ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 186 ผู้มาเยือน
หลังจากประตูมิติปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์ ซากศพทั้งสองตนที่ค้างอยู่ในท่าโค้งคำนับก็ค่อยๆ ยืดตัวขึ้น
สไปร์ ศพร่างสูงกว่าสองเมตรค่อยๆ หันตัวกลับมาหาซากศพในชุดสีทอง มันจ้องเขม็งมายังร่างที่เล็กกว่า
แม้สายตาของมันจะดูว่างเปล่า ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ แต่การจ้องมองจากตัวตนทรงพลังเช่นนี้ก็ทำเอาซากศพชุดทองกดดันไม่น้อย ร่างของหวงเลี่ยงที่บังคับให้หยุดสั่นได้แล้ว เริ่มกลับมาสั่นเทาอีกครั้ง
“เจ้า......” หวงเลี่ยงพยายามจะพูดออกมา แต่ความกดดันมันทำให้ความมั่นใจของเขาลดลง คำพูดกลายเป็นขาดห้วงหลังจากพูดออกไปได้เพียงพยางค์เดียว
“ฮือ” ชายร่างสูงก้มมองลงมาพร้อมกับพ่นลมหายใจ ดูเหมือนมันจะตั้งใจฟังสิ่งที่รุ่นพี่ของมันกำลังจะพูดอย่างจริงจัง
แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่สายตาที่มองมายิ่งทำให้ร่างในชุดสีทองกดดันอย่างหนัก พลันรู้สึกไปเองว่าเส้นเสียงช่างตีบตันเสียเหลือเกิน พยายามจะพูดต่อไป แต่กลับไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากลำคอได้สักคำ
สถานการณ์เงียบเชียบดำเนินอยู่พักใหญ่ ร่างสูงยังคงจับจ้องมาที่ซากศพชุดทองรอคอยว่าอีกฝั่งจะพูดอะไรต่อไป ส่วนร่างในชุดทองก็พยายามผ่อนคลายร่างกายของตนเองสุดชีวิต เพื่อที่จะได้กล่าวสิ่งที่ตนเองต้องการต่อไปภายใต้แรงกดดันอันหนักหน่วงนี้
“เจ้า...เก็บ......กลิ่นอาย ได้หรือไม่?” ซากศพในชุดสีทองพยายามกัดฟัน เค้นเส้นเสียงของตนเองอย่างยากลำบากเพื่อให้ได้มาซึ่งคำพูดแต่ละคำ
ชายร่างสูงฟังคำพูดของอีกฝ่ายนิ่งๆ มันเข้าใจสิ่งที่หวงเลี่ยงพูดออกมาแค่ไม่กี่คำเท่านั้น เนื่องจากมันเพิ่งฟื้นตื่นขึ้นมาไม่นาน อีกทั้งพื้นเพก็ไม่ใช่คนจากโลกมนุษย์ ฉะนั้นคลังศัพท์ที่มันมีจึงน้อยมากจนน่าใจหาย
หวงเลี่ยงขมวดคิ้วเข้าหากัน รู้สึกว่าการดูแลอีกฝ่ายเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่ายเสียแล้ว ให้มันแอบติดตามสมาชิกตระกูลพีไรซ์อยู่ห่างๆ หรือไปต่อสู้กับศัตรู ยังง่ายเสียยิ่งกว่ามาดูแลสหายร่างสูงผู้นี้เสียอีก
ซากศพชุดทองพยายามคิดหาวิธีแก้ปัญหาในตอนนี้อย่างเร่งด่วน ไม่เช่นนั้นการทำภารกิจหลังจากนี้คงลำบากไม่น้อยทีเดียว
ไม่ใช่แค่ทำให้ศัตรูตื่นตัวเท่านั้น แม้แต่พรรคพวกเดียวกันอย่างหวงเลี่ยงก็ยังลำบากไปด้วย หากปล่อยอีกฝ่ายไปในสภาพนี้ จะต้องเกิดความวุ่นวายภายในกองทัพอย่างไม่ต้องสงสัย กองกำลังทั่วทั้งเขต B จะต้องจับจ้องมาที่สมาชิกตระกูลพีไรซ์
เมื่อยืนกลางแสงไฟส่องสว่าง ผู้คนมากมายจะจับจ้องมองมา มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย…
ข้อดีก็คือผู้คนเทิดทูนยกย่อง พากันเอาอกเอาใจ ให้สิทธิพิเศษ กลุ่มกองกำลังที่อ่อนแอต่างเกรงกลัวและให้ความเกรงใจ
