บทที่ 26 อิงอิงน้อยไม่เหมือนกับคนปกติทั่วไป
คืนนั้นหลังจากที่อิงอิงน้อยหลับแล้ว เยี่ยนลี่เฉิงไม่ได้กลับห้องตัวเองไปพักผ่อน แต่ขึ้นไปชั้นสองเพื่อพบอาฉินที่ห้องหนังสือ
“อาฉินครับ”
ฉินอี้หานรอเด็กชายอยู่ “เข้ามาสิ”
หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมทางวิดีโอ ฉินอี้หานก็ขมวดคิ้วและโบกมือเป็สัญญาณบอกให้เยี่ยนลี่เฉิงนั่งลง
เด็กชายนั่งเก้าอี้ตัวที่อยู่ตรงข้ามกับอาฉิน ความกังวลใจปรากฏอยู่บนหว่างคิ้วของเด็กหนุ่มวัยกำลังโตผู้หล่อเหลา
“อยากคุยกับอาเื่อิงอิงน้อยเหรอ?”
เื่เมื่อบ่ายวันนี้ ลี่เฉิงเล่าผ่านทางโทรศัพท์ไปแล้วหนึ่งรอบ ในฐานะที่เป็ผู้ปกครองของทั้งสองคน หลังจากเลิกงานเขาก็ไปที่สถานีตำรวจทันที
ฉินอี้หานคิดว่าการที่ลี่เฉิงมาหาเขากลางดึก มีโอกาสแปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่จะเป็เื่เกี่ยวกับลูกสาวสุดที่รัก
ลี่เฉิงมาอยู่ที่นี่นานแล้ว อีกฝ่ายรู้ความเสียจนเขารู้สึกว่าไม่ได้แสดงศักยภาพในการเป็ผู้ปกครองเท่าไหร่
เมื่อเด็กคนนี้มาหา ฉินอี้หานก็พยายามปรับสีหน้าท่าทางของตัวเองให้ดูเป็มิตรขึ้นมาบ้าง
“ว่ามาเลย”
เยี่ยนลี่เฉิงพูดตรงประเด็น “อาฉิน อิงอิงน้อยแรงเยอะมากจนน่าแปลกใจเลยครับ”
ฉินอี้หานนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สถานีตำรวจทันที สารวัตรพูดว่า พี่หลัวคนนั้นบอกว่าคนที่จัดการเขาจนเดี้ยงคือฉินอิงอิง
“แสดงว่าวันนี้ที่สถานีตำรวจนายไม่ได้พูดความจริงเหรอ?”
เยี่ยนลี่เฉิงหลุบตาลง “ครับ!”
ฉินอี้หานมองเขาแล้วยิ้มออกมาทันที
เขาลุกขึ้นยืน เดินอ้อมโต๊ะมาอยู่ข้างเยี่ยนลี่เฉิงที่ตัวเล็กกว่า
“ทำไมต้องปกปิดแทนน้องสาวด้วย?”
เยี่ยนลี่เฉิงยังคงหลุบตามองต่ำและพูดด้วยเสียงนิ่ง
“เพราะเธอคืออิงอิงน้อย”
ฉินอี้หานรู้สึกสนใจมากขึ้น “แล้วถ้าเปลี่ยนเป็เยี่ยนเสียวจื่อล่ะ?”
เยี่ยนลี่เฉิงยังคงนิ่งเช่นเดิม “เื่สมมุตินี้เกิดขึ้นไม่ได้หรอก ถ้าเปลี่ยนเป็เสียวจื่อ เธอคงถูกจับตัวไปนานแล้ว”
ฉินอี้หานไม่พูดอะไร เพียงแต่มองเด็กหนุ่มที่นั่งตัวตรงอยู่เงียบ ๆ
ผ่านไปสักพัก คนเป็อาถึงได้พูดออกมาช้า ๆ
“ลี่เฉิง เสียวจื่อคือน้องสาวของนายนะ”
เยี่ยนลี่เฉิงเงยหน้ามองฉินอี้หานด้วยแววตาแฝงความหมาย
“ผมรู้ แต่ยังไงเธอก็เป็ได้แค่น้องสาวคนหนึ่ง!”
หากไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเื เขาก็ไม่อยากรู้หรอกว่าโลกใบนี้มีคนที่ชื่อเยี่ยนเสียวจื่ออยู่ด้วย
ฉินอี้หานมองเด็กชาย เมื่อเห็นว่าเยี่ยนลี่เฉิงไม่อยากพูดคุยเกี่ยวกับเื่นี้มากนัก เขาเลยเปลี่ยนเื่
“ร่างกายของอิงอิงน้อยแปลกอยู่นิดหน่อย ฉันให้อาซ่งของนายตรวจสอบอย่างลับ ๆ โดยละเอียดแล้ว เื่นี้จะมีแค่เราสามคนที่รู้”
ดวงตาของเยี่ยนลี่เฉิงเป็ประกายเพราะตกตะลึง แต่ไม่นานก็หายไป
“เข้าใจแล้วครับ”
ฉินอี้หานตบแผ่นหลังของคนเป็หลานเบา ๆ “ลี่เฉิง นายสนใจด้วยเหรอ?”
