บทที่ 38 ปล้นกันตรง ๆ ยังไม่น่ากลัวเท่านี้เลย!
ในชั่วขณะที่เฉินชิงหยวนเพิ่งเดินเข้ามา เสิ่นฉือเจี๋ยและคนอื่น ๆ ก็กำลังสำรวจ และพบว่าภายในร่างกายของเขามีลมปราณไหลเวียนอยู่ ซึ่งหมายความว่าเฉินชิงหยวนสามารถบำเพ็ญตนได้อีกครั้ง
เสิ่นฉือเจี๋ยดีใจยิ่งนัก เชื่อว่าเฉินชิงหยวนอาจได้รับโอกาสวิเศษบางอย่างที่น่าตกใจในแดนต้องห้ามเทียนหยวน หากเขาสามารถอ้างสิ่งนี้เป็นของตนเองได้ ในอนาคตจะมีความเป็นไปได้อย่างไม่จำกัด
“พวกท่านเดินทางไกลมาที่สำนักเสวียนชิงของข้า คงอยากรู้ประสบการณ์ของข้าในแดนต้องห้ามเทียนหยวนสินะ!”
เฉินชิงหยวนหยิบเก้าอี้มานั่งตรงกลางห้อง หันหลังให้พี่น้องร่วมสำนัก เผชิญหน้ากับผู้ทรงพลังจากต่างสำนัก
“ใช่” อาวุโสจากสำนักหนึ่งยอมรับ
“ข้าพูดไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่พวกท่านไม่เชื่อจะทำอย่างไรดีล่ะ?” เฉินชิงหยวน ถอนหายใจด้วยความกังวลเล็กน้อย
“หากผู้อาวุโสเฉินยินดีเปิดใจ ปล่อยให้ข้าค้นวิญญาณสักครู่ ปัญหาทั้งหมดจะหมดไป” เสิ่นฉือเจี๋ยเสนอข้อเรียกร้องนี้ เหล่าผู้อาวุโสในสำนักได้ยินคำพูดเช่นนี้อีกครั้ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ อยากจะลงมือสู้ทันที หากกลัวตายก็ไม่นับว่าเป็นคนของสำนักเสวียนชิง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเฉินชิงหยวนได้ออกมาแล้ว เหล่าผู้อาวุโสจึงเต็มใจที่จะไว้วางใจและเงียบไว้ก่อน
“ค้นวิญญาณหรือ? ได้สิ!” เฉินชิงหยวนโบกมือบอกว่าไม่มีปัญหาใหญ่
“ศิษย์น้องเล็ก!” ตงเหวินจวินที่อยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเรียก เพื่อบอกเฉินชิงหยวนว่าอย่าได้ทำเรื่องโง่ ๆ
เรื่องการค้นวิญญาณนั้น อาจเป็นเรื่องใหญ่หรือเล็กก็ได้! หากเฉินชิงหยวนมีความลับอะไรจริง ๆ การเปิดเผยต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ย่อมไม่เหมาะสม
และถึงแม้เฉินชิงหยวนจะไม่มีความลับอะไร ก็ไม่อาจยอมให้ผู้ใดค้นวิญญาณได้ ไม่เพียงแต่จะเสียหน้าต่อสำนัก แต่ยังอาจถูกฝังพิษร้ายหรือทำลายรากฐานระหว่างกระบวนการค้นวิญญาณ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการบำเพ็ญในอนาคตของเฉินชิงหยวน
“ผู้อาวุโสเฉินเป็นผู้ยิ่งใหญ่และมีคุณธรรม ข้าน้อมรับ” เสิ่นฉือเจี๋ยแสดงรอยยิ้ม พลางทำท่าชื่นชม ประสานมือคารวะ
