ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่59 ปฐมบทแห่งค่ายกล และศิษย์พี่ผู้มีน้ำใจ

    ท่ามกลางบรรยากาศยามสายที่แสงแดดทอดทออย่างบางเบา อวี้เหวินยืนอยู่บนลานหินเรียบหลังเรือนพัก เส้นผมยาวสีดำขลับปลิวระริกตามสายลม กลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้ในสวนลอยมากระทบจมูกอย่างบางเบา


    เขาชำเลืองมองป้ายหยกสีเขียวอ่อนในมือ มันสั่นไหวเบา ๆ แผ่รัศมีไสวอย่างเงียบงัน ราวกับเร่งเร้าให้เขาตอบรับสิ่งที่ปรากฏอยู่บนนั้น


    ปลายนิ้วเรียวยาวแตะเบา ๆ ลงบนป้ายหยก แสงสีฟ้าจาง ๆ แผ่ออกมาคล้ายม่านหมอก ก่อนที่ตัวอักษรเรืองแสงจะปรากฏขึ้นกลางอากาศช้า ๆ ราวภาพมายาในความฝัน


    "รื่นเริงค่ายกล: ท้าประลองปัญญา สานสัมพันธ์ศิษย์"


    ถ้อยคำเรียบง่ายแต่ทรงพลัง กระแทกโสตสัมผัสของอวี้เหวินอย่างลึกล้ำ

    ดวงตาดำขลับของเขากระจ่างใสขึ้นทันทีด้วยความสนใจ


    "จัดขึ้นอีกสามวันถัดจากนี้

    หอค่ายกลรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพดำเนินการ

    เพื่อให้เหล่าศิษย์ได้ใกล้ชิดกับศาสตร์แห่งค่ายกล และร่วมสนุกอย่างทั่วถึง"


    พร้อมกันนั้น ตัวอักษรสีทองเล็ก ๆ ยังเผยให้เห็นคำขวัญประจำงาน

    "หนึ่งค่ายกลพันสรรค์วิถี ปัญญาเชื่อมร้อยใจมวลศิษย์"


    อวี้เหวินอ่านพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย สำนวนเรียบหรูแต่แฝงด้วยความหมายลึกซึ้ง ทำให้เขาอดรู้สึกทึ่งอยู่ในใจมิได้


    เนื้อหาต่อมาระบุชัดเจน งานนี้จะมีทั้ง การแสดงค่ายกลพิเศษหลากชนิด เปิดโอกาสให้ศิษย์ทุกระดับชั้นได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของศาสตร์ลี้ลับนี้ด้วยตาตนเอง


    นอกจากนี้ ยังมี ตลาดนัดพิเศษ ทอดยาวเป็นแนวหลายซอย เลียบตามทางเดินรอบหอค่ายกล

    มีทั้งสินค้าจากฝ่ายตำหนักมังกรเมฆาเอง และพ่อค้าภายนอกที่หายาก

    ตั้งแต่ ยันต์ค่ายกล ศาสตราวุธหายาก เม็ดยาโอสถ ไปจนถึง ผ้าแพรพรรณ อาหารเลิศรส เครื่องดื่มชั้นยอด


    แต่สิ่งที่สะดุดใจเขาที่สุดคือ กิจกรรมพิเศษสี่ประการ ที่จัดขึ้นเพื่อทดสอบไหวพริบ พื้นฐานความรู้ และความสามารถในการประยุกต์ใช้เกี่ยวกับค่ายกล


    ตัวอักษรสีทองขับแสงบนท้องฟ้าเสมือนเผยประกาศแห่งความท้าทายต่อหน้าต่อตา



    ...


    กิจกรรมทั้งสี่


    หนึ่ง "เนตรทิพย์ไขปริศนา" ฝึกไหวพริบและการสังเกตความผิดปกติในค่ายกล


    สอง "ปัญญาพาพ้นทาง" ทดสอบความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับค่ายกล ฝ่าด่านความรู้ที่จัดวางไว้อย่างแยบคาย


    สาม "มือสร้างสรรค์บรรจบกล" ทดสอบการประยุกต์และสร้างค่ายกลจากวัตถุดิบที่กำหนด


    สี่ "หมากกลท้าสมอง" ศึกหมากกระดานประลองเชิงกลยุทธ์ค่ายกล


    กิจกรรมทั้งสี่มีคะแนนรวมเต็มหนึ่งร้อยเเต้ม

    ผู้ที่ทำคะแนนรวมได้สูงสุดจะได้รับของรางวัลสูงสุดเป็น...

