ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    เซียนแท้ถือกำเนิด

    หลังจากที่หนานหมิงจะแต่งงานกับเซี่ยเล่ยจี

    หนานหยุนเฟยได้พาซวี่ลั่วไปยังสำนักปฐมวิญญาณเพื่อไปพูดคุยกับเจ้าสำนักเซี่ยและนำสินสอดไปมอบให้กับเขาด้วย

    ทางด้านของเจ้าสำนักเซี่ย พวกเขาก็ต้อนรับการมาถึงของผู้นำตระกูลหนานด้วยความตื่นเต้น

    หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันเสร็จเรียบร้อยทั้งสองฝ่ายก็กลายเป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว 

    ทางด้านของเจ้าสำนักเซี่ย เขาได้สานสัมพันธ์กับตระกูลหนานทำให้กลายเป็นคนที่ได้รับความสำคัญอย่างสูง แม้แต่นิกายศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองแห่งก็ยังไม่กล้าที่จะสร้างปัญหาให้กับเขา

    หนานหยุนเฟยก็ได้พาเจ้าสำนักเซี่ยไปที่เมืองรุ่งอรุณและสร้างบ้านพักให้กับเขาอีกหนึ่งหลังด้วย แถมที่ดินตรงนั้นนับว่าเป็นที่ดินที่มีราคาสูงที่สุดในเมืองรุ่งอรุณอีกด้วย

    หนานหมิงได้สั่งให้คนตัดชุดงานแต่งของเขาและเซี่ยเล่ยจีให้สวยที่สุด แถมยังใช้วัสดุที่หาได้ยากอย่างมาก

    ในช่วงเวลานี้เมืองรุ่งอรุณก็นับว่าคึกคักอย่างมากเพราะผู้ฝึกยุทธ์ที่ทั้งมีชื่อเสียงและไม่มีชื่อเสียงต่างก็เดินทางมาที่เมืองรุ่งอรุณเพื่อรับชมงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

    สาเหตุก็เพราะทุกๆคนรู้ดีว่าคุณชายสามหนานหมิงถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของโลก ด้วยอายุเพียงแค่สามสิบปีก็ไปถึงกึ่งเซียนแล้ว 

    ไม่สิต้องบอกว่าในช่วงอายุเพียงแค่ยี่สิบกว่าปีก็ไปถึงกึ่งเซียนแล้ว เรียกได้ว่าแม้แต่ในอดีตก็ไม่เคยมีใครทำได้แบบนี้มาก่อน

    และอีกอย่างฐานะบุตรชายของผู้นำตระกูลหนานก็เพียงพอที่จะทำให้กองกำลังผู้ฝึกยุทธ์ทั่วทั้งโลกต้องมาแสดงความยินดีแล้ว

    พริบตาเดียวก็ผ่านไปกว่าหนึ่งเดือน

    ในระหว่างที่หนานหมิงกำลังนั่งเล่นกับเซี่ยเล่ยจี 

    จู่ๆหนิงขวงก็ปรากฏตัวขึ้น

    การปรากฏตัวของหนิงขวงทำให้หนานหมิงรู้ได้ทันทีว่าจะต้องมีเรื่องสำคัญรายงาน เพราะน้อยครั้งมากที่หนิงขวงจะปรากฏตัว

    หนิงขวงโค้งคำนับให้กับหนานหมิงและเซี่ยเล่ยจี 

    “ นายท่าน…เฉียนหวังซูได้รายงานมาว่ากลุ่มของเขาพบโลกใบใหม่แล้วขอรับ ตอนนี้พวกเขาได้ปะทะกับเซียนของโลกใบนั้นแล้วด้วย ซึ่งเซียนที่โลกนั้นไม่ได้แข็งแกร่งมากนักเป็นเพียงแค่เซียนแท้ขั้นปลายเท่านั้น ” หนิงขวงรายงาน

    หนิงขวงเล่าว่าโลกใบนั้นอยู่ห่างจากโลกของพวกเราไม่ได้ไกลมากนัก เพราะความเร็วของเฉียนหวังซูที่เป็นถึงเซียนปฐพีขั้นสมบูรณ์ทำให้ความเร็วของพวกเขานับว่าเร็วอย่างมาก

