ตอนที่ 16 สถานการณ์พลิก
หลังจากที่อิงเอ๋อร์ตกลงร่วมมือ หลิงซานฉิงก็นึกถึงเจี่ยนเจี่ยนที่อยู่ที่บ้าน นางจึงรีบคุยรายละเอียดบางส่วนแล้วรีบกลับไป
สามวันต่อมา ครั้นตะวันลอยขึ้นสู่ฟ้า
ผู้คนต่างมารวมตัวกันที่หน้าประตู หันหน้าเข้าหาป้ายคำขวัญ บนป้ายคำขวัญถูกจารึกด้วยอักษรชุบทองว่า ‘เที่ยงตรงยุติธรรม’ และผู้ที่อยู่ใต้ป้ายคำขวัญนั้นคือนายอำเภอผู้ตัดสินคดี
นายอำเภอตบโต๊ะใกับคดีความ “คนที่คุกเข่าอยู่หน้าศาลคือผู้ใดกัน?” เสียงที่ซื่อสัตย์ดังผ่านห้องโถงโรงศาล มันดังกึกก้องไปถึงหูของชาวบ้าน
ฉาจื่ออันสวมชุดเรือนจำสีขาว ผมของเขาค่อนข้างสะอาดเรียบร้อย แต่เขาดูผอมลงไปมากใน่เวลาไม่กี่วัน แต่ดวงตากลับราบเรียบเยือกเย็น “เรียนใต้เท้า ข้าน้อยฉาจื่ออัน” เขาไม่ได้ทานอาหารมาเป็เวลานาน น้ำเสียงจึงแหบแห้งเล็กน้อย
ด้านข้างเขายังมีอีกคนหนึ่งคุกเข่าอยู่ด้วย เขามีแผลเป็ที่เห็นได้ชัดบนใบหน้า ครั้นมองไปที่นายอำเภอก็มีท่าทางเศร้าระทม “เรียนใต้เท้า ข้าน้อยเฉินเตาปา” น้ำเสียงหยุดไปครู่หนึ่ง “ใต้เท้า ท่านต้องให้ความเป็ธรรมกับข้าน้อยนะขอรับ ข้าน้อยกับครอบครัวของฉาจื่ออันไม่ได้เป็ศัตรูคู่แค้นกัน แต่ไม่นึกเลยว่าพวกเขาจะจงใจวางยาในหมั่นโถวของข้าน้อย ทำให้ข้าน้อยที่กินหมั่นโถวอาเจียนและท้องเสีย และขับถ่ายออกมาจนเป็แอ่งน้ำสีเหลือง ทุกครั้งที่นึกถึงข้าน้อยก็ทานข้าวไม่ลง จนถึงตอนนี้ข้าน้อยก็ยังรู้สึกไร้เรี่ยวแรง เกรงว่าจะโดนพิษอย่างรุนแรงเข้าไป ท่านนายอำเภอ เื่นี้ข้าไม่ให้อภัยอย่างเด็ดขาด!”
อันดับแรกเขายืนยันว่าหมั่นโถวที่ฉาจื่ออันขายนั้นมีพิษ จากนั้นเขาก็เล่าว่าเขาได้รับอันตรายจากมัน ไม่ว่าจะมีพิษหรือไม่มีพิษ คำพูดนี้ทำให้คนอื่น ๆ ละเลยไม่ได้
เมื่อนายอำเภอได้ยินว่าเขาอุจจาระราดก็ขมวดคิ้วมุ่น ผู้คนมากมายเผยสีหน้าสะอิดสะเอียน บางคนถึงขนาดอ้วกข้าวเช้าที่กินไปเมื่อครู่ออกมา ทว่าฤดูร้อนที่ร้อนดั่งไฟแผดเผา สิ่งนี้ก็ไม่ได้สำคัญอะไรนัก
นายอำเภอที่เคยเป็คนผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนก็ขมวดคิ้วั้แ่เริ่ม แต่ไม่นานก็กลับไปทำท่าทางปกติเช่นเดิม เขามองไปทางฉาจื่ออัน เปล่งน้ำเสียงใดังขึ้นในโรงศาลอีกครั้ง “ฉาจื่ออัน มีเื่เช่นนี้ด้วยรึ?”