    "ค่ายกลระดับหนึ่งขั้นสูงสุด" สิ่งซึ่งแม้แต่ศิษย์ชั้นสูงยังต้องลุ่มหลงใฝ่หา เเละ มีรางวัลอีกมากมาย เช่น หยาดทิพย์หลอมวิญญาณ..

    ..


    ...


    แสงเรืองรองจากป้ายหยกค่อย ๆ เลือนหายไป ทิ้งให้ลานหินเงียบงัน มีเพียงเสียงสายลมพัดแผ่วและเสียงใบไม้ไหวซ่า ๆ


    อวี้เหวินกำป้ายหยกแน่นเล็กน้อย ดวงตาใต้ขนตายาวทอแววแน่วแน่ สะท้อนเงาพระอาทิตย์สาดแสงเหนือท้องฟ้า


    ริมฝีปากหยักได้รูปยกยิ้มจาง ๆ พลางคิดในใจ


     "ค่ายกลระดับหนึ่งขั้นสูงสุด..."




    ความทรงจำหนึ่งผุดวาบขึ้นในห้วงคำนึง วันประลองกับ อ๋าวหยินห่าว ที่ผ่านมา ภาพค่ายกลเร้นลับที่โอบล้อมเขาไว้ และเสียงอันราบเรียบของ ซ่งเหยียนเฟยพลันหวนคืนมา


    ครั้งนั้น เขาอาศัยการชี้แนะจากเหยียนเฟยจึงสามารถทำลายค่ายกลได้ หากในคราหน้า หากเขามีค่ายกลเป็นอาวุธเคียงกาย...


    ...ชัยชนะย่อมง่ายดายกว่าที่ผ่านมาไม่น้อย!


    เส้นผมสีดำขลับปลิวตามลม คล้ายม่านรัตติกาลที่เต้นระบำ ดวงหน้าหล่อเหลาของเขา ภายใต้ใฝ่เสน่ห์ที่ใต้ตาขวา ยิ่งแลดูมีเสน่ห์อย่างประหลาดในแสงแดดสีทอง


    เขาขยับริมฝีปาก เอื้อนเอ่ยถ้อยคำที่แฝงความตั้งใจอย่างมั่นคง


     "อีกสามวัน... ก่อนถึงวันงาน ข้าคงต้องศึกษาเรื่องค่ายกลให้ลึกซึ้งเสียหน่อยแล้ว"


    หลังจากพิจารณารายละเอียดจากป้ายหยกเสร็จสิ้น อวี้เหวินมิได้รั้งรอให้เวลาล่วงเลยไปแม้แต่น้อย ร่างสูงสง่าสวมชุดดำขลับสะบัดชายเสื้อเบา ๆ ก่อนหมุนกายมุ่งหน้าสู่หอคัมภีร์ของตำหนักมังกรเมฆาทันที


    ท่ามกลางลานศิลากว้างใหญ่ตัดกับพื้นฟ้า หอคัมภีร์ทรงเจดีย์แปดเหลี่ยมตั้งตระหง่านสงบนิ่ง เปล่งประกายเย็นเยียบในยามสาย ดวงตาคมปลาบใต้ขนตายาวทอดมองภาพตรงหน้าด้วยแววลึกซึ้งเล็กน้อย ราวกับอดระลึกมิได้ว่านี่เป็นครั้งที่สองที่เขาก้าวมาเยือนสถานที่นี้ ทั้งที่เพิ่งเข้าตำหนักมาได้ไม่นาน...