    โลกใบที่เฉียนหวังซูพบมีชื่อว่าโลกเทียนเจี้ยน นับว่าเป็นโลกระดับต่ำที่ไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก แต่ก็นับว่ามีประวัติที่ยืนยาวหลายร้อยล้านปี 

    แม้ว่าโลกเทียนเจี้ยนจะเป็นเพียงแค่โลกระดับต่ำและมีเพียงแค่เซียนแท้ขั้นปลายเป็นผู้ปกครอง แต่พวกเขาก็เป็นโลกที่อยู่ภายใต้การปกครองของโลกเทียนฉวน ซึ่งเป็นโลกที่แข็งแกร่งและทรงพลังเป็นอย่างมาก

    โลกเทียนฉวนแม้ว่าจะเป็นโลกระดับต่ำแต่พวกเขาก็มียอดฝีมือขั้นเซียนปฐพีขั้นกลางอยู่หลายคน นับว่าเป็นโลกที่แข็งแกร่งอย่างมากในพื้นที่เส้นทางจิวหยาง

    เส้นทางจิวหยางก็เหมือนกับเส้นทางช้างเผือกในโลกเก่าของหนานหมิง

    เส้นทางจิวหยางมีดวงดาวมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งโลกเทียนจวินเองก็เป็นหนึ่งในดวงดาวเหล่านั้น

    โดยเส้นทางจิวหยางนับว่าเป็นพื้นที่ระดับกลางในบรรดาเส้นทางทั้งหมด แต่เป็นเส้นทางระดับกลางที่ค่อนข้างไปทางต่ำเล็กน้อย เพราะผู้ปกครองเส้นทางจิวหยางคือตระกูลจิว ซึ่งเป็นตระกูลเซียนที่แข็งแกร่งและทรงพลังเป็นอย่างมาก พวกเขามีเซียนทองคำอยู่หลายสิบคน แม้กระทั้งเซียนศักดิ์สิทธิ์ก็มีอยู่ถึงสี่คนด้วยกัน

    สำหรับเส้นทางจิวหยางถูกแบ่งเขตการปกครองออกเป็นห้าเขตด้วยกัน โดยเป็นเขตการปกครองตระกูลจิว เขตการปกครองตระกูลจาง เขตการปกครองเผ่าอสูรฟ้า เขตการปกครองวิหารมารศักดิ์สิทธิ์ เขตการปกครองสำนักเซียนเพลิงคราม

    ซึ่งโลกเทียนจวินของหนานหมิงตั้งอยู่ในเขตการปกครองของตระกูลจาง ซึ่งนับว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งอันดับที่สองจากห้าเขตการปกครองเลยทีเดียว 

    เขตปกครองทั้งห้าว่ากันว่ามียอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ิอยู่ ซึ่งภายในเส้นทางจิวหยาง ยอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์ถือว่าเป็นยอดฝีมือที่สามารถปิดท้องฟ้าด้วยมือข้างเดียวได้ 

    สำหรับโลกที่อยู่ใกล้ๆกับโลกเทียนจวินของหนานหมิง ส่วนมากก็มีแค่ยอดฝีมือระดับเซียนแท้เท่านั้น ไม่มีแม้แต่เซียนปฐพีแม้แต่คนเดียว

    นี้คือข้อมูลที่เฉียนหวังซูได้รับมาจากเซียนแท้ของโลกเทียนเจี้ยน

    หนานหมิงที่ได้ยินก็ถอนหายใจเบาๆ เพราะเขากลัวว่าโลกใกล้ๆกับโลกของเขาจะมีเซียนปฐพีหรือเซียนนภาอยู่ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดมากไป แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่กล้าที่จะไว้วางใจ เพราะไม่แน่วันใดวันหนึ่งยอดฝีมือที่แข็งแกร่งเหนือกว่าเซียนอมตะจะผ่านมา

    สำหรับหนานหมิงแล้วตัวละครที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขามีก็คือไน่หวงเล่ยยอดฝีมือขั้นเซียนอมตะขั้นสมบูรณ์ ฉายาเซียนดอกท้อแห่งตำหนักเซียนหมื่นบุปผา 

    เพราะฉะนั้นแล้วหนานหมิงจึงไม่กลัวเซียนอมตะ เพราะเขาก็มีเซียนอมตะเช่นกันแถมยังเป็นถึงขั้นสมบูรณ์อีกด้วย เขากลัวยอดฝีมือขั้นเซียนที่เหนือกว่านั้นจะมาสร้างปัญหา