ฉาจื่ออันยืดหลังตั้งตรง เขากล่าวด้วยสีหน้าไร้ความกังวล “เรียนใต้เท้า ครอบครัวข้าน้อยขายหมั่นโถวจริง แต่หมั่นโถวเ่าั้ข้าน้อยกับภรรยาทำออกมาด้วยตัวเอง และก็เอาไปกินกันในครอบครัว หลายคนที่กินก็ไม่ได้มีปัญหาใด ๆ เหตุใดข้าน้อยจะต้องทำร้ายเฉินเตาปาเพียงคนเดียว ขอท่านนายอำเภอตรวจสอบด้วย”
คำพูดนี้ได้แสดงให้เห็นว่าคำพูดที่เฉินเตาปาบอกว่าตัวเองอาเจียนและท้องเสียเป็เื่เหลวไหล แล้วเฉินเตาปาจะทนได้อย่างไร “ฉาจื่ออัน ข้าเคยไปร้านหมั่นโถวของพวกเ้ามาก่อน และโต้เถียงกันไม่กี่ประโยคก็ถูกพวกเ้าขับไล่ออกไป ข้าก็ไม่ได้รู้สึกเสียหน้าจนต้องไปทำร้ายพวกเ้า แต่พวกเ้ากลับเก็บมันไว้ในใจ แล้วใช้หมั่นโถวมาทำร้ายข้า ไม่กลัวว่ากิจการของตัวเองจะพังรึ!”
แม้ฉาจื่ออันจะเป็คนนิสัยดีแต่ก็ไม่ใช่คนอ่อนแอ ปัญญาชนมักจะมีความดื้อรั้นมากถึงขั้นเข้ากระดูกดำ และตอนนี้เขาพร้อมที่จะรับโทษแล้ว ความเย่อหยิ่งของปัญญาชนทำให้เขาไม่ยอมก้มหัว “การเล่นงานใครย่อมมีเหตุผลหรือหาข้ออ้างได้เสมอ ข้าจะไม่โต้เถียงกับเ้า"
เฉินเตาปาเดาได้ั้แ่แรกแล้วว่าฉาจื่ออันจะใช้คำพูดสุภาพเหล่านี้มาทำให้ตัวเขาเสียเปรียบ เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่พอใจ และมองไปทางนายอำเภอ “ใต้เท้า ท่านได้ยินแล้วใช่หรือไม่ ตอนนี้ฉาจื่ออันไม่แม้แต่จะโต้แย้งแล้ว แค่นี้ก็พอที่จะบอกได้ว่าเขาทำเื่นี้คนเดียว ในเมื่อเขายอมรับแล้ว ใต้เท้าให้ความเป็ธรรมแก่ข้าน้อยด้วย”
ความหมายของเขาก็คือ ในเมื่อฉาจื่ออันยอมรับแล้ว เช่นนั้นก็รีบลงนามกันเร็ว ๆ เถิด
ครั้นนายอำเภอได้รับสายตาจากเฉินเตาปาก็ตบโต๊ะอีกครั้ง “ฉาจื่ออัน เ้ายอมรับก็ดีแล้ว หากเ้าลงนามตอนนี้ ข้าผู้นี้จะไม่สืบสวนครอบครัวของเ้าเลย”
ให้ปัญญาชนคนหนึ่งละทิ้งความหยิ่งทะนงของตัวเองก็ยังดีกว่าฆ่าเขาทิ้งเสีย
ฉาจื่ออันถลึงตาเล็กน้อย “ใต้เท้าขอรับ แม้ข้าน้อยรังเกียจที่จะโต้เถียงกับเฉินเตาปา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าน้อยยอมรับผิด หมั่นโถวของครอบครัวข้าน้อยไม่ได้ใส่ยาแน่นอน ข้าน้อยไม่ผิด แล้วเหตุใดจะต้องรับผิดด้วย”
เฉินเตาปาดีใจเก้อ เมื่อได้ฟังเช่นนั้นเขาก็ยิ่งไม่คิดที่จะยอมแพ้ “หากไม่ได้ใส่ยาจริง ๆ เหตุใดเ้าถึงได้ถูกจับมาที่นี่ล่ะ” แล้วเขาก็มองขึ้นไปหานายอำเภอ “ใต้เท้าขอรับ เขาปิดบังความจริงต่อหน้าท่านและเมินเฉยต่อท่าน ตามความเห็นข้าน้อย เราจะต้องสอนบทเรียนให้เขาหลาบจำ!”