สำหรับข้อเสีย เมื่อมีคนรักก็ต้องมีคนชัง การที่มีตัวตนทรงพลังเกิดขึ้น ขั้วอำนาจย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งทางผลประโยชน์เอย ความหวาดระแวงเอย จะเกิดขึ้นตามมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ไม่แน่ ตระกูลพีไรซ์อาจจะเพาะสร้างศัตรูในเงามืดเพิ่มขึ้นอีกมากมายเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปที่จะเปิดเผยความแข็งแกร่งของตนเองให้คนอื่นรู้
ความแข็งแกร่งเพียงเท่านี้หาใช่จะไร้พ่ายไม่ หากขุมกำลังหลายแห่งร่วมมือกัน หวังทำลายตระกูลพีไรซ์ หรือเพียงสร้างแผนที่แยบคายขึ้นสักแผนหนึ่ง แม้ตระกูลพีไรซ์จะมีสไปร์ที่ทรงพลังแข็งแกร่ง บางทีอาจจะไม่สามารถแก้ทางกลุ่มคนประสงค์ร้ายเหล่านั้นได้
แน่นอน ซากศพชุดทองไม่ได้คิดซับซ้อนไปถึงขั้นนั้น แต่การที่สไปร์นั้นมีแต่พละกำลังแต่ทำอะไรไม่ค่อยเป็นเช่นนี้มันสร้างความลำบากให้กับการทำงานร่วมกัน แล้วหากต้องแยกกันทำงานจริงๆ มันจะไว้วางใจให้ร่างสูงทำงานอย่างสบายใจได้หรือ?
ร่างในชุดทองต้องคิดหาวิธีการสื่อสารกับร่างสูงก่อนเป็นอย่างแรก ในเมื่อพูดคุยกันไม่เข้าใจ บางทีอาจจะต้องใช้ภาษากาย? แต่จะทำอย่างไรให้อีกฝ่ายเข้าใจเรื่องที่เป็นนามธรรม ยากที่จะเข้าใจอย่างการควบคุมพลังงานภายในร่างเล่า?
ซากศพชุดทองยืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่หลังจากที่ชายผิวคล้ำร่างสูงไม่เข้าใจคำพูดของตน ไม่นานมันก็ค่อยๆ ยกมือขึ้นที่ด้านหน้า เป็นมือที่สั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด
“นี่…ดูให้ดี…” ซากศพชุดทองเค้นเสียงออกมาตามไรฟัน
มันค่อยๆ ปลดปล่อยกลิ่นอายของตนเองออกมา มันเป็นกลิ่นอายที่น่าสยดสยองและแข็งแกร่ง แต่เมื่อเทียบกับกลิ่นอายที่ร่างสูงปลดปล่อยออกมา แทบไม่ต่างจากเอาหิ่งห้อยไปอยู่หน้ากองไฟ
ความสว่างไสวของกองไฟบดบังหิ่งห้อยจนมิด และหากไม่ระวัง หิ่งห้อยตัวนั้นอาจจะโดนไฟคลอกจนตายได้เลยด้วยซ้ำ
แม้จะดูน่าอนาถแค่ไหน แต่หวงเลี่ยงก็จำเป็นต้องทำ มันปลดปล่อยกลิ่นอายอันแสนอ่อนแอของตนเองออกมาต่อหน้าร่างสูง ก่อนจะค่อยๆ ดึงมันกลับเข้าไปในร่างกาย ราวกับไม่เคยมีกลิ่นอายของมันมาก่อน ทักษะในการปกปิดกลิ่นอายของอดีตผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตระกูลหวงหลงไม่ใช่อ่อนแอเลย
แน่นอนว่าสำหรับซากศพที่ถูกปลุกชีพขึ้นมา แม้ความทรงจำตอนเป็นมนุษย์ของมันจะหายไป แต่ทักษะความสามารถทุกอย่างที่เคยฝึกฝนมามันฝังแน่นอยู่ในทุกสัดส่วนของร่างกาย เป็นการจดจำที่ผ่านการฝึกฝนอันหนักหน่วงมาตลอดช่วงชีวิตของบุคคลบุคคลหนึ่ง
เมื่อเวลาผ่านไป ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของหวงเลี่ยงก็ยิ่งมากขึ้น มันสามารถดึงเอาทักษะความสามารถต่างๆ ตอนยังเป็นมนุษย์กลับคืนมาได้
