับเจ้าเพียงครั้งเดียว..ถ้าขืนยังมาสร้างความเดือดร้อนให้บุตรสาวข้าอีกล่ะก็..ข้าเฉินซูย่วนจะไม่ปล่อยเจ้าไปอีกแน่!”
“ห่ะ!ท่านคือ..ท่านเฉินซูย่วนงั้นเหรอ!!?..”เหลียงซือห้าวเงยหน้าขึ้นมองเบิกตาโตที่มีคราบน้ำตาอย่างตื่นตระหนกเหงื่อแตกเข้าใจกระจ่างทันที..มันดันไปทำไม่ดีต่อบุตรสาวของคนที่สำนักกระบี่เมฆาสวรรค์ต้องการเชิญมาเป็นผู้อาวุโสปรุงยาเข้าซะแล้วแบบนี้..ถึงมันจะกลับสำนักไปเรียกร้องขอความยุติธรรมก็ไม่สามารถทำได้ในความผิดที่ทำไว้อย่างร้ายแรงของตัวเอง..แถมไม่แน่อาจถูกท่านเจ้าสำนักลงโทษขังทรมานมันอยู่ในคุกด้วยซ้ำไป!
เฉินซูย่วนเดินไปหยุดที่ด้านหน้าอาวุโสเจิ้งหู่เอาแขนซ้ายที่ขาดของเหลียงซือห้าวออกมาจากแหวนมิติยื่นให้ก่อนกล่าว“นี่..ท่านผู้อาวุโสแขนซ้ายของมัน..” นางไม่อยากให้มันกับตัวเพราะยังมีความรังเกลียดอยู่..
“ข้าขอบคุณท่านมากที่เมตตามัน..” อาวุโสเจิ้งหู่กล่าวก่อนรับแขนที่มีแต่น้ำแข็งเย็นมือขาวซีดนี้มา..
อาวุโสเจิ้งหู่หลับตากล่าวโล่งอกในใจ“เฮ้อ..เท่านี้ก็จบเรื่องแล้วสินนะ” แล้วหันไปกล่าวเสียงดังต่อศิษย์ให้เหลียงซือห้าวได้สติ “เหลียงซือห้าว!กล่าวขอบคุณแม่นางเฉินแล้วมานั่งตรงนี้ซะ!” มันกระตุ้นให้เหลียงซือห้าวได้สติ..
“อ่ะ!..ข้าขอขอบคุณแม่นางเฉินท่านมากที่ไว้ชีวิตข้า..แล้วต่อไปข้าจะไม่มีทางมีเรื่องกับท่านอีกเลยแน่นอน!..” เหลียงซือห้าวที่รู้สึกตัวจากการนิ่งอึ้งกล่าวอย่างสัตย์จริงเพราะหลังจากนี้คงต้องรับผลกรรมเมื่อกลับสำนักของตัวเองก่อน..มันลุกขึ้นเดินอย่างโซเซกลับไปนั่งที่เดิมอย่างหน้าซีดจิตตก..
บรรยากาศเริ่มกลับมาสงบมากขึ้น..พอที่จะคุยเรื่องที่สองสำนักใหญ่มาเยี่ยมเยือนถึงที่ได้แล้ว..
“อืม..คงจบแล้วสินะ..ถ้างั้นท่านเฉินซูย่วน..ข้าขอถามอะไรท่านสักหน่อย..ท่านได้เข้าร่วมกับสำนักใดรึยัง?..หรือว่าได้เข้าร่วมกับสำนักบุปผาเหมันต์ไปแล้ว?..”อาวุโสจิ๋นอิ่งถามเปิดเข้าตรงประเด็นก่อนทันที..
“เอ่อ..ในเรื่องนี้นั้น..”เฉินซูย่วนคิดจะกล่าวตอบไปแต่เกิดลังเลพลางมองไปหาความเห็นจากเฉินอี้..
เฉินอี้รู้แต่แรกแล้วว่าพวกมันสองสำนักใหญ่มาที่นี่กันทำไมกำลังจะเปิดปากกล่าวแทน..แต่ทันใดนั้น!
“ช้าก่อน!..พวกท่านผู้อาวุโสอย่าถูกพวกมันหลอกได้!..”
มีเสียงชายคนหนึ่งดังออกมาจากประตู..
ทุกคนในห้องต่างหันมองกันไปตามเสียงเตือนที่ดังออกมานี้อย่างแปลกใจ
เฉินอี้ที่รู้สึกผิดคาดไม่คิดว่าจะมีคนมาหาเพิ่มอีกพลันขมวดคิ้วเมื่อเห็นตัวชายหนุ่มที่กล่าวขัดจังหวะคนนั้น
“เจ้าคนผู้นี้..มันจะมาทำอะไรที่นี่เนี่ย!”