    ตัวหอก่อจากศิลาเนื้อแน่นสีม่วงเข้ม ประดับลายทองสลักอักขระโบราณ เสาแต่ละต้นราวกับมีชีวิต อักขระสลับลวดลายดูพร่าเลือนคล้ายจะพลิ้วไหวท่ามกลางแสงแดด ทั้งยังแผ่กระแสปราณเร้นลับเย็นเยียบจนชวนให้ขนลุกขึ้นมาคราแล้วคราเล่า


    ครั้งก่อนที่เขามาเยือน ประตูหอคัมภีร์นั้นปิดสนิทดุจป้อมปราการ ทว่าวันนี้กลับเปิดกว้างราวกับกำลังเชื้อเชิญให้ผู้มีวาสนาเข้ามาไขว่คว้า ปราณเย็น ๆ สายหนึ่งแล่นผ่านชายเสื้อดำของเขา อวี้เหวินเพียงปรายตามอง ก่อนก้าวย่างเข้าไปด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง


    ภายในหอชั้นแรก โอ่โถงจนเหมือนอีกมิติหนึ่ง เพดานสูงลิบเจิดจ้าด้วยแสงสว่างจากโคมผลึกวิญญาณนับร้อยนับพัน แปดผนังรอบด้านเรียงรายด้วยชั้นไม้สีเข้มวางเรียงตำราและหยกคัมภีร์อย่างเป็นระเบียบ แต่ละเล่มแฝงเร้นด้วยอักขระสะท้อนแสงจาง ๆ ราวกับมีจิตวิญญาณเฝ้าระวังมิให้ผู้ใดแตะต้องโดยพลการ


    สายตาคมปลาบของอวี้เหวินกวาดมองอย่างเงียบงัน ก่อนจะหยุดลงที่มุมหนึ่ง ดวงตาคู่นั้นฉายแววพินิจพิเคราะห์ เขาก้าวเข้าไปด้วยท่วงท่าสุขุม หยิบตำราเล่มเล็กสีหม่นเล่มหนึ่งขึ้นมา หน้าปกเก่าคร่ำเขียนตัวอักษรด้วยลายมือโบราณว่า


    "ค่ายกลพื้นฐาน"


    ปลายนิ้วเรียวยาวปัดเศษฝุ่นที่เกาะอยู่เบา ๆ ก่อนเปิดหน้าคัมภีร์อ่านช้า ๆ ทุกตัวอักษร ทุกประโยค เขากลืนซึมมันเข้าสู่ใจอย่างไม่เร่งรีบ เสี้ยวเวลาผ่านไปทีละน้อย อวี้เหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาทอประกายครุ่นคิด


    “เฮ้อ...”

    เขาถอนหายใจเบา ๆ คิดในใจอย่างเยือกเย็นว่า

    “เนื้อหาเล่มนี้...ก็เพียงความรู้พื้นฐานเท่านั้น หาได้ครอบคลุมสิ่งที่จำเป็นสำหรับงานรื่นเริงค่ายกลไม่... หากข้ายังคงนั่งนิ่งอยู่เช่นนี้ คงมิอาจชิงรางวัลมาได้”


    ขณะที่เขาพลิกตำราด้วยความลังเลใจว่าจะค้นหาเล่มอื่นหรือไม่นั้นเอง พลันเสียงท่องบทกวีสดใสอารมณ์ดีก็ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท


    "สายลมหวิวไหวพัดโลมกิ่งหลิว

    เมฆาล่องลอยเหนือยอดหอสูง

    ชิงหยางหลูหนึ่งจอกคลายทุกข์หมองหม่น

    โลกาเปลี่ยนผัน แต่ใจข้านิ่งสงบ..."




    เสียงนั้นเจือสำเนียงเบิกบาน ราวกับผู้ท่องปราศจากเรื่องหนักใจใด ๆ อยู่ในโลกนี้


    อวี้เหวินละสายตาจากตำรา พลางเลื่อนมองไปยังต้นเสียง เห็นชายหนุ่มผู้หนึ่ง สวมเพียงชุดธรรมดา มือหนึ่งหิ้วถังน้ำ อีกมือหิ้วผ้าเช็ดทำความสะอาด ใบหน้าชายหนุ่มนั้นเปื้อนรอยยิ้มเจือความสดใสราวแสงแดดยามเช้า


    เขาก้าวเท้าเข้ามาภายในหอคัมภีร์อย่างไม่เร่งร้อน พลางฮัมบทกวีไปอย่างอารมณ์ดี จนกระทั่งเหลือบมาเห็นร่างสูงสง่าของอวี้เหวินนั่งอ่านตำราอยู่ตรงมุมหนึ่ง ชายหนุ่มถึงกับหยุดเท้าเล็กน้อย พึมพำกับตนเองเบา ๆ ว่า


    “มิใช่รึ... ยังมีผู้มุ่งมั่นมาศึกษาแม้ยามเช่นนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่งนัก...”