“พวกเจ้ามาที่สำนักเสวียนชิงในวันนี้ ไม่ใช่ในฐานะแขก! แต่ต้องการใช้อำนาจข่มขู่ผู้อื่น ในเมื่อเป็นเช่นนั้น งั้นพวกเราก็มาคิดบัญชีกันเถอะ!” เฉินชิงหยวนกล่าว
“คิดบัญชี หมายความว่าอย่างไร?” ผู้คนจากต่างสำนักมองหน้ากัน ไม่เข้าใจความหมาย
“พวกเจ้าลองมองน้ำชาที่หกเลอะเทอะบนพื้นสิ นั่นล้วนเป็นชาชั้นดีของสำนักเสวียนชิงของพวกข้า พวกท่านมาที่นี่มิใช่ในฐานะแขก แต่มีเจตนาอื่นซ่อนเร้น ดังนั้นน้ำชานี้จึงไม่อาจให้ดื่มเปล่า ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นบ้านใคร ก็ย่อมไม่เชิญคนที่ไม่หวังดีมาดื่มชากันอยู่แล้ว!” เฉินชิงหยวนชี้ไปที่น้ำชาบนพื้น ทำท่าเจ็บปวดใจ
“ข้าน้อยเข้าใจแล้ว สำนักเสวียนชิงต้องการเก็บเงินค่าน้ำชาสินะ” เสิ่นฉือเจี๋ยกล่าว
“ท่านผู้อาวุโสผู้นี้ช่างฉลาดหลักแหลมจริง ๆ” เฉินชิงหยวนจำเสิ่นฉือเจี๋ยได้จริง ๆ แต่ไม่ได้เรียกขานอีกฝ่ายอย่างให้เกียรติ
เมื่อได้ยินคำชมของเฉินชิงหยวนแล้วเสิ่นฉือเจี๋ยรู้สึกไม่สบายตัวไปทั้งร่าง
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ภายในแดนต้องห้ามเทียนหยวนมาด้วยวิธีสันติ เสิ่นฉือเจี๋ยจึงต้องอดทนเอาไว้ “สำนักเสวียนชิงมีกิจการใหญ่โต จะขาดเงินซื้อชาเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้หรือ?”
“ขาดสิ ขาดแน่นอน” เฉินชิงหยวนเน้นย้ำ “สำนักเสวียนชิงไม่เหมือนสำนักหยกสวรรค์ที่ร่ำรวยมหาศาล ต้องประหยัดอดออมถึงจะดำรงชีวิตอยู่ได้! แค่ชาหนึ่งถ้วยนี้ ก็ต้องใช้หินวิญญาณชั้นบนถึงหนึ่งร้อยก้อน ล้ำค่ามากเชียวนะ!”
“เด็กน้อย ชาถ้วยเดียวจะต้องใช้หินวิญญาณชั้นบนถึงหนึ่งร้อยก้อน เจ้านี่ชัdจะเหลวไหลใหญ่แล้ว” ผู้บำเพ็ญจากสำนักหนึ่งขมวดคิ้วด้วยท่าทีเยาะเย้ย
อัตราส่วนระหว่างคุณภาพของหินวิญญาณคือ หนึ่งต่อร้อย นั่นก็คือหินวิญญาณชั้นบนหนึ่งก้อนเทียบเท่ากับหินวิญญาณชั้นกลางหนึ่งร้อยก้อน
หรือก็คือ ชาหนึ่งถ้วยต้องใช้หินวิญญาณชั้นกลางหนึ่งหมื่นก้อน เทียบเท่ากับรายได้ทั้งปีของกองกำลังชั้นสามหลายแห่งเลยทีเดียว
ในที่นี้มีผู้ฝึกตนระดับสูงกว่าร้อยคน ดื่มชาไปกว่าร้อยถ้วย ก็เป็นหินวิญญาณชั้นบนจำนวนมหาศาลแล้ว
‘นี่มันปล้นกันชัด ๆ เลย!’
ราคาชาที่แท้จริง คงไม่ถึงหินวิญญาณชั้นบนหนึ่งก้อนด้วยซ้ำ!
หลินฉางเซิงและคนอื่น ๆ ที่ได้ยินคำพูดของเฉินชิงหยวนต่างก็ไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ในสถานการณ์เช่นนี้ น้องชายน้อยก็ยังคิดจะหลอกคนอื่น หาจังหวะทำการค้า นิสัยเดิมยากจะเปลี่ยนจริง ๆ!
