
....หลินเซียนปลอมตัวเป็นชายหนุ่มธรรมดา มาสร้างกระท่อมเล็กๆหลังหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนาและภูเขา เพื่อฝึกวิชาม่านวารีพิทักษ์ให้ชำนาญและทบทวนความรู้ต่างๆ เหตุที่เขาเลือกที่นี่เพราะคล้ายที่บ้านของเขา เนื่องจากตอนนี้เขาอยู่ห่างไกลจากบ้านตัวเองมากพอสมควร เลยคิดว่าหยุดพักและฝึกฝนวิชาให้ชำนาญก่อนดีกว่า
แดดยามเย็นทอดผ่านทุ่งนา แสงสีทองสาดลงบนบ้านไม้เล็ก ๆ ของหลินเซียนที่เพิ่งสร้างเสร็จ ชายหนุ่มในชุดผ้าธรรมดากำลังซ่อมรั้วไม้หน้าบ้าน ขณะนั้นครอบครัวชาวนาก็เดินผ่านมา
พ่อชาวนา : “อ้า…บ้านใหม่จริง ๆ ด้วย เห็นควันไฟจากครัวตั้งแต่เมื่อวาน นึกว่าใครย้ายมาอยู่แถวนี้ ไม่คิดว่าจะเป็นหนุ่มหน้านวลแบบท่าน ฮ่า ๆๆ”
หลินเซียน (ยิ้มเล็กน้อย ก้มศีรษะอย่างสุภาพ) : “ใช่แล้วครับ ข้าพึ่งย้ายมาไม่นาน"
แม่ชาวนา: “เงียบสงบดีค่ะ แถวนี้แม้ไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่ผู้คนใจดี อยู่กันแบบพี่น้อง… ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกกันได้เลยนะคะ”
หลันหลิน (วิ่งเข้ามาหยุดตรงหน้าหลินเซียน ดวงตากลมใสเหมือนน้ำผึ้ง) : “คุณอาคะ! หนูชื่อหลันหลินค่ะ! คุณอาจะอยู่ที่นี่นาน ๆ ใช่ไหมคะ? หนูอยากมีเพื่อนเล่นเพิ่ม!”
หลินเซียน (หัวเราะเบา ๆ อย่างอ่อนโยน) : “หลันหลินสินะ…ชื่อน่ารักมาก อาก็ไม่แน่ใจว่าจะอยู่นานแค่ไหน แต่ตราบใดที่ยังอยู่ ก็คงได้พบหนูบ่อย ๆ แน่”
หลันหลิน (ยกมือเล็ก ๆ ชี้ไปที่รั้ว) : “คุณอาหน้าตาหล่อจัง แต่รั้วไม้ตรงนี้เอียง ๆ นะคะ! ให้หนูช่วยได้ไหม?”
แม่ชาวนา: “เด็กนี่จริง ๆ จะช่วยอะไรอาเขาได้” (หัวเราะเอ็นดู)
หลินเซียน (สายตาอ่อนลง ยื่นมือไปลูบหัวเด็กเบา ๆ) : “ถ้ามีดอกไม้มาแต่งรั้วไว้สักหน่อยก็คงสวยขึ้น…ดีไหม?”
หลันหลิน (ตาเป็นประกาย) : “จริงด้วยค่ะ! พรุ่งนี้หนูจะเอาเมล็ดดอกไม้ที่หนูชอบที่สุดมาให้คุณอา! คุณอาจะต้องรดน้ำทุกวันเหมือนที่คุณแม่สอนหนูนะคะ!”
พ่อชาวนา (หัวเราะ) : “ฮ่า ๆๆ เด็กน้อยเอาการใหญ่แล้ว… ดูท่าว่าบ้านหลังนี้จะไม่เงียบสงบเท่าไรหรอกนะ”
หลินเซียน (มองครอบครัวเล็ก ๆ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่ไม่ได้สัมผัสมานาน) : “ไม่เป็นไรครับ"
.....ตลอดเวลา 8 เดือนนี้ หลันหลินมาบ้านหลินเซียนทุกวันเพื่อรดน้ำต้นไม้ หลันหลินชอบให้หลินเซียนเล่านิทาน และสอนเขียนอักษรจีนให้ บางครั้งเด็กน้อยก็แอบหอมแก้มหลินเซียน ซึ่งหลินเซียนก็รักเอ็นดูหลันหลิน ชอบเอาขนมเคลือบน้ำตาลให้กินเป็นประจำ
ชาวบ้านคนอื่นๆก็แวะเวียนมาหาบ้าง เอาพืชผักที่เพาะปลูกได้มาแบ่งให้หลินเซียน แม้จะไม่ใช่ของที่มีค่ามีราคาอะไร แต่หลินเซียนก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