    แม้คำพูดนั้นเบาราวเสียงลม แต่ก็ไม่อาจเล็ดลอดหูของอวี้เหวินได้ เขายังคงนิ่งเฉยไม่กล่าวตอบ ดวงตาภายใต้เงาผมยาวสลวยสาดเงาลงบนใบหน้าเยือกเย็น เฝ้ามองตำราในมือตนอย่างสงบ หากในใจกลับขบคิดอย่างล้ำลึก


    “ดูท่า... ผู้คนส่วนใหญ่คงมิใส่ใจตำราเท่าใดนัก เช่นนั้นโอกาสของข้าก็ย่อมมากขึ้น...”


    ชายหนุ่มผู้นั้นวางถังน้ำลงริมผนัง ก่อนเดินไปเริ่มเช็ดทำความสะอาดมุมหนึ่งของหอคัมภีร์ ทิ้งไว้เพียงเสียงผ้าปัดฝุ่นกับพื้นไม้เบา ๆ ประกอบกับเสียงพลิกหน้าคัมภีร์ทีละแผ่นของอวี้เหวิน ภายในหอคัมภีร์อันกว้างใหญ่สงบเยือกจึงมีเพียงความเคลื่อนไหวเล็กน้อยเช่นนั้น


    แสงจากผลึกวิญญาณสาดลงบนใบหน้าของอวี้เหวิน คราเมื่อเขาหรี่ตาเล็กน้อย เงาครึ่งซีกของดวงหน้าหล่อเหลาถูกแต้มด้วยแสงสลัว เจิดจ้าและมืดมัวประสานกันราวหยินหยาง พริบพรายในบรรยากาศลี้ลับ


    เขาค่อย ๆ ปิดคัมภีร์ในมือลง ดวงตาสะท้อนประกายตัดสินใจแน่วแน่ 


    “ข้าต้องค้นหาตำราที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านี้ให้พบ...”


    เสียงกวาดผ้าฝุ่นดังแผ่วเบาท่ามกลางบรรยากาศสงัด อวี้เหวินกำลังจมอยู่ในตัวอักษรเก่าแก่ที่บรรจุอยู่ในตำราเล่มบาง พลันได้ยินเสียงทุ้มแจ่มใสเอื้อนเอ่ยขึ้นจากด้านหลัง


    “น้องชาย เจ้าอ่านตำราใดอยู่หรือ?”


    อวี้เหวินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาดำขลับเย็นสงบตวัดมองชายหนุ่มผู้มาใหม่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงความนอบน้อม


    “ตำราค่ายกลเบื้องต้นเล่มหนึ่งขอรับ”


    ชายหนุ่มสวมชุดผ้าฝ้ายธรรมดาสีเทา มือข้างหนึ่งถือถังน้ำ อีกข้างถือผ้าเช็ดฝุ่น เขามองมาแล้วยิ้มกว้าง รอยยิ้มตรงไปตรงมาราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ


    “โอ้ เช่นนั้น เจ้าคงตั้งใจจะเข้าร่วมงานรื่นเริงในอีกสามวันเป็นแน่แท้” เขากล่าวอย่างรื่นเริง พลันสายตาเหลือบไปเห็นตำราที่อวี้เหวินถืออยู่


    “แต่ว่า...ตำราที่เจ้าอ่าน แม้จะว่าด้วยพื้นฐานค่ายกล ทว่ากลับมิเพียงพอต่อการเข้าร่วมกิจกรรมหอค่ายกลโดยแท้” เสียงของเขาเต็มไปด้วยความจริงใจปราศจากการเสแสร้ง


    พูดจบ ชายหนุ่มก็วางผ้าเช็ดฝุ่นไว้บนถังอย่างไม่รีบร้อน แล้วเดินลึกเข้าไปยังชั้นหนังสือทางฝั่งหนึ่ง การเคลื่อนไหวของเขาราบรื่นและมีชีวิตชีวา บ่งบอกถึงนิสัยเรียบง่ายไม่ถือตัว