สิ่งที่ศาลาว่าการแห่งนี้มีไม่ขาดก็คือเครื่องมือทรมาน ซึ่งใช้ในการรีดไถคำสารภาพ
ฉาจื่ออันกำมือที่แนบอยู่กับลำตัวไว้แน่น เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่านายอำเภอจะตอบรับจริง ๆ หากเขามีอันเป็ไป คงทำให้ภรรยาและลูกที่อยู่ที่บ้านต้องทุกข์ทรมาน
“ใต้เท้า เหตุใดท่านถึงฟังความข้างเดียวและลงโทษข้าน้อย...”
“หากไม่ทรมานก็จะไม่รับสารภาพ ใต้เท้า หากมีคนกล้าดูิ่ท่านในศาลาว่าการ ท่านควรลงโทษมัน!”
ไม่รู้ว่าใครในฝูงชนยืนขึ้นพูดประโยคนั้น เห็นได้ชัดว่า้าจะกำจัดฉาจื่ออัน จึงปลุกปั่นนายอำเภออย่างลับ ๆ
ดูิ่นายอำเภอต่อหน้าคนจำนวนมาก แล้วนายอำเภอจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
สีหน้าของนายอำเภอเคร่งขรึมขึ้น ก่อนจะโบกมือพลางสั่งขึ้นว่า “ใครก็ได้นำเขาไปโบยสามสิบครั้ง และหากยังไม่รับสารภาพอีก ฮึ!”
สิ้นคำสั่งนั้น เ้าหน้าที่ก็นำไม้กระดานที่เตรียมไว้นานแล้วออกมา
ใบหน้าของเฉินเตาปาเผยความพอใจออกมา และเอ่ยออกมาเสียงเบา “ฉาจื่ออัน เ้าจำต้องหยุด เพราะการแสดงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น”
คางคกขึ้นวอ ฉาจื่ออันเหยียดหยามอีกฝ่ายอยู่ในใจ และรังเกียจที่จะโต้แย้งกับคนเช่นนี้
เห็นได้ชัดว่านี่เป็การใส่ร้าย แต่ในเมื่อใส่ร้ายแล้ว เหตุใดต้องเป็เขาที่เป็ปัญญาชนไส้แห้งคนหนึ่งด้วย และหากเขาไม่ต่อต้าน บางทีเขาอาจจะสามารถปกป้องภรรยาและลูกได้
เ้าหน้าที่ถือไม้กระดานเดินไปข้างหน้า มีเ้าหน้าที่สองคนจับเขาเอาไว้ ส่วนอีกคนยกไม้กระดานขึ้น
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงอันไพเราะดังก้องในอากาศและทะลุเข้าไปในหูของทุกคน
ฉาจื่ออันรู้ว่าเสียงนี้เป็ใคร เขาจึงแอบร้องะโในใจ
“ใคร? ใครกัน?” แผนการดี ๆ ของเฉินเตาปาถูกทำลาย เขารู้สึกหงุดหงิดทันที พลางถลึงตามองไปรอบ ๆ
ฝูงชนถอยออกไปสองข้างทาง เผยให้เห็นหญิงสาวในชุดกระโปรงสีเขียวก้าวเดินเข้ามา
หลิงซานฉิงพ่นลมออกมาอย่างไม่พอใจพลางก้าวไปข้างหน้า “เฉินเตาปา ท่านผู้เที่ยงธรรมยังไม่ได้พูดเลย แล้วเ้ามีสิทธิ์อะไรมาพูด หรือจะบอกว่าในสายตาเ้า เ้าจะทำอะไรก็ได้ต่อหน้าท่านผู้เที่ยงธรรมงั้นรึ?”