“ข้าไม่ได้พูดเหลวไหลนะ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องจริง” เฉินชิงหยวนโกหกได้หน้าตายโดยไร้ซึ่งความรู้สึกใดใด แต่เขากลับพูดอย่างหนักแน่น
“ทุ่งชาหลังสำนักเสวียนชิงมีคนคอยใส่ปุ๋ยรดน้ำ ดูแลเอาใจใส่อยู่ทุกวัน ใช้น้ำวิญญาณบำรุงทุกเดือน บางครั้งยังใช้โอสถวิญญาณบดเป็นผงทาที่ใบอ่อนทุกใบ หนึ่งพันปีจึงจะออกดอก หนึ่งพันปีจึงจะออกผล หนึ่งพันปีจึงจะสุก...”
ตอนเฉินชิงหยวนกำลังจะพูดเหลวไหลต่อ เสิ่นฉือเจี๋ยก็ทนต่อไปมิไหวแล้ว เขาจึงตะโกนห้ามทันที
“หยุด!!”
“แต่ข้ายังพูดไม่จบเลย” เฉินชิงหยวนพูดอย่างคึกคัก “ยังไม่หมดเท่านี้นะ! ท่านหันหลังไปโต๊ะเก้าอี้ที่แตกหักเสียก่อน นี่ข้ายังมิได้รวมเลยนะ ไหนจะพื้นที่แตกร้าวอีก”
“เด็กน้อย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พวกข้าทำ แต่เป็นเหล่าผู้อาวุโสปกปักของเจ้าต่างหากที่ทำพัง” มีคนพูดด้วยความโกรธเคือง
“ถึงจะพูดเช่นนั้นก็เถอะ แต่หากพวกท่านไม่มา เรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นหรือ?” เฉินชิงหยวนผลักความรับผิดชอบทั้งหมดให้เหล่าศิษย์ต่างสำนัก
“หนึ่งหมื่นหินวิญญาณชั้นบนก็เกินไป ข้าไม่อาจตกลงได้หรอก!” ทุกคนล้วนเข้าใจดี เฉินชิงหยวนกำลังจะอาศัยโอกาสนี้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเอง
“เช่นนั้นก็ช่างเถอะ” เฉินชิงหยวนถอนหายใจเบา ๆ
“อื้ม… พวกท่านนี่ไม่มีความจริงใจเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่แขก ดื่มชาแล้วก็ไม่ยอมจ่ายเงิน ช่างเถอะ ๆ งั้นก็สู้กันเลยก็แล้วกัน!” พูดจบ เฉินชิงหยวนก็ลุกขึ้นยืนเตือนอย่าง ‘ใจดี’
“หลังจากวันนี้ผ่านไป เกรงว่าสำนักเสวียนชิงจะกลายเป็นซากปรักหักพัง ในหมู่ท่านที่อยู่ที่นี่จะมีสักกี่คนที่รอด พวกท่านล้วนเป็นผู้มีหน้ามีตาในดินแดนฝูหลิวซิง ถึงกับไม่ยอมจ่ายค่าชา จะให้ข้าเชื่อได้อย่างไรว่ามือไม้พวกท่านจะไม่ทำอะไรข้า ระหว่างการค้นวิญญาณ?” ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง เสิ่นฉือเจี๋ยกัดฟันตอบ
“ท่านผู้อาวุโสเฉิน แค่ค่าชาเท่านั้น! ข้าจะให้ท่านเอง!” จริง ๆ แล้วไม่ใช่ปัญหาเรื่องค่าชา แต่รู้ดีว่านี่คือกับดักของเฉินชิงหยวน แต่ก็จำต้องให้