    ไม่นานนัก เขากลับมาพร้อมกับตำราเล่มหนาเล่มหนึ่ง สีของปกหนังซีดจางตามกาลเวลา แต่อักขระที่สลักบนปกยังแผ่กลิ่นอายปราณบางเบาไม่จางหาย


    “น้องชาย เล่มนี้น่าจะเหมาะกว่านัก” ชายหนุ่มยื่นตำราให้อย่างอารี


    อวี้เหวินยื่นมือออกไปรับอย่างสำรวม พร้อมประสานมือคารวะ “ขอบคุณท่านมากขอรับ”


    ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ดวงตาสีดำสนิทเต็มไปด้วยมิตรไมตรี “เจ้าดูไม่คุ้นตา เป็นศิษย์ใหม่ในปีนี้หรือ?”


    อวี้เหวินพยักหน้าเบา ๆ ความเรียบสงบประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาที่มีใฝ่เสน่ห์ใต้ตาขวา ชุดดำที่สวมใส่ยิ่งขับให้บุคลิกของเขาดูลึกลับเย็นเยียบยิ่งนัก


    ชายหนุ่มหัวเราะฮ่า ๆ อย่างร่าเริง “ข้าเองก็เป็นศิษย์ตำหนักมังกรเมฆาเช่นกัน เพียงแต่ช่วงนี้รับหน้าที่ดูแลทำความสะอาดหอคัมภีร์แห่งนี้ นามของข้าคือ ซูเทียนหลง”


    เขาประสานมือคารวะอย่างอ่อนน้อม


    อวี้เหวินเองก็ตอบด้วยมารยาทมิขาดตกบกพร่อง “ข้า อวี้เหวิน ศิษย์ใหม่ คารวะศิษย์พี่ซู”


    แต่ไม่ทันที่มือนั้นจะละออกจากกัน ซูเทียนหลงกลับเบิกตากว้างเล็กน้อย สีหน้าตื่นตะลึงวูบหนึ่งปรากฏชัด


    “โอ้! เจ้านี่เองหรือคือ อวี้เหวิน ผู้โค่นล้มอ๋าวหยินห่าวแห่งหอค่ายกลผู้นั้น!?” เขาอุทานด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความประหลาดใจปนชื่นชม


    อวี้เหวินขยับริมฝีปากเล็กน้อย คิดในใจอย่างขมขื่นนัก


    'ข่าวลือแพร่สะพัดรวดเร็วยิ่งนัก...เช่นนี้ต่อไปข้าคงหนีสายตาเพ่งเล็งมิพ้นกระมัง...'


    แม้ในใจจะครุ่นคิด ทว่าภายนอกเขากลับเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ ตอบด้วยถ้อยคำถ่อมตน


    “ก็แค่โชคช่วยเท่านั้นขอรับ”


    ซูเทียนหลงหัวเราะร่าอีกครา เสียงหัวเราะของเขากังวานสะท้อนก้องในโถงโอ่อ่าของหอคัมภีร์


    “ฮ่า ๆ เจ้าไม่จำเป็นต้องถ่อมตัว! ผู้ที่สามารถเอาชนะอ๋าวหยินห่าวจากหอค่ายกลได้ หาใช่คนธรรมดาไม่! ข้ายกย่องเจ้ายิ่งนัก!”


    ว่าแล้วเขาก็ยกนิ้วโป้งขึ้นอย่างล้อเลียนเล็กน้อย พลางหัวเราะไปด้วย


    อวี้เหวินได้แต่ยิ้มรับ มิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก ซูเทียนหลงจึงสะบัดมือเหมือนไล่ความสนใจ


    “ช่างเถิด ช่างเถิด เจ้าอ่านตำราของเจ้าไปเถิด ข้าจะไปทำความสะอาดต่อ”


    ว่าแล้วเขาก็หันหลังไป ทำหน้าที่ของตนต่ออย่างอารมณ์ดี ทิ้งไว้เพียงเสียงผ้าถูฝุ่นที่ดังแผ่วท่ามกลางความเงียบสงบของหอคัมภีร์


    อวี้เหวินก้มลงเบา ๆ มองตำราเล่มใหม่ที่เพิ่งได้รับมา ดวงตาแฝงแววครุ่นคิด


    'สามวัน... หากต้องเข้าร่วมงาน ข้าย่อมต้องศึกษาวิชาให้ถ่องแท้ยิ่งขึ้น...'