เพราะที่บ้านเกิดเขาโตมาบนครอบครัวที่ขาดพ่อและยากจน มักถูกเด็กๆในหมู่บ้านดูถูกเขาเป็น "ไอ้ขยะ" อยู่เป็นประจำ นอกจากคุณหนูร้านน้ำชาแล้วหลินเซียนไม่มีเพื่อนในหมู่บ้านเกิดเลย ต่างกับที่นี่ ทุกคนมีไมตรีให้เขา นั่นทำให้หลินเซียนอยู่ที่นี่นานถึง 8 เดือน ทั้งๆที่ตั้งใจว่าอยู่เพียง 3 เดือนพักผ่อนให้หายเหนื่อยก็จะไปแล้ว
....ยามอรุณแรกของเริ่มต้นฤดูฝน แสงตะวันอ่อนสาดลอดผ่านม่านหมอกบาง ปกคลุมทุ่งนาที่เขียวขจีด้วยต้นกล้าอ่อน ชาวบ้านต่างทยอยออกจากบ้านไม้หลังเล็ก เสียงหัวเราะทักทายดังประสานกับเสียงไก่ขันและสุนัขเห่าเป็นจังหวะ เด็กๆ วิ่งเล่นไล่จับกันบนทางดิน ฝุ่นทรายลอยคลุ้งติดแสงทองจนดูคล้ายละอองอุ่น
ใต้ต้นหลิวใหญ่กลางหมู่บ้าน บรรดาผู้เฒ่านั่งล้อมวงเล่นหมากไม้โบราณ พลางคุยเรื่องฝนฟ้าและการเพาะปลูก ด้านหญิงสาวก็ก้มหน้าก้มตาซักผ้าในลำธาร สายน้ำใสสะอาดสะท้อนเงาใบหน้าที่มีรอยยิ้มสงบ อาหารเช้าของบ้านแต่ละหลังยังส่งกลิ่นหอมออกมาจากครัวไฟเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวต้มหรือหมั่นโถว ล้วนชวนให้คนเดินผ่านต้องหยุดสูดลมหายใจยาว
เสียงควายไถนาสลับกับเสียงนกเกาะคันนา ทำให้ทั้งหมู่บ้านดูกลมกลืนไปกับธรรมชาติราวกับเป็นภาพวาดที่ยังมีชีวิตอยู่ ท่ามกลางความเรียบง่ายนี้ ชาวบ้านต่างพึ่งพาอาศัยกันดุจญาติผู้พี่น้อง
เนื่องจากขาดแรง วันนี้หลินเซียนจึงมาช่วยดำนาพร้อมกับชาวบ้านตั้งแต่เช้าๆ โดยมีเด็กน้อยหลันหลินมาให้กำลังใจที่คันนา
“หากใจคนเป็นหนึ่งเดียว แม้ภูเขาไท่ซานก็ยังถูกย้ายได้"
.....ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเด็กๆ และเสียงควายไถนาตามปกติ ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านพลันหม่นหมอง เงาแสงสีดำปนม่วงทอประกายล้อมรอบขอบฟ้า คลื่นพลังอันแปลกประหลาดพลันกระจายออกไปดุจสายน้ำยิ่งใหญ่ ก่อเกิดเป็นเขตอาคมรูปแบบมหาค่ายกล ขอบฟ้าถูกห่อหุ้มด้วยม่านพลังโปร่งแสงคล้ายแก้วใส เสียงก้องดังกระหึ่มเหมือนท้องฟ้าแตกสะเทือน
ชาวบ้านทั้งหลายแตกตื่น บ้างทำของหล่น บ้างรีบคว้าแขนลูกหลานให้เข้ามาหลบหลังตนเอง เสียงเด็กๆ ร้องไห้สะอึกสะอื้นปนกับเสียงตะโกนถามด้วยความสับสน
“เกิดอันใดขึ้นกันแน่…?!”
“สวรรค์เมตตา! เหตุใดจึงมีปรากฏการณ์เช่นนี้!”
แล้วทันใดนั้น เบื้องบนก็ปรากฏร่างบุรุษและสตรีห้าคนในชุดยาวตัดเย็บด้วยผ้าไหมวิจิตร ทุกคนมีออร่าเซียนแผ่วพราย ล่องลอยเหนือหมู่บ้านราวเทพผู้มาเยือน นัยน์ตาของพวกเขาเย็นเยียบประหนึ่งสายน้ำแข็งไม่สะทกสะท้านต่อความหวาดกลัวเบื้องล่าง
ชายวัยกลางผู้ยืนอยู่ด้านหน้าสุด สวมชุดขาวปักลายมังกร ตวัดสายตากวาดมองหมู่บ้านอย่างเคร่งขรึม แล้วเปล่งเสียงออกมา ก้องสะท้อนในอากาศดังไปทั่วจนพื้นดินสั่นสะเทือน
“พวกเจ้าทุกคน! จงมารวมตัวกัน ณ ลานกลางหมู่บ้านเดี๋ยวนี้!”
เสียงนั้นประดุจฟ้าผ่าลงบนจิตใจชาวบ้าน แม้ผู้เฒ่าที่ใจกล้าสุดยังต้องตัวสั่นสะท้าน
“ฟ้าเบื้องบนไม่อาจคาดการณ์ มนุษย์ไม่อาจล่วงรู้ชะตา”
