บทที่ 4: จุดเริ่มต้น (สอง)
ภายในห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลหลักเมืองเทียนเหวย เขตเทียนเหวย ซึ่งทำหน้าที่ทั้งทดลองและตรวจวัด ไม่เพียงเท่านั้น ความแม่นยำในการตรวจวัดของที่นี่ สถานีตรวจวัดทั่วไปภายนอกย่อมเทียบไม่ได้ เครื่องมือตรวจวัดที่นี่เป็เครื่องมือที่แม่นยำที่สุดในเขตเทียนเหวย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เครื่องมือที่นี่เป็เครื่องมือที่แม่นยำที่สุดในโลกหลังาวันสิ้นโลก
ก่อนา โลกจะแบ่งเป็ประเทศนี้ประเทศนั้น แต่หลังาวันสิ้นโลก มีเพียงเขตเทียนเหวยเท่านั้น ที่มนุษย์ปกติสามารถมีชีวิตรอยู่รอดได้ และคนส่วนใหญ่ได้มารวมตัวกันอยู่ในเขตเทียนเหวย แม้แต่อัจฉริยะที่อยู่นอกเขตเทียนเหวยก็ยังมา ทว่าพวกเขากลับไร้ซึ่งประโยชน์ใดๆ อีกต่อไปแล้ว
อาจเป็เพราะใน่ร้อยปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้เปลี่ยนไปอย่างน้อยสามชั่วอายุคน สิ่งที่ถ่ายทอดกันปากต่อปาก หากไม่ขาดตกบกพร่อง ก็เป็เพียงทฤษฎีบนกระดาษที่ไร้ซึ่งความหมายในทางปฏิบัติ หรือที่เรียกว่า ความรู้จากตำราย่อมตื้นเขินเสมอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงถ่ายทอดปากต่อปากท่ามกลางความทุกข์ยากลำเค็ญด้วยซ้ำ
การถ่ายทอดความรู้และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สามารถบิดเบือนข้อเท็จจริงในอดีตให้กลายเป็เพียงตำนานเล่าขาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเครื่องมืออันซับซ้อนและเทคโนโลยีที่ขาดการพิสูจน์เชิงปฏิบัติ ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญหายหรือผิดเพี้ยนได้ง่าย ดังนั้น มีเพียงเมืองเทียนเหวยที่ยังคงรักษาเครื่องมืออันเที่ยงตรงเหล่านี้ และมีผู้เชี่ยวชาญคอยชี้แนะเท่านั้น ที่นี่จึงเป็ศูนย์กลางของโลกใหม่
เช่นเดียวกับชายหนุ่มตรงหน้า เมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่เคยเป็เพียงสัตว์เลี้ยงธรรมดา เวลานี้ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกชื่อแบบไหนดี ทำได้เพียงเรียกพวกมันโดยรวมว่า "สัตว์ประหลาด" นำหน้าชื่อเดิมของพวกมัน มนุษย์ดูเหมือนกำลังชดใช้ผลกรรมที่ตนเองก่อไว้ แต่โลกจะยอมให้อภัยหรือไม่นั้น ไม่มีใครล่วงรู้ได้ เฉกเช่นเดียวกับอนาคตของอารยธรรมมนุษย์หลังาครั้งนี้ จะถึงคราวอวสาน หรือเป็เพียงการถดถอยชั่วคราว ก็ยังไม่มีใครกล้าฟันธง
โลกที่เคยถูกมนุษย์ สรรพสิ่งที่เคยเต้นระบำอยู่ในอุ้งมือของมนุษย์ เวลานี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปแล้ว มนุษย์จะกลายเป็เพียงของเล่นที่ต้องดิ้นรนอยู่ใต้กรงเล็บของพวกมันหรือไม่ ไม่มีใครกล้าตัดสิน เพราะอนาคตที่โลกรอคอยมนุษย์นั้น จะมืดมิดหรือรุ่งโรจน์ ทุกอย่างยังคงเป็ปริศนา
ชายหนุ่มในห้องปฏิบัติการถูกทหารสองนายกดลงบนเตียงผู้ป่วยเคลื่อนที่ จะเรียกว่าเตียงผู้ป่วยก็ไม่ถูกนัก ควรเรียกว่าแท่นเคลื่อนที่เสียมากกว่า และเขาก็กลายเป็ปลาบนเขียงที่รอให้คนมาเชือดอย่างเห็นได้ชัด เพียงแต่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า ผู้ที่ถือมีดพร้าอยู่นั้น ยังคงเป็ "มนุษย์"