เยี่ยนลี่เฉิงเม้มปากจนกลายเป็เส้นตรง “ต้องเป็อย่างนั้นอยู่แล้ว”
เพราะว่าเธอคืออิงอิงน้อย!
คือลูกสาวของคุณอาฉิน!
จู่ ๆ เยี่ยนลี่เฉิงก็นึกถึงสิ่งที่ลู่ฉี่ิพูดขึ้นมาได้
“อาฉิน อาจารย์ลู่อยากให้ลูกชายเขามาขอบคุณอิงอิงน้อยที่บ้านด้วยตัวเองครับ”
ฉินอี้หานพยักหน้า “รู้แล้ว อีกสักสองวันค่อยหาเวลาว่าง นายไปนอนเถอะ”
“อาฉินก็รีบนอนด้วยนะ ราตรีสวัสดิ์ครับ”
“ราตรีสวัสดิ์!”
พอเยี่ยนลี่เฉิงออกจากห้องไปแล้ว ฉินอี้หานก็ไม่ได้กลับห้องไปพักผ่อน แต่ไตร่ตรองอย่างละเอียดว่าลูกสาวสุดที่รักไม่เหมือนกับเด็กคนอื่นตรงไหนบ้าง
อิงอิงน้อยของเขาแรงเยอะมาก กินเยอะด้วยเหมือนกัน นอกจากเื่นี้ก็เหมือนว่าจะไม่มีอะไรพิเศษแล้ว
ถ้ามีจริง ๆ ก็คงเป็เื่ที่เธอคือเด็กผู้หญิงที่สวยที่สุดและน่ารักที่สุดล่ะมั้ง
พอคิดแบบนี้แล้ว รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนหน้าของคุณพ่อจอมซื่อบื้อ
…
วันต่อมา ฉินอิงอิงตื่นสายตามปกติ พอตื่นมาพ่อผู้ให้อาหารก็ไปทำงานแล้ว
พอเด็กน้อยกินข้าวเช้าเสร็จก็ถูกพี่ชายจับไปตัดผม เ้าตัวเล็กหลับตาและอ้าปากหาวเสียกว้าง
เจี่ยงรุ่ยเห็นพวกเขาสองพี่น้องจึงต้อนรับด้วยรอยยิ้ม
“คุณชายเยี่ยน อิงอิง มากันแล้วเหรอ”
ฉินอิงอิงร้องเรียกด้วยเสียงนุ่ม “เถ้าแก่เจี่ยง!”
เจี่ยงรุ่ยยิ้มและเอ่ย “ทำไมไม่เรียกอาเจี่ยงล่ะ?”
ฉินอิงอิงหาวและอธิบายด้วยเสียงเล็ก “เพราะพี่ลี่เฉิงเรียกแบบนี้!”
เจี่ยงรุ่ย “...”
ก็ได้!
เหมือนว่าคำตอบนี้จะสมเหตุสมผล
ที่จริงเจี่ยงรุ่ยกับเยี่ยนลี่เฉิงไม่ได้ถือว่าสนิทกันมาก ที่เรียกอีกฝ่ายว่าคุณชายเยี่ยนก็เพราะรู้ว่าเขาเป็เด็กที่ตระกูลเยี่ยนไล่ออกมา นิสัยใจคอเ็า เด็กชายมาที่นี่เพื่อตัดผมอย่างเดียว ไม่มีปฏิสัมพันธ์อื่น
เขาชอบเด็กคนนี้มาก เพราะดูเป็เด็กหนุ่มที่สูงส่งและสง่างาม
แต่เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ค่อยพูด บางครั้งหากเจียงรุ่ยไม่หาเื่คุย คุณชายก็จะอยู่เงียบ ๆ ไม่คิดเลยว่าหลายปีมานี้อีกฝ่ายจะมาตัดผมที่ร้านนี้ตลอด ถึงขนาดที่ว่ายอมเชื่อใจเขาด้วย
แต่เมื่อวานนี้เจี่ยงรุ่ยทรยศต่อความไว้วางใจของเยี่ยนลี่เฉิง เ้าตัวจึงรู้สึกผิดและละอายใจมากจริง ๆ
ลูกจ้างในร้านออกไปทำธุระชั่วคราว ลูกค้าก็ไม่มี มีแค่เจี่ยงรุ่ยคนเดียว
เยี่ยนลี่เฉิงเงยหน้ามองเจี่ยงรุ่ย “อาเจี่ยง ขอบคุณนะครับที่เมื่อวานช่วยดูแลอิงอิงน้อย”
เจี่ยงรุ่ยรู้สึกผิดกว่าเดิม “อย่าพูดแบบนี้เลย ถ้าเมื่อวานไม่ใช่เพราะความฉลาดปราดเปรื่องของอิงอิงน้อย
ฉันคงรู้สึกผิดบาปไปตลอดชีวิต นายไม่โทษที่ฉันดูแลอิงอิงน้อยไม่ดี ฉันก็พอใจแล้ว ฉันไม่สมควรได้รับคำขอบคุณ”
ฉินอิงอิงรู้สึกว่าเจี่ยงรุ่ยเป็คนดี เมื่อวานเขาอุ้มเธออยู่ตลอดเลย
“พี่ลี่เฉิงพูดว่าขอบคุณก็คือขอบคุณ”
ฉินอิงอิงพูดพลางเงยหน้าขึ้น เลียนแบบท่าทางสุภาพเรียบร้อยของพี่ชายและกล่าวขอบคุณเจี่ยงรุ่ยโดยเปลี่ยนคำเรียก
“อาเจี่ยง ขอบคุณนะคะที่เมื่อวานช่วยดูแลฉัน”
เจี่ยงรุ่ยชะงัก “...”