    หลังจากที่ได้รับข้อมูลจากหนิงขวงแล้ว หนานหมิงก็ครุ่นคิดบางอย่าง หนิงขวงและเซี่ยเล่ยจีก็นิ่งเงียบและรอให้หนานหมิงใช้ความคิด

    “ ข้าเข้าใจแล้ว บอกให้คนของเราตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดไม่ว่าจะเป็นกองกำลังต่างๆหรือข้อมูลสำคัญๆ ” หนานหมิงกล่าวขึ้น

    “ ขอรับนายท่าน ” หนิงขวงกล่าวจบเขาก็หายตัวไปทันที

    หลังจากนั้นหนานหมิงก็เลิกใช้ความคิดและพูดคุยกับเซี่ยเล่ยจีอย่างสนุกสนานอีกครั้ง

    พริบตาเดียวก็ผ่านไปนานกว่าสองเดือน

    ในที่สุด ช่วงเวลานี้นอกจากผู้อาวุโสที่ถูกส่งไปประจำการที่อื่นและคนที่ไปสำรวจโลกใบอื่น ผู้อาวุโสทั้งหมดของตระกูลหนานได้มารวมตัวกันที่เมืองรุ่งอรุณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ตอนนี้ทั่วทั้งเมืองรุ่งอรุณต่างก็ประดับไปด้วยโคมไฟสีแดงจำนวนมาก แถมภายในเมืองก็มีเสียงพูดคุยเกี่ยวกับงานแต่งงานของหนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีอย่างเปิดเผย

    ในช่วงเวลานี้ เหล่าผู้ที่มีสถานะสูงส่งของโลกไม่ว่าจะเป็นเผ่ามนุษย์ ปีศาจหรือสัตว์อสูรก็มารวมตัวกันที่บนเทือกเขาเทียนจวิน 

    หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับจับมือและโบกมือทักทายยอดฝีมือทั้งหลาย

    งานแต่งงานของหนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีเรียกได้ว่าเรียบง่ายอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นยอดฝีมือที่เข้าร่วมงานแต่งเรียกได้ว่าสามารถเขย่าโลกได้เลยทีเดียว

    หลังจากที่งานแต่งของหนานหมิงจบลง แต่เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายยังไม่ไปไหน พวกเขาได้ถูกอาวุโสของตระกูลหนานท้าทาย

    เนื่องจากเหล่าอาวุโสของตระกูลหนานมีประสบการณ์ในการต่อสู้ที่น้อยมาก หนานหมิงจึงคิดที่จะใช้โอกาสนี้ในการสร้างประสบการณ์ในการต่อสู้ให้กับเหล่าผู้อาวุโสและรุ่นเยาว์ของตระกูลหนาน

    แน่นอนว่าทางยอดฝีมือทั้งหลายก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งเพราะพวกเขาก็ต้องการที่จะใช้โอกาสนี้ในการที่จะรับรู้ถึงความแข็งแกร่งของตระกูลหนานเช่นกัน เนื่องจากตระกูลหนานไม่ค่อยได้แสดงฝีมือสักเท่าไหร่ จะมีก็แต่สิ่งที่พวกเขารับรู้อย่างเดียวก็คือตระกูลหนานมีกึ่งเซียนจำนวนมาก

    และไม่นานยอดฝีมือทั่วโลกจึงได้รู้ซึ้งว่ายอดฝีมือของตระกูลหนานแข็งแกร่งมากขนาดไหน เพราะเพียงไม่นานจากการต่อสู้มากกว่าสิบคู่ ตระกูลหนานสามารถเอาชนะได้ถึงเก้าคน ส่วนคนที่แพ้ก็เป็นเพราะพลังยุทธ์ต่ำกว่าอีกฝ่ายเท่านั้น

    เรียกได้ว่าตอนนี้ตระกูลหนานได้สร้างชื่อเสียงอีกครั้งหนึ่งแล้ว

    พริบตาเดียวก็ผ่านไปสองปี

    ตระกูลหนานก็ได้จัดงานแต่งอีกครั้ง ซึ่งก็คืองานแต่งงานระหว่างบุตรสาวของผู้นำตระกูลหนาน หนานหลินและน่าหลันหวงเมิ่ง 