    เขาไล้นิ้วไปตามตัวอักษรบนปกตำราอย่างช้า ๆ ราวกับสัมผัสกับสายธารปราณที่ไหลเวียนอยู่ในนั้น ตำรามีสีปกหม่นซีดเย็นเยียบ ทว่ากลับสลักชื่อคัมภีร์ด้วยลายมือเก่าแก่ราวจารึกจากกาลก่อน ตัวอักษรคล้ายหยาดหยดหมึกทองคำนูนเด่น ทอแสงวาวจาง ๆ ใต้แสงโคมไฟ


    "ปฐมบันทึกแห่งค่ายกล : เผยสู่นภา"


    เมื่อเห็นนามตำรา อวี้เหวินพลันขมวดคิ้วเล็กน้อย ความรู้สึกลึกซึ้งหนึ่งก่อเกิดในใจ นามอันสูงส่งนี้ หาใช่เรียบเรียงเพียงเพื่อโอ้อวดไม่ แต่ชี้ถึงการบันทึกเส้นทางกำเนิดค่ายกลอย่างแท้จริง


    มือเรียวยาวของเขาเปิดตำราอย่างระมัดระวัง เสียงกระดาษเก่าแก่เสียดสีกันเบา ๆ เสมือนเสียงกระซิบจากยุคสมัยโบราณ


    เบื้องต้นของตำรา บรรจุข้อความแนะนำผู้ประพันธ์ไว้ ตัวอักษรวิจิตรสะอาดตา ชี้บ่งถึงบุรุษนาม "หม่าเทียนหลัว" นักค่ายกลผู้รอนแรมไปทั่วใต้หล้า ผู้รวบรวมเรื่องเล่าตำนานและเคล็ดวิชาจากทุกค่ายกลในใต้หล้าเพื่อนิพนธ์ตำราเล่มนี้ขึ้น ด้วยเจตจำนงมอบความกระจ่างแก่ชนรุ่นหลัง มิให้สืบทอดแต่เพียงเคล็ดลับ หากให้ซึมซาบถึง 'จิตวิญญาณ' ของค่ายกลแท้จริง


    หลังคำนำไม่นาน เนื้อความได้เปิดสู่ตำนานแรกเริ่มของค่ายกล...



    ...


    "ว่ากันว่า ในกาลครั้งหนึ่งอันแสนเนิ่นนาน เกินกว่าที่ตะวันและจันทราจะจดจำร่องรอยแห่งการโคจรครั้งแรกได้ โลกยังคงจมดิ่งอยู่ในห้วงหมอกแห่งความโกลาหล ผืนพิภพไร้ซึ่งผู้พิทักษ์ มารร้าย ภูตผี และอสูรโลกันต์ต่างเหยียบย่างเหนือแผ่นดินอย่างเสรี มนุษย์ในยุคนั้นอ่อนแอเกินกว่าจะทานทน นำพาเผ่าพันธุ์ไปสู่ความหายนะครั้งแล้วครั้งเล่า

    จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง ท่ามกลางขุนเขาลึกเร้นแห่งหนึ่ง ได้ปรากฏบุรุษชราไร้นาม บ้างกล่าวว่าเป็นเทพที่จุติลงมา บ้างก็ว่าเป็นเพียงมนุษย์สามัญที่รอดชีวิตจากการถูกล่า ทว่าไม่ว่าที่มาจะเป็นเช่นไร บุรุษผู้นั้นกลับมองเห็นหนทางแห่งชัยชนะ มิใช่ด้วยพละกำลัง หากแต่ด้วย 'สติปัญญา' อันเฉลียวฉลาด


    เขาใช้เวลาหลายสิบปีนั่งสมาธิศึกษาใต้ร่มเงาของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ฝึกฝนบ่มเพาะกระบวนท่าแห่งการเรียงร้อยพลังแห่งฟ้าและดิน ผสานกระแสแห่งธาตุทั้งห้า กำหนดเส้นสายแห่งพลัง นำจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติร้อยรัดเป็นแบบแผนอันลึกลับ