ทันทีที่นางมาก็ยั่วยุความสัมพันธ์ระหว่างเฉินเตาปากับนายอำเภอทันที ดังนั้นจึงมิอาจละเลยได้
แม้นายอำเภอจะรู้ว่านี่เป็การยั่วยุ แต่ต่อหน้าคนจำนวนมาก เขาจำต้องแสดงท่าทางต่างจากคนอื่น จึงตบโต๊ะและเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ผู้ที่มาคือใคร! กล้าดีอย่างไรมาขัดขั้นตอนของโรงศาล”
หลิงซานฉิงยืนอยู่กลางโรงศาล แผ่นหลังของนางยืดตรง สีหน้าเรียบนิ่ง สายตาจ้องมองนายอำเภออย่างใจกว้าง และพูดด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “เรียนท่านผู้เที่ยงธรรม ข้าน้อยหลิงซานฉิง เป็ภรรยาของฉาจื่ออัน”
น้ำเสียงไม่ต้อยต่ำและไม่สูงส่ง สายตาที่มองนายอำเภอก็ไม่มีหลีกเลี่ยงแต่อย่างใด
นายอำเภอแอบรู้สึกใ ที่แท้คนผู้นี้ก็คือหลิงซานฉิง การที่หญิงสาวน่ารักคนหนึ่งมีรังสีเช่นนี้ช่างหาได้ยากนัก ไม่แปลกใจเลยที่อวี๋ซิ่งเหวินไม่เคยลืมนาง
แม้จะไม่เคยลืม แต่นางก็เป็หญิงที่แต่งงานแล้ว นี่เป็ความจริง และเขาจะไม่มีวันยอมเด็ดขาด “เป็ภรรยาของฉาจื่ออันแล้วอย่างไร ก็ไม่สมควรมาก่อปัญหาต่อหน้าศาลเสมือนบ้านของเ้า หากยังไม่ถอยออกไปอีก ข้าผู้นี้จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็ธรรม”
บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็ธรรม? ประโยคนั้นคล้ายกับหลิงซานฉิงได้ยินเื่ตลก จึงหัวเราะเยาะออกมา “ท่านผู้เที่ยงธรรมก็รู้จักบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็ธรรมเช่นกัน และในเมื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็ธรรม แล้วเหตุใดถึงลงโทษอย่างโหดร้ายเพื่อให้รับสารภาพล่ะ?”
แต่ละคำแต่ละประโยคช่างบีบหัวใจของทุกคน
ผู้คนมากมายเริ่มพูดคุยกันขึ้นมา การตัดสินคดีนี้ของนายอำเภอไม่อาจทำให้ทุกคนไว้วางใจได้จริง ๆ
คำว่าท่านผู้เที่ยงธรรมที่ออกมาจากปากนั้น ยิ่งทำให้นายอำเภอกดดันมากขึ้น
นายอำเภอรู้ดีว่านางรับมือได้ยากจึงมิอาจละเลยได้ เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย “ข้าจะตัดสินคดีอย่างไร ต้องรายงานต่อสตรีั้แ่เมื่อใดกัน? การรบกวนขั้นตอนของโรงศาลถือเป็การละเมิดกฎ และข้าจะลงโทษเ้าเดี๋ยวนี้แหละ!”
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้คงกลัวแล้วสินะ?
หลิงซานฉิงไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครทำให้นางกลัวได้ ฉาจื่ออันดึงกระโปรงของนาง พลางเอ่ยเสียงเบา “ซานฉิง เ้ามาทำอะไรที่นี่ รีบกลับไปเถอะ เที่ยวก่อเื่ไปทั่วทำไม ลูกยังรอเ้าอยู่ที่บ้านนะ”
เขารีบมองไปที่นายอำเภอทันที “ใต้เท้า ภรรยาของข้าไม่รู้เื่ ท่านอย่าได้เอาความนางเลย ข้าน้อยจะให้นางกลับไป” เขาพูดไปด้วยพลางดึงกระโปรงนางไปด้วย
ก่อนที่นายอำเภอจะพูดโดยไม่คาดคิด หลิงซานฉิงก็ดึงกระโปรงกลับมาและถลึงตาใส่เขา “เ้าก็แค่คนซื่อบื้อคนหนึ่งที่ไม่รู้จักต่อสู้เพื่อตัวเอง เห็นได้ชัดว่าเื่นี้มีลับลมคมใน เฉินเตาปากล่าวว่าถูกวางยาก็ถูกวางยา แล้วมีหมอคนใดเคยเห็นหรือไม่ แล้วมีใครพิสูจน์ได้ไหมว่าเขากินหมั่นโถวจากตระกูลฉาถึงได้ถูกวางยา?”
คำพูดของนางเฉียบแหลม และเมื่อเอ่ยมาถึงตอนท้าย สายตาทุกคู่ก็มองไปที่นายอำเภอ
นายอำเภอถูกสายตาราบเรียบของนางจ้องจนประหม่า เขามองไปที่เฉินเตาปาและโยนเผือกร้อน[1]ออกไปให้เขา “เฉินเตาปา เ้าจะอธิบายเื่นี้อย่างไร?”