ทหารมัดมือมัดเท้าของชายหนุ่มไว้กับเตียงอย่างแ่า ป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น พวกเขาตรวจสอบเชือกซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่คือเชือกชนิดพิเศษของกองทัพวันสิ้นโลก แม้แต่สัตว์อสูรกลายพันธุ์ก็ยากจะดิ้นหลุด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชายหนุ่มธรรมดาคนนี้
ที่น่าแปลกคือ ชายหนุ่มไม่ได้ขัดขืนแม้แต่น้อย เขายอมให้ทหารในชุดเกราะสีเงินทั้งสองนายมัดเขาจนแน่น จากนั้นตรวจสอบซ้ำอีกสองสามครั้งจึงพอใจ
เมื่อมัดชายหนุ่มเสร็จ ทหารทั้งสองนายก็รีบร้อนออกไปทันที ราวกับไม่อยากอยู่ใกล้เขาแม้แต่วินาทีเดียว ประหนึ่งหลีกหนีโรคระบาด ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ พูดได้ว่าคงเป็แบบนั้นจริงๆ
เหตุที่ทหารในชุดเกราะสีเงินหวาดกลัวชายหนุ่มถึงเพียงนี้ ไม่ใช่เพราะกลัวเขาจะต่อสู้ขัดขืน แต่กลัวจะติดเชื้อไวรัสประหลาดโดยไม่รู้ตัว หากติดเชื้อไวรัสร้ายแรงที่รักษาไม่หาย นั่นหมายถึงจุดจบของชีวิตพวกเขา
พวกเขาอยู่ในเขตเทียนเหวยมานานพอจะรู้ดีถึงผลลัพธ์ของการติดเชื้อไวรัสที่รักษาไม่หาย เฉกเช่นผู้ติดเชื้อ HIV (โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือเอดส์) ก่อนาวันสิ้นโลก เมื่อติดเชื้อแล้ว เหลือเพียงความตายที่รออยู่เบื้องหน้า
หลังาวันสิ้นโลก ไวรัส HIV ไม่ได้น่ากลัวเท่าเดิมอีกต่อไป เพราะช่องทางการแพร่เชื้อมีจำกัด ไวรัสที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือพวกที่แพร่กระจายได้ง่ายกว่า เช่น ทางละอองฝอย ทางอากาศ หรือผ่านแมลงเป็พาหะ และนั่นต่างหากคือหายนะที่แท้จริง!
ตัวอย่างเช่น หลังาวันสิ้นโลก มนุษย์ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากไวรัสที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ซึ่งแพร่เชื้อผ่านระบบทางเดินอาหาร น้ำเคยเป็ดั่งแหล่งกำเนิดชีวิต แต่ใครจะคิดว่ามนุษย์เองจะทำให้น้ำกลายเป็จุดจบของชีวิตได้
ในยุคนี้ แหล่งน้ำที่ดื่มได้อย่างปลอดภัยนั้นหายากเต็มที แม้แต่น้ำฝนก็กลายเป็ภัยพิบัติอย่างหนึ่ง ดังนั้น ภายในเขตเทียนเหวยจึงมีคำสั่งเด็ดขาดห้ามดื่มน้ำฝน แหล่งน้ำเดียวที่ปลอดภัยคือ น้ำสะอาดที่หน่วยฟื้นฟูแจกจ่ายให้เท่านั้น
เมืองแห่งนี้กลายเป็ภาพจำลองของโลกทั้งใบ และเป็ที่พักพิงของผู้โชคดีจากทั่วทุกสารทิศ ด้วยเหตุนี้ การตรวจสอบผู้ที่เข้ามาในเมืองจึงเข้มงวดมาก และชายหนุ่มในห้องปฏิบัติการก็เป็หนึ่งในนั้น
แต่ทว่า ชายหนุ่มจะโชคดีจริงหรือไม่ ยังไม่มีใครรู้ได้ เพราะชะตากรรมของเขายังคงผูกพันอยู่กับไวรัสหรือสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ชนิดใหม่