    สามปีต่อมา

    ข่าวดีของตระกูลหนานก็เกิดขึ้นเพราะเซี่ยเล่ยจีตั้งครรภ์ 

    สี่ปีต่อมา

    บุตรชายของหนานหมิงก็ถือกำเนิด ชื่อของเขาคือ หนานเทียนอวิ๋น 

    ในตอนที่หนานเทียนอวิ๋นเกิด ท้องฟ้าพลันปรากฏเมฆหลากสีสันแถมยังมีเสียงดนตรีดังขึ้นทั่วทั้งโลก แถมยังมีภาพนิมิตของเหล่าเซียนหลายล้านคนโค้งคำนับให้กับหนานเทียนอวิ๋น นอกจากนั้นพลังวิญญาณทั่วโลกก็เหมือนกับเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

    เรียกได้ว่าตอนที่หนานเทียนอวิ๋นเกิดได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก

    หนานหมิงมองดูภาพมิติบนท้องฟ้าด้วยรอยยิ้มที่พึงพอใจ เพราะการที่จะสามารถทำให้ภาพนิมิตถือกำเนิดได้แสดงว่าคนๆนั้นจะต้องเป็นบุตรแห่งสวรรค์ที่แท้จริง ซึ่งภายในโลกหนึ่งโลกจะมีบุตรแห่งสวรรค์ไม่กี่คน 

    แต่สำหรับโลกเทียนจวินนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายล้านปีนับตั้งแต่ที่เส้นทางเซียนถูกปิด

    ตอนนี้หนานเทียนอวิ๋นทำได้ หนานหมิงเชื่อว่าอีกไม่นานบุตรแห่งสวรรค์คนอื่นๆก็จะถือกำเนิดขึ้นมาและนั้นจึงแสดงให้เห็นถึงวิถียุทธ์ที่แข็งแกร่งขึ้น

    พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี

    ในขณะที่หนานหมิงกำลังนั่งเล่นกับหนานเทียนอวิ๋นอยู่ จู่ๆเขาก็ต้องหันไปมองใจกลางของหุบเขาเทียนจวิน

    ไม่ใช่แค่หนานหมิงคนเดียวแต่ยอดฝีมือทั่วโลกต่างก็สัมผัสได้เช่นกัน เพราะจู่ๆชีพจรโลกก็ระเบิดพลังยุทธ์จำนวนมากออกมากลายเป็นหมอกสีขาวและหมอกสีขาวนี้ก็ปกคลุมทั่วทั้งโลกในเวลาไม่นาน

    หมอกสีขาวนี้หนานหมิงและคนอื่นๆสัมผัสได้ถึงพลังที่บริสุทธิ์ ถ้าหากพวกเขาดูดซัพหมอกเล่านี้เข้าไปพลังยุทธ์ของพวกเขาก็จะเพิ่มขึ้นมาก

    หนานหมิงและคนอื่นๆจึงเริ่มดูดซัพหมอกสีขาวด้วยความเร็ว

    ทันใดนั้นทั่วทั้งโลกก็เกิดแสงสีทองขึ้นมา ชั่วพริบตาเดียวนั้นยอดฝีมือทั่วทั้งโลกก็พลังยุทธ์เพิ่มพูนอย่างมหาศาล ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากต่างดีใจอย่างยิ่ง

    หนานหมิงเองก็สัมผัสได้ว่าพลังยุทธ์ของเขาก็ทะลวงเข้าสู่ขั้นเซียนแท้แล้ว

    ดวงตาของหนานหมิงเปร่งประกายด้วยความตื่นเต้น เพราะในที่สุดเส้นทางเซียนที่ถูกปิดมานานกว่าล้านปีก็ถูกเปิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนี้ไปจะกลายเป็นยุคของเซียนแล้ว

    ไม่ใช่แค่หนานหมิงแต่ยอดฝีมือกึ่งเซียนจำนวนมากที่หนานหมิงอัญเชิญมาก็ทะลวงเข้าสู่ขั้นเซียนแท้กันหมดแล้ว

    ไม่สิต้องบอกว่าตัวละครที่หนานหมิงอัญเชิญมาระดับเซียนคนอื่นๆพลังของพวกเขาก็ฟื้นฟูไปถึงขั้นเซียนปฐพีกันหมด 