อีกอย่างต้องขอบคุณนิสัยช่างเรียนรู้ของมัน รวมไปถึงความสามารถในการเรียนรู้ที่รวดเร็ว จึงทำให้มันพัฒนาตนเองได้ไวขนาดนี้ …อย่างน้อยก็ไวกว่าร่างสูงสองเมตรนั่นล่ะนะ…
ร่างสูงสองเมตรจ้องมองการกระทำทั้งหมดของชายชราชุดทองที่อยู่ตรงหน้าด้วยใบหน้านิ่งเรียบ
หวงเลี่ยงกำลังจะอธิบายต่อไป แต่ทันใดนั้นมันก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศรอบข้างเบาสบายมากขึ้น แรงกดดันทุกอย่างค่อยๆ สลายหายไป จนถึงจุดที่ไม่มีแรงกดดันอะไรเหลืออยู่อีก
กลิ่นอายที่กดขี่ข่มเหงน่าหวาดหวั่นก็หายไปด้วย ราวกับไม่เคยมีมาก่อน
ร่างในชุดสีทองนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะหลุดออกจากภวังค์ได้ในที่สุด
ตอนนี้หวงเลี่ยงกลับมาขยับตัวได้เหมือนปกติ ไม่ถูกแรงกดดันสะกดข่มอีกต่อไป เพียงแต่ว่ามันตกใจกับความสามารถของอีกฝ่ายอย่างยิ่ง
ทำให้ดูแค่ครั้งเดียว ร่างสูงสามารถทำตามได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน แทบไม่มีความแตกต่างไปจากที่หวงเลี่ยงทำได้แม้แต่น้อย
การที่จะปกปิดกลิ่นอายให้แนบเนียนได้ในระดับนี้ แม้จะมีความทรงจำจากการฝึกฝนแฝงเร้นอยู่ในร่าง แต่หวงเลี่ยงก็ต้องฝึกฝนอยู่หลายครั้งก่อนจะทำได้แนบเนียนขนาดนั้น แต่อีกฝ่าย…มองแค่ครั้งเดียวก็ทำตามได้?
จริงๆ แล้ว สไปร์นั้นเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งเทียบเท่าอีโวลระดับที่สามขั้นสูงสุด และจุดที่สูงสุดในชีวิตก่อนตายก็น่าจะแข็งแกร่งยิ่งไปกว่านั้นอีก
ความสามารถของตัวตนระดับนี้แตกต่างจากเหล่าอเวกอย่างสิ้นเชิง การไหลของพลังงานทั้งหมดภายในร่างของหวงเลี่ยงนั้นอยู่ในการสังเกตของร่างสูงทั้งหมด มันเห็นวิธีการทุกขั้นตอนอย่างทะลุปรุโปร่ง บวกกับความสามารถดั้งเดิมของร่างกายนี้ ทำให้มันเลียนแบบทักษะของหวงเลี่ยงได้โดยไม่มีผิดเพี้ยน
ซึ่งซากศพสีทองไม่ทราบเรื่องนี้เลย จึงตกใจอย่างมากเมื่อเห็นอีกฝ่ายเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว
'ดูเหมือนเพื่อนใหม่คนนี้จะไม่ได้ทึ่มอย่างที่คิด?' ทัศนคติของหวงเลี่ยงต่อซากศพร่างสูงเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย แม้จะเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็ตาม แต่ก็ทำให้หวงเลี่ยงมั่นใจมากขึ้นในการทำงานร่วมกับเพื่อนใหม่ผู้นี้
“ดี! ดีมาก” เมื่อคลายความตกใจลงไปได้ ซากศพชุดทองก็โพล่งออกมาด้วยความยินดี จากนั้นจึงพูดต่อไปว่า “เอาล่ะ ไปทำงานกันได้แล้ว”
ซากศพชุดทองหมุนตัวกลับหลังแล้วพุ่งติดตามกลุ่มคนจากเมือง B-24 ไป ส่วนร่างสูงก็พยักหน้าช้าๆ หนึ่งครั้งก่อนจะพุ่งตัวติดตามไป
—----------
หลังจากฝากฝังสมาชิกคนใหม่ไว้กับอดีตผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตระกูลหวงหลง จินก็ตรวจสอบความเป็นไปของลูกหลานทั้งห้าคน ทุกคนปลอดภัยดี ผลลัพธ์ของโอสถรักษายังเชื่อถือได้เสมอ