หลังจากทหารสองนายที่คุมตัวชายหนุ่มมาส่งแล้วรีบหนีออกจากห้องปฏิบัติการไปไม่นาน ด็อกเตอร์หัวล้านก็เดินเข้ามาพร้อมรายงานการตรวจวัดหนาปึ้ก เขามองชายหนุ่มบนเตียงแวบหนึ่ง จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาอ่านรายงาน
เวลาผ่านไปนาน ในที่สุดด็อกเตอร์หัวล้านก็เงยหน้าขึ้น เอียงศีรษะที่เส้นผมแทบไม่มีเหลือ ดวงตาเปล่งประกาย จ้องมองชายหนุ่มเขม็ง แต่แววตาตื่นเต้นและบ้าคลั่งลดน้อยลง กลับมีความฉงนสนเท่ห์เข้ามาแทนที่
"นายชื่ออะไร?" ด็อกเตอร์หัวล้านพลิกรายงานในมืออย่างวุ่นวาย พลางเอ่ยถามชายหนุ่มบนเตียง
ชายหนุ่มเพิ่งเห็นด็อกเตอร์หัวล้านก็สะดุ้งใ เมื่อเห็นเขายุ่งจนหัวหมุน กว่าจะได้ยินคำถาม ความหวาดกลัวในใจก็ลดลงบ้าง จึงรีบตอบสั้นๆ ว่า "หวังอี้ฝาน"
"หวังอี้ฝาน? อ้อ ใช่แล้ว หวังอี้ฝาน หวังอี้ฝาน…" ด็อกเตอร์หัวล้านพึมพำอย่างสงสัย แต่แล้วก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เขาโยนกองรายงานลงบนแท่นทดลอง เหลือเพียงรายงานของหวังอี้ฝานไว้ในมือ
ไม่รู้ด้วยเหตุผลใด หลังจากดูรายงานของหวังอี้ฝานแล้ว ด็อกเตอร์หัวล้านเริ่มขมวดคิ้วอีกครั้ง เขาหยิบรายงานอื่นๆ บนแท่นมาดูอีกสองสามฉบับ สุดท้ายก็โยนมันกลับไปที่เดิม พลางพึมพำด้วยน้ำเสียงสงสัยไม่หยุดว่า "ประหลาด ประหลาดจริงๆ"
หวังอี้ฝานมองด็อกเตอร์หัวล้านทำเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง ในที่สุดก็เริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมา แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร จึงได้แต่เอียงคอมองด็อกเตอร์ทำท่าทางเดิมๆ และพึมพำคำพูดเดิมๆ อย่างเหม่อลอย
เวลาผ่านไป ด็อกเตอร์หัวล้านก็ยังคิดไม่ออกถึงข้อสงสัยในใจ สถานการณ์ยืดเยื้อจนถึงพลบค่ำ ในที่สุดเขาก็ตบศีรษะที่เกลี้ยงเกลาของตนเองอย่างแรง ราวกับบรรลุธรรมในฉับพลัน แล้วก็วางรายงานของหวังอี้ฝานลงบนแท่นทดลอง หลังจากนั้น แววตาของเขาก็กลับมาลุกโชนราวกับคบเพลิงอีกครั้ง ทำให้หวังอี้ฝานรู้สึกราวกับตนเองเป็ปลาบนเขียง และด็อกเตอร์หัวล้านก็คือมีดพร้าเชือดปลา
อันตรายที่คืบคลานเข้ามาทำให้หวังอี้ฝานหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายขยับดิ้นรนโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อมองดูตัวเอง แขนขาทั้งสี่ข้างถูกเชือกมัดไว้อย่างแ่า แม้จะใช้มีดคมกริบ ก็ไม่สามารถปลดปล่อยเขาให้เป็อิสระได้ในเวลาอันสั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการดิ้นรนเลย
แต่ด้วยสัญชาตญาณ หวังอี้ฝานทำได้เพียงดิ้นรนเท่านั้น ทว่าด็อกเตอร์หัวล้านกลับยิ้มพลางพูดว่า "อย่า อย่า อย่าตื่นเต้น ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร วางใจได้ นายจะไม่เป็อะไร…"
ด็อกเตอร์หัวล้านพยายามปลอบหวังอี้ฝานอย่างสุดกำลัง แต่ในใจของหวังอี้ฝานกลับร่ำร้องเตือนตัวเองว่า คนตรงหน้าไม่ใช่คน แต่เป็มีดเล่มหนึ่ง ห้ามประมาทโดยเด็ดขาด มีเพียงดิ้นรนให้หลุดพ้นจากพันธนาการอย่างสุดกำลังเท่านั้น จึงจะรักษาชีวิตของตนเองไว้ได้