    หนานหมิงพอที่จะคาดเดาได้ว่าพลังของโลกในตอนนี้รองรับถึงขั้นเซียนปฐพีเท่านั้น

    ในขณะที่หนานหมิงกำลังจะอุ้มหนานเทียนอวิ๋นกลับเข้าห้องนอนเขาก็ได้ยินเสียงของระบบดังขึ้น

    [ ยินดีกับโฮสต์ด้วยที่สามารถทำให้โลกเทียนจวินของโฮสต์เปิดเส้นทางเซียนอีกครั้ง โฮสต์ได้รับรางวัลในการอัญเชิญระดับแดงขึ้นไปหนึ่งครั้ง นอกจากนี้ในทุกๆหนึ่งเดือโฮสต์สามารถอัญเชิญเพิ่มได้อีกหนึ่งครั้ง

    เพียงแต่ตอนนี้โลกของโฮสต์ยังไม่สามารถฟื้นฟูถึงขีดสุดพลังเซียนของโลกนี้จึงหยุดอยู่ที่ขั้นเซียนปฐพี ถ้าหากโฮสต์สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของชีพจรโลกได้สำเร็จ พลังเซียนของตัวละครของโฮสต์ก็จะพัฒนาตามไปด้วย เพราะฉะนั้นขอให้โฮสต์รีบเพิ่มประสิทธิภาพของชีพจรโลกโดยเร็ว ] 

    ทันทีที่หนานหมิงฟังเสียงของระบบ ดวงตาของเขาก็เปร่งประกายขึ้นมาทันที 

    ‘ เป็นอย่างที่ข้าคิดจริงๆ ตอนนี้โลกถูกกำจัดอยู่ในขั้นเซียนปฐพีเท่านั้น แต่สำหรับตอนนี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะถ้าหากพัฒนาเร็วเกินไปผู้ฝึกยุทธ์ในโลกนี้ก็จะตามไม่ทัน ’ หนานหมิงครุ่นคิด

    หลังจากนั้นตระกูลหนานก็ได้ประกาศต่อกองกำลังทั่วโลกว่า ตอนนี้เส้นทางเซียนกลับมาแล้วและเซียนของตระกูลหนานก็ถือกำเนิดแล้วเช่นกัน 

    ซึ่งไม่ใช่แค่ตระกูลหนานที่เป็นกองกำลังเพียงแห่งเดียวที่มีเซียน แต่กึ่งเซียนที่มีอายุนับพันปีจำนวนมากที่เคยติดคอขวดอยู่ก็ทะลวงเข้าสู่ขั้นเซียนเช่นกัน 

    ด้วยการเป็นเซียนทำให้อายุขัยของยอดฝีมือเหล่านั้นเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่กึ่งเซียนจะมีอายุราวๆสองพันปี ตอนนี้พวกเขามีอายุมากกว่าหนึ่งหมื่นปีอย่างไม่มีปัญหา

    ด้วยเหตุนี้ทำให้เหล่ากองกำลังที่มีเซียนปรากฏตัว รากฐานของพวกเขาก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นและทำให้ความแข็งแกร่งของพวกเขาก็เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นกองกำลังทั้งหลายที่มีเซียนแท้อยู่ก็ไม่กล้าที่จะสร้างปัญหากับตระกูลหนานอยู่ดี

    เพราะพวกเขาได้รับข่าวมาว่าเซียนแท้ของตระกูลหนานที่ปรากฏขึ้นก็มีไม่ต่ำกว่าสิบคนด้วยกัน ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่เยอะมากๆเมื่อเทียบกับกองกำลังอื่นๆ ที่มีเซียนแท้ปรากฏขึ้นเพียงแค่หนึ่งหรือสองคนเท่านั้น

    เพราะแบบนี้ตระกูลหนานก็ยังคงครองความยิ่งใหญ่และยังเป็นกองกำลังอันดับหนึ่งของโลกได้เหมือนเดิม

    เพียงแต่ทุกๆคนในโลกไม่รู้เลยว่าช่วงเวลาที่โลกพัฒนาขึ้น แสงสีทองนั้นก็สว่างมากจนทำให้เซียนแท้คนอื่นๆที่ปกป้องโลกของตัวเองสังเกตเห็น และพวกเขาก็รู้ดีว่าแสงสีทองนี้คือช่วงเวลาที่โลกพัฒนาขึ้นนั่นเอง เพราะแบบนี้เซียนแท้เหล่านั้นจึงได้รายงานกลับไปยังกองกำลังของตัวเองทันที