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี และข้ารับใช้ทั้งสองตนก็แอบติดตามคณะเดินทางจากเมือง B-24 ได้อย่างเงียบเชียบไร้ร่องรอย จินก็วางใจและเดินทางกลับไปยังคฤหาสน์ตระกูล
[ประมวลผลภารกิจต่อเนื่องเสร็จสิ้น]
[ผู้ใช้ได้รับ : ยันต์ค่าประสบการณ์x50, กายเทียม (ระดับกลาง) x1]
จินเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดูขณะที่มิติประดิษฐ์กำลังเคลื่อนตัวกลับสู่เมือง B-24
ดูเหมือนว่าของรางวัลครั้งนี้จะไม่ค่อยหลากหลายเท่าไหร่นัก ระบบให้ของรางวัลมาเพียงสองชนิดเท่านั้น แต่ก็เป็นสองชนิดที่มีคุณค่า
ไม่บ่อยนักที่ระบบจะมอบยันต์ค่าประสบการณ์ในครั้งเดียวมากถึงห้าสิบแผ่น ส่วน [กายเทียม(ระดับกลาง)] นั้นก็มีมูลค่าไม่น้อย ในช่องซื้อขายสินค้าของระบบ มันมีราคาแพงกว่า [กายเทียม(ระดับต่ำ)] ไม่น้อยกว่า 20 เท่า
ฉะนั้นจะบอกว่าของรางวัลในครั้งนี้มันน้อยเกินไปก็ไม่ถูก เพราะนี่ก็ไม่ใช่ภารกิจหลัก รวมถึงของที่ระบบมอบออกมาตอนนี้ก็มีมูลค่ามากไม่ใช่น้อยๆ แล้ว
จินไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรสำหรับของรางวัลที่ได้รับมา ดีเสียอีก ตอนนี้เขามีกายเทียมสำรองไว้ในคลังระบบถึงสองอัน และกายวิสุทธิ์อีกหนึ่ง หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นเขาสามารถใช้มันออกไปได้โดยที่ไม่ต้องรู้สึกเสียดายอีกแล้ว
ร่างวิญญาณเก็บของรางวัลใส่ไว้ในคลังของระบบ สำหรับยันต์ค่าประสบการณ์ทั้งร้อยใบที่ได้มาในครั้งนี้ จินตัดสินใจจะใช้มันอีกครั้งเมื่อจิตวิญญาณได้รับการฟื้นฟูเสียก่อน เพื่อผลลัพธ์สูงสุดที่ควรจะเป็น
ยันต์ค่าประสบการณ์หนึ่งร้อยใบเป็นจำนวนที่เยอะมาก แต่ก็ยังไม่มากพอจะพัฒนาระดับของจินให้ก้าวเข้าสู่อีโวลระดับสองได้อยู่ดี ฉะนั้นเขาจึงอยากจะรีดผลประโยชน์ของมันออกมาให้ได้มากที่สุดแม้จะเพียงนิดเดียวก็ตาม
ในที่สุดมิติประดิษฐ์ก็เดินทางมาถึงเมืองขนาดกลางซึ่งเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์ในปัจจุบัน
สายตาของจินมองไปที่จอแสดงภาพ เขาเห็นขบวนเดินทางขนาดกลางกำลังเคลื่อนที่เข้ามาจากประตูเมืองทิศเหนือ แม้จะเป็นขบวนเดินทางที่ไม่ใหญ่นัก แต่จินรู้สึกได้ถึงความพิเศษของมัน จึงเปิดระบบตรวจสอบให้ขยายออกไปยังทิศทางนั้นทันที
“หืม?” ร่างวิญญาณขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยหลังจากเห็นข้อมูลที่ปรากฏบนหน้าจอแสดงผล
“พลังงานระดับนี้นี่มัน...อเวกระดับที่เก้า สี่คน? ระดับที่แปด หกคน แล้วก็ระดับที่เจ็ดอีกสิบคน? คนพวกนี้มาจากกองกำลังใดกัน?” จินรีบเคลื่อนมิติประดิษฐ์เข้าไปหาขบวนเกวียนเมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่มีตัวตนระดับอีโวลซ่อนตัวอยู่