ความรู้สึกนี้ก็เหมือนกับเฉินชิงหยวนยื่นเท้าออกมาข้างหนึ่ง แล้วทุกคนก็ต้องคลานเข้าไปใต้ฝ่าเท้าของเขาอย่างไม่เต็มใจ ปล่อยให้เขาดูถูกสติปัญญา รู้สึกอึดอัดใจยิ่งนัก ดังนั้น ภายใต้การชี้นำของเสิ่นฉือเจี๋ย ทุกคนจึงหยิบหินวิญญาณชั้นบนออกมาคนละหลายร้อยก้อน
เฉินชิงหยวนผู้ได้รับหินวิญญาณ ทันใดนั้นก็เปลี่ยนสีหน้า ยิ้มระรื่น “ท่านผู้อาวุโสทั้งหลายช่างมีมารยาทจริง ๆ ข้าขอขอบคุณมาก”
ต่อมา เฉินชิงหยวนหันไปมองหลินผิงเหยียนที่ยืนอยู่ที่ประตู
“เหยียนเอ๋อร์! ยืนเซ่ออะไรอยู่เล่า มิเห็นหรือว่าน้ำชาหกเลอะบนพื้นแล้ว ยังไม่รีบไปเสิร์ฟชาใหม่ให้ท่านผู้อาวุโสอีก”
“ไม่ต้อง ๆ น้ำชาของสำนักท่านเป็นของหายาก พวกข้าดื่มไม่ไหวหรอก” ทุกคนรีบโบกมือปฏิเสธ คำพูดของพวกเขาเต็มไปด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
แม้ว่าเฉินชิงหยวนจะได้ยินน้ำเสียงเสียดสี แต่ก็ยังแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “ถึงแม้ใบชาจะมีค่า แต่เพื่อเห็นแก่ทุกท่านที่ใจกว้าง ข้าจะลดราคาให้ห้าส่วนในภายหลัง”
“ไม่เป็นไร”
ทุกคนโมโหจนหน้าแดงหูแดง เด็กหนุ่มคนนี้โง่จริง ๆ หรือว่าจงใจทำให้คนอื่นรำคาญกันแน่
“เช่นนั้นก็ช่างเถอะ!”
เฉินชิงหยวนตั้งใจจะขูดรีดพวกเศรษฐีบ้านนอกพวกนี้ต่อ แต่ดูเหมือนจะไม่มีโอกาสแล้ว
หลินผิงเหยียนเห็นเฉินชิงหยวนทำเงินได้ก้อนโตกับตาตัวเอง สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเคารพอย่างล้นเหลือ เขาคิดว่าตัวเองยังตื้นเขินเกินไปในเรื่องการหาเงิน ไม่อาจเทียบชั้นกับท่านผู้อาวุโสของเขาได้แม้แต่น้อย
ต้องเรียนรู้ และต้องตั้งใจเรียนรู้ให้ดี!!
หลินผิงเหยียนใช้ชีวิตอย่างเคร่งเครียดตั้งแต่เกิด จนกระทั่งไม่นานมานี้ หลังจากได้รับคำสอนจากเฉินชิงหยวน เขาจึงเข้าใจว่าการเป็นคนรวยนั้นสบายแค่ไหน
“พวกเราควรคุยเรื่องสำคัญกันแล้ว” เสิ่นฉือเจี๋ยพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม น้ำเสียงต่ำลง หากเฉินชิงหยวนยังกล้าทำอะไรมั่ว ๆ อีก เสิ่นสือเจี๋ยคงอดทนต่อไปมิไหวแน่
“จริงด้วย” เฉินชิงหยวนเก็บรอยยิ้มที่มุมปาก สีหน้าขรึมเคร่ง “ตอนนี้พวกเราต้องคุยเรื่องค่าเสียหายทางจิตใจกันแล้ว”
“หา?”
เสิ่นฉือเจี๋ยและคนอื่น ๆ ได้ยินดังนั้น สมองพวกเขาเต็มไปด้วยคำถาม เกือบจะโมโหตายกันไปข้างหนึ่ง
หากไม่ใช่เพราะมีหลินฉางเซิงและคนอื่น ๆ ข่มขวัญไว้เพราะมิอยากให้เกิดสงครามใหญ่ เหล่าผู้อาสุโสของแต่ละสำนักคงได้ลงมือกับเฉินชิงหยวนไปนานแล้ว