โอ๊ย!
พี่น้องคู่นี้… เชี่ยวชาญในการครองใจผู้คนจริง ๆ แล้วอย่างนี้ใครหน้าไหนจะไม่รักบ้าง
“เร็วเข้า ๆ อิงอิงน้อย มานี่มา เมื่อวานเสียเวลาเปล่า ๆ เลย วันนี้อาเจี่ยงจะตัดผมให้เธอเอง อิงอิงน้อยจะต้องกลายเป็นางฟ้าที่หน้าตาดีและน่ารักที่สุดในเมืองหลวงแน่!”
ตอนที่เจี่ยงรุ่ยสระผม ตัดผม และไดร์ผมเสร็จ ลูกจ้างในร้านก็กลับมา
“เสี่ยวอู๋ ไปซื้อขนมกับผลไม้ที่เด็กผู้หญิงชอบมาหน่อยสิ อย่าลืมซื้อของเล่นมาด้วยล่ะ!”
เสี่ยวอู๋งงอยู่พักหนึ่ง พอเห็นเด็กสาวหน้าตาน่ารักคนเมื่อวาน เขาก็รีบร้อนพยักหน้าทันที
“อื้ม ผมจะไปเดี๋ยวนี้เลย!”
เยี่ยนลี่เฉิงอยากห้าม แต่เห็นเสี่ยวอู๋วิ่งไปเร็วขนาดนั้น เขาก็ยิ้มเล็กยิ้มน้อยและไม่พูดอะไรอีก
เมื่อเห็นว่าเยี่ยนลี่เฉิงไม่ปฏิเสธ เจี่ยงรุ่ยก็โล่งใจเป็อย่างยิ่ง
เขาตัดผมให้อิงอิงน้อยพลางหยอกล้อเธอไปพลาง
หลังจากที่คุยกับเ้าตัวเล็กเขาถึงรู้ว่า ถึงเด็กน้อยคนนี้จะอายุแค่สามขวบครึ่ง แต่เธอก็รู้คำศัพท์เยอะมาก
เจี่ยงรุ่ยมองเยี่ยนลี่เฉิงอย่างอดไม่ได้ “ลี่เฉิง อิงอิงน้อยเข้าเรียนอนุบาลรึยัง?”
เยี่ยนลี่เฉิงส่ายหน้า “ยังเลยครับ เธอจะไปวันที่ 1 เดือนกันยายนนี้”
ฉินอิงอิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าโรงเรียนอนุบาลมีไว้เพื่ออะไร จากนั้นในสมองก็มีภาพลูกมนุษย์นั่งเรียงกันเป็แถวโดยเอามือวางบนเข่า เ้าตัวเล็กพองแก้ม
เจี่ยงรุ่ยถูกสีหน้าท่าทางน่ารักของเด็กน้อยยั่วให้ขำ “อิงอิงน้อยคิดอะไรอยู่น่ะ?”
ฉินอิงอิงกะพริบตา ดวงตาเม็ดองุ่นสีดำส่องสว่างราวกับว่ามีดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนกะพริบระยิบระยับอยู่ในนั้น
เจิดจ้า!
สว่างไสว!
แวววาว!
“คิดว่าโรงเรียนอนุบาลน่าจะสนุกมากเลยน่ะค่ะ”
ข้อมูลบางอย่างที่ป้อนกลับมาจากส่วนลึกของสมองบอกกับเธอว่า โดยทั่วไปแล้วลูกมนุษย์จะถูกส่งไปโรงเรียนอนุบาลเพื่อเริ่มเรียนรู้เมื่ออายุได้สามขวบ แต่ก็มีหลายคนที่อายุหนึ่งหรือสองขวบก็เริ่มเข้าสู่โรงเรียนเด็กเล็กแล้ว
เธอจึงไม่รู้สึกต่อต้านเลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้ามลูกวาฬน้อยแอบคาดหวังกับการไปโรงเรียนอยู่ลึก ๆ!