น่าเสียดาย นอกจากส่ายศีรษะไปมาแล้ว หวังอี้ฝานไม่มีส่วนใดที่ขยับได้อีก ทั้งตัวถูกมัดเหมือนบ๊ะจ่าง ไม่ว่าเขาจะดิ้นรนอย่างไร ก็เป็เพียงความพยายามที่สูญเปล่า
ด็อกเตอร์ดูเหมือนจะเข้าใจความหมายของหวังอี้ฝาน หรืออาจเป็เพราะเขาหมดความอดทนแล้ว คำพูดปลอบโยนที่พร่ำพูดซ้ำๆ นั้น เงียบหายไปทันทีที่ประกายเย็นเยียบปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา แทนที่ด้วยการหยิบเข็มฉีดยาออกมา แทงเข้าไปที่แขนของหวังอี้ฝาน แล้วดูดเืออกมาเต็มหลอด
เมื่อปลายเข็มออกจากแขนของหวังอี้ฝาน เืก็พุ่งออกมาจากรูเข็มอย่างบ้าคลั่ง ด็อกเตอร์หัวล้านไม่อยากจะสนใจ แต่ภายใต้การดิ้นรนของหวังอี้ฝาน เืเริ่มไหลทะลักไม่หยุด ไม่นานก็ย้อมร่างครึ่งซีกของเขาจนแดงฉาน
ด้วยความจนใจ ด็อกเตอร์หัวล้านจึงหยิบเข็มฉีดยาอีกอันหนึ่งมา ดูดยาสลบบางส่วน แล้วจึงแทงเข้าไปที่แขนของหวังอี้ฝาน
หวังอี้ฝานเคยผ่านการเจาะเืขณะตรวจวัดมาก่อน และมันไม่ได้หยาบคายหรือต้องมัดกันแ่าขนาดนี้ สัญชาตญาณของเขาจึงรู้สึกหวาดกลัวพร้อมต่อต้าน ยิ่งเมื่อเห็นด็อกเตอร์หัวล้านถือเข็มฉีดยาอีกอันหนึ่งเข้ามาใกล้ ยิ่งทำให้เขาใจนขวัญหนีดีฝ่อ แรงดิ้นรนก็เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
ผลลัพธ์เช่นนี้ เกินความคาดหมายของด็อกเตอร์จริงๆ ทำให้เขาปวดหัวอย่างมาก ส่วนหวังอี้ฝานล่ะ ย่อมไม่ต่างกันเลย!
อย่างไรก็ตาม พลังของมนุษย์ก็ยากจะต้านทานฤทธิ์ยาได้ หลังจากหวังอี้ฝานดิ้นรนอย่างรุนแรงอยู่ครู่หนึ่ง เปลือกตาก็หนักอึ้งจนปิดลง ร่างกายเหนื่อยล้าอย่างไม่เคยเป็มาก่อน สติสัมปชัญญะค่อยๆ เลือนราง ลมหายใจก็แทบจะรู้สึกถึงไม่ได้ หวังอี้ฝานจึงสงบลงโดยสิ้นเชิง
หวังอี้ฝานเคยเผชิญอันตรายมานับไม่ถ้วน แต่การดิ้นรนอย่างสิ้นหวังเช่นนี้ ราวกับอยู่ต่อหน้ามัจจุราช นี่เป็ครั้งแรกของเขา! สติที่ค่อยๆ เลือนหาย ทำให้เขาสิ้นหวังทุกสิ่งทุกอย่าง เพียงแต่เมื่อสติกำลังจะดับวูบ จิตใจกลับสงบลง ในปากพึมพำไม่หยุดว่า "พ่อ แม่ ฝานเอ๋อร์จะตายแล้ว ฝานเอ๋อร์จะตายแล้ว ฝานเอ๋อร์จะไม่ได้เจอพวกท่านอีกแล้ว"
หูของด็อกเตอร์หัวล้านได้ยินเสียงพึมพำของหวังอี้ฝาน แต่ในใจกลับไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย เขาโยนเข็มฉีดยาทิ้งไปอย่างไม่ไยดี กลับไปที่แท่นทดลอง มองดูเืในเข็มฉีดยานั้นราวกับกำลังมองสมบัติล้ำค่า
หลังจากหวังอี้ฝานสงบลงโดยสิ้นเชิง ด็อกเตอร์หัวล้านก็ทนความร้อนรนในใจไม่ไหว เขาแบ่งเืในเข็มฉีดยาออกเป็หลายส่วน เก็บรักษาไว้อย่างดี และหนึ่งในนั้น มือของเขากำไว้อย่างแแ่
ชายหัวล้านถือเข็มฉีดยาบรรจุเืเดินไปยังกรงเหล็กกรงหนึ่ง ภายในกรงนั้นขังสัตว์อสูรคล้ายหมาป่าแต่ไม่ใช่หมาป่าไว้ตัวหนึ่ง สัตว์อสูรตัวนั้นเมื่อเห็นด็อกเตอร์หัวล้าน มันไม่มีท่าทีดุร้ายเหมือนตอนที่เห็นหวังอี้ฝาน แต่กลับมีท่าทีหวาดกลัวเล็กน้อย ถอยร่นเข้าไปชิดผนังกรงด้านใน ราวกับกลัวคนตรงหน้าอย่างสุดใจ
น่าเสียดายที่ กรงก็มีขนาดแค่นั้น จะให้มันหนีรอดไปได้ไหม? ไม่มีทาง!