    แล้วในที่สุด 'ค่ายกล' แรกแห่งใต้หล้าก็ถือกำเนิดขึ้น ค่ายกลนั้นมิได้ใหญ่โต ทว่ากลับสามารถปกป้องผู้คนในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งให้พ้นจากเงื้อมมือของอสูรร้ายได้

    ผู้คนเริ่มเผยแพร่ความรู้จากบุรุษชราผู้นั้น แผ่ขยายไปทั่วผืนแผ่นดิน กลายเป็นศาสตร์ล้ำค่าที่ทั้งปกป้องและต่อกรกับภัยพิบัติ ค่ายกลในกาลต่อมาแตกแขนงออกนับไม่ถ้วน ทั้งที่สามารถโจมตี ป้องกัน หรือแม้แต่บิดเบือนม่านตาของผู้คน จนกระทั่งหลอมรวมเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของศิลปะการบ่มเพาะและสงครามในใต้หล้า


    ทว่า เรื่องเล่าขานนี้ก็เลือนราง ดุจม่านหมอกในความฝัน ไร้ซึ่งหลักฐานใดๆ ยืนยันว่าบุรุษชราไร้นามนั้นมีตัวตนจริง หรือเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งปณิธานและปัญญาของมนุษย์ที่ดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด..."



    ...


    บทถัดมา เป็นข้อคิดเห็นของผู้ประพันธ์


    "แม้ตำนานแห่งต้นกำเนิดค่ายกลจะลึกลับยากยืนยัน ทว่าแก่นแท้ของมัน ความเชื่อมั่นในปัญญาและการแสวงหาหนทางเพื่อปกป้องตนเอง หาใช่สิ่งที่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลาไม่


    ในสายตาของข้าพเจ้า หม่าเทียนหลัว ตำนานดังกล่าวแม้อาจถูกแต่งเติมเสริมสีสัน แต่กลับซ่อนเร้นสัจธรรมอันสูงส่งเอาไว้


    ประการหนึ่งคือ 'จิตใจที่ไม่ยอมจำนนต่อความสิ้นหวัง'

    ประการสองคือ 'การใช้สติปัญญาเหนือพละกำลัง'

    และสุดท้าย 'การผสานกลมกลืนกับธรรมชาติ หาใช่ฝืนขืนธรรมชาติ'


    แม้เรามิอาจยืนยันความจริงของตำนานนี้ได้ ทว่าเราสามารถเรียนรู้จากเจตจำนงที่มันสื่อถึง นั่นจึงเป็นสิ่งล้ำค่ายิ่งกว่าข้อเท็จจริงใด ๆ"



    ...


    เมื่ออ่านถึงตรงนี้ อวี้เหวินพลันยกสายตาขึ้นจากตำรา ใบหน้าหล่อเหลาภายใต้เงาเส้นผมดำขลับฉายแววลึกซึ้ง


    "หม่าเทียนหลัวผู้นี้... กล่าวได้ว่ามิใช่เพียงผู้สั่งสมความรู้ แต่ยังเปี่ยมด้วยปัญญาและความเข้าใจต่อแก่นแท้ของวิชาโดยแท้..." เขาพึมพำกับตนเองในใจ


    ในอกคล้ายมีระลอกคลื่นบางเบาสั่นไหว ความรู้สึกเลื่อมใสและเคารพต่อผู้เขียนตำราเล่มนี้แผ่ซ่านอย่างไม่อาจหักห้าม


    มือขาวเรียวพลิกหน้ากระดาษอย่างแผ่วเบา ก่อนจะก้มหน้าลงอ่านต่อด้วยแววตาจริงจังลึกซึ้ง หอคัมภีร์กว้างใหญ่เงียบงัน มีเพียงเสียงพลิกกระดาษบางเบาดุจสายลม สะท้อนก้องท่ามกลางชั้นหนังสือสูงเสียดฟ้า...




    *ตอนต่อไปลงช้าสักนิด เเต่ลงวันนี้เเน่นอนครับ (ใช้เวลาเเต่งพอสมควร)*