สถานการณ์พลิกไปอย่างรวดเร็ว และตอนนี้เฉินเตาปากลับกลายเป็คนที่ถูกสอบสวน
เฉินเตาปาไม่สนใจเื่อื่น เพียงแต่เอ่ยลอดไรฟันออกมาว่า “ใต้เท้าขอรับ ข้าน้อยอายุก็ไม่น้อยแล้ว ไม่ถึงขนาดทำพลาดแม้แต่เื่นี้หรอก ส่วนเื่ที่มีคนเห็นข้าน้อยกินหมั่นโถวของตระกูลฉาหรือไม่นั้น ข้าน้อยจะพิสูจน์ได้อย่างไร หรือจะต้องเรียกคนมาดูในตอนที่ข้าน้อยทานข้าวงั้นรึ?”
แม้คำพูดนี้จะมีเหตุผล แต่ไม่มีผู้ใดสักคนคล้อยตาม เฉินเตาปาทำเื่ชั่วร้ายเต็มไปหมด ใครบ้างที่ไม่เกลียดเขา แล้วจะช่วยเขาพูดได้อย่างไร
หลิงซานฉิงหัวเราะเยาะซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ได้ เฉินเตาปา ในเมื่อเ้าไม่มีหลักฐาน เช่นนั้นข้าจะให้เ้าดูหลักฐานของข้า” พูดจบ นางก็ดีดนิ้วขึ้นมา
นายอำเภอตะลึงกับการกระทำของนาง ในขณะที่เฉินเตาปาไม่รู้ว่านางจะทำอะไร
หญิงคนหนึ่งที่มีผ้าคลุมหน้าค่อย ๆ เดินก้าวเข้ามา และลังเลว่าจะคุกเข่าลงหรือไม่ แต่สุดท้ายนางก็ถอนสายบัว “ข้าน้อยสวีอิงเอ๋อร์คารวะใต้เท้า” น้ำเสียงอ่อนโยน ทำให้คนฟังแสดงสีหน้าออกมาอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อเฉินเตาปาได้ยินเสียงนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนไปโดยพลัน
นายอำเภอเห็นความลังเลของนางเมื่อครู่ จึงเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “นังผู้หญิงสองคนนี้ พบข้าแล้วไม่คุกเข่า เ้าหน้าที่!” หากไม่หยุด เกรงว่าเื่นี้คงอยู่เหนือการควบคุมของพวกเขา
“ใครกล้า!” ทว่าหลิงซานฉิงกลับะโออกมา เมื่อไม่มีใครกล้าก้าวไปข้างหน้าอีก สายตานางก็เคร่งขรึมขึ้น “หากพวกเราต้องคุกเข่า ก็จะคุกเข่าต่อหน้าขุนนางที่ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา มีสิทธิ์อะไรให้เราคุกเข่ากับนายอำเภอที่บิดเบือนกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว?”
นางถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่นางหยุดคำพูดไว้ทัน และอดทนไม่พูดคำว่า ‘ขุนนางสุนัข’ ออกไป เพราะแม้อีกฝ่ายจะไม่ใช่ขุนนางที่ซื่อสัตย์ แต่ก็ยังเป็นายอำเภอ แม้จะล่วงเกินลูกชายของเขา เขาคงไม่ถือสาอะไรมากนัก แต่หากล่วงเกินนายอำเภอ แถมยังทำให้ขายหน้าต่อหน้าคนจำนวนมาก ต่อไปเขาจะต้องมาสร้างปัญหาให้ครอบครัวของนางแน่
แม้จะไม่กลัว แต่หากมีปัญหาน้อยก็ยิ่งดีกว่ามีปัญหามาก นางต้องวางแผนสำหรับอนาคตมากขึ้นเรื่อย ๆ
แม้จะเป็เช่นนี้ นายอำเภอก็ยังโกรธจัดจนต้องตบโต๊ะ น้ำเสียงที่แสบแก้วหูนั้นดังก้องอยู่ในศาล สร้างความหวาดหวั่นยิ่งนัก
[1] เื่ราวหรือปัญหาที่แก้ไขยาก รับมือยาก ประหนึ่งเผือกร้อน ๆ ถือเอาไว้ก็มีแต่จะลวกมือให้พองเสียเปล่า ๆ